เช้าเฟยหรงลืมตาขึ้นแล้วค่อยๆลุกขึ้นนั่งเมื่อคืนนางนอนไม่ค่อยสบายนักสภาพเลยเหมือนคนยังไม่ได้นอน นางลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาแล้วเดินมายังเตาหลอมขนาดใหญ่ที่ตั้งไว้ในห้องเฟยหรงสะบัดมือให้เตาหลอมนั้นเปิดออกเผยให้เห็นลูกบอลน้ำสีใสขนาดใหญ่ นางนำขวดโหลออกมาสองขวดแล้วใช้ปรานนำยาออกมาใส่ในขวดโหลทั้งสอง
'ยาสลายพิษธาตุเหมันต์' คล้ายๆกับยาสลายพิษธาตุไฟที่นางเคยดื่มไปคราวก่อนแต่ต่างกันที่คนละธาตุ
จากนั้นเฟยหรงก็นำขวดยาเล็กออกมา5ขวดแล้วค่อยๆตักยาในโหลจนเต็มเสร็จแล้วจึงเก็บเอาไว้ในมิติ นางหยิบขวดแก้วเล็กที่มียายาสลายพิษธาตุเหมันต์ออกมาดื่มแล้วโคจรลมปรานมันค่อยๆไหลเข้าสู่ร่างกายแล้วหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับเฟยหรง ยาสลายพิษทั้งสองธาตุในตัวนางค่อยๆหลอมรวมกันจากผ่านไป2ชั่วยาม ก็เสร็จสิ้นการหลอมรวมเ้าจิวหูเองก็นั่งรอเฟยหรงเงียบๆเมื่อเห็นว่านางลืมตาขึ้นมันก็เดินข้ามาหา
รอสักพักเมื่อไม่เห็นว่าร่างกายขับพิษออกมาซึ่งแสดงว่านางยังไม่เคยโดนพิษธาตุเหมันต์เฟยหรงจึงลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มจิวหูขึ้นมาลูบหัวจากนั้นก็เปิดประตูออกไปด้านนอกยังไม่เห็นตื่นนางจึงเดินไปที่ห้องมี่ถง
"เ้าเป็อย่างไรบ้าง"เฟยหรงเดินเข้าไปปลุกมี่ถงแล้วนั่งลงบนเตียง
"คุณหนู"มี่ถงปรือตาเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นพรวดทันที
"ตายแล้วนี่บ่าวสลบไปนานขนาดไหนเ้าคะ" มี่ถงถามด้วยสีหน้ากังวล
"ก็ั้แ่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้นี่แหละ"เฟยหรงยิ้ม
"อ่าบ่าวเป็ภาระให้คุณหนูอีกแล้ว" นางพูดแล้วก้มหน้าลง
"ไม่หรอก เ้าดื่มนี้ซะแล้วโคจรลมปราน"เฟยหรงยื่นเม็ดยาทะลวงปราน และยาสลายพิษธาตุเหมันต์ให้
"นี่คือ"มี่ถงมองด้วยสายตาไม่เข้าใจ
"รับไปเถอะหากเ้า้าจะติดตามข้า เ้าเองก็ต้องแข็งแกร่งขึ้น"เฟยหรงเอ่ยแล้วลุกขึ้น
"หากเ้าโคจรลมปรานเสร็จแล้วก็ลงมาหาอะไรกินข้างล่างซะนะวันนี้ทั้งวันข้าจะฝึกวิชา"มี่ถงพยักหน้าแล้วดื่มยาลงไปเสร็จแล้วก็โคจรลมปราน
เมื่อเฟยหรงเห็นว่ามี่ถงเข้าสู่สภาวะการโคจรลมปรานนางก็เดินออกมาจากห้องเพื่อให้ไม่เป็การรบกวนมี่ถง เมื่อเดินออกมาแล้วนางก็พบเทียนหลงและจิ้นฝานที่ตอนนี้มีระดับพลังเพิ่มขึ้นเป็จอมทัพขั้น5ยืนรออยู่ด้านนอกเฟยหรงยกยิ้มขึ้นนิดๆจากนั้นทั้งสามก็ลงไปหาอะไรทานกันด้านล่างโรงเตี๊ยม
