หลินเฟิงยังคงมุ่งมั่นฝึกฝน [ ย่างก้าวไร้เงา ] ต่อจนพระอาทิตย์ตกแต่เขาก็ยังไม่สำเร็จขั้น 1 เขามีความคืนหน้าจนคาดว่าอีกไม่เกิน 3 วันเขาจะสามารถสำเร็จขั้น 1 ได้แน่นอน แต่หลินเฟิงไม่ค่อยพอใจกับความเร็วของเขาตอนนี้สักเท่าใด หากคนอื่นรู้ความคิดของเขา เขาต้องหมั่นไส้จนอยากจะเชือดหลินเฟิงให้ตายเป็แน่ ด้วยความเร็วขนาดนี้ ไม่มีใครสามารถเทียบได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะใครก็ตามทั้งในประวัติศาสตร์และปัจจุบัน ยังไม่มีใครสามารถฝึกฝนได้เร็วขนาดนี้มาก่อน
เมื่อเขากลับถึงบ้านเขาก็กินข้าวกับบิดามารดาของเขาเสร็จก็รีบเข้านอนทันที ด้วยการที่เขาฝืนฝึกฝนขนาดนี้หากไม่เหนื่อยไม่เพลียเขาคงจะเป็ตัวประหลาดแน่นอน ส่วนบิดามารดาก็ไม่ได้ถามอะไรเพราะเห็นว่าเขาเหนื่อย้าพักผ่อนจากการฝึกวรยุทธ์ แต่หากพวกเขารู้ว่าบุตรของพวกเขาเป็อัจฉริยะที่ใครๆก็ไม่สามารถเทียบได้แล้วยังเป็พวกบ้าฝึกฝนอีก พวกเขาคงจะอ้าปากค้างและถามหลินเฟิงทุกอย่างที่พวกเขาสงสัยแน่นอน
ในวันต่อมาหลินเฟิงยังคงฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งเช่นเคย เขาฝึกฝนเช่นนี้ อีกสองวัน จนในที่สุดเขาก็สามารถสำเร็จขั้น 1 ของ [ ย่างก้าวไร้เงา ] ได้ในที่สุด ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยพอใจกับความเร็วที่เขาสามารถทำได้ แต่เขาก็ยังดีใจที่สามารถฝึกสำเร็จ
หลังจากหลินเฟิงสำเร็จขั้น 1 ของ [ ย่างก้าวไร้เงา ] ท่าทางการเดิน การวิ่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย หากไม่สังเกตดีๆคงไม่สามารถแยกออกแน่นอน เมื่อใครก็ตามที่้าดูการเคลื่อนไหวของหลินเฟิง พวกเขาจะรู้สึกว่ามันยากมากที่จะอ่านการเคลื่อนไหวของหลินเฟิง นี้คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ [ ย่างก้าวไร้เงา ] มันจะทำให้คนอืนยากจะคาดเดาการเคลื่อนไหวของเขาได้ ยิ่งฝึกฝนได้ขั้นสูงเท่าใดก็จะยิ่งยากที่จะคาดเดาเท่านั้น
ด้วยการสำเร็จขั้น 1 ของ [ ย่างก้าวไร้เงา ] ทำให้เขามีความเร็วเทียบได้กับ ระดับพลังพื้นฐานขั้น 2 บางทีอาจจะเร็วกว่าเล็กน้อย และรวมทั้งเอกลักษณ์ของ [ ย่างก้าวไร้เงา ] ที่ทำให้คนอื่นยากจะคาดเดาด้วยแล้ว จะทำให้ศัตรูของเขายากที่จะต่อกรกับเขาได้
ตอนนี้หลินเฟิงมีระดับพลังพื้นฐานขั้น 1 แล้ว ด้วยวรยุทธืระดับสุดยอดอย่าง [ ย่างก้าวไร้เงา ] และ [ ดัชนีพิฆาต ] ทำให้เขาสามารถต่อกรกับคนที่อยู่ในระดับพลังพื้นฐานขั้น 2 ทั่วไปได้สบายๆ เมื่อหลินเฟิงสำเร็จขั้น 1 ของ [ ย่างก้าวไร้เงา ] เขาก็ฝึกขั้น 2 ของ [ ดัชนีพิฆาต ] ต่อทันที
“ช้ากว่าที่คิดไว้อีกนะเนี่ย” หลินเฟิงพึมพัมกับตัวเอง
เขาใช้เวลา หนึ่งอาทิตย์ในการสำเร็จขั้น 2 ของ [ ดัชนีพิฆาต ] แต่เดิมเขาหวังว่าจะสามารถสำเร็จขั้น 2 ภายใน 3 วัน แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ง่ายเสมอไปต่อให้เป็อัจฉริยะอย่างหิลนเฟิงก็ตาม ขนาดคนอื่นกว่าจะสำเร็จขั้นสองพวกเขายังต้องใช้เวลาเป็เดือน หลินเฟิงใช้เวลาแค่ อาทิตย์เดียว ก็ถือว่าเร็วมากแล้ว
