คำพูดที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายเช่นนี้ออกมาจากปากเด็กวัยแรกแย้มคนหนึ่ง เป็เื่ชวนให้ผู้คนใจริงๆ
สีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเปลี่ยนไปทันทีอย่างอดไม่ได้ เสิ่นซิ่วเหลียนยังคงกรีดร้อง และด่าทอ
เฟิงซื่อมองบุตรสาวสายรองที่คลุ้มคลั่งและนึกถึงคำพูดของบุตรสาว นางตัวสั่นด้วยความกลัวอดเข้าไปกอดบุตรสาวไว้ไม่ได้ มองไปทางแม่สามี เห็นความตื่นกลัวในตาของอีกฝ่ายเช่นกัน สายตาของซิ่วอิ๋งเปร่งประกาย หันไปทางเสิ่นซิ่วเหลียน เอ่ย “ข้ายังไม่ตาย เ้ามีปัญญาก็ลองผลักข้าตกูเาจำลองอีกครั้ง หรืออยากจะผลักข้าลงทะเลสาบกัน!”
“เ้าสมควรตาย เ้าข่วนหน้าข้า ข้าไม่ปล่อยเ้าไปแน่ เ้าไม่มีวันโชคดีอย่างนั้นอีก วันๆ ล้วนมีแต่คนคอยปกป้องเ้า!” เสิ่นซิ่วเหลียนถูกยั่วโมโหจนเอ่ยคำพูดโดยไม่คิดออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นใจนตบโต๊ะอย่างแรงทีหนึ่ง กำไลหยกที่ข้อมือไปโดนขอบโต๊ะ แตกออกเป็สองซีกตกกระจายลงบนพื้น นางะโขึ้นเสียงดัง “หุบปาก!”
ทุกคนมองไปยังกำไลที่แตกอยู่บนพื้น คิ้วกระตุก หญิงชราโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว
เสิ่นซิ่วเหลียนถูกทำให้ใจนได้สติคืนมา ระหว่างที่ตื่นใก็คิดขึ้นมาได้ว่าเมื่อครู่พูดอะไรออกไปบ้าง ใบหน้าเล็กซีดขาว ซิ่วอิ๋งกอดเอวของเฟิงซื่อไว้แล้วฉีกยิ้ม หัวเราะโดยไม่มีเสียง
โชคดีที่เสิ่นซิ่วเหลียนตอนนี้อายุแค่แปดปี กระตุ้นอารมณ์นิดหน่อยก็เผยธาตุแท้ออกมาแล้ว ถ้าหากว่านางโตกว่านี้ อาจจะไม่ง่ายขนาดนี้แล้วก็ได้
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นใช้สายตาเฉียบคมมองไปที่หลานสาว
เมื่อครู่ตอนหลานสาวคนนี้พูดกับนางไม่ใช่แบบนี้ น่ารักและบอบบาง เรียกย่าตลอดบอกว่านางกลัว พูดถึงเื่ทีี่บุตรชายคนเล็กตกลงไปก็แขนขาสั่น ซิ่วเหลียนเพิ่งจะอายุเท่าไรเอง แต่ทุกคำที่นางพูดออกมาเมื่อครู่ล้วน้าให้หลานสาวคนโตตาย เด็กที่อายุแค่แปดปี... พูดอะไรที่เหี้ยมโหดเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร ท่าทางเช่นนั้นคือชิงชังจนอยากให้หลานสาวคนโตตายไปจริงๆ
แม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจะชรา แต่ไม่ได้หมายความว่านางจะเลอะเลือน
นางที่ลงโทษซิ่วอิ๋ง สาเหตุหลักเป็เพราะปวดใจที่ลูกคนเล็กต้องมาาเ็แบบนั้น ทั้งยังคิดว่าเด็กนั้นใสซื่อบริสุทธิ์ ใครจะไปคิดกันว่าเด็กจะโกหก พอนางคิดได้สายตาก็ไปตกอยู่ที่เสิ่นซิ่วเหลียนที่ยืนอยู่ข้างสาวใช้อีกครั้ง สาวใช้คนนี้เมื่อครู่ก็พูดด้วยความมั่นใจ สายตาของนางเย็นเยียบขึ้นมาชั่วขณะ ขับเน้นจนใบหน้าที่ประสบเหตุการณ์มามากมายดุดันขึ้นจนผู้คนไม่กล้าสบตา
“จับสาวใช้คนนี้มัดไว้ ไต่สวนให้ดี!”
