เมื่อหยวนิเย่เห็นสีหน้าใของอู๋จวินหยาง เขาก็ยิ้มออกมาบางๆ
“ เ้าเป็ใครกันแน่ ” อู๋จวินหยางถามออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ ข้าเป็ใครไม่สำคัญ อยู่ที่ว่าเ้าอยากอยู่หรืออยากตาย? อ่อแล้วก็ข้าแค่อยากให้เ้าติดตามข้าเป็เวลาสิบปี เมื่อครบสิบปีแล้วเ้าสามารถไปจากข้าได้ นอกจากนี้นามของข้าคือหยวนิเย่ ” หยวนิเย่กล่าวขึ้น
อู๋จวินหยางสูดลมหายใจเข้าลึกๆแม้ว่าใบหน้าของเขาจะเ็ปก็ตาม
อู๋จวินหยางแสดงสีหน้าจริงจังและไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า “ ข้าอู๋จวินหยาง ขอสาบานต่อ์ชั้นฟ้าว่าข้าจะติดตามรับใช้นายท่านหยวนิเย่สิบปี หลังจากสิบปีแล้วข้าสามารถตัดสินใจได้ว่าจะอยู่หรือจาก ”
อู๋จวินหยางยังไม่ลืมความแค้นของตระกูลต้วน เขายังไม่อยากตายจนกว่าจะล้างแค้นตระกูลต้วนให้สำเร็จก่อน
หยวนิเย่ยิ้มอย่างพึงพอใจ
สำหรับการสาบานต่อ์คือคำสาบานที่ผู้ฝึกยุทธ์ต่างให้ความเคารพและจริงจังอย่างยิ่ง ถ้าหากใครผิดคำสาบานแม้ว่าจะไม่ได้ถูกลงโทษอะไรแต่พวกเขาก็จะโดนดูถูกและเหยียดหยามจากผู้ฝึกยุทธ์ทั่วทั้งโลก แม้กระทั้งถูกไล่ล่าโดยผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งเพื่อกำจัดตัวตนที่น่ารังเกียจนี้ทิ้งซะ
“ เอาไปสิ ” หยวนิเย่ยื่นโอสถรักษาอาการาเ็ให้อู๋จวินหยางกินทันที
นอกจากนี้เขายังใช้ลมปราณของเขาช่วยรักษาอาการาเ็เบื้องต้นให้อีกด้วย
“ นี้มัน!! ” อู๋จวินหยางใ เพราะเขาััได้ว่าลมปราณของหยวนิเย่แข็งแกร่งกว่าเขาเสียอีก
“ ข้าไม่ชอบคนปากมาก ” หยวนิเย่กล่าวเสียงเบา
“ ขอรับนายท่าน! ” อู๋จวินหยางตัวสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่ารอบๆตัวของเขามีศพของกลุ่มนักฆ่านอนตายอยู่ทั้งหมด
“ นี้มัน!! ” อู๋จวินหยางใ
“ ข้าสังหารพวกมันทิ้งเองแหละ ” หยวนิเย่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
อู๋จวินหยางมองไปที่นายท่านด้านหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ เขาเคยสู้กับพวกมันมาก่อนเขาจึงรู้ว่ากลุ่มนักฆ่าหกคนนี้แข็งแกร่งแค่ไหน แม้แต่ตัวตนระดับราชันยุทธ์ก็อาจจะถูกสังหารได้ แต่ตอนนี้พวกมันทั้งหมดกลับถูกสังหารโดยเด็กหนุ่มคนนี้เพียงคนเดียว
ดูเหมือนว่านายท่านคนนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว
“ เอาล่ะ แค่นี้ก็รักษาอาการาเ็เบื้องต้นไว้แล้ว ” หยวนิเย่กล่าว
“ ขอบคุณมากนายท่าน” อู๋จวินหยางกล่าวพร้อมกับตรวจสอบร่างกายของตัวเองไปด้วย ซึ่งมันก็เป็อย่างที่นายท่านบอก ตอนนี้ร่างกายของเขาถูกช่วยเหลือเอาไว้แล้ว เพียงแค่พักรักษาตัวเท่านั้นก็จะหายเป็ปกติ
