‘ทำไมล่ะ…ทำไม? ทำไมนายกับเธอถึงได้…ทรยศฉันล่ะ!...’ เสียงของคำถามนั้นยังคงกึกก้องอยู่ในห้วงจิตสำนึกของดีออน ณเวลานี้นั้นชายหนุ่มไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าในสถานที่แห่งนี้ ที่ตัวเขากำลังอยู่ในขณะนี้คือที่ไหนกันแน่แล้วเวลาอีกเล่า? มันได้ผ่านแ ปเนินนานแค่ไหนแล้วกันนะ…
ณ สถานที่แห่งนี้นั้นเต็มด้วยความมืดมิดอันไร้ซึ่งจุดสิ้นสุดมันไม่ได้มีสิ่งใดอยู่เลย มันมีเพียงความว่างเปล่าและอ้างว้างแต่เพียงเท่านั้นสถานที่ที่เสมือนเฉกเช่นว่าทุกสรรพสิ่งนั้นได้หยุดนิ่งลงเว้นเพียงแต่สติของชายหนุ่มที่ยังเวียนวนซ้ำภาพความทรงจำอันเ็ปอยู่ร่ำไป
ในห้วงขณะนี้จิตใจของดีออนนั้นยังคงสับสนอยู่เขาพยายามเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็เื่ของโลเวลมาเรีย หรือเื่อื่นๆ พยายามหาเหตุผลถึงสิ่งที่พวกเขาได้กระทำมันรวมถึงว่าภาพในตอนนั้นมันยังคงติตตาและยากที่จะลบเลือน
หลังจากที่ทุกสิ่งได้ผ่านพ้นไปเช่นเดียวกับความรู้สึกของชายหนุ่มผู้น่าเวทนาและแสนเศร้า ภายในห้วงเวลาที่ผ่านไปและผ่านไป… ตัวดีออนนั้นได้แต่เหม่อมองไปสู่ห้วงความมืดมิดสนิทรอบกายด้วยตาที่ไร้ซึ่งประกายใดๆจนตอนนี้เขาอาจไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังเปิดตาอยู่หรือเปล่า และผลสรุปเดียวของสถานที่แห่งนี้ก็คงมีแต่คือ‘มันมีแต่เพียงความว่างเปล่า’ ไม่มีสิ่งใดอยู่ทั้งนั้นรอบตัวเขาไม่มีแม้เส้นเสียง แสงสว่าง หรือแม้แต่พื้นดิน ร่างของชายหนุ่มนั้นได้ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่รายล้อมอยู่ไร้ซึ่งจุดหมายหรือจุดเริ่มต้น มันช่างโดดเดียวและอ้างว้างอย่างไร้ที่สิ้นสุด
“นี่เป็การลงโทษอย่างงั้นเหรอ…” ดีออนเปล่งเสียงอย่างแ่เบา “การลงโทษเหรอ? แล้วมันสำหรับอะไรกันล่ะ สำหรับอะไรกัน! ฉันเคยทำอะไรที่มันผิดอย่างงั้นเหรอไง…ทำไมกัน…” น้ำตาของชายหนุ่มนั้นไหลรินทั้งอนาคตที่ตัวเขาเคยวาดฝันเอาไว้ ทั้งสิ่งที่อยากทำ อยากที่จะสรรสร้างแต่ตอนนี้เขานั้นไม่มีโอกาสเช่นนั้นต่อไปอีกแล้ว ทุกสิ่งของเขา ณเวลานี้มันกลับพังทลายและเหลือเพียงแต่ความว่างเปล่าเฉกเช่นเดียวกับสถานที่แห่งนี้
“ทั้งๆที่ผ่านมาฉันน่ะเชื่อใจแท้ๆ ทั้งที่ฉันอยากทำแต่สิ่งที่ดีแล้วแท้ๆ… ทำไมกัน!” ดีออนะโออกไปอย่างเ็ปสุดเสียงที่เขาจะสามารถเปล่งออกไปได้ในท่ามกลางความว่างเปล่าของความมืดนี้“ฉันน่ะมันโง่เองสินะ ความไว้ว่างใจงั้นเหรอ ช่างน่าสมเพช… ฉันจะไม่เชื่อใจใครอีกแล้ว ฉันน่ะ…ฉัน…” ดีออนเอามือทั้งขึ้นกุมหน้าอกไว้“ฉันขอมันอีกครั้ง…ฉันขอโอกาสอีกสักครั้งเถอะ… ฉัน…” ดีออนพูดอย่างแ่เบาและสิ้นหวัง
“เธออยากได้โอกาสอีกครั้งอย่างนั้นสินะ…” เสียงปริศนาดังขึ้น เมื่อดีออนได้ยินเสียงนั้น ตัวเขาก็พยายามมองไปรอบๆและหาต้นเสียงแห่งนั้นในทันที
“ใครน่ะ…ใครกัน…!” ชายหนุ่มะโอย่างร้อนใจ
วูบ…
เพียงพริบตานั้นทั่วทั้งห้วงความมืดแห่งความว่างเปล่าที่ตัวดีออนนั้นกำลังอยู่ในขณะนี้ ก็ได้พลันแปรเปลี่ยนไปเวลานี้มันกลับถูกเติมเต็มไปด้วยแสงสว่างอันเจิดจ้าจนชายหนุ่มนั้นต้องแขนขึ้นมาป้องอยู่ชั่วครู่ ทั้งเบื้องบนนั้นก็กลับกลายเป็ท้องฟ้าสีครามสดใสที่มีเมฆล่องลอยอยู่ประปรายเบื้องล่างนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็พื้นที่เสมือนผืนน้ำตื้นๆที่ราวกับกระจกเงาที่สะท้อนเงาร่างของเขาที่กำลังยืนอยู่เหนือมันในเวลานี้ออกมา