หลังจากสำเร็จ [ ดัชนีพิฆาต ] ขั้น 2 เขาก็ตั้งใจจะหยุดฝึกไว้ก่อน เพราะตอนนี้เข้าสำเร็จขั้นต้นของ [ ดัชนีพิฆาต ] แล้ว เขา้าสำเร็จขั้นต้นของ [ ย่างก้าวไร้เงา ] นั่นคือขั้น 1-3 เมื่อเขาสำเร็จขั้นต้นได้ เขาคาดว่าเขาน่าจะมีระดับพลังพื้นฐานขั้น 2 หรือบางทีอาจจะไปถึงขั้น 3 ที่ตอนนี้เขายังอยู่ระดับพลังพื้นฐานขั้น 1 เพราะเขาเน้นที่การสำเร็จวรยุทธ์ เขาไม่ได้เน้นการฝึกฝนร่างกายด้วยวรยุทธ์ ทำให้ร่างกายของเขาไม่ค่อยจะพัฒนาไปจากเดิมสักเท่าไหร่ หากเขา้าเขาสู่ระดับพลังพื้นฐานขั้น 2 เขาสามารถทำได้โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
ความเร็วในการพัฒนาของหลินเฟิงไม่ว่าจะเป็ด้านวรยุทธ์ หรือด้านระดับพลัง ทำให้คนอื่นเอาแต่อิจฉาเขา ยิ่งระดับพลังยิ่งสูงก็จะยิ่งใช้เวลาและยากขึ้นด้วย บางคนกว่าจะเข้าขั้นหนึ่งใช้เวลาร่วมเดือน ขั้น 2 ใช้เวลาประมาณ สองเท่าของการเข้าสู่ขั้น 1 และยิ่งสูงก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย ความเร็วของหลินฮุยถือว่าเป็อัจฉริยะได้แล้ว แต่หลินเฟิงกับเร็วกว่าตั้งไม่รู้กี่เท่า
หลินเฟิงใช้เวลามาสองอาทิตย์แล้ว แต่เขายังไม่สามารถสำเร็จขั้น 2 ของ [ ย่างก้าวไร้เงา ] ได้เลย จริงๆแล้วมันยังไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ นี้ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เขารู้สึกว่าเขาเริ่มติดขัดแล้ว ดังนั้นวันนี้เขาจึงตัดสินใจพักผ่อนระหว่างที่เขากำลังคิดหาวิธีแก้ปัญาการฝึกฝนช้า แน่นอนว่าสำหรับคนอื่นนี้ถือว่าเร็วมาก พวกเขาคงฆ่าตัวตายหากรู้ความคิอของหลินเฟิง
“ชักจะยุ่งแล้วสิ”หลินเฟิงโวยวายกับตัวเอง
ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร ใช้เวลาคิดนานเท่าใด หลินเฟิงก็คิดไม่ออก เขาไม่รู้ว่าเขาควรทำอย่างไร ตอนนี้เขาพักและคิดาแล้วสองวัน เขารู้สึกว่ามันเสียฝึกฝนไปเปล่า เขาจึงตัดสินใจไปฝึกฝนด้วยวิธีเดิม ถึงจะช้าแต่ก็ยังก้าวหน้าได้
เมื่อพระอาทิตย์ตกดินหลินเฟิงก็กลับบ้านไปกินข้าวกับบิดามารดาเช่นเคย ตอนนี้พวกเขารู้สึกว่าหลินเฟิงเปลี่ยนไปอย่างมาก ดูเหมือนจะแข็งแรงขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน พวกเขาค่อนข้างสงสัยว่าหลินเฟิงคงจะสามารถฝึกฝนวรยุทธ์ได้แล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจถามหลินเฟิง
“เฟิงเอ๋อร์ ลูกสามารถฝึกวรยุทธืได้แล้วใช่ไหม” หลินเทียน ผู้เป็บิดาถามด้วยความสงสัย เขาเคยหวังกับบุตรคนนี้ แต่เขาก็ต้องผิดหวังที่บุตรไม่สามารถฝึกฝนได้ แต่หากตอนนี้บุตรของเขาเหมือนจะสามารถฝึกได้ ตอนนี้เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาจุดความหวังของเขาทำให้เขาต้องถามออกไปโดยไม่สามารถเก็บความสงสัยไว้ได้อีกต่อไป