“ กลับกันเถอะ เอาเป็ว่าเ้าบอกกับปู่ข้าว่าเ้าได้รับาเ็จากภายในป่าเฮยกัง แล้วข้าก็มาเจอเ้าก่อนที่จะพากลับมารักษาที่บ้าน ” หยวนิเย่กล่าวให้อู๋จวินหยางฟัง
“ เข้าใจแล้วนายท่าน ” อู๋จวินหยางพยักหน้ารับเบาๆและเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนายท่านถึงต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ด้วย
“ ว่าแต่เ้าเล่าเื่ตระกูลต้วนให้ข้าฟังหน่อย ” หยวนิเย่ถามขึ้น
“ ตระกูลต้วนคือหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองเมฆเพลิง พวกเขามีตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์คอยดูแลอยู่ห้าคน ระดับราชันยุทธ์หลายสิบคน ส่วนคนที่ข้าสังหารในป่ากระดูกก็คือลูกชายของผู้าุโที่มีความแข็งแกร่งระดับจักรพรรดิยุทธ์ของตระกูลต้วน เนื่องจากพวกมันเคยส่งระดับปราชญ์ยุทธ์มาสังหารข้าแล้ว แต่ก็ถูกข้าสังหารทิ้ง พวกมันจึงทำการตั้งค่าหัวของข้าและส่งมันให้กับองค์กรนักฆ่าที่มีชื่อองค์กรเงาทมิฬ และองค์กรเงาทมิฬก็ได้ส่งนักฆ่ามาสังหารข้า ซึ่งที่ท่านสังหารไปก็คือคนขององค์กรเงาทมิฬ ” อู๋จวินหยางกล่าว
“ เมืองเมฆเพลิงงั้นหรือ ” หยวนิเย่ทวนคำก่อนที่จะจำได้ว่าเมืองเมฆเพลิงอยู่ตรงกลางของแคว้นกุ่น นอกจากนี้ยังเป็เมืองระดับกลางที่ค่อนข้างจะแข็งแกร่งอีกด้วย
“ ช่างเถอะตอนนี้พาเ้าไปรักษาตัวก่อนแล้วกัน ” หยวนิเย่ส่ายหน้า สำหรับเขา เขาไม่ได้หวาดกลัวตัวตนระดับราชันยุทธ์แม้แต่น้อย
ไม่นานหยวนิเย่ก็พาอู๋จวินหยางมาถึงบ้านของเขา
อู๋จวินหยางมองดูหมู่บ้านฟ้าครามด้วยความประหลาดใจ เขานึกไม่ถึงเลยว่านายท่านที่แข็งแกร่งจะพักอยู่ที่หมู่บ้านของคนธรรมดาแบบนี้
“ นี้คือบ้านของข้า แล้วก็เ้าก็อย่าบอกคนอื่นด้วยว่าข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ ส่วนเ้าจะบอกหรือไม่บอกก็ได้ว่าตัวเ้าเองเป็ผู้ฝึกยุทธ์ ” หยวนิเย่กล่าว
“ เข้าใจแล้วขอรับนายท่าน ” อู๋จวินหยางตอบรับ
เมื่อหยวนิเย่เข้ามาในบ้าน หยวนเฉิงที่กำลังผสมสมุนไพรอยู่ก็เงยหน้ามอง แต่เมื่อเห็นว่าหยวนิเย่พาชายวัยกลางคนที่ได้รับาเ็เข้ามาด้วย สีหน้าของหยวนเฉิงก็เปลื่ยนไปทันที
“ เย่เอ๋อร์พาเขาไปนอนพักที่เตียงก่อนเดี๋ยวปู่จะดูอาการให้เอง ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หยวนิเย่พยักหน้ารับ ถึงอย่างไรเขาก็ต้องตีบทละครนี้ให้ได้
ไม่นานหยวนเฉิงก็ถอนหายใจ
“ อาการาเ็รุนแรงอยู่ก็จริงแต่ก็ได้รับการรักษามาพอสมควรแล้ว จึงไม่เป็อะไรมากแต่เ้าเป็ใครกัน ไม่ใช่คนของหมู่บ้านนี้สินะ คราวหน้าจะเข้าไปในป่าก็ต้องระวังตัวด้วยล่ะ ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ ขอบคุณผู้าุโที่ช่วยเหลือ ” อู๋จวินหยางตอบรับด้วยอย่างซาบซึ้ง
