“ฝ่าา ไหนว่าเสด็จมาไม่ได้อย่างไรเล่ากระหม่อม” เมื่อเชิญเสด็จขึ้นประทับนั่งบนพาไล พร้อมจัดน้ำท่าถวายแล้ว ชายหนุ่มจึงทูลถาม เขาแอบโมเมไปเองด้วย ที่ว่าท่านชายทรงเร่งจัดการธุระสำคัญเพื่อเขาแน่ ๆ
หารู้ไม่ว่า ที่ทรงดั้นด้นเสด็จมาถึงที่นี่ได้นั้นยากเหลือแสน เผื่อจะออกอุบายหลอกล่อให้คนของเสด็จพระองค์ชายตายใจได้ เล่นเอาแทบแย่ นี่คงต้องยกความดีความชอบให้ท่านชายปิ๋ว อนุชาผู้ทรงเปรื่องปัญญา เอาตัณหาโลภาของมนุษย์มาใช้ ลวงว่าจะพานายสารถีไปเที่ยวหญิง นายผู้ติดตามอยู่แต่ในรั้ววัง ไม่ค่อยได้พบสาว ๆ งาม ๆ ก็ตาเป็มัน จนลืมหน้าที่
ท่านชายเดียวทรงแย้มโอษฐ์ให้ รับสั่งอย่างละมุนละม่อม “ฉันคิดถึงเธอ หรือเธอไม่อยากให้ฉันมาหากันเล่า ฉันจะได้กลับเสีย”
ประโยคว่า ‘คิดถึง’ ทำเขาเขิน ประโยคถัดมา ทำเอาปรามไว้ไม่ทัน “หามิได้กระหม่อม กระหม่อมยินดี และมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่กับฝ่าา อย่าได้ตรัสเช่นนั้นเลยกระหม่อม”
ผู้ทรงวัยกว่าสรวลในศอ ทอดเนตรพินิจโครงหน้าคมคายนั้นอย่างเอ็นดู เสมือนว่าเป็ลูกแมวน้อยที่ติดเ้าของ “ฉันล้อเธอเล่นเท่านั้นเอง ดูสิ จะหน้าม่อยไปทำไม แล้วจดหมายของฉัน เธอ…”
“อ่านแล้วกระหม่อม ฝ่าายังทรงนิพนธ์ได้ไพเราะเสมอ”
“แค่ไพเราะหรือ? เธอเข้าใจความหมายที่ฉันจะสื่อว่าอย่างไร”
คู่สนทนาต่างนิ่งเงียบ ทิ้งบรรยากาศให้สงัดอยู่นาน บุตรชายเ้าของเรือนรู้คำตอบอยู่แก่ใจ แต่กลับไม่กล้าทูลออกมาตรง ๆ เพราะความเขอะเขิน ถ้าไม่อยู่ต่อวรพักตร์ เขาคงไม่เกิดความประหม่าอย่างนี้
เหมาะจังหวะพอดี เมื่ออำแดงวาดนำหน้านางบ่าวขึ้นมาบนเรือน สถานการณ์ไร้บทสนทนานั้นจึงสิ้นไป หล่อนนำเครื่องว่างขึ้นถวาย กล่าวทักทายถามไถ่พอหอมปากหอมคอ แล้วจึงทูลขอตัวลงไปทำธุระต่อที่ด้านล่าง
่แรกที่มารดาอยู่ด้วย ชายหนุ่มไม่รู้สึกเสียอาการมากเท่าตอนนี้ เมื่ออำแดงวาดหล่อนไม่อยู่ตรงนี้แล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าจะชวนหม่อมเ้าชายเสวนาเื่อะไรดี
“ฉันหวังว่าเธอได้อ่านแล้ว จะตระหนักได้นะ ว่าควรทำอย่างไร”
จู่ ๆ ก็ตรัสขึ้นมาท่ามกลางความสงบในขณะที่เสวยเครื่องหวาน วาจานั้นเป็ดั่งคำทบทวนให้ขุนนางตรงนี้เลิกชะล่าใจ
