- 3 -
ผมรู้สึกว่าบางอย่างัักับใบหน้า
อะไรที่เย็นๆ
สิ่งนั้นทำให้ผมสะดุ้งตื่นขึ้น
ความฝัน?
การถูกเปิดโปงเื่คอร์รัปชัน และความตาย
ทั้งหมดเป็ความฝันเหรอ?
ผมถอนหายใจออกมา
ช่างเป็ความเ็ปแทบจะสมจริง ผมคิดแบบนั้น ขณะที่รู้สึกว่าตัวเองเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
แต่แล้วก็รู้สึกถึงความผิดปรกติ
มีอะไรบางอย่างปรกหน้าผมอยู่
ผมใช้ผ้าอะไรคลุมหัวตอนนอนเหรอ? เป็ไปได้ ผมทำแบบนั้นบ่อยๆ เพื่อปิดตาจากแสง เวลาที่ไม่ได้นอนตอนกลางคืน จนต้องงีบหลับกลางวัน
แต่เมื่อใช้มือจับดู ผมกลับพบว่ามันเป็เส้นผมยาวสีขาว
“หา?” ได้ยินเสียงที่ไม่ใช่ของตัวเอง
ผมผุดลุกขึ้นทันที
รอบข้างเป็ห้องที่ไม่รู้จัก
บรรยากาศเหมือนโรงแรมหรูแถบภาคเหนือที่ตกแต่งแบบพื้นเมือง
ผมนอนอยู่บนฟูกที่ปูบนพื้น โดยมีมุ้งแบบสี่เสา มองเห็นอาคารทั้งหมดว่าทำจากไม้
ด้านข้างของผมเห็นเด็กสาวคนหนึ่ง
ผมของเธอเป็สีดำ ผิวสีน้ำผึ้ง สวมกางเกงขาสามส่วน กับผ้าพันอก เป็การแต่งตัวที่ทำให้รู้สึกก้ำกึ่งระหว่างชุดเซ็กซี่ กับชุดโบราณ
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมที่สุดไม่ใช่่เอวอันคอดกิ่วของเธอ แต่เป็เขาบนหัว เขาที่เหมือนกับแพะ
เธอถือผ้าชุบน้ำที่เช็ดหน้าของผมอยู่
อะไร?
คอสเพลย์?
ผมอยู่ในงานปาร์ตี้ ที่เมาจนหลับไปหรือไง?
หรือยังฝันอยู่?
ฝันซ้อนฝัน?
แต่เมื่อลองดึงเส้นผมสีเงินๆ นั้นกลับรู้สึกเจ็บ
ด้านนอกเป็เวลาตอนเย็น หรือไม่ก็เช้ามืด ยังพอมีแสงลอดเข้ามาทางหน้าต่าง
ผมมองเห็นกระจกที่อยู่ใกล้ๆหน้าต่าง จึงคลานเข้าไปยังกระจกไปยังกระจก
คนที่อยู่ในกระจกเป็เด็กผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่ง หน้าอกแบน น่าจะอายุประมาณมัธยมต้น แต่มีผมยาวสีเทาขาวหมดทุกเส้น เหมือนคนแก่ ไม่สิ... ต้องบอกว่าเป็สีเงิน
เธอสวมเสื้อที่ทำจากผ้าประเภทผ้าฝ้ายแขนยาว กับกางเกงขาก๊วย
ผมยกมือขึ้น เด็กผมเงินในกระจกก็ยกมือตาม
ผมลองขยับนิ้ว คนในกระจกขยับตามตัวผม
ผมลองยิ้ม เด็กในนั้นส่งรอยยิ้มแบบไอดอลกลับออกมา
หมายความว่ายังไง? เด็กคนนี้คือผมอย่างงั้นเหรอ?
ผมเลื่อนมือสำรวจตัวเอง และพบว่า ส่วนสำคัญยังคงอยู่...