พอคำว่าไต่สวนหลุดออกมา ฉีมามาก้าวออกไปข้างหน้า สาวใช้คนนั้นตัวอ่อนลงไปนั่งกับพื้น รอตอนถูกคนหิ้วขึ้นมานึกถึงการขอร้องอ้อนวอน
เสียงสาวใช้ร้องขอความช่วยเหลือจากคุณหนูรองห่างไกลออกไป เสิ่นซิ่วเหลียนรู้ว่านางก่อหายนะแล้ว กลัวจนสั่นไปทั้งตัว ครั้งนี้ไม่ได้แกล้ง แต่นางกลัวจริงๆ
เฟิงซื่อที่มองสถานการณ์มาสักพัก ในใจก็เริ่มกลัว ถ้าไม่ใช่เพราะบุตรคับข้องใจจนลืมความกลัว บุตรสาวของนางก็คงประสบความยากลำบากแล้ว เมื่อนึกถึงคำพูดที่เหมือนกับสามารถทำให้คนตายของบุตรสาวสายรอง ใบหน้าที่อ่อนโยนของนางก็มืดลงไปส่วนหนึ่ง หว่างคิ้วแฝงความเยียบเย็นเอาไว้
“ท่านแม่” เฟิงซื่อเรียกเบาๆ “อิ๋งเอ๋อร์ถึงแม้จะมีบ้างที่ซุกซน แต่ก็ไม่มีวันทำอะไรอาสามผู้ที่รักนางมากที่สุด ไม่ต้องพูดเลยว่าจะผลักคนตกลงมาจากูเาจำลอง เห็นได้ชัดว่าอิ๋งเอ๋อร์บริสุทธิ์”
คำพูดนี้เมื่อครู่นางก็พูดไปหลายครั้งแล้ว แต่ไม่อาจสู้ความเอ็นดูที่แม่สามีมีต่อลูกคนเล็กของนาง ระหว่างอารมณ์เดือดพล่านเชื่อคำพูดคนจะลงโทษลูกสาวนางให้ได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้นางจะเป็คนถืออำนาจในการจัดการบ้าน แต่นางก็ไม่สามารถฝืนขัดใจแม่สามีได้ เฟิงซื่อเกลียดที่ตัวเองไร้ประโยชน์
คำพูดของลูกสะใภ้ทำให้ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห่อร้อน นางรู้ว่าตอนนั้นนางลำเอียงฟังความเพียงข้างเดียว แต่นั่นเป็แค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่ความรู้สึกที่นางมีต่อสะใภ้ใหญ่คนนี้ ...มักจะรู้สึกไม่ค่อยพึงใจเท่าไร
“รอถามให้ชัดเจน ข้าเข้าใจยัยหนูอิ๋งผิด ข้าต้องขอโทษนางด้วย” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นหลานสาวคนโตกอดมารดาไว้แน่น น้ำเสียงอ่อนลง
เฟิงซื่อส่ายศีรษะ “เป็ความผิดของท่านที่ไหนกัน คนบางคนมีแผนการชั่วร้าย เป็สะใภ้ผิดเองที่จัดการบ้านได้ไม่ดี”
เสิ่นซิ่วเหลียนที่กังวลอยู่ได้ยินมารดาสายตรง[1]พูดแบบนี้ ใบหน้าที่ซีดขาวอยู่แล้วยิ่งซีดลงไปอีก มารดาสายตรงไม่้าเว้นทางรอดให้นาง จุดมุ่งหมายคือไม่้าให้ท่านย่าลำเอียงช่วยนางได้อีก
นางมองฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นด้วยความกระวนกระวาย ในแววตาเต็มไปด้วยการอ้อนวอน ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมองดูหลานสาวคนรองที่ตนเอ็นดูเป็พิเศษ คิดถึงมารดานางที่เป็หลานสาวของตนแล้วสุดท้ายกัดฟันพูดว่า “ถ้าหากไต่สวนชัดเจนแล้ว ควรจะจัดการอย่างไร ก็แล้วแต่เ้าเถอะ”
ในที่สุดเฟิงซื่อก็ได้ฟังคำพูดที่ตนเอง้า สีหน้าจึงผ่อนคลายมากขึ้น พยักหน้าเล็กน้อย
