เสียงถูกของมีคมแทงดังสนั่นทั่วบริเวณร่างม่อเจียลี่ค่อย ๆ สลายกลายเป็อสูรร้ายตัวหนึ่งแทน ่หน้าอกมีกิ่งไม้แหลมเคลือบด้วยกำลังภายในปักลึกถึงหัวใจปรากฏดูบาดตาเป็อย่างยิ่ง
“ปะเป็ไป ไม่ได้ นี่เ้า!”
อสูรร้ายครึ่งหนึ่งยังคงความเป็ม่อเจียลี่ส่วนอีกครึ่งมีเขาบนศีรษะ เรือนร่างแดงก่ำไร้อาภรณ์ห่อหุ้มถอยหลังไปกรงเล็กค้างเติ่งอยู่กลางอาการ ดวงตาเบิกโพลนมองรอยแผลที่ถูกแทงลึก
“จะเ้า เหตุใดถึง...”
จากดวงหน้ายิ้มหวานผันแปรเป็หน้าเหี้ยมขึ้นมานิดๆ ฉีซินอี๋ย่างสุมเข้าไปรวบรวมพลังปราณสถิตไว้เต็มฝ่ามือจนเป็ทรงกระบี่สีแดงฉานราวดุจกระบี่ของจริงนางยิ้มเยาะ
“ความจริงหากเ้าแปลงเป็คนอื่นข้าอาจจะหลงกลหมอกมายาเช่นเ้าขึ้นมาก็ได้แต่...หึ...ม่อเจียลี่เหรอ...น่าขันเสียจริง”บุรุษรักษาศักดิ์ศรีและชื่อเสียงยิ่งกว่าใครเช่นม่อเจียลี่มีหรือจะกล้าคุกเข่าแทบเท้านาง
“ไม่จริง”ใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัวกลับมาเป็อสูรสร้างภาพมายาดังเดิมร่างครึ่งแพะก็ไม่ใช่ครึ่งมนุษย์ก็ไม่เชิงส่ายหัวไปมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “จะเ้า” ชี้นิ้วสั่นเทามาทางนาง เขามั่นใจว่าตัวเองกำลังจะได้เหยื่ออันโอชะรายนี้กินเสียแล้วแต่ทำไมทุกอย่างถึงได้กลับตาลปัตร
สีหน้าของนางเข้มขึ้นมา“เกรงว่าในม่านหมอกนี้คงไม่ได้มีแค่เ้าตัวเดียวสินะ บอกมาเสี่ยวไป๋อยู่ไหน!”
จำได้ว่าเดินเข้ามาพร้อมเพรียงกันเหตุใดยามนี้ทั่วบริเวณถึงไม่เห็นแม้เงาของเขาเพียงคิดถึงเสี่ยวไป๋น้อยที่แม้แต่มดยังไม่กล้าฆ่าเด็กน้อยบริสุทธิ์เช่นนั้นจะสามารถต่อกรกับอสูรหมอกมายาได้อย่างไร
ยิ่งคิดยิ่งเคร่งเครียดเมื่อหมอกมายาเบื้องหน้าไร้ซึ่งคำตอบนางคร้านจะเฝ้ารอให้เสียเวลาเพียงตวัดปลายนิ้วกระบี่พลังปราณสถิตพุ่งตรงไปตัดเศียรของหมอกมายาตนนั้นทันที
อสูรหมอกมายาหากยังไม่ถูกเปิดเผยตัวล้วนเป็อันตรายอย่างยิ่งทว่าเมื่อล่วงรู้ถึงตัวตนของมันแล้วการจะจัดการย่อมง่ายเพียงปลายนิ้วกระทั่งสตรีตัวเล็ก ๆ เช่นเฟิ่งเสี่ยวยังสามารถจัดการได้
แต่ปัญหาคือหากอสูรหมอกมายาแฝงตัวอยู่ในม่านหมอกที่ปกคลุมทั่วถ้ำใต้พิภพขนทุกเส้นของนางลุกชัน
ต้องรีบหาเสี่ยวไป๋!
