บทที่ 12 เปิดกระจกทองแดง สวี่ไท่ผิงฟังคำสอนครั้งแรก
แปะ!
หลังจากนั้น เทพธิดาหลิงเยว่ยื่นนิ้วแตะที่หว่างคิ้วของผีชาง พร้อมวาดอักขระด้วยแสงสีขาวนวลลงไป
ยามอักขระจางหายเข้าไปในหว่างคิ้วของผีชาง มันก็ผุดลุกขึ้นอย่างเฉื่อยชา แล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่สนใจเทพธิดาหลิงเยว่ที่อยู่ตรงหน้า พลางพึมพำว่า
"เหตุใดข้าถึงล้มลงตรงนี้ได้นะ? ช่างเถอะ ๆ อย่างไรก็ต้องกลับไปรายงานท่านาา ยามที่พบท่านแล้วข้าจะบอกท่านว่า เรือนไผ่เขียวมีศิษย์ดูแลสวนโอสถมาใหม่ พวกเราสามารถรอจนกว่าสมุนไพรในสวนของเขาสุกงอม แล้วค่อยมาเก็บเกี่ยวชีวิตและสมุนไพรในสวนทั้งหมดในคราวเดียว เมื่อถึงยามนั้นท่านาาอาจจะประทานรางวัลให้ข้าเป็ตับสดอร่อย ๆ ช่างวิเศษ ช่างวิเศษจริง ๆ !"
ผีชางอดส่ายหัวไปมามิได้ เห็นได้ชัดว่าพอใจกับแผนการของตนเองมาก
"เฮ้อ… แม้การปล่อยเสือกลับเข้าป่าจะเป็เื่ที่เสี่ยงมาก แต่ก็หวังว่าเสี่ยวไท่ผิงจะเข้าใจความปราถนาดีของอาจารย์ในภายหลัง"
เทพธิดาหลิงเยว่จ้องมองผีชางที่ส่ายหัวเดินจากไป พลางพึมพำ
ถึงแม้จะยังไม่ได้รับสวี่ไท่ผิงเป็ศิษย์ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าสวี่ไท่ผิงเต็มใจจะเป็ศิษย์หรือไม่ ทว่าสิ่งนี้ก็ไม่ได้เป็อุปสรรคต่อการที่เทพธิดาหลิงเยว่จะสวมบทบาทอาจารย์
แต่นางไม่มีทางยอมรับหรอกว่า เหตุผลหลักที่ทำเช่นนี้เป็เพราะนางรู้สึกเบื่อหน่ายกับการอยู่ในผลใต้พิภพมานานหลายร้อยปี จึงอยากจะหาอะไรสนุก ๆ ทำเท่านั้น
…
รุ่งอรุณใหม่
สวี่ไท่ผิงตื่นแต่เช้าตรู่
เขาไปยังสวนโอสถก่อนเพื่อกำจัดวัชพืช จากนั้นก็ขุดดินกลบผลใต้พิภพให้ลึกขึ้นอีกสองถึงสามพลั่ว สำหรับเขาแล้ว ผลใต้พิภพคือสิ่งยึดเหนี่ยวที่สำคัญในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกแห่งการฝึกตน จึงมิอาจปล่อยให้ผู้อื่นขโมยไปได้
ส่วนเทพธิดาหลิงเยว่ หลังจากที่กลับเข้าไปในผลใต้พิภพเมื่อคืนนี้แล้วก็ไม่ได้ปรากฏตัวออกมาอีกเลย สวี่ไท่ผิงคิดว่านางอาจจะออกมาอีกทีหลังจากนี้สักเดือนหรือสองเดือน
ยามกำจัดวัชพืชในสวนโอสถเสร็จสิ้น เขาก็ใช้เวลา่เช้าไปกับการจัดระเบียบกระท่อมฟางสามหลังในเรือนไผ่เขียว
สภาพแวดล้อมของกระท่อมฟางนั้นเรียบง่าย มีห้องนอนที่มีเพียงเตียงหนึ่งหลัง ห้องโถง ห้องครัว และส้วมที่สร้างไว้ด้านหลังสวนโอสถ
ระหว่างที่กำลังทำความสะอาดห้องครัว สวี่ไท่ผิงก็พบกับสิ่งของที่น่าสนใจสองอย่างนั่นคือ โอ่งน้ำที่ตักไม่มีวันหมดและโอ่งข้าวที่หากโยนแต้มสำนักหนึ่งเหรียญลงไปก็จะมีข้าวสารออกมาเต็มโอ่ง