หมายความว่า? ไม่ใช่เด็กผู้หญิงแต่เป็เด็กผู้ชาย
เป็ผู้ชายที่สวยพอๆกับพวกไอดอลวัยรุ่น
ผิวขาวเหมือนหิมะ หน้าตาคล้ายๆ ลูกครึ่งเอเชียตะวันออก-รัสเซีย ที่ผมเคยเห็นภาพตามอินเตอร์เน็ต มีผมสีเงิน ตาสีอำพัน
ตอนนั้นผมพึ่งนึกได้ว่ายังมีเด็กสาวอีกคนที่เช็ดหน้าผมเมื่อครู่
เด็กสาวคนนั้นนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นไม้
เธอมองผมกลับมานิ่งๆ โดยไม่คิดจะอธิบายอะไรเลย
ผมจ้องเขาแพะของเธอ ที่ดูเหมือนมันติดอยู่กับหัวของเธอมากกว่าเป็เครื่องประดับ
ตื่นมาพบว่าตัวเองกลายเป็เด็กผมเงิน และเจอเด็กสาวมีเขาแพะนั่งอยู่ข้างๆ
หมายความว่ายังไง? ผมยังสับสนอยู่ ที่นี่คือ์เหรอ?
ผมเคยไปยินคนพูดเหมือนกันว่าร่างของเราที่อยู่ใน์ไม่เหมือนร่างในโลก
แต่ไม่น่าจะใช่ เพราะคนอย่างผมผมไม่น่าจะได้ขึ้น์
หรือที่นี่จะเป็นรก แล้วสาวเขาแพะนี่จะเป็ปีศาจ? เคยเห็นภาพพวกปีศาจมีเขาแพะเหมือนกัน แต่อาจารย์บอกว่าเป็การซึมซับเอามาจากเทพแพนของเพแกนนี่นา
ปีศาจจริงๆ ไม่น่าจะมีเขาแพะไม่ใช่เร้อ~
โอ้ย อะไรกันแน่?
และในเวลาที่ผมกำลังสับสนนั่นเอง เด็กสาวอีกคนหนึ่งก็ปรากฎตัวขึ้น
เธอเข้ามาในห้องอย่างเร่งร้อน เหมือนรีบมาดูเมื่อได้ยินเสียงของผม
เด็กสาวมีหูเหมือนหมาจิ้งจอกและมีผมสีส้ม สวมเสื้อผ้าฝ้าย กับบางสิ่งที่เป็ตรงกลางระหว่างกางเกงและกระโปรงสีแดง คล้ายๆ ชุดทางญี่ปุ่น จีน หรือทางเหนือของเมืองไทย ผสมๆกัน
ดวงตาของเธอเป็สีน้ำตาล ใบหน้าของเธอสวยงาม มีหน้าอกและทรวดทรง ดูเป็สาวรุ่น เพราะผมของเธอเป็สีน้ำตาลอ่อน ผมจึงคิดว่าเธอดูเหมือนชาวยุโรป
พวกมีหูสัตว์เพิ่มมาอีกคนแล้ว
แต่อีกฝ่ายก็ดูจะใไม่ต่างกันกับผม
“อ… เอ่อ” ผมเอ่ยด้วยเสียงของเด็กชาย นึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นทักทายยังไง
เด็กสาวหูหมาจิ้งจอก ออกคำสั่งไปยังเด็กสาวเขาแพะ เธอรับคำสั่งแล้วออกจากห้อง
ผมคิดว่าเธอคงออกไปตามคนอื่นๆ มา เพราะจากนั้นคนจำนวนมากก็แห่กันเข้ามา