“ท่านดวงจิตแห่งหยก”
“ขอรับนายท่าน”ดวงจิตแห่งหยกในรูปลักษณ์ของเด็กน้อยทำมวยผมสองข้างดูน่ารักน่าเอ็นดูหากเป็ยามปกติฉีซินอี๋ย่อมต้องหยอกล้อสักทีสองทีทว่าเวลานี้ชีวิตของเสี่ยวไป๋สำคัญยิ่งกว่า
“ช่วยข้าเปิดทางตามหาเสี่ยวไป๋!”
“รับบัญชา”ดวงจิตไม่เล่นแง่ให้เสียเวลาหันขวับกลับไปวาดวงแขนบนมือปรากฏลูกแก้วสีแดงส่องสว่างเผยสภาพจริงภายใต้หมอกมายาในระยะหนึ่งจั้งแม้จะเป็ระยะทางแสนสั้นแต่ก็เพียงพอจะเอาตัวรอดได้แล้ว
ดวงจิตแห่งหยกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มงวดกับนาง“อยู่ติดข้าไว้อย่าได้ออกห่างจากลูกแก้วเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นท่านจะตกอยู่ใต้มนต์สะกดของอสูรมายาอีกครั้ง”
แถมครั้งนี้เกรงว่ายากจะเอาฟื้นคืนสติกลับมาฉีซินอี๋รับคำเป็มั่นเหมาะ “เร่งตามหาเสี่ยวไป๋ เราไม่มีเวลาแล้ว”เพียงเวลาไม่กี่จิบน้ำชาชีวิตของนางแทบจะไปเยือนประตูผีขืนไม่เร่งรีบละก็คนที่จะได้ไปเยือนต้องเป็เสี่ยวไป๋แน่น
ใบหน้านางเคร่งเครียดจนขาวซีดหว่างคิ้วโค้งดุจพระจันทร์เสี้ยวชนกันไม่มีทีท่าว่าจะแยกจากสอดสายตามองหาร่องรอยอยู่ข้างกายเห็นเพียงขอบลำธารที่ตัวเองเดินเลียบมาไม่กี่ก้านธูปก่อนหน้า
ทว่าไร้วี่แววของเสี่ยวไป๋ฉีซินอี๋กัดปากยิ่งร้อนรนใจ เดินมาตั้งหนึ่งเค่อแล้วกลับไร้วี่แววของเสี่ยวไป๋ไม่อาจจะเฝ้ารอตามหลังของดวงจิตแห่งหยกได้อีกต่อไปนางตัดสินใจขั้นเด็ดขาดเพ่งจิตใช้พลังปราณสถิตห่อหุ้มกาย
ดวงจิตแห่งหยกรับรู้ถึงการเดินพลังปราณสถิตเหลือบมามองนางท่าทางเคร่งเครียดไม่ต่างกัน
“อย่าบอกนะว่าท่าน...”
ฉีซินอี๋พยักหน้า“เราไม่อาจส่งเสียงเรียกเพราะไม่รู้ว่าฝ่ายอสูรมายามาไม้ไหนแต่ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้เวลาไหลไปดั่งสายน้ำเช่นนั้นท่านกับข้าแยกย้ายกันตามหาเถิด”
ดวงจิตแห่งหยกส่ายหน้า“ข้าไม่เห็นด้วย อันตรายเกินไป” นางพึ่งจะบรรลุขั้นรวบรวมระดับหนึ่งเองย่อมไม่อาจต่อกรกับพลังของอสูรมายาได้
“ข้าใช้พลังปราณสถิตห่อหุ้มป้องกันเอาไว้อีกหนึ่งชั้นแล้ว”
“แค่นั้นย่อมไม่พอ”ดวงจิตแห่งหยก
“ไม่เป็ไรข้าเคยเผชิญหน้ากับมันมาหนึ่งครั้งพอจะรู้วิธีและรับมือกับมันได้”
“นี่ท่าน...”ดวงจิตแห่งหยกจ้องเข้าไปในดวงตาดำขลับอันแน่วแน่นรู้อยู่แก่ใจว่าหากนางได้ตัดสินใจย่อมไม่มีทางเปลี่ยนใจสุดท้ายถึงถอนหายใจออกมาก่อนจะเอ่ยอย่างจำยอม
“เช่นนั้นท่านต้องระมัดระวังตัวให้ดีหากเกิดอะไรขึ้นเพียงเรียกหาข้า...เข้าใจหรือไม่”