คนอ่อนวัยกว่าพยักหน้าอย่างเก้กัง ทูลได้ไม่เต็มปาก “ กระหม่อม” แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเสีย “เอ่อ หากฝ่าาเสวยเสร็จแล้ว จะประสงค์ทรงดนตรีดีหรือไม่กระหม่อม”
“ดี ฉันอยากเล่นจะเข้ ขิมกับขลุ่ยไว้ก่อน”
“กระหม่อม”
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงได้ ครั้นเสวยเสร็จสิ้นแล้ว เขาสั่งให้บ่าวนำถ้วยชามลงไป สังเกตว่าท่านชายเสวยเสียเกลี้ยง คงโปรดไม่น้อย จะต้องเตรียมถวายให้บ่อยเข้าแล้ว จากนั้น จึงตระเตรียมดนตรีไม้เครื่องสายตัวยาวขึ้นพาไล และทดลองบรรเลงให้สดับก่อนสักคำรบ ต่อไปจึงจะเริ่มสอนจริง
เมื่อนั้น ครั้นจบเพลงเขมรไทรโยค พันวาจาสิทธิ์ลองให้ท่านชายทรงหยิบจับดูบ้าง ทูลว่าสิ่งใดอยู่ตรงไหน ใช้อย่างไร แล้วจากนั้น เขาก็ถือวิสาสะอย่างเคย ซ้อนวรองค์ด้านหลัง มัดไม้ดีดที่ดัชนี และกุมหัตถ์เนียนนุ่มตวัดลงเส้นสายทั้งสามให้กำเนิดเสียงของแต่ละโน๊ต
ทรงละเลงจะเข้เป็ท่วงทำนองไปอย่างเนิบช้า ทีละขั้นตอนอย่างตั้งอุระตั้งหทัย จนใคร ๆ ในเรือนที่เพ่นพ่านผ่านมาเห็นก็นึกชื่นชมในพระปรีชา ทว่าบ่าวบางคนก็จับกลุ่มกันวิเคราห์ว่าสิ่งที่บุตรชายของเ้าเรือนทำตัวประชิดใกล้เ้านายเชื้อพระวงศ์ขนาดนี้ ดูเกินเลยไปหรือไม่
เป็ชาย-หญิง คนเขาคงครหาไปทั้งบางแล้วกระมัง
เช่นเดียวกับเธอผู้นี้ แม่มาลัย ดวงตาของเธอลุกโชนแข็งกร้าวราวไฟฟอนพร้อมกับหัวใจ เมื่อเห็นภาพตรงหน้า พอก้าวฉับ ๆ จนสุดปลายบันไดแล้ว เธอวิ่งอ้าวไปผลักหนุ่มลูกครึ่งไม่คุ้นหน้าออกให้พ้นจากอ้อมแขนของชายคู่หมายของเธอ มิหนำซ้ำ หากไม่โดนห้ามปรามเสียก่อนจะตบสั่งสอนให้ ในโทษฐานที่กล้าดี มาทำตัวเป็เ้าข้าวเ้าของประเจิดประเจ้อเกินเธอเช่นนี้
“นี่มันอะไรกันเ้าคะ คุณพี่ อ้ายหน้าฝรั่งมังค่านี่เป็ใคร ทำไมมันถึงมานั่งตัวชิดติดกันกับคุณพี่อย่างนี้ได้ แล้วมาลัยล่ะเ้าคะ”
เธอแผดเสียงถามออกไปด้วยอารมณ์ร้อน แทบจะไม่ใช่แม่มาลัยคนก่อนหน้านี้ที่แสนอ่อนหวาน เธอไม่ผิดหรอก เพราะผู้ใหญ่มักให้ความหวังแก่เธอเสมอว่าชายหนุ่มรูปงามผู้นี้เป็คู่ครองของเธอ
“น้องมาลัย ใจเย็นเสียก่อน แล้วฟังพี่ค่ะ”
“ไม่ฟังเ้าค่ะ คุณพี่ต้องไล่มันออกไปจากเรือน ไม่อย่างนั้นมาลัยไม่ยอม มาลัยจะฟ้องคุณป้า คุณพ่อและคุณแม่” กิริยาของหญิงสาวช่างเอาแต่ใจ ไม่ยอมฟังให้ได้ศัพท์เสียก่อน เพราะเหตุนั้น เธอถึงโดนชายหนุ่มตรงหน้าดุเข้าเต็มแรง