คนที่มาใหม่แทบทั้งหมดเป็ผู้ชาย ทุกคนมีหูสัตว์ที่เหมือนกับหูสนัข ไม่ก็ตั้งขึ้นแบบสุนัขจิ้งจอก พวกเขาเริ่มล้อมวงรอบๆ ตัวผม
ทุกคนสวมชุดผ้าฝ้าย ไม่ก็ผ้าแพร หลายคนถือดาบด้วย ดาบอยู่ในฝักแบบดาบไทยโบราณ คนที่นั่งอยู่หน้าสุดเป็ชายวัยกลางคนที่มีหูแบบหมาสีน้ำตาล สวมเสื้อผ้าแพรที่ดูเลื่อมๆ แวววาว เขามีผมยาวสีน้ำตาล ที่บางส่วนกลายเป็สีขาวแล้ว ชายกลางคนผู้นี้ดูใจดีเหมือนพ่อมดในนิยาย
ผมมองคนหลายสิบคนที่ล้อมรอบอยู่ข้างๆฟูกนอนของผม รู้สับสนไปหมด ว่าเกิดอะไรขึ้น
ดูเหมือนว่าในโลกนี้ทุกคนจะมีหูสัตว์ มีแค่คุณแพะ (นามสมมุติ) คนแรกที่ผมเจอที่มีเขาสัตว์แทน
ผมจับดูหูตัวเอง เหมือนว่าผมจะมีหูแบบคนปรกติ
“เ้า... ไม่สิ... ท่าน?” คนท่าทางมีอำนาจที่นั่งอยู่หน้าสุดพูด “จำข้าไม่ได้ใช่มั้ย”
ผมรู้ว่าเขาไม่ได้พูดภาษาไทย แต่ผมกลับเข้าใจความหมายอย่างดี
ผมใช้หลายภาษาได้คล่อง แต่รู้สึกว่าคราวนี้มันต่างออกไป เหมือนภาษาที่อีกฝ่ายพูดถูกแปลเป็ความหมายที่ผมเข้าใจโดยตรง
“ท่านจำข้าได้หรือเปล่า?” เขาถามซ้ำ
แน่นอนว่าผมไม่รู้จักอีกฝ่าย แต่โดยประสบการณ์ ผมไม่ใช่คนที่จะตอบคำถามตามจริงโดยไม่เข้าใจสถานการณ์ก่อน
ผมไม่รู้ว่าเขากับร่างของผมนี้รู้จักกันมาก่อนมั้ย เขาคาดหวังให้ผมจำเขาได้ หรือคาดหวังให้จำไม่ได้
ผมควรจะตอบตามจริงมั้ย หรือควรจะโกหก
เนื่องจากไม่มีข้อมูล จับต้นชนปลายไม่ถูก ผมจึงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
เลยทำแค่ส่ายหน้า หวังว่าที่นี่การส่ายหน้าจะหมายถึงการปฏิเสธ
“ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงแต่ ต้องพูดตรงๆว่าผมจำคุณไม่ได้”
เมื่อพูดออกไป ลุงหูหมาดูประหลาดใจ เป็ความประหลาดใจที่มีท่าทีเป็ทางบวก ดังนั้นผมจึงพูดออกไปตรงๆ
“บอกไว้ก่อนว่าผมไม่ใช่เด็กคนนี้”
ผมคาดหวังว่าทุกคนคงจะงงงวยกับสิ่งที่ผมบอก แต่กลายเป็ว่าพวกเขากลับแสดงท่าทางโล่งใจออกมา
“นั่นคือสิ่งที่พวกข้าคาดหวังไว้” ชายหูหมาพยักหน้าอย่างพอใจ
“หืม?”