“ จริงสิเ้าจะพักอยู่ที่นี้ก่อนหรือจะกลับไปที่หมู่บ้านของตัวเอง? ” หยวนเฉิงถาม
“ ข้าขอพักอยู่ที่นี้ก่อนพอหายดีแล้วค่อยกลับ ” อู๋จวินหยางตอบ
“ เช่นนั้นก็ดี อาการาเ็ของเ้าก็น่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายวันถึงจะหายดี ถ้าหากเ้า้าอะไรก็เรียกข้าหรือเย่เอ๋อร์ได้เลย ” หยวนเฉิงกล่าวจบเขาก็เดินไปทำธุระของตัวเอง
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายเดือน
อู๋จวินหยางกำลังรดน้ำสมุนไพรอยู่ในสวนหลังบ้านของหยวนิเย่
หลังจากที่อู๋จวินหยางหายดีแล้วเขาก็ได้ซื้อบ้านหลังเล็กๆที่อยู่ใกล้กับบ้านของหยวนิเย่
นอกจากนี้เขายังรู้สึกใกับความสามารถของนายท่านหยวนิเย่อีกด้วย เนื่องจากเขาได้รับโอสถเบิกฟ้าที่เป็โอสถที่ไว้สำหรับบ่มเพาะพลังยุทธ์ของระดับปราชญ์ยุทธ์ถึงระดับจักรพรรดิยุทธ์อีกด้วย
แถมโอสถเบิกฟ้าก็ยังเป็โอสถระดับสมบูรณ์อีกด้วย
โอสถเองก็มีการแบ่งระดับย่อยเหมือนกัน โดยแบ่งเป็สามระดับคือ ระดับต่ำ กลาง สูง และสมบูรณ์
ยิ่งโอสถระดับสมบูรณ์ เป็โอสถที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและยังมีราคาแพงอย่างมาก แม้แต่นักปรุงยาระดับปฐีถ้าหากไปปรุงโอสถระดับมนุษย์ก็อาจจะไม่สามารถปรุงโอสถระดับสมบูรณ์ออกมาได้ถ้าหากไม่ชำนาญจริงๆ
ทำให้ความแข็งแกร่งของอู๋จวินหยางฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วแถมยังพัฒนาไปมากกว่าเดิมอีกด้วย
ส่วนทางด้านของหยวนิเย่ เขาได้สอนปู่ของเขาเกี่ยวกับทักษะการบ่มเพาะ โดยที่เขาบอกว่าเขาได้รับมาจากอู๋จวินหยาง
หยวนเฉิงใน่นี้ก็เอาแต่ฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อที่อย่างน้อยเขาจะได้มีอายุยืนยาวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีโอสถแก่นแท้ระดับสมบูรณ์จำนวนมากให้หยวนเฉิงบ่มเพาะ
เมื่อหยวนเฉิงได้รับทักษะบ่มเพาะเขาก็เอาแต่บ่มเพาะพลังอย่างต่อเนื่อง ส่วนสมุนไพรเขาก็ปล่อยทิ้งเอาไว้อย่างนั้น เนื่องจากถ้าหากพวกเขาปู่หลานได้กลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ พวกเขาก็จะสามารถเข้าไปหาสมุนไพริญญาภายในป่าได้มากกว่าเดิม และพวกเขาก็จะมีรายได้มากยิ่งขึ้นและมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้น
เนื่องจากอู๋จวินหยางซาบซึ้งในน้ำใจของสองปู่หลานเขาจึงขอพักอยู่ที่นี้เพื่อคอยดูแลทั้งสองและเป็อาจารย์ในการสอนทักษะการบ่มเพาะให้กับหยวนเฉิงและหยวนิเย่