ชายหนุ่มนั้นไม่อาจปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วแล่นได้ในทันทีแต่ไม่นานพอเขาตั้งสติและดวงตาเริ่มปรับแสงได้ เขาก็ได้เริ่มสำรวจดูตัวเองก่อนเป็อันดับแรกสภาพในตอนนี้ของเขานั้นเหมือนเดิมทุกอย่างในแบบก่อนที่เขาจะตาย เขายังคงสวมใส่เสื้อชุดเครื่องแบบเต็มยศกับเสื้อโค้ทสีดำตัวเดิมของเขาซึ่งพอดูสำรวจตัวเองเสร็จ เขาก็หันไปมองรอบๆพื้นที่ ซึ่ง ณ ขณะนี้นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงกับสถานที่เมื่อครู่ในไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ราวกับคนละโลก
ดีออนนั้นยังคงเหม่อมองไปสู่อาณาบริเวณรอบด้านในท่ามกลางพื้นที่อันอ้างว้างและกว้างไกลสุดสายตาจนมาสะดุดหยุดลงกับชุดโต๊ะเก้าอี้สีขาวชุดหนึ่งเบื้องหน้าที่ห่างจากเขาไปเพียงไม่กี่เมตรอันซึ่งมีชายหนุ่มผมยาวสีขาว ดวงตาสีครามสวมเสื้อคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์คนหนึ่ง กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจก่อนที่เ้าตัวจะหันหน้ามามองตัวเขา พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าและเอ่ยกล่าวขึ้นอย่างเรียบๆว่า
“เชิญนั่งก่อนสิ”ชายปริศนาคนนั้นเอ่ย พร้อมผายมือเชื้อเชิญดีออนให้นั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามเ้าตัว ซึ่งตัวชายหนุ่มผู้ถูกเชื้อเชิญที่ยังคงสับสนและมึนงงกับสถานการณ์อันแปลกประหลาดเช่นนี้อยู่เล็กน้อยแต่สุดท้ายดีออนก็ได้เดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างเกร็งๆ
ทุกฝีก้าวที่ดีออนเหยียบย้ำและย่างกรายลงไปนั้นมันได้ทำให้เกิดคลื่นสะท้อนเหมือนดั่งเช่นผืนน้ำ แต่ทว่าเวลาเดินนั้นมันกลับราบเรียบและไร้ซึ่งความรู้สึกของผืนน้ำใดๆเสมือนว่ามันก็เป็แค่แผ่นผืนดินที่ราบเรียบธรรมดา ซึ่งก็ให้ความรู้สึกแปลกใจพอควรแต่ในเวลานี้ตัวดีออนนั้นกำลังรู้สึกประหลาดใจและสงสัยกับชายตรงหน้าเสียมากกว่า
“เออ... คือว่า…” ดีออนที่นั่งลงบนเก้าอี้แล้ว ได้พยายามเอ่ยถามกับชายตรงหน้าซึ่งในสมองของเขาตอนนี้จริงๆก็ไม่รู้เช่นกันว่าควรจะเอ่ยอย่างไรดีซึ่งมันก็คงปกตินั่นแหละกับเื่อันแปลกประหลาดเช่นนี้
“เราเป็ใครงั้นสินะ”ชายคนนั้นพูดแทรกขึ้น ก่อนที่ตัวดีออนจะทันได้เอ่ยถามอะไรต่อ แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็ได้พยักหน้าตอบกลับไปเบาๆ พร้อมเอ่ยขานรับไปสั้นๆว่า
“ครับ”ดีออนตอบกลับสั้นๆ
“เห็นแบบนี้เธอก็น่าจะพอเดาได้นะแต่ก็นะมาเจอเื่แบบนี้มันคงน่าจะทำให้รู้สึกสับสนก็ไม่แปลกหรอก” ชายคนนั้นวางถ้วยชานลงบนโต๊ะและจ้องมองตรงมายังดีออน“เราน่ะคือ… เอ่อ อืม… ถ้าจะพูดให้เข้าใจได้ง่ายๆก็… คงเป็พระเ้าล่ะมั้งนะ ถึงจะอาจไม่เชิงนักแต่ก็คงใกล้เคียงที่สุดแล้ว…” ชายคนนั้นตอบอย่างเรียบๆ ทั้งยังคำตอบแบบเหมือนขอไปทีนั่นมันก็ดูจะยังไม่ชัดเจนหรือไม่ค่อยชัดเจนนักสักเท่าไหร่?