“พี่บอกให้หยุดอย่างไรคะ! น้องมาลัยกำลังทำสิ่งที่ไม่ควรอยู่ รู้หรือไม่ว่าจะไม่มีหัวประดับบ่าเอา ขอประทานอภัยท่านชายเสีย”
มาถึงตรงนี้ คำว่า ‘ท่านชาย’ เด่นชัดในโสตประสาทของเธอ ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ใคร่ปลงใจเชื่อนัก เคยพบเห็นเ้านายสายเืผสมอยู่ครั้งสองครั้ง แต่ไม่นึกว่าจะมีองค์นี้ด้วย สุดท้ายเธอจึงยอมผ่อนปรนลง
“เป็เ้าจริงหรือเ้าคะ มาลัยไม่เคยเห็น”
“ท่านเป็พระโอรสของเสด็จในกรมฯ สายราชสกุลศรีวิจิตรกุล เ้าคุณพ่อของน้องมาลัยคงรู้จักดี ลองถามท่านดูค่ะ ส่วนที่น้องมาลัยพลั้งมือประทุษร้ายท่านเมื่อครู่นี้ รู้ใช่ไหมว่าต้องทำอย่างไร”
“เ้าค่ะ” เธอจำนนด้วยใบหน้าไม่สู้ดีนัก แล้วหันไปทูลกับผู้ทรงศักดิ์ “หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะท่านชาย ก็แหม มาลัยเป็คู่หมั้นคู่หมายของคุณพี่นี่เพคะ ย่อมต้องหึงหวงเป็ธรรมดา ถึงแม้จะเป็ผู้ชายด้วยกัน หม่อมฉันก็ไว้วางใจไม่ได้หรอกเพคะ”
หม่อมเ้าชายทรงกุมหัตถ์ไว้ที่พาหาซึ่งเป็ลอยถลอกจากการที่ถูกผลักจนชนเหลี่ยมโต๊ะ ทอดเนตรมองเธออย่างเห็นใจ ทรงประจักษ์รู้ความจริงก็ตอนนี้ ว่าชายที่ปันหัวใจมาให้เขามีคู่หมายอยู่แล้ว คงไม่ผิดที่เธอคนนั้นจะแสดงออกอย่างนี้ ก็เขาเป็เ้าของหัวใจของกันอยู่ก่อนแล้วอย่างไรเล่า
องค์เองเสียอีก ที่มีพระคู่หมั้นอยู่แล้ว แต่กลับทิ้งท่านหญิงอ้อมา ก็นึกว่าข้าราชการกระทรวงการคลังผู้นี้จะคิดจริงใจดังที่ให้คำสัตย์ไว้
ที่ไหนได้ เขากลับปากหวานก้นเปรี้ยว มากรักเหมือนอิเหนาไม่มีผิด
แล้วประทานโอวาทกับหญิงสาวว่า “ฉันไม่ถือโทษโกรธเธอหรอก แม่มาลัย ฉันต่างหาก ที่ต้องขอโทษเธอด้วยซ้ำ แต่อยากจะบอกไว้สักอย่างหนึ่ง เธอเองก็ดูเป็สาวเป็นาง ดูมีฐานะตระกูลดี ไม่ควรโผงเผงอย่างนี้ ยิ่งเธอจะแต่งงานเป็สะใภ้เรือนนี้ด้วยแล้ว เธอยิ่งต้องคำนึงถึงเกียรติของสามีด้วย เข้าใจหรือไม่”
ชายหนุ่มฟังแล้วรู้สึกว่าวาจานั้นมันแปลก ๆ หมายความว่าท่านชายเดียวทรงเชื่ออย่างที่แม่มาลัยทูลจริงหรือ เธอคนนั้นคิดไปฝ่ายเดียว เขาโบกมือเป็พัลวัน ปากรีบปฏิเสธ
