“ผู้ใดบอกเจ้า” บุรุษรูปงามรั้งสตรีตัวน้อยที่นับวันยิ่งรุกคืบเข้ามาในจิตใจเขาเอาไว้ในอ้อมกอด “เจ้าทำให้ข้ารัก ทำให้ข้าหลงใหลได้เช่นนี้เกรงว่าเรื่องที่ทำมิได้ทุกอย่างล้วนทำได้” ไม่เว้นแม้แต่ครองคู่กันตลอดไปอีกหลายภพชาติ จวบจนฟ้าถล่มแผ่นดินทลายย่อมไม่ละจาก ‘เขาตั้งใจไว้เช่นนั้น’
“เป็นเส้นขนมิใช่เครือญาติใช่หรือไม่”
“จะใช่ได้อย่างไร ข้าแยกตัวออกมาจากบิดาเจ้า ออกมามีชีวิตเป็นของตนเองหาใช่ญาติฝ่ายใดของเจ้า” สองหัวคิ้วเริ่มขมวด ‘หรือเขาจะเป็นญาตินาง? ไม่สิ ถ้าเป็นญาติเหตุใดจึงไปอยู่ตรงแขนท่านจอมมาร’ “และถ้าเจ้ายังเป็นชิงเซียนคนเดิมข้าขอรับรองเลยว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่”
ยู่หน้า “ไม่เกิดขึ้นอย่างไรในเมื่อข้าก็หน้าเดิม แถมก่อนหน้านั้นตัวท่านซึ่งเป็นแมวน้อยยังพยายามยัดเยียดให้ข้าไปผูกสัมพันธ์กับกวนผูเล่อ มาตอนนี้กลับบอกว่าใจตรงกันกับข้า ท่านหลอกข้าอีกแล้วแน่ๆ” ปลายนำเสียงมีความแง่งอน
“หาใช่หลอกลวงเจ้าและข้าไม่เถียงว่าก่อนหน้านั้นข้าพยายามให้เจ้าตกลงปลงใจกับกวนผูเล่อ นั่นเพราะข้าคิดว่าเจ้ามาอยู่ในร่างนี้เพื่อใช้กรรมแทนเจ้าของร่างเดิมแต่เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไป ข้าก็ตัดสินใจถอยห่าง เอาเถอะเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่เราต้องมาเสวนากันนอกจากเรื่องตัวข้าและเจ้าที่มีความรู้สึกเหมือนกัน” กระชับอ้อมกอดแนบแน่น “เรื่องฮูหยินนั้นจบไปและเราทั้งคู่มาจากเผ่ามารย่อมรักกันได้ มีสิ่งใดที่ยังเป็นอุปสรรคอีกรึไม่”
ในใจยังคงไม่ยินยอมแต่จะไม่ยอมก็ไม่ได้ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว “ท่านมิใช่แมวจริงๆ?” แม้จะรู้สึกประหลาดใจที่อีกฝ่ายเปลี่ยนสภาพร่างกายได้ แต่ความคิดที่ว่ามันมิใช่ยังคงติดตาอยู่เมื่อภาพในสมองเป็นภาพตนร่วมรักกับสัตว์ตัวน้อยสีดำ ‘หยึ่ย!! ขนลุก’
“เหมือนกับที่ทั้งข้าและเจ้ามิใช่คนธรรมดาจริงๆ แต่คงสภาพนี้ได้ดีกว่าจากการบำเพ็ญเพียร ตอนนี้กายหยาบของข้ากำลังจะสมบูรณ์เหมือนเจ้าที่เป็นบุตรสาวของท่านจอมมารจึงคงสภาพนี้อย่างสมบูรณ์มาตั้งแต่กำเนิด” และเลือกที่จะใช้มันเป็นกายหลัก ดังเช่นเขาที่เลือกกายเนื้อของบุรุษหาใช่แมวดำ
“นั่นหมายถึงข้าสามารถเปลี่ยนร่างเป็นนกก็ได้” เริ่มตาโตเท่าไข่ห่าน ความอยากรู้มีมากจนล้นอก ‘หากบินได้ดั่งนก นางจะมีความสุขเพียงใดกันนะ’