"วันนี้ข้าว่าจะฝึกวิชาและลองวรยุทธใหม่ๆดูพวกเ้าจะไปเที่ยวไหนก่อนก็ได้ แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางไปเมืองอื่นต่อข้าฝากเ้าดูแลจิวหูด้วยล่ะ นี่คือยาสลายพิษธาตุเหมันต์เ้าเอาไปกินซะ"เฟยหรงเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังรออาหารที่สั่งไว้ แล้วยื่นขวดแก้วให้จิ้นฝาน
"ขอรับ"จิ้นฝานเอ่ยขึ้นแล้วรับขวดยามา ไม่นานก็มีเสี่ยวเอ้อยกอาหารเข้ามาแล้วทั้งสามก็ลงมือทานอาหารตรงหน้า
"จะว่าไปคุณหนูไม่เอายาให้ท่านเทียนหลงบ้างหรือ?"จิ้นฝานเอ่ยถามขึ้นเพราะสงสัยมานานแล้วว่าทำไมเฟยหรงจึงไม่ให้ยากับเทียนหลงบ้าง
"ไม่ต้องหรอกข้าแข็งแกร่งอยู่แล้ว ถึงจะดื่มยาไปก็ไม่เป็ผล"เทียนหลงเอ่ยไขความข้องใจของจิ้นฝาน
"อ่าข้าลืมไปท่านมีพลังระดับนั้นคงไม่ต้องฝึกฝนอีก" จิ้นฝานพยักหน้า
หลังจากที่ทั้งหมดทานอาหารกันเสร็จแล้วเฟยหรงก็ขึ้นห้องไปแล้วทำการวาดอักขระปิดกั้นจากนั้นนางก็ทำการทบทวนความรู้ตัวอักขระทั้งหมดแล้วคิดโครงสร้างไว้ในใจ เสร็จแล้วนางจึงวาดอักขระออกมาบนอากาศ
ผ่านไปกว่า4ชั่วยามอักขระหลายล้านตัวที่นางวาดก็เสร็จสิ้น เหงื่อโทรมกายไปทั่วหน้าตาซีดเซียวกว่าก่อนหน้านั้นไปมากเฟยหรงสะบัดมือคราหนึ่งไม่นานอักขระทั้งหมดก็หมุนวนรวมกันแล้วพุ่งเข้าหาเฟยหรงที่นั่งอยู่
"อัก" เฟยหรงกระอักเืความเ็ปแสนสาหัสค่อยๆแล่นเข้ามายังทุกส่วนในร่างกาย นางหลับตาแน่นหางตามีน้ำใสๆปริ่มเล็กน้อยร่างของเฟยหรงสั่นสะท้านนางโคจรลมปรานควบคู่กันไปด้วย
ผ่านไป2ชั่วยามอักขระตัวสุดท้ายก็พุ่งเข้าใส่ร่างเฟยหรง นางทนความเ็ปไม่ไหวจึงสลบไปทั้งอย่างนั้น
อีกด้าน
จิ้นฝานที่แยกตัวออกมาเมื่อเช้าก็ขอให้เทียนหลงเป็อาจารย์สอนวิชาต่างๆให้เขาเทียนหลงเองก็ไม่ได้ปฏิเสธแล้วทั้งสองก็พากันไปฝึกวิชาที่ซึ่งห่างออกไปจากตัวเมืองพอสมควรเทียนหลงเคี่ยวเข็ญจิ้นฝานั้แ่เช้าจนตกเย็นนี้ก็ยังไม่เสร็จ
"ขออีกครั้ง"จิ้นฝานทรุดลงไปกับพื้นค่อยๆยันตัวลุกขึ้นด้วยความยากลำบากเทียนหลงเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ
"ร่างกายเ้าจะรับไม่ไหวอยู่แล้วพักก่อนเถอะ" เทียนหลงว่าแล้วเดินไปนั่งใต้ร่มไม้จิ้นฝานจึงทำได้เพียงลากร่างตัวเองมานั่งยังต้นไม้ใกล้ๆกันแล้วโคจรลมปราน
"ยาที่เฟยหรงให้น่ะดื่มเข้าไปด้วยสิ" เทียนหลงนอนพิงต้นไม่แล้วพูดขึ้น
จิ้นฝานทำตามเขาหยิบขวดยาออกมาจากแหวนมิติแล้วกระดกเข้าปากรวดเดียวตัวยากค่อยๆไหลลงคอเขาลงไปจากนั้นก็นั่งโคจรลมปรานต่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดื่มยาและเข้าสู่สภาวะแล้วเทียนหลงก็ลืมตาขึ้นมองบุคคลตรงหน้าที่ตอนนี้มีน้ำใสๆไหลออกมาจากิัราวกับเหงื่อ
เทียนหลงเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจในตอนแรกนั้นเข้าเดาไวว่าจิ้นฝานคงเคยโดนพิษอะไรสักอย่างมาเพราะเวลากวัดแกว่งกระบี่เทียนหลงจะรู้สึกได้ถึงไอพิษที่ไหลออกมาจากเหงื่อคนตรงหน้าแต่ไม่นึกว่ามันจะเยอะถึงเพียงนี้
อีกด้าน
หลังจากที่เฟยหรงออกไปในตอนเช้ามี่ถงก็นั่งโคจรลมปรานและกินยาไปด้วยจนตอนนี้ตกเย็นแล้วนางก็มีระดับพลังที่เลื่อนจากระดับนภาขั้น4มาอยู่ที่ระดับปรานฟ้าขั้น1ได้แล้ว
"อ่า เหม็นชะมัดตายละป่านนี้แล้วเหรอ" มี่ถงลืมตาขึ้นแล้วขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้กลิ่นถึงพิษที่ขับออกมาจากทางิัก่อนหน้านั้นประมาณ9ปีก่อน ในตอนที่นางเร่ร่อนอยู่ในเมืองหลวงก่อนจะเข้ามาทำงานในจวนตระกูลเว่ยนั้นนางเคยเป็หนูทดลองยาให้พวกแพทย์โอสถเถื่อน ได้รับทั้งโอสถพิษและยาสลายพิษมานับไม่ถ้วนดังนั้นตัวนางจึงมีพิษมากกว่าคนปกติเล็กน้อยแต่คงไม่เท่าจิ้นฝานที่โดนพิษมาเยอะมาก
"อ่าวจิวหู"มี่ถงหันไปเห็นก้อนกลมๆที่นอนเซ็งอยู่บนที่นอนเมื่อมันเห็นมี่ถงตื่นแล้วก็เดินเข้ามาหา ก่อนหน้านั้นจิ้นฝานแอบเอาจิวหูมาปล่อยในห้องของมี่ถงที่นั่งโคจรลมปรานอยู่นางจึงไม่ได้สังเกต
"โดนทิ้งหรือไงเ้าน่ะ"มี่ถงหัวเราะเบาๆแล้วอุ้มมันขึ้นมา จากนั้นก็เดินไปอาบน้ำ
ผ่านไป1วัน
เฟยหรงยังไม่ได้ออกมาจากหน้าก็ทำให้ทุกคนมองหน้ากันอย่างกังวลโดยเฉพาะเทียนหลงที่ส่งกระแสจิตไปหาเฟยหรงแต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับ ยิ่งไปกว่านั้นหยกสื่อสารเองก็ใช้ไม่ได้ทั้งหมดจึงหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม
เฟยหรงขยับลืมตาขึ้นมาแล้วมองไปรอบห้องนางยันตัวลุกขึ้นมานั่งด้วยท่าทางมึนงงแล้วทบทวนเื่ราวต่างๆจากนั้นก็เบิกตากว้าง
"ใช่แล้ว!ข้าสร้างมิติขึ้นมานี่นา เข้าไปดูหน่อยดีกว่า"เฟยหรงพูดอย่างนึกขึ้นได้แล้วก็พาตัวเองเข้าไปในมิติ นางหลอมรวมมิติเข้ากับตัวนางเพราะจะได้ใช้งานได้สะดวกโดยไม่ต้องกังวลใดๆเมื่อเข้ามาในมิติแล้วนางก็มองรอบๆ นางสร้างที่นี่ให้คล้ายคลึงกับโลกอีกโลกพื้นเป็ปูน มีบ้านที่ทำได้ปูนและอิฐหนึ่งหลังถัดไปเป็สระน้ำที่ตรงกลางมีน้ำพุขนาดใหญ่ผุดขึ้นมารอบๆตัวพื้นที่เป็ป่ารกทึบขนาดใหญ่ ส่วนเวลาในมิติ10วันก็เท่ากับ1วันในโลก
เฟยหรงยิ้มออกมาแล้วเดินสำรวจรอบๆ นางร่ายอักขระและต่อเติมส่วนต่างๆภายในนี้อย่างสนุกสนานโดยไม่ได้รู้เลยว่าอีกฝั่งหนึ่งมีคนกำลังเป็ห่วงขนาดไหน
ผ่านไปกว่า1วันในมิติ นางก็ได้สร้างสิ่งต่างขึ้นมามากมายทั้งลานฝึกยุทธ แปลกดอกไม้และสมุนไพร ทั้งยังเพิ่มพลังปรานภายในมิติแห่งนี้อีกด้วยเมื่อนางคิดว่าทุกอย่างดีในระดับหนึ่งก็นั่งซึมซับพลังปรานรอบๆเพื่อฟื้นฟูพลังให้กลับมา
เปาะ!
เปาะ!
เปาะ!