“พระเ้า…งั้นเหรอ?” พอได้ฟังดังนั้นดีออนก็ยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ‘พระเ้าน่ะเหรอ ชายคนนี้เนี่ยนะพระเ้า’ ดีออนคิดในใจพร้อมใบหน้าที่แสดงท่าทีดูครุ่นคิด ด้วยอารมณ์ที่แหลกหลาย
“เอาเถอะนะถึงจะเป็อะไรหรือเธอจะเชื่อไม่เชื่อมันก็ไม่สำคัญนักหรอก” ชายผู้อ้างว่าตนคือพระเ้านั้นได้พูดขึ้นเหมือนรู้สิ่งที่ดีออนกำลังคิด “หากจะนิยามสิ่งที่ใกล้เคียงกับเราและให้เข้าใจง่ายที่สุดสำหรับมนุษย์หรือพวกเธอน่ะมันก็คงเป็พระเ้านั่นล่ะนะ”
‘พระเ้า’สิ่งที่ดีออนไม่เคยแม้จะเชื่อกลับมาอยู่ตรงหน้าเขาในขณะนี้น่ะเหรอ? พระเ้าผู้สร้างโลกและลิขิตชะตาให้แก่ทุกชีวิตไม่ว่าชะตานั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม อย่างเช่นที่ผู้คนเล่าสืบขานกันมาแบบนั้นหรือ? แล้วหากมันเป็เช่นนั้นโชคชะตานี้ของเขาล่ะมันยุติธรรมใช่หรือเปล่า? มันควรหรือเปล่าที่เขาจะต้องมาตายอย่างอนาถเช่นนี้ ตายอย่างคนที่ไม่อาจทำอะไรได้เลยตายอย่างไร้ซึ่งการจดจำ ตายอย่างปราศจากสิ่งที่เคยวาดฝัน และน่าสมเพช…
เมื่อคิดดังนั้น ตัวดีออนก็พลันรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวในทันใดถ้าหากบุคคลตรงหน้าเป็พระเ้าในแบบเช่นนั้นจริงล่ะก็ ตัวเขาก็คงขอสาปแช่งพระเ้าองค์ใดก็ตามที่ลิขิตชะตาเฉกเช่นนี้มาให้เขาต้องมาพบจุดจบแบบนี้เป็แน่จุดจบแสนน่าเวทนาและไร้ซึ่งเยื้อใยจากคนที่เขาเคยรักพร้อมไว้ใจ
“ถ้าเธอจะรู้สึกโกรธและเครียดแค้นต่อชะตากรรมของตัวเองล่ะก็เราขอกล่าวกับเธอเลยนะว่าถึงแม้ตัวตนเช่นเราน่ะ อาจเปรียบได้เสมือนพระผู้เป็เ้าในแบบที่พวกเธอเข้าใจนั้นก็จริงแต่ทว่าตัวเราน่ะก็ไม่เคยไปกำหนดโชคชะตาชีวิตของผู้ใดผู้หนึ่งหรอกนะโชคชะตาน่ะล้วนถูกกำหนดด้วยตัวของคนๆนั้นเอง ไม่ว่าจะเส้นทางไหนของชีวิตที่เรียกว่าโชคชะตานั้นได้นำพาไป ทุกสิ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็ไปตามความ้าและการเลือกของคนผู้นั้นเองไม่ได้มีใครไปกำหนดมันไว้ทั้งนั้น ไม่มีแม้แต่กับพระเ้า” พระเ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแน่นิ่งและดูสงบกับตัวชายหนุ่มผู้ที่ดูจะทำหน้าบอกบุญไม่รับสักเท่าใดนัก เมื่อรู้ว่าเขาผู้นี้คือพระเ้าซึ่งจากที่เดาคงเพราะต้องโทษเื่ที่ตัวเองต้องตายแบบนั้นแน่ๆ
แต่ก็นะ จากนิยมคำว่าพระเ้าในแบบผิดๆที่มนุษย์เส่วนใหญ่ข้าใจน่ะมันก็คงไม่แปลกอะไร
“แล้วท่านพระผู้เป็เ้ามีอะไรกับคนที่โชตชะตาเล่นตลกแสนโหดร้ายอย่างผมล่ะครับ”ดีออนยังคงตอบแบบขุ่นเคืองอยู่เล็กๆถึงแม้เ้าตัวจะค่อนข้างเข้าใจกับสิ่งที่ชายตรงหน้าพูดมาก็เถอะแต่หากนั่นคือความจริง มันก็เหมือนเป็การตอกย้ำตัวเขาเองตอกย้ำในความผิดพลาดของเขา ความผิดพลาดที่ไม่อาจย้อนกลับ
“ก็เธอขอมาเองไม่ใช่เหรอ โอกาสที่สองนั่นน่ะ” ตัวชายหนุ่มเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ทำตาลุกว้าวเป็ประกายก่อนจะเอ่ยถามอย่างร้อนใจไปว่า