ไม่ใช่ว่าตนไม่สามารถจัดการบุตรสาวสายรองได้ แต่ว่ามารดาของเสิ่นซิ่วเหลียนค่อนข้างมีภูมิหลังที่พิเศษ เป็หลานแท้ๆ ของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ปีนั้นหากไม่มีตนผู้ที่จะได้แต่งกับนายท่านใหญ่เสิ่นก็คือนาง พอตนเข้าประตูแล้ว น้องสาวลูกพี่ลูกน้องแซ่ชุยผู้เป็คู่รักในวัยเด็กของนายท่านใหญ่เสิ่นผู้นี้ จึงเป็ได้เพียงอนุชั้นสูง[2]เท่านั้น เฟิงซื่อเร่งพูดกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นด้วยเกรงว่านางจะเข้าข้างคนของตัวเอง แล้วสุดท้ายบีบให้ตนอภัยให้กับเสิ่นซิ่วเหลียน
คิดไปถึงความลำเอียงที่ตระกูลเสิ่นมีต่อพวกนางสองแม่ลูกแล้ว เฟิงซื่อหัวเราะเสียงเย็นในใจ ลำเอียงแล้วอย่างไร มีตนอยู่ตระกูลนี้หนึ่งวัน พวกเขาก็เป็หนี้นางตลอดไป พวกเขาจะต้องรับผลตลอดไป
เสิ่นซิ่วเหลียนรู้ว่าตนเองเสียท่าแล้วจริงๆ ยืนโง่งมอยู่อย่างนั้น แม้แต่ความเจ็บบนใบหน้าก็ลืมไปจนสิ้น นางยังโดนซิ่วอิ๋งทั้งกระโจนใส่ทั้งตบตีจนชุดใหม่เต็มไปด้วยเศษฝุ่น ทรงผมกระจัดกระจาย ทั้งตัวเละเทะยังมีส่วนไหนที่เหมือนกับบุตรสาวตระกูลขุนนางกัน
ผ่านไปสักพัก ฉีมามาก็กลับมา สาวใช้คนนั้นคายความจริงทั้งหมดออกมาแล้ว จริงๆ ไม่ใช่คุณหนูใหญ่ที่ทำร้ายท่านอาสาม แต่เป็คุณหนูรองกับคุณหนูใหญ่เล่นกัน
ถึงแม้ยังมีข้อสงสัยเื่การเปลี่ยนหนักเป็เบา แต่เพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
เฟิงซื่อถูกฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นบอกให้นั่งรอสักครู่นานแล้ว ขณะนี้นางจิบชาช้าๆ แล้วเอ่ยว่า “สาวใช้ที่กล้าโกหกคนนั้นโบยยี่สิบทีแล้วขายทิ้งเสีย สำหรับยัยหนูเหลียน ก็ลงโทษตามที่ท่านแม่พูดไว้ก่อนหน้านี้เถอะ อ้อ ยัยหนูเหลียนเกิดจากอนุเข้าหอบรรพชนไม่ได้ งั้นก็ให้คุกเข่าอยู่นอกหอบรรพชนแล้วกัน น้องสามฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ให้นางลุกขึ้นเมื่อนั้น”
"...ท่านย่า!" เสิ่นซิ่วเหลียนเรียกด้วยเสียงเศร้าๆ ในตาเต็มไปด้วยน้ำตาที่เอ่อท้นแล้วร่วงหล่นกระทบพื้น
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก่อนหน้านี้ได้พูดเอาไว้ต่อหน้าคนมากมาย ทั้งยังปรักปรำหลานสาวคนโต ในเวลานี้จึงได้แต่มองข้ามใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของเสิ่นซิ่วเหลียนไป นางต้องปลอบโยนเฟิงซื่อ
ภายในเวลาไม่นาน เฟิงซื่อก็ให้คนพาเสิ่นซิ่วเหลียนไป พอจัดการทุกสิ่งเรียบร้อยดีแล้ว เฟิงซื่อก็ไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีก นางลุกขึ้นยืนและขอตัวลา ตอนที่นางเข้าไปจูงมือซิ่วอิ๋ง ซิ่วอิ๋งกลับไม่ขยับ เด็กหญิงตัวขาวอวบเงยหน้าขึ้นพูดกับนางว่า “ท่านแม่ ข้าอยากอยู่รอจนท่านอาสามฟื้น"”