มีทั้งน้ำและข้าว กอปรกับปลาตากแห้งที่แขวนอยู่บนผนัง สวี่ไท่ผิงจึงจัดการอาหารมื้อแรกที่สำนักชิงเสวียนได้อย่างง่ายดาย
หลังจากทานอาหารเสร็จ เขาก็ปูเตียงด้วยผ้าปูที่นอนและผ้าห่มในตู้ จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิบนเตียง แล้วหยิบแผ่นหยกกับกระจกทองแดงที่ศาลาซีเฟิงมอบให้ออกมา
"ตอนที่เทพธิดาหลิงเยว่ส่งตำรับโอสถชำระกายาให้ข้า นางใช้นิ้วแตะที่หว่างคิ้วของข้า วิธีการถ่ายทอดวิชาในแผ่นหยกนี้ก็น่าจะใช้วิธีเดียวกัน นี่น่าจะเป็วิธีการถ่ายทอดวิชาที่ใช้กันทั่วไปในโลกแห่งการฝึกตน"
เขาหยิบแผ่นหยกขึ้นำลางพึมพำเบา ๆ
ตามที่ผู้นำศาลาซีเฟิงกล่าวไว้ ในแผ่นหยกนี้บันทึกวิธีการฝึกฝนพลังปราณขั้นพื้นฐานของสำนักชิงเสวียน รวมถึงกฎระเบียบต่าง ๆ ของสำนักชิงและคำอธิบายเกี่ยวกับวิธีใช้กระจกทองแดง
"ฟู่... สิ่งที่ส่งมาจากแผ่นหยกนี้มีเยอะกว่าที่เทพธิดาหลิงเยว่ถ่ายทอดให้มากนัก"
ยามรู้สึกถึงตัวอักษรมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาในหัว สวี่ไท่ผิงก็รู้สึกเวียนหัวตาลาย จนเกือบจะล้มหัวทิ่มลงจากเตียง
โชคดีที่ไม่นานนัก ก็ไม่มีตัวอักษรใหม่ปรากฏขึ้นมาในหัวอีก เขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทว่าไม่นานนัก เขาก็พบปัญหาอีกอย่าง
ตัวอักษรที่เข้ามาในหัวของเขานั้น เปรียบเสมือนตำราที่วางอยู่บนชั้นหนังสือ ต้องเปิดอ่านเองถึงจะเห็นและเข้าใจเนื้อหาภายใน
"เช่นนั้นวิธีการถ่ายทอดวิชาผ่านแผ่นหยกนี้จึงแตกต่างจากวิธีการที่เทพธิดาหลิงเยว่สอนข้า การใช้นิ้วแตะของเทพธิดาหลิงเยว่ทำให้ข้ารู้ได้ทันทีว่าต้องเก็บและปรุงโอสถตามตำรับนั้นอย่างไร ทว่าแผ่นหยกนี้ทำได้เพียงแค่ยัดเยียดข้อมูลเข้ามาในหัวของข้าเท่านั้น"
สวี่ไท่ผิงประจักษ์ถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสองอย่างชัดแจ้ง
‘บางทีอาจเป็เพราะเนื้อหาที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้เกิดความแตกต่างกันเช่นนี้’
เขาเสริมขึ้นมาในใจ จากนั้นก็ไม่สนใจเื่พวกนี้อีก แล้วตั้งใจอ่านตัวอักษรในหัวทีละบรรทัดอย่างใจเย็น
...
สามวันต่อมา
หลังจากใช้เวลาไปเกือบสามวัน ในที่สุดก็อ่านเนื้อหาในแผ่นหยกจนหมด
ดังที่ผู้นำศาลาซีเฟิงได้กล่าวไว้ เนื้อหาในแผ่นหยกมีสามส่วนหลัก นั่นคือ ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ ‘ตำราเสวียนจิ้งกง’ และ ‘กฎของสำนักชืงเสวียน’
ระหว่างนั้น เขาก็ ‘อ่านตำรา’ ไปพลางพรวนดินในสวนโอสถไปพลาง
...