“ท่านจะให้โอกาสผมอย่างงั้นเหรอครับ!” ดีออนเอ่ยอย่างร้อนรนและอยากรู้
“ใช่แล้ว เราจะให้โอกาสเธออีกครั้งหนึ่ง” พระเ้าหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบอีกครั้ง“แต่คงเป็การให้เธอไปอยู่ที่โลกอื่นล่ะนะ” พระเ้าเอ่ยพร้อมจ้องมองมาดูปฏิกิริยาของตัวดีออนที่ดูหน้าจะยังเหมือนไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนักกับสิ่งที่ตนเองได้เอ่ย
‘โลกอื่นงั้นเหรอ’ดีออนคิดในใจ โลกอื่น โลกอื่นงั้นเหรอ?ทำไมล่ะ ทำไมต้องเป็ที่โลกอื่น ทำไมพระเ้าต้องให้เขาไปอยู่โลกอื่นด้วยล่ะ แล้วไอ้โลกอื่นที่ว่านี่มันคืออะไรและหมายความว่ายังไงกัน?
“เพราะว่าทุกโลกย่อมมีกฎยังไงล่ะ”พระเ้าเอ่ยขึ้น เสมือนล่วงรู้ได้ว่าชายหนุ่มเบื้องหน้ากำลังสงสัยและไม่เข้าใจ
“กฎ…อย่างงั้นเหรอครับ?”ดีออนพูดอย่างสงสัยและยังไม่เข้าใจอยู่ดี “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“กฎที่ว่าน่ะในแต่ละโลกของห้วงมิติของเอกภพนี้ มันย่อมมีกฎของมันอยู่ ก็เหมือนๆกับหลักการและกฎของฟิสิกส์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้นั่นแหละส่วนกฎที่ว่านั่นก็คือคนเราน่ะในโลกที่เธอเคยอยู่ มันสามารถตายได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อพอิญญาได้ออกจากร่างที่สิ้นไปแล้วหรือก็คือตายดวงิญญานั้นก็จะกลับไปยังสู่จุดเริ่มต้นในห้วงมิติแห่งิญญาอีกครั้งไม่ว่าจะคนดีหรือชั่วช้า ิญญาพวกเขาก็จะไปที่นั่นและถูกชำระล้างจนบริสุทธิ์รอจนถึงกระทั่งกลับมาสู่บนโลกนั้นอีกครั้งหนึ่ง แต่พวกเขาก็จะไม่ใช่คนที่เคยเป็อีกแล้วหรอกนะตัวตนของเธอก็คือสิ่งที่พวกเธอเองสรรสร้างขึ้นมาเมื่อถึงคราวที่ร่างเนื้อดับสลายไปก็จบลงเพียงเท่านั้นส่วนิญญาก็จะกลับไปตามวัฏจักรตามที่บอก นั่นแหละคือกฎของโลกที่เธอจากมา” พระเ้าได้เอ่ยอธิบายอย่างยืดยาวแต่ก็พยายามรวบไว้ให้ชายหนุ่มเข้าใจอย่างคราวๆได้
“แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะครับ”ดีออนยังคงถามต่อ ในเวลานี้เขาพอจะเข้าใจสิ่งที่พระเ้าพูดมามั้งแล้วแต่มันก็คงยังมีอีกหลายสิ่งอยู่ดีที่เขายังไม่รู้
“นั้นก็เพราะเราจะให้โอกาสเธอ…แต่…” พระเ้าลากเสียงยาวเล็กน้อย“มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง” พระเ้ากล่าวพร้อมยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“เรานั้นกำลังคิดจะทำการทดลองอะไรอย่างหนึ่งขึ้นมาอยู่”
“การทดลอง?” คำพูดนั้นมันยิ่งทำให้ดีออนนั้นสงสัยเข้าไปอีกมันคืออะไรกันล่ะนั่นไอ้การทดลองที่ว่านี่
“ใช่การทดลองพูดให้สั้นๆ ง่ายๆ เรานั้นกำลังทดลองเื่การปกครองโลกอยู่เพื่อหาข้อสรุปว่าระบอบแบบไหนกันที่จะสามารถปกครองโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดบนความต่างของเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ศาสนาและความคิด เราอยากจะรู้ข้อสรุปทั้งหมด คราวๆก็ประมานนี้ล่ะนะฉะนั้นเราจึง้าผู้ที่จะมาช่วยในการทดลองนี้หน่อย”
