“พวกเราถูกล้อมด้วยสภาพที่ไม่มีอาวุธ ไม่มีชุดเกราะ ถึงพวกเฮเดสจะเคลื่อนไหวช้า แต่ก็ไม่อาจดูถูกพวกมันได้ พวกมันถือว่าเป็นสัตว์ที่อันตรายอย่างแท้จริง”
“ตอนนั้นทำยังไงถึงหนีออกมาได้ละดอง? ”
“... เดียวก่อนนะ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะกลับมากันแล้วละ”
“ดอง? ”
ภูติตัวน้อยละสายตาออกจากใบหน้าของชนเผ่าสิงโตผู้น่าเกรงขาม แล้วมองไปที่ทางเข้าโรงอาหาร
เลยออกไปทางด้านหลังของไพไรต์ คือภาพของกลุ่มพวกพ้องที่กำลังหิ้วคอแม่เสือสาวตัวน้อยขนสีฟ้าสดใสเข้ามา
“เพื่อเป็นการชดเชยความผิด จงเลี้ยงค่าข้าวเช้าพวกเราซะดี ๆ ”
“...มูว~”
ดูเหมือนว่าสุดท้ายเธอคนนั้นจะหนีไม่รอดเงื้อมือพยามารเผ่ายักษ์ผู้เก่งกาจ [พรุน] ไปได้
พรุนใช้กำลังแขนที่มากล้น จับคอเสื้อของเธอหิ้วเข้ามาด้วยแขนข้างเดียว ใช้ส่วนสูงที่มากกว่า ยกเธอลอยขึ้นเหนือพื้น
ราวกับเป็นภาพของแมวน้อยที่ไร้ทางสู้ต่อหน้าเจ้านายผู้ทรงอำนาจ
“พวกคุณทำอะไรกันอยู่หรือคะ? ”
“เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนเธอฟังอยู่นะ”
พรุนเข้าไปคุยกับไพไรต์ด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร ส่วนไพไรต์เองก็ตอบเธอด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรเช่นกัน
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ภูติตัวน้อยจะคิดว่า---
“ดูเหมือนไพไรต์จะดูเป็นมิตรกับพวกเรามากขึ้นเลยนะดอง”
“... คิดไปเองมากกว่า”
ไพไรต์เบือนหน้าหนีไปทางอื่นในตอนที่เธอพูดเช่นนั้น
ความจริงคือเขากำลังเขินหน้าแดงอยู่
“ในเมื่อ… เพื่อนเธอมาแล้ว... งั้นให้เพื่อนเธอเป็นคนเล่าต่อแล้วกัน”
ไพไรต์พูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อยกจานที่ว่างเปล่าตรงหน้าไปเก็บ
การเล่าเรื่องจึงถูกส่งต่อให้กับพรุนด้วยเหตุผลเช่นนี้ไป
***สาวน้อย (?) เวทมนตร์, วีรสตรีรุ่นสิบ [พรุน]
“จากที่ฟังดู เล่าถึงตอนที่ถูกเต่าไร้ขาล้อมอยู่สินะคะ? ”
“อืม! ”
“ในตอนที่พวกเราถูกล้อมอยู่ตอนนั้น---”
---ศัตรูจำนวนมากกำลังล้อมพวกเราอยู่
"ทุกคน ระวังกรามของเฮเดส แล้วก็อย่าพึ่งเคลื่อนไหวนะ..."