แน่นอนว่าเขาไม่กล้าที่จะสอนหยวนิเย่หรอก นี้เป็เพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น ใครจะกล้าไปสอนคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองกันล่ะ
อู๋จวินหยางบอกเพียงแค่ว่าความแข็งแกร่งของเขาอยู่ในระดับปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น
แม้ว่าจะเป็เพียงปรมาจารย์ยุทธ์ก็ทำให้หยวนเฉิงตื่นเต้นและดีใจมากแล้ว
อาหารของบ้านหยวนิเย่ก็ได้อู๋จวินหยางไปหามาให้จากในป่าเฮยกัง
การอยู่อย่างสงบสุขเช่นนี้ทำให้จิตใจของอู๋จวินหยางรู้สึกสงบและชื่นชอบอย่างยิ่ง
บ่ายวันหนึ่ง
ในขณะที่อู๋จวินหยางกำลังอ่านตำราสมุนไพรอยู่ หยวนิเย่ก็เรียกเขามาพบ
“ ตอนนี้ดูเหมือนว่าเ้าจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้วสิ ” หยวนิเย่กล่าวขึ้น
“ เป็เพราะนายท่านเมตตาช่วยเหลือข้าแถมยังให้โอสถเบิกฟ้าแก่ข้า ทำให้รากฐานของข้าแข็งแกร่งขึ้น ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยความเคารพ
“ เช่นนั้นก็ดี ในฐานะที่เ้ายอมมาเป็ผู้ติดตามของข้า ข้าก็คงไม่สามารถปล่อยปละละเลยเ้าได้ จงรับไปเสีย อ่านจนเข้าใจแล้วก็ทำลายมันทิ้งตรงนี้ ” หยวนิเย่กล่าวอย่างแ่เบาพร้อมกับหยิบแผ่นหยกออกมาให้กับอู๋จวินหยาง
แผ่นหยกนี้คือแผ่นหยกบันทึกข้อมูล ซึ่งผู้ฝึกยุทธ์สามารถถ่ายทอดข้อมูลต่างๆลงแผ่นหยก แล้วก็ให้คนอื่นอ่านได้ตลอดเวลา
อู๋จวินหยางหยิบแผ่นหยกด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่จะใช้จิตััของตัวเองอ่านข้อมูลที่อยู่ด้านใน
“ นี้มัน!!! ” อู๋จวินหยางตื่นตระหนก เพราะข้อมูลในแผ่นหยกคือทักษะบ่มเพาะที่ทรงพลัง เพียงแค่ไม่กี่บันทัดก็สามารถทำให้เขาเปิดโลกกว้างได้แล้ว
“ ด้วยทักษะบ่มเพาะนั้นจะช่วยให้เ้าพัฒนาตัวเองจนไปถึงระดับเทพยุทธ์ แต่มันก็ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง แต่ที่แน่นอนอย่างหนึ่งก็คือ ระดับเหนือยุทธ์ย่อมไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
เมื่ออู๋จวินหยางได้ฟังก็ตื่นเต้น
“ ขอบคุณนายท่านที่เมตตา ” อู๋จวินหยางคุกเข่าพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หยวนิเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่จะใช้ลมปราณของตัวเองพยุงให้อู๋จวินหยางลุกขึ้นยืน
ไม่นานอู๋จวินหยางก็ทำลายแผ่นหยกต่อหน้าของหยวนิเย่
“ นี้เป็ของขวัญชิ้นแรกที่ข้ามอบให้ ในอนาคตย่อมมีของขวัญมากมายกว่านี้ ” หยวนิเย่เหยียดยิ้มสบายๆ
“ ขอบคุณนายท่าน ข้าจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง ” อู๋จวินหยางตื่นเต้น