“สรุปก็คือที่ช่วยน่ะเพราะให้ผมมาเป็หนูทดลองว่าอย่างงั้นสินะครับ…” ดีออนกล่าวอย่างถ้อแท้ เขานั้นทั้งต้องมาตายอย่างอนาถแถมเมื่อตายแล้วยังจะต้องมาเป็หนูทดลองให้กับพระเ้านี่อีกเหรอเนี่ยมันจะโหดร้ายกับเขามากเกินไปไหม โชคชะตาแบบนี้น่ะ
“อย่าเรียกแบบนั้นสิถึงจะอย่างไรนี่ก็จะโอกาสของเธอไม่ใช่หรือ?”พระเ้ากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ฉะนั้นเพื่อการทดลองที่ราบรื่นเราจะชดเชยให้ด้วยการมอบพรแก่เธอสามประการ”พระเ้ายกนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว “เธอน่ะจะขออะไรก็ได้ตามที่เธอปรารถนา จะถือว่าเป็สิ่งรับประกันอย่างหนึ่งก็ได้”
“แล้วถ้าผมไปอยู่ที่โลกนั้นแล้วผมเกิดอยากใช้ชีวิตธรรมดาๆล่ะครับ”ดีออนถามกลับไป เพราะตอนนี้เขาก็คิดอยากจะใช้ชีวิตแบบเรียบๆเหมือนกับคนธรรมดาๆอื่นๆเขาเหมือนกันจะได้ไม่ต้องไปเจอกับปัญหาและเหตุการณ์ร้ายๆแบบนั้นอีก ไม่แน่บางทีชีวิตแบบนั้นอาจคือสิ่งที่เขาใฝ่หามันมาตลอดก็ได้หรือไม่อย่างน้อยมันก็เป็หนทางที่ดีอย่างหนึ่ง
“เื่นั้นน่ะไม่เป็ไรหรอกนะ…” พระเ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอย่างมีเลศนัยอย่างลึกๆ“เพราะระยะเวลาการทดลองนี้น่ะ มันไม่มีกำหนดเวลาหรอกถ้าเธออยากจะใช้ชีวิตธรรมดาๆแบบชาวบ้านทั่วไปสักสี่ห้าร้อยปีก็ตามใจหรือจะสักสองสามพันปีเลยก็แล้วแต่เธอ เพราะจะอย่างไรการถือกำเนิดใหม่ของเธอน่ะมันค่อนข้างจะพิเศษพลังชีวิตที่เอ่อล้นมันจะทำให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆชีวิตและร่างกายนี้มันจะไม่ดับสลายไป จนกว่าจิตใจของเธอจะปรารถนาและ้าความตายอย่างแท้จริงด้วยตัวของเธอเองชีวิตที่อาจเกือบเทียมได้กับคำว่า ‘ะ’ ซึ่งสำหรับเธอที่พบเจอเื่เช่นนั้นมามันคงจะดีไม่น้อยเลยล่ะ ใช่ไหม?”
“จนกว่าจิตใจของผมจะ้าความตายอย่างแท้จริงหรือครับ?” ดีออนถามย้ำหากว่าเป็แบบมันอาจเป็สิ่งที่นับแต่อดีตกาลมา ไม่จะผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะผู้มีอำนาจล้วนแล้วแต่ปรารถนาที่จะไขว้คว้ามาแต่ก็ไม่อาจมีผู้ใดหลีกพ้นความตรายไปได้ แต่เวลานี้ตัวเขากลับกำลังจะได้รับสิ่งอาจเทียบเคียงโดยตรงจากพระผู้เป็เ้านี้
“ใช่จนกว่าจิตใจของเธอจะเรียกหาการดับสูญของจิติญญาจิตใจของมนุษย์น่ะนะโดยปกติจะเรียกร้องแต่การมีชีวิตอยู่ใฝ่หาแต่ความอยู่รอดและการดำรงคงอยู่ ก็เหมือนกับเธอที่ต้องดับชีวิตสิ้นสูญไป แต่ก็ยัง้ามีชีวิตอยู่ต่อไปไงล่ะแต่ถ้าหากว่าจิตใจหรือจิติญญานั้นได้รับสิ่งที่เรียกว่า การมีชีวิตมามากเกินพอแล้วล่ะก็จิติญญานั้นก็จะเรียกร้องหาความตาย จะเรียกว่า้าความหลุดพ้นก็ไม่ผิดนักหรอก”พระเ้ายังคงตอบทุกคำถามของชายหนุ่ม โดยอธิบายโดยง่ายให้เ้าตัวเข้าใจ