“ย่อมใช่” แต่เขายังไม่อยากบอกนางในตอนนี้ รวมถึงความอยากที่จะให้นางเป็นเพียงสตรีธรรมดาหาใช่เก่งไปเสียทุกดังเช่นนางมารน้อยคนเก่า ตาคมละจากดวงหน้าสตรีงดงามมองไปยังประตูห้อง เขาปล่อยช่วงแขนที่รัดรอบเอวบางออกและเปลี่ยนเป็นจับมือนางเพื่อพาไปนั่งยังโต๊ะน้ำชาเมื่อรับรู้ว่าผู้ที่เขาสั่งการไว้เดินมาถึงหน้าห้องแล้ว “พวกเจ้าเข้ามาเถิด”
ชิงเซียนทำหน้าตางุนงง แต่ยังคงมองไปยังประตูห้อง มือบางเกาะแขนฟานอวี้ถงเนื้อตัวแนบชิดกายแกร่งราวกับเขาคือเกราะกำบัง
“นายท่าน” เสียงเปิดประตูและหกบุรุษสูงใหญ่เดินเข้ามาด้านใน จำนวนคนที่เหลือในตอนนี้รวมทั้งเขาแล้วมีหกคน ส่วนอีกสามคนนั้นเดินทางจากไปแล้วเพื่อออกไปใช้ชีวิตเช่นสามัญ “ข้าและอีกห้าคนที่เหลือไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีบ้านเกิดให้กลับไป ไม่มีภาระใดๆ ขอรับ”
พยักหน้ารับรู้ “เช่นนั้นก็อยู่ด้วยกันกับข้าเฉกเช่นพี่น้องเพราะข้าเองก็มีเพียงชิงเซียนเท่านั้นที่เป็นครอบครัว”
สตรีเพียงหนึ่งเดียวเขย่าแขนแกร่ง “ข้าไม่เข้าใจเจ้าค่ะ” ที่จู่ๆ ฟานอวี้ถงก็กลับเข้ามาที่บ้านร่วมกับบุรุษอีกหกคนนี้ ใดๆ คือนางกลัวว่าจะเกิดอันตรายกับตัวเองเมื่อเขาไม่อยู่
“ทั้งหกคนนี้ คือผู้ติดตาม เจ้าไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น พวกเขาเป็นคนดี นามของพวกเขาคือ อีถง เอ้อถง ซานถง ซื่อถง อู่ถง ลิ่วถง” ซึ่งเขามิได้บอกชิงเซียนว่าทั้งหกคนนี้คือใคร...มันมิใช่เรื่องจำเป็น
ทุกคำเรียกจะมีหนึ่งบุรุษผงกหัวรับ นั่นแสดงว่าเป็นนามของพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนล้วนเต็มใจ
“ฮูหยินเรียกใช้งานพวกข้าได้ทุกคนขอรับ” อีถงกล่าว
“ข้ายังมิใช่ฮูหยินเสียหน่อย” รีบแย้งแต่ใบหน้างามนั้นขึ้นสีแดงจัด “แค่กำลังเจรจากันอยู่”
ฟานอวี้ถงก้มมองสตรีที่กอดแขนเขาพร้อมกับหัวเราะในลำคอ ^^ “เจรจาว่ากำลังจะเป็นฮูหยินของข้าน่ะรึ”
ผู้ถูกเย้าหยิกแขนแกร่งสุดแรง แต่ไหนเลยอีกฝ่ายจะรู้สึกเจ็บ นางจึงแสร้งลุกขึ้นแล้วเดินหนี “ข้าจะไปทำขนมนะเจ้าคะ”
“ตามใจเจ้าเถิด” ฟานอวี้ถงมองนางจนลับตาไป ก่อนจะหันมาพูดคุยสั่งการกับหกคนตรงหน้า “ถนัดสิ่งใดให้ทำสิ่งนั้น ไม่เว้นแม้แต่การดูแลทรัพย์สินทุกอย่างให้ข้า” ที่กล่าวนั้นครอบคลุมไปถึงชิงเซียนด้วย
“ขอรับ” อีถงรับคำพร้อมกับถามถึงเรื่องเข้าวัง “นายท่านจะเข้าวังหลวงให้พวกข้าติดตามไปด้วยหรือไม่ขอรับ”