เนื่องจากเฟยหรงไม่ได้โคจรลมปรานเพื่อเพิ่มระดับพลังมานานดังนั้นลมปรานที่สั่งสมไว้ก็ถูกนำไปหล่อเลี้ยงในจุดตันเถียน เพียงไม่นานนางก็เลื่อนระดับจากจอมทัพขั้น2มาเป็จอมทัพขั้น5ได้เรียบร้อย นางผนึกพลังไว้ในระดับนภาเช่นเดิมแล้วออกมาจากมิติ
เฟยหรงสะบัดมือคราหนึ่งให้อักขระป้องกันคลายออกนางรู้สึกได้ถึงคนสองคนสัตว์อีกสองตัวนอกห้องก็ยกยิ้มขึ้นมา ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก
"คุณหนู/เฟยหรง ! "ทั้งหมดแทบจะกระโจนเข้าหาเฟยหรง
"อะไรกันพวกเ้าไม่ต้องตื่นใกันขนาดนั้นก็ได้ข้าไม่ได้เป็อะไรเสียหน่อย" นางหัวเราะพลางมองทุกคนแล้วส่ายหน้า
"ไม่ให้พวกข้าใได้อย่างไรก็เ้าเล่นอยู่ในห้องแถมยังกางอักขระกั้นตั้ง1วันเต็มๆแถมพวกข้าก็ยังติดต่อเ้าไม่ได้อีก แล้วนี่เืหรือ เ้าไปโดนอะไรมา!"เทียนหลงพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิเด็กสาวพลางก้มลงมองเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนคราบเืหากไม่สังเกตดีๆก็คงไม่เห็นเพราะเสื้อผ้าของเฟยหรงนั้นเป็สีดำ
"ไม่มีอะไรหรอก"เฟยหรงเพียงหัวเราะเบาๆราวกับมันเป็เื่ตลก
"แล้วนี่เวลาใดแล้วละ"เฟยหรงมองออกไปยังหน้าต่าง
"ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงตรงแล้ว"
แก้ง แก้ง แก้ง
ไม่ทันไรเสียงระฆังก็ดังขึ้นบอกเวลาเที่ยงตรงนางจึงหันหน้ากลับมาหาทุกคน
"อ่า...ข้าไม่รู้ตัวเลยแห่ะ"นางพูดเสียงเบาเพราะนึกว่าตอนนี้ยังเช้าอยู่
"เ้าเนี่ยคราวหน้าคราวหลังก็อย่าทำแบบนี้อีก ทุกคนเป็ห่วง" เทียนหลงบ่น
จากนั้นเฟยหรงก็ขอตัวไปอาบน้ำแล้วผลัดเปลี่ยนชุดแล้วทั้งหมดจึงลงมาทานอาหารที่โรงเตี๊ยมด้านล่าง
เมื่อทานเสร็จเฟยหรงก็จ่ายเงินให้เสี่ยวเอ้อแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงตีเหล็กของป๋านจิ่นจงเพื่อรับกระบี่ที่ฝากไว้ส่วนจิ้นฝานเองก็ไปเตรียมรถม้า
"คารวะท่านป๋านจิ่นจง"เฟยหรงเอ่ยขึ้น เมื่อจิ่นจงเห็นว่าต้นเสียงเป็ใครก็ยกยิ้มขึ้นมา
"นึกว่าใคร ที่แท้ก็เฟยหรงนี่เอง"จิ่นจงเอ่ย
"เ้าค่ะข้ามารับกระบี่ที่ฝากไว้"
"ได้ รอสักครู่"จากนั้นจิ่นจงก็หายเข้าไปด้านหลังห้องทำงานแล้วกลับออกมาพร้อมกระบี่แวววาวสวยงามแตกต่างจากตอนแรกไปไม่น้อยแต่ที่ไม่เปลี่ยนคือไอความแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจนััได้หรืออาจจะแข็งแกร่งมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
"เป็อย่างไรบ้าง"จิ่นจงส่งให้เฟยหรงตรวจสอบแล้วเอ่ยถามขึ้น
"ข้าถูกใจยิ่งนัก!" เฟยหรงเอ่ยแล้วยิ้มกว้างตาเป็ประกายแล้วร่ายรำกวัดแกว่งตัวกระบี่อย่างชำนาญ ทั้งมี่ถง จิ่นจงและเทียนหลงที่ไม่เคยเห็นนางจับกระบี่ต่อสู้อย่างจริงๆจังๆเลยต่างก็มองการเคลื่อนไหวนั้นด้วยความตะลึง
แปะแปะแปะ เมื่อนางลองกระบี่เสร็จก็ค้อมตัวรับเสียงปรบมือของจิ่นจง
"ข้าช่างมีวาสนาที่ได้มาดูสาวงามเช่นเ้าร่ายรำกระบี่เช่นนี้ช่างสวยงามจริงๆ" จิ่นจงชื่นชม
"ท่านก็กล่าวเกินจริงไป"เฟยหรงหัวเราะเบาๆ
เมื่อเสร็จธุระแล้วทั้งหมดก็ออกมาจากโรงตีเหล็กไม่นานจิ้นฝานก็ขับรถม้ามารับทั้งสามคนไปยังเมืองต่อไป