ไพไรต์เตือนพวกเราด้วยเสียงที่เบาบาง
พวกศัตรูยังคงล้อมคุมเชิงกับพวกเราอยู่ ดังนั้นการพูดเสียงดังหรือผลีผลามลงมือก่อน อาจจะทำให้เป็นอันตรายได้
"แค่เฮเดสกระจอก ใช้มือเปล่าก็พอแล้วเฟ้ย! "
"เดียวข้าจัดการพวกมันให้เธอดูเองพรุน! "
ก็ควรจะเป็นแบบนั้นอะนะ…
[ซุนไกท์] กับ [วานาดิไนต์] ชนเผ่าหมีผมสีแดงหวีเรียบปะบ่า กับชนเผ่ากอลิล่าผมสีดำสั้นกระเซิง ชายผู้มากด้วยพละกำลังสองคนนั้น กำลังพุ่งเข้าใส่เต่าไร้ขาที่อยู่ตรงหน้าอย่างกับคนบ้า
*&&$$#*
เจ้าตัวเล็กขนาดครึ่งเมตรกรีดร้องทั้งน้ำตา
มันถูกชายสองคนจับหางพร้อมกัน แล้วถูกเหวี่ยงข้ามห้องไปอย่างรวดเร็ว
ร่างของเต่าน้อยไร้ขากระแทกเข้ากับผนังเต็มแรง ก่อนจะร่วงลงมากองกับพื้นในสภาพหงายหลัง
มันพยายามเต็มที่เพื่อพลิกกลับมาตั้งตัวบนพื้นอีกครั้ง
แต่มันทำไม่ได้
ส่วนนูนของกระดอง ทำให้มันไม่สามารถใช้ส่วนไหนของร่างกายสัมผัสกับพื้นได้
แอบดูน่าสงสารอยู่เหมือนกันค่ะ…
*&$@.! *
ตัวขนาดแปดเมตรกับเจ็ดเมตรดูโกรธมากที่เห็นตัวขนาดครึ่งเมตรถูกจับโยนข้ามห้องไป
พวกมันส่งเสียงอะไรบางอย่างออกมาอยู่ในลำคอเป็นเชิงให้สัญญาณ ก่อนจะเริ่มบุกโจมตีเข้ามาพร้อมกัน
"เปิดระบบต่อสู้ค่ะ”
“เปิดระบบปกป้องประชาชนของโนอาร์ ทำภารกิจจัดการสัตว์ร้าย”
โนอาร์กับกลัทโทนี่ย์เองก็เริ่มเปิดฉากโจมตีเช่นกัน
ถึงจะยังไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ทั้งสองคนนี้เป็นหุ่นยนต์ และน่าจะเป็นหุ่นยนต์จากอารยธรรมโบราณที่สาบสูญของทวีปนี้
เรื่องความสามารถในการต่อสู้นั้น อาจเทียบเท่าได้กับหุ่นยนต์ [จาวิส] ที่ ผอ.ยะมะโตะส่งมาดูแลเพื่อตัวน้อยของฉัน
มนุษย์แมวสีเงินกับกระต่ายสีเงินที่มีใบหน้าและทรงผมเดียวกัน ต่างเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วภายใต้ชุดเมดสีดำ
โนอาร์ออกตัววิ่งนำหน้า โดยมีกลัทโทนีย์วิ่งตามหลังห่างออกมาราวสามเมตร
หลังมือที่เต็มไปด้วยขนฟูนุ่มของโนอาร์กำลังส่องแสงสีแดงเจิดจ้า ส่วนทางกลัทโทนีย์นั้น เธอมีแสงสีแดงเจิดจ้าออกมาจากใบหูกระต่ายของเธอแทน
“หมัดแมวเหมี๊ยว! ”
“คลื่นกระต่ายแสงจันทร์! ”
ทั้งคู่ตะโกนชื่อท่าโจมตีออกมาดังกังวาลอย่างไม่อายฟ้าดิน
ในตอนที่โนอาร์กำลังจะพุ่งเข้าใส่ ส่วนเจ้าตัวขนาดแปดเมตรก็อ้าปากอันใหญ่โตกว่าสองเมตรขึ้นสูงรอ เพื่อหมายที่จะกัดใส่โนอาร์ที่กำลังโจมตีเข้ามา
แต่มันทำไม่สำเร็จ
ใบหูกระต่ายของกลัทโทนี่ย์ที่เรืองแสงได้ยิงคลื่นบางอย่างออกมา
ถึงจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่โดยรอบตรงหน้าเธอเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นมา
บางทีอาจจะเป็นคลื่นรังสีบางอย่างที่คล้ายกับคลื่นไมโครเวฟละมั้ง?