“ตามไปแค่สองคนก็พอ และก็จำไว้ด้วยว่าอยู่กับข้า ทุกคนไม่ต้องหลบซ่อนในเงาเฉกเช่นตอนที่อยู่รับใช้รัชทายาท ทุกคนมีตัวตนและเป็นคนของข้า”
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน ในใจนึกยินดีที่มิต้องหลบซ่อนอีกตลอดชีวิต ดีมากแล้วที่ตัดสินใจติดตามท่านผู้นี้ที่ถึงไม่มีพวกเขาก็ไม่เป็นอะไร
“ก่อนหน้านั้น ได้ยินใช่หรือไม่เกี่ยวกับเรื่องตัวตนที่แท้จริงของข้าและชิงเซียน” หมายถึงเรื่องที่เขาและนางเป็นคนของเผ่ามาร
“ขอรับ” เอ้อถงตอบกลับแทนทุกคนที่ยังคงก้มหน้ารับฟังนายคนใหม่ ความจริงที่ทราบเมื่อครู่ทำให้ทั้งหกคนตกใจ ก็มิใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะสู้ท่านฟานอวี้ถงไม่ได้แม้เลยตั้งแต่ต้น คาดว่ารัชทายาทคงเล่นผิดคนเสียแล้ว “แต่พวกเราทุกคนยังคงยืนยันที่จะติดตามนายท่าน”
“ก็ดี พวกเจ้าออกไปเถอะ นับจากนี้อยากทำอะไรก็ทำ อยากกวาดลานด้านหลังรึจะไปช่วยชิงเซียนทำขนมก็ตามใจ” ใช้นิ้วจิ้มกาน้ำร้อนเพียงพริบตา ควันจากกาก็ลอยกรุ่นในอากาศ ฟานอวี้ถงมิได้สนใจสิ่งใดอีกนอกจากมองไปยังแนวภูเขาลูกใหญ่ที่ยังคงมีเมฆปกคลุมหนาแน่น ‘สักวัน ข้าจะขึ้นไปหาท่าน ท่านจอมมาร’
หกผู้ติดตามได้แต่ลอบกลืนน้ำลายลงคอเมื่อเห็นการต้มน้ำในเวลาแค่ชั่วพริบตา ‘พลังในกายช่างห่างชั้นกันเสียจริงๆ’
สองวันต่อมา
ฟานอวี้ถงจับมือบางของสตรีงดงามเดินไปตามเส้นทางสัญจรอย่างไม่เร่งรีบ จุดมุ่งหมายในวันนี้อยู่ที่วังหลวง ชาวบ้านหลายคนที่เคยใช้บริการตรวจดูดวงชะตาต่างเอ่ยทักทายหมอฟานรูปงามกันถ้วนทั่ว ด้านหลังเป็นซื่อถงและลิ่วถงที่ติดตามมาด้วยส่วนอีกสี่คนที่เหลือกำลังเตรียมรถม้าเพื่อเดินทางไปยังแคว้นฉินทันทีที่ทุกคนกลับไปถึงบ้าน
“บุรุษรูปงามช่างเป็นที่ชื่นชอบนะเจ้าคะ” เอ่ยเย้า
“นั่นเพราะข้าตรวจดวงชะตาและชี้แนะพวกเขาไปในทางที่ดีอย่างไรเล่า” จับมือสตรีข้างกายแน่น
ชิงเซียนมิได้โต้แย้งเพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ถึงเรื่องจะเป็นแบบนั้น นางก็ยังแปลกใจอยู่ดี “อันที่จริงแล้วข้าสงสัย”
“_” ฟานอวี้ถง
“ว่าท่านเอาเวลาไหนไปร่ำเรียนการตรวจดวงชะตา” ก่อนหน้าที่เจอกันครั้งแรก ฟานอวี้ถงคือแมวอ้วนของนาง หากก่อนหน้านั้นเขาอยู่กับเจ้าของร่างคนเก่ามิใช่ว่าพวกเขาต้องอยู่ด้วยกันตลอดหรอกรึ?
“เวลาว่างตอนกลางคืน” ทำเช่นนั้นนับร้อยปีมาแล้ว พอๆ กับที่ชิงเซียนคนเก่าตาสว่างจากกวนผูเล่อ
‘หมายถึงไม่หลับไม่นอนงั้นรึ?’