ฉีซินอี๋ยิ้มบางกำลังจะยื่นมือไปลูบหัวของเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มทว่าดวงจิตแห่งหยกไหวตัวทันเบี่ยงกายหลบพร้อมกับส่งสายตาดำทะมึนมา
นางขำเสียงแห้งในลำคอเปลี่ยนไปเกาแก้มตัวเองแก้เก้อเฮ้อ ่เวลาเช่นนี้ให้นึกถึงเฟิ่งเสี่ยวน้อยของนางยิ่งนักไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเป็เช่นไร
“หากข้าตกอยู่ในอันตรายจะรีบเรียกหาท่านทันที”นางกล่าวคำสัตย์
สีหน้าเคร่งเครียดของดวงจิตถึงค่อยผ่อนลงพร้อมกับแยกทางกัน พอดวงจิตหายวับไปท่าทางของนางพลันเคร่งขรึมม่านหมอกมากมายไหลทะลักมาปิดกั้นวิสัยทัศน์เบื้องหน้าอีกครั้งความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางมืดสลัวเป็เวลานานหวนคืนมา
ฉีซินอี๋เพ่งจิตตั้งมั่นไม่ให้ตัวเองหลงเข้าไปในหมอกมายาพยายามสอดส่ายตาร้องหาเสี่ยวไป๋ในลำคอ
“เสี่ยวไป๋เ้าอยู่ไหน”
รู้สึกว่าั้แ่แยกจากกับดวงจิตเหมือนจะผ่านมาหลายชั่วยามแล้วยิ่งก้าวเดินยิ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยทั้งที่ตนล่ำเรียนวรยุทธ์และฝึกพลังปราณสถิตมานานแต่ทุกอย่างล้วนไร้ผล นางเริ่มหมดแรงหยาดเหงื่อผุดเต็มขมับท่วมท้นแผ่นหลัง
กระทั่งเส้นทางมัวสลัวเบื้องหน้าเริ่มเบาบางหลงแผ่นหลังผอมบางและบุรุษตัวน้อยในชุดคลุมสีขาวพลันปรากฏอยู่ไม่ไกล
ดวงตาของนางเบิกโพลนความยินดีแล่นผ่านหว่างคิ้ว รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายในการก้าวเดินไปหาทว่าพอฝ่ามือกำลังจะแตะกับแผ่นหลังดังกล่าวนางกลับชะงักงัน
เสี่ยวไป๋ที่นางเคยเข้าใจว่าเป็เขาค่อยๆ สลายไปกับสายลม พร้อมกับแทนที่ด้วยอสูรร้ายกำลังแยกเขี้ยวให้ตรงหน้า
“เ้าเอาเสี่ยวไป๋ไปไว้ที่ไหน!”นางตวาดเสียงสูงแบมือใช้พลังปราณสถิตสร้างกระบี่ไร้รูปลักษณ์ขึ้นมามืออีกข้างกวัดแกว่งแ่เบาเส้นพลังสีแดงก่ำพลันพุ่งไปเกี่ยวรัดอีกฝ่ายเอาไว้แน่น
บีดอัดจนอสูรร้ายกรีดร้องโหยหวนข้อนิ้วของนางขาวซีดเพราะใช้พลัง จ่อกระบี่พลังปราณสถิตไปตรงหน้าของมันพูดเสียงลอดไรฟัน
“ครานี้เ้ายังไม่คิดจะปริปากอีกใช่หรือไม่”
“หะเหตุใดข้าต้องบอกเ้า ดะ ด้วย ฮ่าฮ่าว่าเด็กน้อยที่เ้าตามหา...ถูกข้าควักหัวใจออกมากินเรียบร้อย ๆ ฮ่าฮ่าฮ่า”มันหัวเราะขณะเืเริ่มซึมออกมาทางปาก
เพียงเท่านั้นไม่พอยังชูมือสั่นระริกข้างที่เปื้อนเืขึ้นมาให้นางดูเป็ของต่างหน้า
แววตาของฉีซินอี๋ดำมืดความโกรธเกรี้ยวขุมใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนปกคลุมทั่วใบหน้างามนางขบฟันกรามจนได้ยินเสียงดังกรอบ “เ้า...ข้าจะฉีกเ้าเป็ชิ้น ๆ!”