เจ้าตัวแปดเมตรรีบหุบปากของมันลง แล้วหดหัวกับหางกลับเข้าไปในกระดองสีขาวในทันที
ด้วยการโจมตีลึกลับที่ออกมาจากหูกระต่ายของกลัทโทนี่ย์ จึงทำให้เต่าขนาดแปดเมตรสองตัวกับเจ็ดเมตรหนึ่งตัวอยู่ในสภาพหยุดเคลื่อนไหว
พวกมันหดหัวกับหางเข้ากระดองสีขาวที่ภาคภูมิใจของมันเพื่อป้องกันการโจมตีของเธอ
ด้วยสภาพเช่นนี้ จึงทำให้โนอาร์สามารถกระหน่ำหมัดใส่ได้อย่างไม่ต้องสนใจอะไร
หมัดพายุที่รุนแรงของเมดแมวสีเงินเริ่มซัดกระหน่ำใส่พวกมันไม่มีหยุด
ประดุจเป็นการรัวหมัดใส่กระสอบทรายขนาดยักษ์สีขาวเช่นนั้น---
---“เล่าอะไรกันอยู่หรือ! ปิว! ”
“...”
ทุกคนที่กำลังนั่งล้อมฟังเรื่องเล่าจากฉัน ต่างหันไปทางเสียงนั้นเป็นสายตาเดียวกัน
ดูเหมือนว่าเจ้าหนูขี้เซาที่ชอบตื่นสายอย่างเยลโล่จะพึ่งมาถึงโรงอาหารค่ะ
“เล่าอะไรกันอยู่นะปิว! ไม่ชวนกันเลยนะปิว! ”
ชายเผ่าภูติดวงตาสีเหลืองผมสีเงินตัดสั้น และสูงเพียงแค่ 80 เซนติเมตร เริ่มส่งเสียงโวยวายเหมือนกับเด็กน้อย
“งั้นขอเล่าต่อนะคะ”
“อย่าเมินแบบนี้กันสิปิว! ”
ฉันทำเป็นไม่สนใจเขาแล้วเริ่มเล่าเรื่องราวของพวกเราต่อ---
---กลับมาที่เรื่องเล่า
ฉันดึงสติกลับมาจากการต่อสู้ของพวกโนอาร์ แล้วมาตั้งสมาธิกับพวกศัตรูตรงหน้า
ดูเหมือนว่าทุกคนจะกำลังร่วมต่อสู้ด้วยมือเปล่ากับสัตว์ร้ายพวกนี้กันอยู่
แฟต โพแทน กับเยลโล่ ต่างคอยช่วยประสานงานโดยการใช้ตัวเองหลอกล่อศัตรู แล้วให้ไพไรต์ ซุนไกท์ กับวานาดิไนต์ ที่มีพลังกายสูงกว่าเข้าไปโจมตีจากทางด้านหลัง โดยการจับมันพลิกหงายท้องไปทีละตัว
ส่วนโฮปนั้น…
“แวกกกกก! ไหนว่าพวกมันเคลื่อนที่ช้าไง!? เลื้อยกันเร็วชิบหายเลยเฟ้ย! ”
“นายวิ่งช้าเองต่างหากโฮป”
“ก็แกมันตัวหนักยังไงละ! ”
“สะ--- เสียมารยาท! ”
เนื่องจากเขาเป็นคนทำไฮเจนปีกหักทั้งสองข้าง เลยต้องรับผิดชอบแบกเขาขึ้นข้างหลัง แล้ววิ่งหนีไปรอบห้องอย่างน่าอนาจแทน
ถึงจะโวยวายออกมาดังลั่นเช่นนั้น แต่เขายังคงมีแรงแบกไฮเจนวิ่งหนีต่อไปได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นจึงสามารถวางใจได้ว่าสองคนนั้นยังคงดูแลตัวเองได้อยู่
ฉันเบือนสายตาจากโฮปแล้วกลับมามองตรงหน้าอีกครั้ง
ทุกครั้งที่วานาดิไนต์สามารถจับตัวขนาดครึ่งเมตรหงายท้องได้ เขามักจะหันมาทางฉันพร้อมกับแบ่งกล้ามให้ฉันดู
ทำเป็นไม่สนใจดีกว่า...