“ข้าคือ พระยาเขี้ยวเงิน” เขาวางมือบนอกตัวเองแนะนำตัวเอง
ผมไม่รู้ว่าเขี้ยวเงินเป็ชื่อ หรือเป็ตำแหน่ง
คำว่า พระยา เป็ภาษาอื่น แต่แปลเป็ไทยโดยความเข้าใจของผม ผมจึงไม่แน่ใจว่าจริงๆอาจจะเป็ ดยุก หรืออะไรก็ได้
คำเช่นนี้ทำให้รู้ได้ว่าเป็ระบบศักดินาแบบยุคกลาง
แต่เป็ยุคกลางแบบไหน ยุโรป จีน ญี่ปุ่น หรือไทย
ถ้าเป็ไทย จะเรียกกันด้วยชื่อตำแหน่ง
ตัวอย่างเช่น ตอนเกิดมาพ่ออาจจะตั้งชื่อให้ว่า หน แต่พอได้ตำแหน่งพระยาพระคลัง ก็จะเปลี่ยนชื่อที่เรียกเป็ พระยาพระคลัง แทน
ส่วนยุโรปจะเรียกกันด้วย ชื่อสถานที่ที่ปกครอง เช่น ดยุก แห่ง นอร์มังดี
“พระยาเขี้ยวเงินเป็ชื่อหรือตำแหน่ง” ผมตัดสินใจถามดีกว่า
“เป็ตำแหน่ง” เขาตอบ “ศักดินาห้าพันไร่”
เหมือนว่าจะใช้ระบบศักดินานับเป็เนื้อที่ด้วย น่าจะเป็ระบบที่ใกล้เคียงกับเอเชียของโลกเรามากกว่ายุโรป
ศักดินาของไทยมักจะไม่มีที่ดินจริงๆ แค่เอาจัดลำดับไว้โม้แข่งกัน ว่าใครใหญ่กว่าใคร ไม่รู้ว่าในนครเงินนี่ให้ที่ดินจริงหรือเปล่า
“ท่านมีนามว่าอะไรและมาจากที่ไหนกัน?” คราวนี้อีกฝ่ายถามผมบ้าง
“ผมชื่อนาวิน มาจาก กรุงเทพฯ” เพราะสับสน ผมเลยรีบตอบไป ก่อนจะคิดได้ทีหลังว่าไม่รู้ควรจะพูดแบบนั้นไปหรือเปล่า
คนที่ฟังใ หันไปซุบซิบกัน
“ขออภัย แต่ท่านขุนพิทักษ์ของเราดูเหมือนจะไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ” พระยาเขี้ยวเงินที่อายุมากกว่าและดูใจดีกว่าพูด
ส่วนขุนพิทักษ์ น่าจะเป็ชายหูหมาที่ดูอายุประมาณยี่สิบกว่าปี เขาเป็ชายหนุ่มที่หน้าตาคมคาย และผมสีเทา มีดวงตาสีอ่อนๆ ออกไปทางสีฟ้า ที่จ้องมาอย่างน่าเกรงขาม ให้ความรู้สึกเหมือนเป็หมาป่า
“ท่านไม่ใช่คนของโลกเราจริงๆรึ” ขุนพิทักษ์ถาม
“น่าจะเป็อย่างนั้น” ผมตอบ “ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อยู่ดีๆ ก็มาอยู่ที่นี่...”
“เป็เพราะพวกเราเป็ผู้อัญเชิญท่านมาเอง” พระยาเขี้ยวเงินบอก “ต้องขอบพระคุณที่ท่านตอบรับการอัญเชิญ”
“การอัญเชิญ?”
เขาพยักหน้า
“อันที่จริงแล้ว บ้านเมืองของเรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ พวกเราจึงทำพิธีกรรมเพื่ออัญเชิญท่านมาช่วยกู้เราจากวิกฤติ”
“หืม?”