“เอาล่ะเธอ้ารับข้อเสนอนี้หรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่อยากแล้วยอมให้ิญญาตัวเองถูกชำระล้างจนตัวเธอหายไปตลอดกาลน่ะเราเองก็ไม่ว่าอะไรหรอก” พระเ้ากล่าวพร้อมรอยยิ้มเช่นเดิม “เพราะทุกสิ่งมันก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวเธอเองนะ”
ไม่ว่าดีออนจะเห็นรอยยิ้มนั้นอีกสักกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยััได้ถึงความน่าสบายใจได้เลยแม้แต่น้อย เขากลับรู้สึกว่าััได้ถึงลางร้ายเสียมากกว่าด้วยซ้ำไปแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคง้าโอกาสในครั้งนี้อยู่ดี ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การจะต้องถูกชำระจิติญญาไปทั้งอย่างนี้ ถึงอย่างไรตัวเขาก็คิดว่ามันช่างไม่ยุติธรรม
ตัวตนของเขาตัวตนของบุรุษนาม ดีออน วอลเลอร์ ผู้นี้ จะต้องสูญสิ้นสลายไปตราบชั่วกาลเช่นนี้หรือ? มันไม่สมควรเลยสักนิด มันจะมีสักกี่คนกันล่ะที่ได้รับข้อเสนอเช่นนี้จากคนที่กล่าวว่าตนเองคือพระเ้าด้วยแล้ว ไม่ว่าอนาคตมันจะเป็เช่นไรต่อไปจากนี้เขาเองก็คงไม่อาจคาดเดาได้ แต่ว่ามันก็คงไม่อาจเลวร้ายเกินไปกว่า ตัวตนของเขาจะต้องหายไปอย่างแน่นอน
“ผมรับข้อเสนอครับ!” ดีออนกล่าวอย่างไม่ลังเล แน่นอนว่าโอกาสแบบนี้มันย่อมไม่อาจปฏิเสธได้โอกาสที่จะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
“ยอดเยี่ยมเป็การตัดสินใจที่ดี” พระเ้านั้นกล่าวอย่างยินดีถึงแม้ใบหน้านั้นมันจะเหมือนว่ารู้อยู่แล้วก็เถอะ
“เอาล่ะมาว่าเื่พรสามประการของเธอเลยดีกว่านะ”พระเ้าเอ่ย และเริ่มอธิบาย “โลกที่เธอจะไปน่ะ จะว่าไปผู้คนส่วนใหญ่ก็คงน่าจะต่างฝันใฝ่ถึงพลังพวกมหาเวทย์ล่ะมั้งนะ”
“เออ มหาเวทย์นี่คือ?…” ดีออนถามอย่างรู้สึกแปลกและสงสัย
“อ้อใช่สิในโลกที่เธอจะไปอยู่น่ะ ถ้าให้เรียกง่ายๆก็เป็เหมือนโลกแฟนตาซีในพวกเทพปกรณัมโบราณของโลกเก่าเธอนั่นล่ะ ที่โลกนั้นน่ะมันมีสิ่งที่เรียกว่าพลังมานาหรือเวทมนต์อยู่คนทั่วไปที่สามารถใช้พลังแบบนี้ได้น่ะก็เท่ากับเป็คนพิเศษ ถึงจะมีข้อเสียตรงที่ต้องใช้มานาในร่างกายของตัวเองหรือจะเรียกว่าพลังชีวิตก็คงได้ซึ่งคนเราก็มีไม่เท่ากันหรอก เวทย์แต่ละบทก็ต้องใช้ปริมานมานาที่แตกต่างกันไปแต่ถ้ามานาหมดล่ะก็ ไม่ว่าจอมเวทย์จะเก่งแค่ไหนก็จะเหมือนราวกับเป็คนธรรมดานั่นแหละ”
ดีออนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง‘เวทมนต์งั้นเหรอก็น่าสนใจอยู่หรอกนะ แต่ถ้ามานาหมดละก็…อืม…เออใช่ยังมีอีกนี่สิ่งที่ทัดเทียม ไม่สิเหนือกว่าเวทย์เสียอีก’ ดีออนเผยรอยยิ้มออกมา
“พรข้อแรกผมขอเป็พลังพลังแห่งจิตหรือคิเนซิสขั้นสุดยอดแล้วกันครับ” ดีออนกล่าวอย่างเรียบๆที่ทำให้พระเ้าต้องแปลกใจขึ้นมาเล็กน้อยอย่างไม่คาดคิด