แต่สำหรับพวกเขาที่มีรูปร่างเล็กกว่าเผ่ายักษ์ ถือว่ามีพละกำลังใช้ได้เลยค่ะ
พวกเขานั้นไม่ได้มีกล้ามโตซ่อนรูปเหมือนเผ่ายักษ์อย่างพวกฉัน แต่ก็ถือว่าเป็นร่างกายที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีจนไม่อาจดูถูกได้เช่นกัน
แต่ทว่า---
“ยังไม่อาจเทียบกับพละกำลังของพวกเราเผ่ายักษ์ได้ค่ะ”
ฉันใช้มือขวากับมือซ้ายหยุดปากอันกว้างใหญ่ที่กำลังจะกัดใส่ฉัน
*! @#@%^*
เจ้าตัวขนาดห้าเมตรเบิกตากลมโตด้วยความตื่นตกใจเป็นอย่างมาก
“อ่อนหัดค่ะ แรงน้อยกว่าพวกปรสิตพืชที่เจอในหุบเขาสีชาดมากค่ะ”
ว่าแล้วฉันก็ใช้แขนเพียงข้างเดียวจับใต้ปากมัน แล้วจับทุ่มข้ามหัวไปทั้งอย่างงั้น
ขนาดร่างกายของฉันคือ 250 เซนติเมตร มีน้ำหนักรวม… เอาเป็นว่าถ้าดูด้วยสายตาแล้ว ยังถือว่าตัวเบากว่าพวกเต่าที่แบกแร่เอาไว้บนหลังมากค่ะ
ดังนั้นฉันเลยยึดเท้ากับพื้นให้มั่น ตั้งขาและตำแหน่งให้น้ำหนักของศัตรูถ่ายลงมาที่แขนตัวเอง ใช้ร่างกายให้เหมือนกับคานงัด ปรับสมดุลไม่ให้ตัวเองถูกยกลอยขึ้นมา แล้วถ่ายโอนน้ำหนักให้กลายเป็นแรงเหวี่ยงตัวศัตรูออกไป
ร่างของเต่าไร้ขาขนาดห้าเมตรถูกฉันจับทุ่มข้ามหัวไปด้วยสภาพเช่นนั้น
มันลอยข้ามห้องโถงราวกับเป็นภาพการ์ตูน กระแทกใส่ผนังเต็มแรงจนทะลุไปอีกฝั่ง ก่อนจะแน่นิ่งไม่ลุกขึ้นมาอีก
ได้เป็นเส้นทางหนีพอดีเลยค่ะ
“แค่ตัวขนาดครึ่งเมตรก็หนักเกือบสามร้อยกิโลกรัมแล้วนะ…”
“เจ้าตัวขนาดห้าเมตรนั้นคงไม่ต่ำกว่าหนึ่งตันครึ่ง… ไม่สิ อาจจะหนักถึงสามตันกว่าเลยละ...”
ซุนไกท์กับไพไรต์ต่างพูดวิจารณ์พลังของฉันด้วยน้ำเสียงกึ่งชื่นชมกึ่งตกใจ
ส่วนผู้ชายเผ่าหมีที่คิดจะจีบฉันนั้น กำลังยืนอ้าปากค้างใส่ฉันอยู่ค่ะ
พลังกล้ามเนื้อของฉันยังมีไม่ถึงครึ่งของคุณพ่อเลยนะคะ?