ผมชักจะจับทางได้ แต่ก็ยังไม่ค่อยอยากเชื่อสมมุติฐานของตัวเองเท่าไหร่
สมมุตินะ สมมุติว่ามีสิ่งที่เรียกว่าิญญาจริงๆ
อาจตั้งทฤษฎีได้ว่า ิญญาของผมออกจากร่างขณะที่กำลังจะตาย ถูกเรียกให้เข้ามายังโลกนี้ด้วยพิธีกรรมอะไรบางอย่างงั้นเหรอ
ผมเคยอ่านนิยายแนวตายแล้วเกิดใหม่ของญี่ปุ่นมาบางเื่ และเคยฟังพล็อตย่อๆของละครไทยแนวนี้ที่ฮิตเมื่อหลายปีก่อน ฟังดูเพ้อๆ แต่ในเวลานี้นิยายกับละครพวกนั้นน่าจะใช้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด
โอย... นี่ผมต้องมาอยู่ในเื่แนวที่มีพล็อตตลาดๆ แบบตายแล้วถูกอัญเชิญไปต่างโลกหรือนี่
“แล้ววิกฤติที่ว่าคืออะไรล่ะ จอมมารหรือไง” ผมประชด
“จอมมาร?” เขาทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่ผมพูด
บอกไว้ก่อนว่าผมไปตีกับใครเขาไม่ได้หรอก ผมเคยหัดยิงปืน แต่ไม่เคยยิงอย่างอื่นนอกจากเป้ากระดาษ
ส่วนความสามารถด้านการสู้รบแบบยุคกลางก็ไม่มีอะไรเลย
เคยเล่นกีฬาฟันดาบฝรั่งกับอาจารย์สมัยเด็กแค่พอช่วยให้คนแก่ออกกำลังกาย กับเคยเข้าคลับพวกฟันดาบยิงธนูตอนที่เรียนโทที่ต่างประเทศแค่พอให้มีเพื่อนคุย แต่ไม่เป็ชิ้นเป็อันขนาดที่จะไปปราบจอมมารได้
แต่ผมยังไม่พูดแบบนั้นออกไป เพื่อทำให้ตัวเองมีราคาไว้ก่อน จะได้เปรียบในการเจรจา แต่ถ้ามีคำขอให้ออกไปสู้กับอะไรสักอย่างแบบนั้นออกมาจริงคงต้องขอบาย
ทว่าเหตุผลที่อีกฝ่ายเรียกผมมาก็คือ...
“ขุนหลวงของเรากำลังป่วยหนัก” พระยาเขี้ยวเงินบอก
ป่วย?
ผมมองไปรอบๆ
แบบนี้นี่เอง
ไม่ได้้านักรบ แต่้าหมอแบบนั้นสินะ
“ขุนหลวงศักดินาเท่าไหร่” ผมถาม
“ขุนหลวงไม่มีศักดินา กษัตริย์เป็ผู้มอบศักดินาให้คนอื่น”
“อ้อ…”
“เพราะกษัตริย์ของเรากำลังป่วยหนัก” เขาบอก “เป็อาการาเ็ที่เรารักษาไม่ได้ จึงเหลือแค่ทางเดียวคือ ใช้มนตร์ลึกลับที่สืบทอดในเผ่าปราชญ์จิ้งจอกของท่านราชครู ที่ใช้เพื่ออัญเชิญวีรบุรุษมาช่วยเราในยามวิกฤต”
ผมพยักหน้า
เอาล่ะ... พอจะจับเื่ได้แล้วว่า กษัตริย์ของคนพวกนี้กำลังจะตาย ดังนั้นก็เลยทำพิธีเรียกผู้วิเศษอะไรสักอย่างที่รักษาได้มาช่วยอย่างงั้นเหรอ
ผมสรุปเื่ราวในใจ และกวาดดูสายตาคาดหวังของเหล่าคนหูหมา
อืมมม
ถ้าเป็คุณตกอยู่ในสถานการณ์นี้จะทำอย่างไร?