“ใช่แล้วท่านพ่อ ” หลินเฟิงพูดออกไปอย่างไม่คิดอะไร เพราะยังไงสักวันเขาก็ต้องบอกให้บิดามารดาเขาทราบ จะบอกให้พวกเขารู้ก่อนก็ไม่เป็ไรอยู่แล้ว
“จริงรึ ฮ่าๆ พ่อดีใจจริงๆที่เ้าสามารถฝึกได้”หลินเทียนหัวเราะรั่น ตอนนี้เขามีความหวังขึ้นมาแล้ว ์ช่างเมตตาครอบครัวของเขาจริงๆ คราวนี้จะไม่มีใครมาดูถูกพวกเขาอีกแล้ว
“แต่เ้าต้องไม่หักโหมเกินไป ร่างกายของเ้าเริ่มดีขึ้นกว่าแต่ก่อนจนสามารถฝึกฝนได้ แต่ก็ใช้ว่าจะบ้าฝึกเช่นพ่อเ้าเด็กขาด” เซี่ยหลั่วกลับตรงกันข้าม นางเป็ห่วงบุตรรของนาง นางรู้ว่าหลินเทียนเป็คนบ้าฝึกแต่นั่นเพราะร่างกายของหลินเทียนปกติ แต่หลินเฟิงนั้นร่างกายอ่อนแอ ไม่เหมาะแก่การฝึกหากฝืนมากไปจะเป็ผลเสียเอาได้
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็ห่วงข้าไม่หัักโหมแน่นอน ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าข้าติดขัดอะไรสักอย่าง การฝึกวรยุทธ์ของข้าก้าวหน้าช้ามาก มันไม่ควรช้าเช่นนี้” หลินเฟิงบ่นให้พวกเขาฟัง
“อืม บางทีเ้าคงยังไม่สามารถเข้าใจวรยุทธ์ได้จริงๆ เ้าต้องทำความเข้าใจและชำนาญในวรยุทธ์ หรือบางทีเ้าอาจจะหาประสบการณ์โดยการใช้วรยุทธ์ที่เ้ากำลังฝึกแทนการฝึกฝนตามปกติ เพื่อให้ตัวเ้าเข้าใจมากขึ้น” ด้วยการที่หลินเทียนเคยเป็จอมยุทธ์ เขาจึงสามารถเข้าใจและรู้วิธีแก้ปัญหาของหลินเฟิงทันที
“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านพ่อ” หลินเฟิงรู้สึกปลื้มปิติอย่างมาก เขาติดปัญหาไม่สามารถหาวิธีแก้ได้ เขาไม่คิดเลยว่าเพียงเล่าแบบผิวเผินให้หลินเทียนฟังเขาจะสามารถหาวิธีแก้ให้เขาได้ เขารู้สึกว่าไม่เสียทีที่หลินเทียนเคยเป็จอมยุทธ์ที่โดดเด่นคนหนึ่ง
“ไม่ได้เด็กขาด ร่างกายของเฟิงเอ๋อร์เพิ่งจะดีขึ้นหากให้เขาไปหาประสบการณ์ตอนนี้จะอันตราย” เซี่ยหลั่วกรอกตาไปทางหลินเทียนทันที ห้ามหลินเฟิงด้วยความเป็ห่วงทันที
“อืม แม่เ้าพูดถูก ตอนนี้เ้าฝึกไปก่อนจะดีกว่า รอให้ร่างกายของเ้าดีขึ้นกว่านี้ก่อน” หลินเทียนรีบเห็นด้วยทันทีเมื่อเห็นเซี่ยหลั่วเริ่มโกรธที่เขาแนะนำเช่นนี้ แน่นอนว่าที่เขาไม่ได้คำนึกถึงร่างกายหลินเฟิงเพราะเขาตื่นเต้นจนลืมเื่ร่างกายของหลินเฟิงไป
“ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่ ท่านไม่ต้องเป็ห่วง” แน่นอนกว่าหลินเฟิงเพียงพูดให้มารดาของเขาหายห่วงเท่านั้น แต่ในใจของเขาเขาติดไว้แล้วว่าพรุ่งนี้เขาจะฝึกอย่างไร และที่ไหน
เช้าวันต่อมาหลินเฟิงไม่ได้ไปที่ลานหลังบ้านที่เขาใช้ฝึกปกติ เขาเลือกที่จะไปป่าหลังหมู่บ้านตระกูลหลินแทน ด้วยการที่เขาสำเร็จขั้นต้นของ [ ดัชนีพิฆาต ] รวมถึง ขั้น 1 ของ [ ย่างก้าวไร้เงา ] เขามั่นใจว่าเขาสามารถสู้กับสัตว์ป่ารอบนอกป่าหรือสัตว์อสูรระดับต่ำได้แน่นอน หากสู้ไม่ได้เขาก็ยังมั่นใจว่าเขาสามารถหนีออกมาได้อย่างมีชีวิต อาจจะได้รับาเ็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น