“เช่นนั้น...ก็เอาเลย...มัวรีรออะไรอยู่เล่า”อสูรมายาที่ถูกพันธนาการกล่าวยั่วโทสะสีหน้าน่าเกลียดมีตะปุ่มตะป่ำยิ่งชวนหวาดเสียวฉีซินอี๋ยิ้มเย็นจ่อกระบี่พลังปราณสถิตไปตรงคอของมันคิดจะฟันภายในครั้งเดียว
“ท่านพี่!นี่ข้าเอง สนมตัวน้อยของท่าน” เสียงเล็ก ๆ เอ่ยท้วงอย่างร้อนใจ
ภาพอสูรร้ายเบื้องหน้ากลับแปรผันเป็เสี่ยวไป๋ภายในชั่วพริบตาก่อนจะกลับกลายเป็อสูรมายาอีกครั้ง
ฉีซินอี๋ชะงักยิ่งขึ้งโกรธมากกว่าเดิม“เ้า!” บังอาจมาแปลงเป็เสี่ยวไป๋ที่บริสุทธิ์ของนางฉีซินอี๋คนนี้ไม่มีทางอภัยให้เด็ดขาด!
“ทำอะไรของท่าน!”ชั่วพริบตาที่นางตั้งท่าจะบาดคออสูรมายาที่ยิ้มเหี้ยมอย่างสะใจให้นางอีกครั้งพลังสีแดงสายหนึ่งพุ่งมาปัดข้อมือนางเบี่ยงทิศทางกระบี่ก่อนเบื้องหน้าจะปรากฏร่างเด็กน้อยของดวงจิตและลูกแก้วในมือ
“ท่านดวงจิต?”นางเหม่อลอยชั่วขณะ
“ทำอะไรของท่านนี่คิดจะฆ่าแกงเสี่ยวไป๋จริง ๆ หรือ?”
เผชิญกับสายตาไต่ถามแกมผิดหวังของดวงจิตฉีซินอี๋คล้ายตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะก่อนจะรีบหันขวับไปยังที่ที่ตนจับอสูรมายาขึงเอาไว้
ม่านหมอกถูกแสงของลูกแก้วในมือดวงจิตปัดจนเผยให้เห็นความจริงเบื้องหน้าภาพอสูรมายาเหลือเพียงใบหน้าขาวซีดของเสี่ยวไป๋ที่จ้องมายังนางแม้จะอ่อนแรงลงไม่น้อยทว่าแววตาที่มองมายังคงให้ความรู้สึกเคารพเทิดทูนแอบแฝงไปด้วยความนัยลึกซึ้ง
นางตกตะลึงรีบดึงพลังตัวเองกลับ
ตุ๊บ!
เสี่ยวไป๋ทรุดลงกับพื้นเสื้อคลุมเปรอะเปื้อนสกปรกกว่าเก่า
ปะเป็ไปได้อย่างไร...