จะยึดอกช่วยพวกเขาด้วยความเต็มใจหรือเปล่า
แต่ถ้าถามผม จะบอกให้ตามตรงคือผมไม่ค่อยอยากจะยุ่งเท่าไหร่
เหตุผลแรก ผมไม่ใช่หมอ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกหูสัตว์พวกนี้มีโครงสร้างร่างกายเหมือนมนุษย์ในโลกของเรามั้ย
พิธีกรรมที่ว่าน่าจะแค่เรียกิญญามาแบบสุ่มๆ แน่ๆ ไม่อย่างนั้นก็คงเรียกหมออะไรสักอย่างมาแทนแล้ว
ส่วนเหตุผลที่สอง ผมรู้สึกถึงกลิ่นบางอย่างจากคนหูหมาพวกนี้ กลิ่นที่ผมคุ้นเคยดี... กลิ่นของนักการเมือง... ผมที่เพิ่งถูกฆ่าเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองไม่อยากยุ่งกับคนประเภทนี้อีกแล้ว
แต่สายตาของทุกคนที่มองมาอย่างคาดหวังทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าตอบว่า “ไม่” คงจะไม่จบง่ายๆ
โดยเฉพาะสายตาของเด็กสาวหูหมาจิ้งจอก ไม่รู้ว่าทำไม เธอถึงต้องมองผมด้วยสายตาไม่พอใจขนาดนั้น เหมือนสายตาที่ผสมกันระหว่างการระแวงคอยจับผิดและสายตาที่เหมือนลุ้นให้ผมตอบในสิ่งที่เธอ้า
เอาล่ะ ลองคิดถึงทางเลือกตรงกันข้ามบ้าง ถ้าไปปฏิเสธแล้วจะเป็ยังไงต่อ
สมมุติว่า ผมบอกว่า เสียใจด้วยครับ บาย ผมขอไปตามทางของผม
ผมจะอยู่บนโลกนี้ยังไง หากินได้ที่ไหน มีงานให้ทำหรือเปล่า
หรือว่าเขาจะเชิญผมออกจากร่างนี้ ถ้าเชิญออกผมจะเป็ยังไง คงไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตก่อนตายแน่ๆ คงจะต้องไปนรกของจริงหรือเปล่า
สรุปไม่ได้ ข้อมูลน้อยเกินไป ยังตัดสินใจอะไรไม่ได้
ผมคิดว่าทางที่ดี ตอนนี้ควรจะตามน้ำไปก่อน หาข้อมูลเพิ่ม แล้วค่อยหาทางหนีทีไล่เอาข้างหน้า น่าจะดีที่สุด
ตัดสินใจแล้ว ว่าจะหาทางหนี
“เข้าใจแล้วครับ” ผมตอบ “แต่ต้องขอดูอาการของขุนหลวงก่อน”
พระยาเขี้ยวเงินยิ้มออกมา
“จริงรึ ท่านช่วยพวกเราได้มากทีเดียว” เขาบอก “แต่ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว... คงเข้าเฝ้าเวลานี้มิได้”
ผมหันไปมองนอกหน้าต่าง และพึ่งสังเกตว่าดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงกว่าเดิม แสดงว่านี่เป็ตอนเย็น
“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางทันทีที่ตะวันขึ้น... ในคืนนี้ โช จะเป็คนดูแลท่านไปก่อน” พระยาเขี้ยวเงินบอก เป็การแนะนำแม่สาวจิ้งจอกผมสีส้มว่าชื่อ โช
“ตะ... แต่ว่า...” เธอพยายามท้วง แต่อีกฝ่ายตัดบททันที
“ฝากด้วย อย่าให้นามของตระกูลเธอต้องมัวหมอง”
“…ค่ะ” เด็กสาวที่ชื่อโชบอกอย่างเสียไม่ได้
เป็ฉากข้าราชการผู้ใหญ่โยนงานให้ลูกน้องที่ผมคุ้นเคยดี คนประเภทนี้เป็เหมือนกันทั้งโลก ไม่สิ... เป็เหมือนกันทุกโลกจริงๆ
“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน” เขาบอกผม ก่อนหันไปกระซิบอะไรบางอย่างกับสาวจิ้งจอก ก่อนจะนำขบวนออกจากห้องไป
ขุนพิทักษ์ขุนนางหนุ่มผู้ดูคล้ายหมาป่ายังเหลือบมามองผมด้วยท่าทางไม่ไว้ใจตอนที่เขาตามทุกคนออกจากห้องไป
ในที่สุดก็เหลือแค่ผมกับยัยหมาจิ้งจอก
ผมปั้นยิ้มให้เธอ
เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ไว้ใจผม ท่าทางโชคงไม่ชอบหน้าผมเท่าไหร่
อันที่จริง นั่นทำให้ผมรู้สึกชื่นชมเธอขึ้นมาอยู่เหมือนกัน
เพราะเซนส์ของเธอถูกต้องแล้ว ผมไว้ใจไม่ได้จริงๆ ไม่ได้มีความคิดจะรักษาขุนหลวงอะไรนี่สักนิดเดียว