“อ่า…เราไม่คาดเลยนะว่าเธอจะขอพลังแบบนั้นออกมา” พระเ้ากล่าวอย่างชื่นชม และเผยดวงตาที่ดูมีเลศนัยอย่างล้ำลึกที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทั้งอาจแฝงไว้ด้วยความกังวลลึกๆ “ฉลาดมากเลยทีเดียว… การที่เธอขอพลังแบบนี้ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลเื่มานานั่นสินะ”
“ใช่ครับ” ดีออนตอบกลับอย่างมั่นใจ
“อืมแต่เราก็ขอเตือนเธอไว้อย่างหนึ่งนะ ว่าพลังนี้น่ะ… ถึงแม้มันจะเป็ได้ทั้งพลังที่ยิ่งใหญ่แห่งการสรรค์สร้างแต่มันก็เป็พลังแห่งหายนะแสนอันตรายได้เช่นเดียวกันเธอควรรับรู้เอาไว้ เพราะที่ว่าอันตรายน่ะมันไม่ใช่แค่กับคนอื่นหรอกนะแต่กับตัวผู้ใช้และมันด้วย สักวันหนึ่งพลังนี้น่ะไม่แน่ว่ามันอาจจะย้อนมาทำร้ายตัวเธอเองในภายหลังก็ได้…” พระเ้ากล่าวด้วยเสียงจริงจัง ซึ่งทำให้ดีออนหวั่นใจเล็กน้อย “แต่ก็เอาเถอะนะบอกพรข้อที่สองมาได้แล้ว”
“พรข้อที่สองผมขอพลังแห่งภูมิปัญญาที่สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้เพียงครั้งแรกที่เห็นครับ”ดีออนกล่าว เขานั้นจากประสบการณ์ที่ผ่านมาแน่นอนว่าเขาย่อมให้ความสำคัญกับความรู้ค่อนข้างมากแต่ด้วยขีดจำกัดของความเป็มนุษย์ แน่นอนว่าข้อมูลที่สามารถรับรู้ได้มันย่อมมีข้อจำกัดและด้วยสิ่งนี้จะทำให้ขีดจำกัดนั้นหายไปอย่างหนึ่ง
“เมื่อมีพลังแล้วย่อมต้องมีปัญญาสิ่งเหล่านี้ย่อมสำคัญยิ่งในการปกครอง” พระเ้าเอ่ย “นับว่าเราเรียกคนไม่ผิดเอาล่ะบอกพรข้อสุดท้ายของเธอมาเถอะ”
พอมาถึงพรข้อสุดท้ายดีออนกลับไม่รู้จะขออะไรดี ในเวลานี้เขานั้นทั้งได้พลังอันยิ่งใหญ่ทั้งภูมิปัญญาแล้วเพียงสองสิ่งนี้ก็มากพอแล้วสำหรับเขา เมื่อยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าควรขอสิ่งใด ฉะนั้นเขาจึงตอบไปว่า
“พรข้อที่สามผมขอเก็บไว้ก่อนได้ไหมครับ”ดีออนเอ่ยถามพระเ้า เพราะเขานั้นตั้งใจจะเก็บพรข้อสุดท้ายเอาไว้เผื่อยามฉุกเฉินซึ่งมันก็ทำให้พระเ้าแสดงสีหน้าแปลกใจขึ้นมาเล็กน้อยแต่ฉับพลันพระเ้าก็เผยรอยยิ้มเช่นเดิม และเอ่ยว่า
“ได้สิ…เช่นนั้นเมื่อเธอตัดสินใจเื่พรข้อที่สามได้แล้วล่ะก็ ให้เธอตั้งจิตแล้วคิดถึงสิ่งที่เธอ้าแล้วกันนะแล้วเราจะมอบพรข้อนั้นให้แด่เธอ” พระเ้านั้นพลันยืนขึ้นจากเก้าอี้ “เอาล่ะ ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็คงถึงเวลาอันสมควรแล้วสินะ”
วูบ…วูบ…
ในทันใดนั้นรอบๆตัวดีออนก็ค่อยๆมีแสงสีขาวเข้ามาห่อหุ้มตัวเขาไว้ซึ่งก็ได้ทำให้เรารู้สึกใขึ้นมาเล็กน้อย ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว
“ในเื่ภาษาของโลกนั้นน่ะเธอไม่ต้องห่วงนะ เราจัดการให้เธอเข้าใจภาษาของโลกนั้นไว้แล้วเธอจะเข้าใจมันได้ในทันที ลาก่อนนะ ขอให้โชคดี ไม่ช้าเราคงได้เจอกันอีก”พระเ้าโบกมืออำลาพร้อมกับยิ้มให้ดีออน