นางจำได้ว่าครานี้ตัวเองเพ่งสติตั้งมั่นไม่ให้โดนเล่นงานแล้วสุดท้ายก็ยัง...กุมขมับหลับตาไม่อยากจะคิดหากดวงจิตแห่งหยกห้ามนางไว้ไม่ทัน
“ผู้มีพระคุณไม่จำเป็ต้องรู้สึกผิด”เสียงอ่อนแรงของเสี่ยวไป๋ดังลอยมา
ฉีซินอี๋ชะงักงันช้อนมองเด็กน้อยที่ยังคงทิ้งตัวลงบนพื้น
“เป็ข้าที่ไม่ระวัง”เขาเอ่ยอีก
ท่าทางของเด็กน้อยทั้งที่พึ่งถูกนางรังแกแต่กลับมานั่งปลอบนางเสียงอ่อนเช่นนี้ช่างปั่นป่วนหัวใจของนางเหลือเกิน ฉีซินอี๋จ้องเขม็งคล้ายเขาจะรับรู้ถึงสายตาไม่สบอารมณ์ของนางจึงรีบหุบปากหลุบตาลงสำนึกผิด
ไอ้อาการดังกล่าวนี่มันคืออะไรนางถอนหายใจก้าวยาว ๆ ไม่กี่ก้าวก็มาหยุดยืนตรงหน้าเขาไม่รอให้เสี่ยวไป๋ช้อนมองมือเล็กของนางพลันยื่นไปคว้าแก้มเนียนละเอียดยิ่งกว่าเสี่ยวเปาเอาไว้เต็มอุ้งมือ
“อ๊ะ...”เสี่ยวไป๋ใใบหน้ายับยู่ แววตาที่มีแพขนตาหนางามงอนกะพริบแ่เบา ความไม่เข้าใจสับสน มึนงงล้วนแฝงอยู่ภายใต้ความไร้เดียงสา
จู่ๆ อารมณ์หดหู่ของนางมลายหายไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงอาการอยากกลั่นแกล้งคนเบื้องหน้า
“ไหนเ้าลองพูดปลอบข้าอีกทีสิสนมตัวน้อยช่างพูดของข้า” นางเอ่ยอย่างนึกสนุก แววตาทะเล้นปราศจากความรู้สึกผิด
เสี่ยวไป๋“...”
ดวงจิตแห่งหยกกลอกตาเบือนสายตาไปทางอื่น
ใครเล่าอยากจะเห็นผู้ใหญ่รังแกเด็กไม่สิ ต้องบอกว่าผู้ใหญ่รังแกผู้ใหญ่ เอ๋! หรือว่าเด็กรังแกเด็กดี
ช่างเถอะจะอะไรก็ช่างเขาดวงจิตผู้ยิ่งใหญ่ที่รักความเป็ธรรมเป็อย่างยิ่งจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวเื่เสียเกียรติที่ผู้หยกแห่งจันทรานิรันดร์กำลังกระทำ
เมื่อรวมตัวกันแถมยังได้รับความช่วยเหลือจากดวงจิตการเดินทางย่อมเป็ไปอย่างราบรื่นแม้จะเชื่องช้าไปสักหน่อยถ้ารู้ว่าดวงแก้วที่ดวงจิตแห่งหยกสร้างขึ้นมาสามารถปกป้องได้ชั่วคราว พวกนางคงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเฉกเช่นเมื่อกี้
“ใครใช้ให้ท่านอ่อนหัดจนไม่สามารถรับมือกับอสูรมายาได้กันเล่า”เสียงเล็ก ๆ ของดวงจิตดังขึ้นเบื้องหน้าพร้อมเ้าตัวหยุดฝีเท้าหันมองนางอย่างเคือง ๆ
เฮ้อลืมไปเสียสนิทว่าอีกฝ่ายอ่านความคิดนางได้
“เพ้ย!คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าท่านแอบว่าร้ายอะไรข้าบ้าง” ดวงจิตน้อยเชิดหน้าปลายจมูกเชิดรั้นเผยความดื้อดึง แก้มนวลเปล่งปลั่งสองข้างยิ่งน่ารังแก
“ข้าไม่เคยกล่าวว่าร้ายอะไรท่าน”ปลายนิ้วของนางอยู่ไม่สุขอยากจะเอื้อมไปหยิกแก้มนวลนั่นเสียเหลือเกินใครใช้ให้ข้างกายนางมีแต่เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มกันเล่า!