ทว่าช้าไป เมื่อท่านชายชิงตรัสก่อนว่า “ฉันไม่รบกวนเวลาของพวกเธอสองคนแล้ว เชิญตามสบายอย่างคนรักกันเถอะ พอดีฉันมีธุระด่วน คงต้องลาเสียตอนนี้เลย” จบคำ ก็ดำเนินเลี่ยงไป ก้มพักตร์ต่ำ ไม่ประสงค์ให้ใครเห็นชลเนตรที่เอ่อท่วมจนแวววาว
“ฝะ ฝ่าา! ฟังกระหม่อมก่อน” ร้องเรียกไปก็ไร้ผล ไม่มีสัญญาณใดตอบรับ ประหนึ่งโยนก้อนกรวดลงมหาสมุทร
“คุณพี่เ้าคะ อย่าไปใส่ใจท่านชายอะไรนั่นเลยเ้าค่ะ มาสอนจะเข้ให้มาลัยดีกว่า มาลัยอยากเรียนบ้าง นะเ้าคะ ๆ” หญิงสาวเกาะแขนแกร่งราวกับตุ๊กแกเกาะผนัง เธอใช้ใบหน้าหวานละเมียดละมัยออดอ้อนให้ชายหนุ่มนึกเอ็นดู ยอมตามใจเธออย่างที่้า
แต่หาได้เป็เช่นนั้น ความงดงามของเธอเสมือนสามนางมารที่มีต่อพระพุทธองค์ มันไม่ได้ผล เขาไม่คล้อยตามมารยาสาไถยของเธอด้วยซ้ำ มีแต่จะให้คำตำหนิ ว่าเธอนั้นไร้คุณสมบัติแห่งสตรี
“น้องมาลัย ปล่อยพี่ค่ะ รำคาญ”
“ไม่เ้าค่ะ จะตามไปทำไม น่าเบื่อออก มาลัยอุตส่าห์มาหาถึงที่”
เขาหมดคำจะพูด ทำไมเธอถึงพูดจาเข้าใจอะไรยากนัก ลืมไปหรือไม่เคยได้รับการอบรมกันนะ เื่มารยาทของหญิงน่ะ
“ฟังนะ พี่จะบอกให้ เป็สาวแซ่แร่รวยสวยสะอาด ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า แม้นแตกร้าวรานร่อยถอยราคา จะพลอยพาหอมหายจากกายนาง อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้กายสูง ดูเยี่ยงยูงแววยังมีที่วงหาง ค่อยเสงี่ยมเจียมใจจะไว้วาง ให้ต้องอย่างกริยาเป็นารี จำใส่ใจไว้” จบสุภาษิตสอนหญิง ก็สืบเท้าตึงตังออกไปให้พ้นหน้าสวยแต่รูปจูบไม่หอมของเธอเสีย
“คุณพี่! น้องไม่ยอมนะเ้าคะ”
คงเหลือแต่เสียงกรีดร้องดังอึงอลทั่วเรือนตามมาติด ๆ จนบ่าวซ้ายขวาต้องยกมือป้องหู พากันจ้าละหวั่นกระเจิดกระเจิงหนีไป
ชายหนุ่มทิ้งไม้พายั้แ่เรือยังไม่เทียบท่าดีนัก ก้าวะโขึ้นบนฝั่งอย่างคนใจร้อน เพราะเื่นี้จะทำนิ่งนอนใจไปไม่ได้ เขากำลังถูกท่านชายเข้าหทัยผิดอยู่ นั่นหมายความว่า หากมัวประวิงเวลา สิ่งที่ลงมือทำมาทั้งหมดจะเสียเปล่า
เขาสับเท้าดุ่ม ๆ มายังหน้าเรือนปั้นหยา ที่ตรงนี้เห็นมีเฉพาะสองบ่าวชาย อย่างนายโมกกับนายพุดที่ช่วยกันกวาดลานอยู่ พอเห็นคนมาใหม่ ทั้งสองจึงวิ่งออกมารับ มีท่าทางกระอักกระอ่วนคล้ายน้ำท่วมปาก
“ท่านชายล่ะ ประทับอยู่หรือไม่”
สองบ่าวหันหน้าหากันอย่างขอความคิดเห็น ตอบกึกกักว่า “รับสั่งว่าจะบรรทมขอรับ”