จะว่าไป การทำแบบนี้ได้คงยากสำหรับเผ่าอื่นที่ไม่ใช่เผ่ายักษ์สินะคะ
ดีละ
“คุณวานาดิไนต์ ถ้าหากว่าอยากจะจีบฉันให้ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีพละกำลังมากกว่าฉันค่ะ”
“ทำได้ก็ตลกแล้ว! ”
“งั้นจงยอมแพ้ซะเถอะค่ะ”
“!?! ”
ฉันไม่สนใจชายเผ่าหมีที่กำลังยืนหัวใจสลาย แล้ววิ่งเข้าไปจัดการกับตัวขนาดสามเมตรกับห้าเมตรที่เหลืออยู่ในห้อง
ฉันระวังและหลบคมเขี้ยวที่อยู่ในปาก แล้วใช้พละกำลังที่มากล้นจับเหวี่ยงพลิกกระดองเรียงตัวอย่างใจเย็น
การปล้ำจับพวกมันทุ่มนั้น ทำให้ฉันนึกถึงสมัยก่อนที่โดนคุณแม่จับฝึกปล้ำมือเปล่ากับพวก [มังกร] ที่เลี้ยงในบ้านเลยค่ะ
“นี่คือตัวสุดท้ายแล้ว”
ฉันกำลังจับทุ่มตัวขนาดครึ่งเมตรตัวสุดท้ายที่อยู่ในห้อง
มันถูกจับกระแทกเข้ากับผนังอย่างรุนแรงจนกระดองของมันแตกเป็นเสี่ยง ๆ เลยค่ะ
จากการต่อสู้กับพวกมัน ทำให้ฉันรู้ว่ายิ่งมีขนาดตัวใหญ่ กระดองสีขาวของมันก็จะยิ่งแข็งมากขึ้นตามค่ะ
ในเวลาเดียวกัน ก็มีเสียงดังเกิดขึ้นมาจากทางด้านหลัง
“ทำการปราบเสร็จสิ้น”
“เนื่องจากส่วนกระดองคือแร่เฮเดส จึงทำให้รังสีไมโครเวฟโจมตีไม่เข้า ต้องขออภัยนายท่านไพไรต์ที่ทำการปราบปรามสัตว์ร้ายช้าค่ะ”
เต่าขนาดเจ็ดเมตรหนึ่งตัวกับแปดเมตรสองตัว พวกมันกำลังอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้
มันเป็นภาพที่เหลือเชื่อมาก
กระดองสีขาวที่ดูแข็งแกร่งได้แตกกระจุยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกองอยู่ที่พื้นด้วยพลังหมัดพายุของโนอาร์
ดูเหมือนว่าเธอจะรัวหมัดใส่ไม่ยั้ง จนกระทั้งกระดองของพวกมันถูกป่นจนกลายเป็นเศษหินสีขาวไป
ส่วนเนื้อสีเขียวที่อยู่ข้างในกระดองนั้น มีสภาพไม่ต่างไปจากเนื้อที่ถูกนำไปลวกจนสุก
กลิ่นเนื้อย่างที่ฉุนจมูกได้ลอยโฉยจนตลบอบอวนไปทั้งห้องโถงทรงวงรีแห่งนี้
และผู้ที่สร้างภาพอันน่าเหลือเชื่อนี้ สตรีตัวเล็กที่มีหูแมวกับหูกระต่ายสวมชุดเมดสีดำสองคนเท่านั้น
ชุดของพวกเธอสะอาดหมดจด ไม่มีแม้แต่รอยเปื้อนหรือรอยยับใด ๆ ปรากฏให้เห็น
ผิวที่ขาวนวลดุจหิมะของเธอ ยังคงสะอาดราวกับพึ่งออกมาจากโรงอาบน้ำ
ราวกับว่าการต่อสู้เมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริงกับพวกเธอมาก่อน
“แฮก… แฮก… จบแล้ว… สินะ… เหนื่อย...ชิบ...”
โฮปที่กำลังรับผิดชอบแบกไฮเจนผู้ปีกหักได้ถามขึ้นมาด้วยสภาพที่เหนื่อยหอบ
“ไม่ค่ะคุณโฮป ด้วยหนวดสัมผัสของฉัน ในรัศมีห้าร้อยเมตรโดยรอบนี้ ยังมีพวกของมันอีกเยอะค่ะ ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่มีบางส่วนกำลังตรงมาทางนี้อย่างช้า ๆ อยู่ค่ะ”
แฟตคือคนที่ตอบคำถามของโฮป
สำหรับเผ่ามนุษย์มดแล้ว พวกเขามีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งที่ติดตัวมาแต่โดนกำเนิด
นั่นคือความสามารถในการสื่อสารด้วยการส่งคลื่นสมองในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็ก