ดวงจิตแห่งหยก“จะไม่เคยได้อย่างไร เด็กหน้าเหม็นเยี่ยงเ้าแค่อ้าปากข้าก็เห็นลิ้นไก่”
“เช่นนั้นยามนี้ไม่ใช่ว่าท่านก็เป็เด็กหน้าเหม็นเช่นเดียวกับข้าหรือ”กล่าวพลันใช้สายตายียวนมองดวงจิตในรูปลักษณ์ของเด็กั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
“นี่เ้า!”ดวงจิตแห่งหยกเต้นเร่า มือเท้าสะเอวพองแก้มลูกแก้วที่ถูกบังคับด้วยพลังปราณสถิตลอยส่ายไปมาตามการเคลื่อนไหว
“จุ๊ๆ ไหนบอกว่าเป็ดวงจิตผู้ยิ่งใหญ่ ไยต้องใส่ใจกับคำพูดไม่กี่ประโยคของเด็กหน้าเหม็นเช่นข้าด้วย”ฉีซินอี๋กล่าวอย่างนึกสนุก ทำทีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจเมื่อสามารถทำให้อีกฝ่ายะเิอารมณ์ได้อย่างง่ายดาย
เสี่ยวไป๋ที่ยืนคั่นกลางทั้งสองจำต้องหยุดฝีเท้าละล่ำละลักไม่รู้ว่าสมควรจะหันไปห้ามฝั่งไหนก่อนกันกระทั่งเหลือบเห็นฉีซินอี๋ที่เป็ผู้เยาว์กว่าดังนั้นเขาจึงเหลือบสายตามองนางเปิดปากอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“เอ่อผู้มีพระคุณทั้งสอง...” ลืมไปแล้วหรือไม่ว่ายามนี้กำลังอยู่ในเขตแดนของศัตรู
อาการกระสับกระส่ายมองคนนั้นทีดูคนนี้ทีสร้างความสำราญใจแก่ฉีซินอี๋ไม่น้อยเป้าหมายของการรังแกแบนมาทางเสี่ยวไป๋ทันที
“เสี่ยวไป๋น้อยของข้าเกรงว่าการสั่งสอนไปก่อนหน้าคงไม่ได้ช่วยให้เ้าเข้าใจอะไรมากขึ้นเช่นนั้น...อึก”
ยังไม่ทันเอ่ยจบประโยคนางพลันรู้สึกแผ่นดินไหวหลายตลบกำลังจะอ้าปากเปิดใช้พลังของดวงจิตในการตรวจสอบ
วูบ!
พื้นพิภพที่เคยมีอยู่ใต้ฝ่าเท้าพลันหายวับไปกับตานางเบิกตากว้าง ร่างทั้งร่างร่วงหล่นลงไปทันที
“เสี่ยวไป๋!”ะโพร้อมกับเอื้อมมือไปจับเสี่ยวไป๋พยายามใช้พลังปราณสถิตในการหยุดยั้งกับผืนผนังรอบข้างทว่าตกลงมาแรงเกินไปจึงไม่อาจคงตัวอยู่ได้นานส่วนดวงจิตแห่งหยกยามนี้กลับเข้าไปสิงสถิตอยู่ในแหวนบนนิ้วของนางเรียบร้อย
เสี่ยวไป๋เหลือบมองคางเคร่งเครียดของฉีซินอี๋แม้เ้าตัวจะชอบรังแกผู้น้อยแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาเกิดภัยร้ายมักจะเอาตัวเองเป็เกราะป้องกันเสมอ
บุรุษที่เคยเป็ที่้าของบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรแหล่งขุมพลังที่ไม่ว่าใครเห็นใครพบย่อม้าให้เขาช่วยเหลือบัดนี้กำลัง...ได้รับการปกป้องจากแม่นางน้อยนางหนึ่ง
นี่เป็อีกครั้งสินะที่ได้นางช่วยเอาไว้
ความรู้สึกยิ่งหยั่งรากลึกภายในใจเขาหลบซ่อนแววตาลึกซึ้งของตัวเอง สองมือกำรอบเอวคอดเอาไว้แน่นหลับตาปล่อยทุกอย่างให้นางจัดการ
ดวงจิตแห่งหยก“เพ้ย! เ้าสัตว์ิญญาเฒ่าเ้าเล่ห์ เอามือออกไปให้ห่างจากนางเลยนะ!”
เสียงเกรี้ยวกราดของดวงจิตผุดขึ้นมาในหัวเสี่ยวไป๋ชะงักเล็กน้อยชำเลืองมองแหวนไม้เลื้อยบนนิ้วของนางรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกผาดผ่านแววตาสีขาวก่อนจะหายวับไป
‘ข้าเพียงไร้กำลังหลังช่วยนางถอนพิษเท่านั้นท่านดวงจิตอย่าได้คิดมาก’
ดวงจิตแห่งหยก“...”