“ช่วยทูลท่านว่าฉันขอเฝ้าไม่ได้หรือ”
“ไม่ได้ขอรับ ท่านไม่ประสงค์ให้ใครรบกวน โดยเฉพาะคุณด้าว จดหมายก็ไม่ให้ฝากถวายขอรับ แต่ถ้าหากคุณด้าวมีเื่สำคัญอะไรจะทูลท่านชาย ฝากกระผมไว้ได้ขอรับ” นายพุดแจ้งตามที่ได้กระแสรับสั่ง ตงิดใจว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเ้านายของตนและขุนนางผู้นี้
ก่อนหน้านี้บ่าวทั้งสองรู้เพียงว่าเห็นท่านชายเสด็จทางชลมารคมากับเรือจ้างเพียงลำพัง นึกแปลกใจ เพราะเมื่อเช้าเห็นว่าเสด็จทางถนนกับคนของพระบิดา พอมาถึงเรือน ก็ไม่ได้ตรัสวาจาใดกับทั้งสอง ตรงดิ่งขึ้นชั้นบนในทันที ซ้ำยังเห็นวรพักตร์แดงก่ำอาบชลเนตร คล้ายกันแสงอยู่ในที
“แล้วฉันจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ ฉันรู้สึกผิด”
“คุณด้าวทำอะไรให้ท่านชายกริ้วหรือขอรับ กระผมเห็นว่าท่านกันแสงด้วย คงไม่ใช่เื่น้อย ๆ ใช่ไหมขอรับ”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบไม่ติงไหว ฟังคำถามอย่างเหม่อลอย คิดไปไกลต่าง ๆ นา ๆ ว่าถ้าหากเ้าของเรือนไม่หายกริ้วขึ้นมา ตนจะมีหน้าไปพบอีกหนได้อย่างไร ทั้งนี้ก็อยากให้ทรงรับรู้ไว้ ว่าสิ่งที่เธอคนนั้นทูลเป็ความเท็จ
ทว่าโอกาสนั้นช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน
นายโมกเห็นเงียบไป จึงแนะนำข้อปฏิบัติบางอย่างแก่เขา หวังว่าคงจะได้ผลไม่มากก็น้อย “คุณด้าวขอรับ กระผมถวายงานท่านชายมานาน รู้จักท่านดี เวลากริ้ว ท่านกริ้วง่ายหายเร็วขอรับ ยิ่งถ้าหากได้เสวยเครื่องหวานแล้วด้วย ยิ่งหายเป็ปลิดทิ้งเลยขอรับ”
เหมือนติดประกายไฟแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง คนฟังตาลุกวาว “จริงซี ฉันลืมไปสนิท ท่านเสวยครั้งใด ก็แย้มสรวลครั้งนั้น รอฉันทีนะ อีกไม่นานจะกลับมาใหม่” ว่าแล้วก็รีบจรจากไป ตั้งใจแน่วแน่ในการครั้งนี้
มาคิดไป ก็ไม่ต่างจากคนรักที่แง่งอนกันนัก มีต่างตรงที่ เขายังไม่ได้ตำแหน่งนั้นอย่างชัดเจน
_______________________
ท่านชายทรงงอนเสียแล้ว พ่อด้าวจะทำอย่างไรดีล่ะหนอ โธ่ แม่มาลัยก็ไม่น่าโผล่มาตอนนี้เล๊ยยย
ปล. หากอ่านแล้วนักเขียนน้อยคนนี้ขอความกรุณารี๊ดที่น่ารักคอมเมนต์ให้หน่อยนะครับว่าเป็ยังไงบ้าง แค่สติ๊กเกอร์ก็ดีใจแล้ว เงียบเกินไปใจมันฝ่อเหมือนพ่อด้าวแล้วเนี่ย อิอิ????????