"ตามวิธีที่สอนในแผ่นหยก หลังจากพรวนดินเสร็จแล้ว ก็สามารถเก็บมูลสัตว์ ใบไม้แห้ง และกิ่งไม้มาเผาเป็ปุ๋ยบำรุงดินได้"
"แต่ไม่จำเป็ต้องรีบทำขั้นตอนนี้ วันนี้เป็วันขึ้นหนึ่งค่ำ เป็วันที่ผู้าุโจื่อหยางจะบรรยายคำสอน เนื้อหาก็คือคัมภีร์ฉานเสียและพื้นฐานการฝึกฝนสำหรับศิษย์ใหม่ ซึ่งจะมีเพียงเดือนละครั้ง ฉะนั้นห้ามพลาดเด็ดขาด"
"หลังจากฟังบรรยายคำสอนแล้ว ข้าก็สามารถเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ในกระจกทองแดงได้ แบบนี้จะได้ไม่เสียแต้มสำนักโดยเปล่าประโยชน์"
ในยามที่กินข้าวอยู่ในห้องโถง สวี่ไท่ผิงเริ่มวางแผนสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ แล้วก็ฉีกปฏิทินบนผนังออกมาหนึ่งแผ่น
เมื่อฉีกหน้าปฏิทินออก เผยให้เห็นตัวอักษร ‘วันขึ้นหนึ่งค่ำ’ และข้าง ๆ ยังมีตัวอักษรเขียนด้วยหมึกสีแดงว่า ‘ควรแสวงหาความรู้ หลีกเลี่ยงการขุดดิน’
นี่เป็สิ่งที่เขาซื้อมาเมื่อวานนี้ยามที่เรียกนกวิเศษมาช่วยซื้อของใช้ประจำวัน ซึ่งรวมแล้วใช้แต้มสำนักไปตั้งหกเหรียญ ทำให้เขาเสียดายอยู่พักหนึ่ง
...
หลังอาหารเช้า สวี่ไท่ผิงกลับไปที่ห้องนอน
เขาหยิบกระจกทองแดงออกจากกล่องอย่างระมัดระวัง แล้ววางลงบนโต๊ะเก่า ๆ
ตอนนี้บนโต๊ะนอกจากกระจกทองแดงแล้ว ยังมีน้ำสะอาดครึ่งชาม กลีบดอกไม้สองถึงสามกลีบ แลแต้มสำนักชิงเสวียนหนึ่งเหรียญ
สวี่ไท่ผิงหวนนึกวิธีการใช้กระจกทองแดง จากนั้นก็จุ่มมือลงในชามเพื่อหยดน้ำลงบนกระจก แล้ววางกลีบดอกไม้กับแต้มสำนักลงไปตามลำดับ
ฟู่ว...
ในชั่วพริบตาที่วางแต้มสำนัก พลันเกิดสายลมเย็นพัดออกจากกระจกทองแดง พัดพากลิ่นไม้จันทน์หอมโชยมา
พร้อมกับมีเสียงหนึ่งดังมาจากกระจกทองแดง
"ศิษย์นอกสำนักชิงเสวียน สวี่ไท่ผิง เชิญนั่งรอ ผู้าุโจื่อหยางกำลังจะเริ่มบรรยายคำสอน หากพลาดในวันนี้จะต้องรออีกสามเดือน"
สวี่ไท่ผิงที่อ่านเนื้อหาในแผ่นหยกจนครบถ้วนแล้ว มิได้ใกับเสียงนี้ เพราะในตำราเสวียนจิ้งกงได้กล่าวไว้ว่า นี่คือเสียงของภูตกระจกเสวียนจิ้ง
ตามที่ระบุไว้ในตำราเสวียนจิ้งกง ‘ภูตกระจกนี้เปรียบเสมือนผู้ชี้ทาง สามารถช่วยเ้าหาสิ่งที่เ้า้าเห็นในกระจกทองแดงนี้ได้’
แน่นอนว่า ยกเว้นสถานที่ต้องห้ามของสำนักชิงเสวียน และทุกครั้งที่ ‘ชี้ทาง’ จะต้องใช้แต้มสำนักหนึ่งเหรียญ
"ขอบคุณท่านเสวียนจิ้งขอรับ"
สวี่ไท่ผิงกล่าวขอบคุณหนึ่งประโยค
ภูตกระจกเสวียนจิ้งไม่ได้ไร้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นในความคิดของเขา การกล่าวขอบคุณจึงเป็สิ่งที่จำเป็อย่างยิ่ง