หยวนิเย่ยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนที่จะกล่าวต่อว่า “ สำหรับตระกูลต้วนและองค์กรนักฆ่าเงาทมิฬ รอจนเ้าเข้าสู่สามขั้นบนของผู้ฝึกยุทธ์ก่อนค่อยไปล้างแค้น แน่นอนว่าข้าจะไม่ให้ใครมาทำร้ายหรือรังแกคนของข้าอย่างแน่นอน ”
เมื่อได้ยินคำพูดของหยวนิเย่ อู๋จวินหยางก็ตัวสั่นด้วยความยินดียิ่ง
“ ไปเถิดข้าเองก็จะไปฝึกฝนตัวเองด้วยเหมือนกัน ” หยวนิเย่กล่าว
“ น้อมส่งนายท่าน ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยความเคารพ ถ้าหากเป็อดีตเขาก็แค่เคารพหยวนิเย่เพราะซาบซึ่งในการช่วยเหลือชีวิตตน รวมไปถึงคำสาบานต่อ์ แต่ตอนนี้เขาเคารพด้วยความจริงใจและเชื่อฟังคำสั่งมากกว่าเดิม
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี
หมู่บ้านฟ้าครามก็อยู่อย่างสงบไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้น
หยวนิเย่ หยวนเฉิง อู๋จวินหยางก็เอาแต่บ่มเพาะพลังกันอย่างเต็มที่
หยวนิเย่ยังไม่ได้เปิดเผยเื่ค่ายกลกลั่นิญญา เพราะเขา้าที่จะเก็บเื่นี้เป็ความลับก่อน รอจนกว่าเขาจะแข็งแกร่งในระดับเทพยุทธ์ก่อนถึงจะค่อยเปิดเผย
สาเหตุที่เขาต้องรอจนถึงระดับเซียนยุทธ์ก็เพราะตัวตนระดับเซียนยุทธ์นับว่าเกือบจะอยู่บนจุดสูงสุดของอาณาจักรแสงจันทร์แล้ว และยิ่งรวมกับทักษะระดับสูงของเขา เขาก็สามารถต่อกรกับระดับเทพยุทธ์ได้อย่างสบายๆ แม้กระทั้งขอบเขต์ก็สามารถเอาชนะได้
ถ้าหากหยวนิเย่จำไม่ผิด ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรแสงจันทร์คือขอบเขต์ แต่ตัวตนระดับนี้แทบจะไม่ออกมาจากการบ่มเพาะถ้าหากไม่มีเื่ที่จำเป็จริงๆ เพราะฉะนั้นเพียงแค่ระดับเซียนยุทธ์เขาก็ไม่จำเป็ต้องเกรงกลัวอีกต่อไป
ส่วนตอนนี้ความแข็งแกร่งของหยวนิเย่คือระดับเซียนยุทธ์แล้ว ถ้าหากคนอื่นรู้ว่าเขาใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งปีก็เกือบที่จะทะลวงจากระดับราชันยุทธ์ไปยังระดับเซียนยุทธ์ก็คงใจนตาย
ส่วนหยวนเฉิงก็กลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริง ทำให้หยวนเฉิงดูเหมือนกับคนอายุสี่สิบกว่าปี
ส่วนทางด้านของอู๋จวินหยาง เนื่องจากเขาได้เปลื่ยนทักษะการบ่มเพาะทำให้พลังยุทธ์ของเขาลดลงมาหนึ่งขั้น หรือก็คือตอนนี้เขามีพลังยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ แต่ถึงอย่างนั้นอู๋จวินหยางกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งเพราะว่าตอนนี้เขามีความแข็งแกร่งเท่ากับตอนที่เขาอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์ ทั้งๆที่เขามีความแข็งแกร่งในระดับบรรพจารย์ยุทธ์