เฟิงซื่อมองใบหน้าเล็กขาวผ่องของบุตรสาว ั์ตาดอกท้อที่เหมือนกับตนคู่หนึ่ง เวลานี้มองมาที่ตน ในแววตาเต็มไปด้วยแสงแห่งความหวัง แววตาเช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดทำใจปฏิเสธลงเป็แน่ นางเหลือบมองไปยังแม่สามีที่มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ลังเลแล้วพูดขึ้นว่า “ท่านอาสามของเ้าต้องพักผ่อน เสียงของเ้าจะรบกวนเขาได้”
“ท่านแม่วางใจ ข้าจะเฝ้าอยู่ด้านข้างเงียบๆ” ซิ่วอิ๋งพูด “อาสามช่วยลูกไว้ ถ้าไม่ใช่เขาบางทีอาจจะเป็ลูกที่ต้องนอนอยู่ตอนนี้ ลูกควรจะอยู่เฝ้าปรนนิบัติเขาถึงจะถูก” นางมองท่านแม่ที่ไม่ได้เจอกันมานาน นางเองก็อยากจะประจบอยู่ข้างกายเธอ แต่อาสามเองก็สำคัญต่อนางเช่นกัน
ท่านแม่ในชาติก่อนนั้นแปลกมาก ไม่ยินยอมย้ายไปเมืองหลวงกับครอบครัว ในปีนั้นตอนที่นางอายุได้สิบสี่ปีท่านแม่ก็จากไป ถ้าหากไม่มีอาสามคอยตระเตรียมดูแลทุกสิ่งให้นาง สถานการณ์ของนางคงจะยากลำบากและน่าสังเวชยิ่งกว่านั้น ตอนนี้นางย้อนกลับมาตอนอายุแปดปีอย่างปาฏิหาริย์ นางยังมีเวลาวางแผนสิ่งต่างๆ อยู่มากมาย บางทีนางอาจจะสามารถหลีกเลี่ยงการจากไปของท่านแม่ได้ ดังนั้นในวันข้างหน้านางต้องคอยเฝ้าท่านแม่ให้ดีๆ ในชาติก่อนนางได้รับการดูแลจากอาสามอย่างดี ตอนนี้ นางสามารถใช้โอกาสนี้ทดแทนบุญคุณของอาสามบ้าง
เฟิงซื่อได้ฟังก็เงียบไป นางรู้สึกว่าบุตรสาวราวกับโตขึ้นในพริบตาเดียว เข้าใจสงสารคนแล้ว
น้องสามีดูแลบุตรสาวของนางอย่างดีมาโดยตลอด บางทีอาจเป็เพราะเขามีอายุมากกว่าบุตรสาวนางเพียงหกปี อาจเป็เพราะเห็นบุตรสาวของนางเติบโตมาแต่เล็ก นางยกมือลูบผมซิ่วอิ๋ง ั์ตาฉายแววพึงพอใจ “งั้นก็ได้ จำไว้ว่าอย่าทำเสียงดัง”
พอได้รับคำอนุญาตจากท่านแม่แล้วซิ่วอิ๋งก็ยิ้มจนตาหยี จากนั้นจึงส่งสายตาถามฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นอีกครั้ง ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นประทับใจหลานสาวคนโตที่รู้ความ ผงกศีรษะเล็กน้อย จูงนางเข้าไปในห้อง
เฟิงซื่อมองจนร่างหญิงชราและเด็กลับไป ก็หันกลับไปที่ห้องตน ในขณะเดียวกันชุยอี๋เหนียง[3]ก็ได้รับข่าวว่าเสิ่นซิ่วเหลียนถูกลงโทษให้คุกเข่า
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/7012340b7983053f1267ffdb04fe563d
[1] ภรรยาเอกของบิดามีศักดิ์เป็มารดาสายตรงของบ้าน
[2] คำเรียกอนุที่มาจากตระกูลมั่งคั่ง
[3] อี๋เหนียง คำเรียกอนุ