เห็นว่าความลับของความสามารถนั้น คือการพัฒนาอวัยวะ [หนวด] ตรงหัว ที่แต่ก่อนทำได้เพียงรับกลิ่น จนกลายมาเป็นสามารถรับสัมผัสด้วยคลื่นได้
สรุปคือเผ่ามนุษย์มดนั้น สามารถใช้เป็นเรด้ามีชีวิตเคลื่อนที่ได้
ส่วนระยะการตรวจจับและความสามารถในการแยกแยะนั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของแต่ละคนค่ะ
สำหรับแฟตนั้น เห็นว่าถ้าเธอเอาจริง จะสามารถตรวจจับสิ่งรอบตัวได้ถึงห้าร้อยเมตรเลยค่ะ
ไม่รู้ว่าเธอคุยโม้ตัวเองหรือเปล่านะคะ แต่เอาเป็นว่าฉันเชื่อคำพูดของเพื่อนฉันค่ะ
“ถ้าอย่างงั้นพวกเรารีบหนีกันก่อนเถอะค่ะ”
ดังนั้นพวกเราจึงตัดสินใจรีบออกจากที่นี่กันในทันที
พวกเราเดินออกมาทางรูตรงกำแพงที่เกิดจากการต่อสู้เมื่อกี้
เดินข้ามรู เดินผ่านเตาไร้ขาขนาดห้าเมตรที่กำลังดิ้นพล่านอย่างไร้ความหวังอยู่กับพื้นตรงแถวรูของกำแพง เพื่ออกไปจากห้องนี้กัน
ที่ด้านนอกกำแพงห้องโถง คือถ้ำธรรมชาติที่กลืนกินไปกับสิ่งก่อสร้างจนไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้
เนื่องจากมีสภาพที่พังยับ เลยทำให้ที่นี่ไม่ได้มีแสงไฟส่องสว่างเหมือนกับเมื่อครั้งที่เคยผจญภัยใน [หุบเขาสีชาด]
พวกเราเดินผ่านเส้นทางอันมืดมิด ด้วยการใช้แสงธรรมชาติจากปีกภูติของเยลโล่เป็นไฟนำทาง---
--- “ฟังแล้วดูเหมือนจะไม่ค่อยอันตรายเท่าไหรเลยนะดอง”
เพื่อนของฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงในช่วงที่ฉันกำลังหยุดดื่มน้ำเพื่อพักหายใจ
“มันก็… ใช่ค่ะ จริงอยู่ที่ว่าพวกเต่าไร้ขา---”
“ [เฮเดส] ”
“---ค่ะ ถึงพวก [เฮเดส] ตามที่ไพไรต์ว่านั้น มันจะเชื่องช้าจนจัดการง่าย แต่ที่อันตรายนะไม่ใช่พวกมันที่อาศัยอยู่ในนั้นหรอกค่ะ”
“แล้วอะไรที่อันตรายละดอง? ”
“บอกไม่ได้ค่ะ เพราะเดียวจะเป็นการสปอย”
“ซะงั้นดอง! ”
เพื่อนของฉันทำหน้าตาประมาณว่า “เค้าอยากรู้เดียวนี้ สปอยมาเลยสิดอง! ” อะไรแบบนั้น
แต่ถ้าจะให้เล่าข้ามตอน มันก็หมดสนุกกันพอดีสิ จริงไหมละคะ?
“อรุณสวัสดิ์ไพไรต์! ทุกคน! อยู่กันพร้อมหน้าเลยไม่ใช่หรือ? ทำอะไรกันอยู่นะ? ”
ในตอนนั้นเองที่มีบุรุษคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเรา
ชายที่ส่งเสียงเต็มไปด้วยพลังคนนั้น คือบุรุษเผ่ากอลิล่าหน้าตาดี [ซุนไกท์]
“กำลังเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้พวกลี่ฟังอยู่ค่ะ”
“โอ๊ว! เรื่องการผจญภัยสุดระทึกตอนนั้นนะหรือ! เล่าถึงตรงไหนแล้วละ!? ”
“ช่วงก่อนที่จะเจอ [เจ้านั่น] ค่ะ”
“ออ! งั้นดีเลย! ตรงนี้ขอให้ข้าเป็นคนเล่าเถอะ! เพราะว่ามันคือส่วนที่ชวนตื่นเต้นที่สุดเลยยังไงละ! ”
“ลี่ว่ายังไงคะ? ”
“จะเป็นใครเล่าก็ได้ทั้งนั้นดอง~”
“งั้นเชิญเล่าต่อได้เลยค่ะ”
“ดีละ! งั้นจงฟังให้ดี ถึงเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและอันตรายของข้าคนนี้! ”