“รอเดี๋ยวสิครับ! ผมยังมีคำถามอยู่นะ-”ดีออนยังพูดไม่ทันจบ แสงสีขาวที่ล้อมรอบตัวเขาก็ผันสว่างวาบและหายไปพร้อมกับตัวของดีออนอย่างรวดเร็วทิ้งพระเ้าไว้แต่เพียงลำพังในโลกอันอ้างว้างนี้
เมื่อดีออนจากไปแล้วพระเ้านั้นก็ได้นั่งลงที่เก้าอี้ตามเดิมและยกถ้วยชาขึ้นมาจิบต่ออย่างสบายใจ พร้อมพลางเอามือข้างหนึ่งขึ้นมาท้าวคางไว้ก่อนจะขำและยิ้มออกมาเล็กน้อย
“คำถามงั้นเหรอ…” พระเ้าวางถ้วยชาลง “ถ้าเธออยากจะถามว่าทำไมน้องชายกับคู่หมั้นของเธอถึงทำกับเธอแบบนั้นล่ะก็…คำตอบนั้นน่ะ ในจิตใจลึกๆของเธอน่ะคงรู้เหตุผลนั้นดีอยู่แล้วล่ะนะ…”
เนินนานมาแล้วเคยมีผู้ที่กล่าวว่า‘ทุกสิ่งที่เกิดกับตัวเราก็ย่อมเกิดมาจากการกระทำของเรา’ สิ่งที่เกิดขึ้นกับชายหนุ่มมันก็ย่อมเกิดจากสิ่งที่เขาได้กระทำและสร้างมันขึ้นมาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ หรือตัวเขาจะรู้ตัวหรือไม่
“อ้าวๆ ดูเหมือนว่าจะทำอะไรแปลกๆอีกแล้วสินะ”พลันเสียงหนึ่งไปปรากฏขึ้น
ตัวพระเ้านั้นได้หยุดจิบชาก่อนที่จะเงยขึ้นไปมองตรงหน้า ที่อยู่ๆก็ได้มีชายคนหนึ่ง รูปร่างลักษณะเหมือนเด็กหนุ่มวัยรุ่นผมสีดำ สวมใส่ชุดคลุมคล้ายกรีกโบราณ ซึ่งหน้าตานั้นดูจะขี้เล่นไม่น้อย ที่โผล่มาจากไหนหรือเวลาใดก็ไม่ทราบได้ทั้งยังถือวิสาสะนั่งอยู่บนโต๊ะตรงข้ามที่ดีออนเคยนั่งพร้อมกับจิบถ้วยชาไปพรางเช่นด้วยเดียวกับตัวตนที่เคียบเคียงได้กับพระผู้เป็เ้าเบื้องหน้าอย่างดูไม่มีท่าทางหวั่นหรือเกรงกลัวแม้แต่น้อย
“อย่างน้อยก็ดีกว่าพวกขี้เล่นไปวันๆนั่นแหละ”พระเ้าพูดจิกกัดเด็กหนุ่มตรงหน้าเล็กน้อย ทั้งพยามดื่มชาต่อไปด้วยท่าทีเรียบเฉยเช่นเดิม“ว่าแต่ที่หลังจะมาก็ให้สุ่มให้เสียงก่อนก็ดีนะ มันเสียมารยาทรู้หรือเปล่า”
“อย่ามากเื่ไปเลยน่า”เด็กหนุ่มอย่างขอไปที “ว่าแต่คราวนี้คิดจะทำอะไรอีกล่ะถึงได้ให้เด็กนั่นไปอยู่โลกอื่นน่ะ”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกก็แค่การทดลองอย่างหนึ่ง” พระเ้าเอ่ยสั้นๆ
“การทดลองเื่ระบอบปกครองไร้สาระนั่นน่ะเหรอ”เด็กหนุ่มกล่าวอย่างรู้ทัน “ก็แค่ข้ออ้างซะมากกว่าล่ะมั้ง”
“แอบฟังคนอื่นนี่ไม่มีมารยาทเลยนะ”พระเ้าจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มอันดูไม่สะทกสะท้านกับคำตำหนิ “ที่จริงมันก็อาจจะเบื่อนั่นแหละนะ”
“เลยหาความบันเทิงล่ะสิ”เด็กหนุ่มเอ่ยแทรก
“ฉันน่ะไม่หาความบันเทิงจากความน่าเวทนาของคนอื่นหรอกนะ”พระเ้าพูดพลางยกกาน้ำชาขึ้นเติมลงในถ้วย “ที่ให้โอกาสเด็กคนนั้น มันก็แค่อยากได้เื่เล่าขานเพิ่มขึ้นมาอีกเื่ก็เท่านั้น”
“ก็นั่นแหละความบันเทิงสำหรับตัวนายไง” เด็กหนุ่มยังคงเอ่ยเชิงหยอกล้อ “ใช่ไหมล่ะ ท่านวาทกะแห่งกาลเวลา”
“นายจะเข้าใจแบบไหนก็แล้วแต่เถอะ”พระเ้าเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “จากนี้ไปก็คงได้แต่คอยเฝ้ามองดูผลอยู่ห่างๆล่ะนะ…”