เมื่อออกมาจากหลังฉากกั้น หลิวหรงก็เห็นฉางอ๋องกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ที่โต๊ะหนังสือนั่นทำให้เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เธอหันไปมองที่เตียงแล้วชั่งใจ
ถ้าเธอขึ้นไปนอนก่อน แล้วเขารังเกียจจนไม่อยากนอนด้วยก็คงลงไปนอนบนพื้นเอง?
‘งั้นเอาแบบนี้แหละ’
หลิวหรงปีนขึ้นไปเอนตัวลงบนเตียงทันที แล้วดึงผ้าห่มมาห่มจนมิดถึงคอเตียงนี้เป็เตียงสนามขนาดเล็กคล้ายเตียงของพวกทหารมีความกว้างมากพอที่จะให้ผู้ใหญ่ 2 คนนอนเบียดกันได้แต่คนอย่างฉางอ๋องคงไม่อยากนอนเบียดกับเธอ และยิ่งถ้าเธอแกล้งนอนแผ่ให้เต็มพื้นที่เตียงด้วยแล้วเขาคงไม่ลดตัวลงมาเขี่ยเธอไปกองไว้ที่ขอบเตียงหรอก ... จริงไหม
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็พยายามหลับตาลงและหวังว่าจะหลับไปได้เร็วๆ
หลี่จ้งเหว่ยที่นั่งอ่านตำราอยู่อีกฝั่งหนึ่งเฝ้ามองพฤติกรรมของนางมาั้แ่ต้นเขาเห็นั้แ่ที่นางยื่นศีรษะออกมาแอบดูเขาจากหลังฉากกั้นราวกับกลัวว่าเขาจะลอบทำตนเป็โจรเด็ดบุปผาและเดินเขย่งเท้าตัวลีบออกมาราวกับไม่อยากให้เขามองเห็น ไปจนถึง่ที่นางยืนวิเคราะห์ขนาดเตียงอย่างจริงจังไม่ว่ามองอย่างไรก็รู้สึกน่าขันไปทั้งหมด
‘เ้ากำลังเล่นอะไรอยู่กันแน่’
เมื่อล่วงเข้าสู่ปลายยามห้าย (21.00-22.59น.) อันเป็่เวลาที่เหล่าชนชั้นสูงมักเข้านอนกันหมดแล้ว หลี่จ้งเหว่ยจึงลุกขึ้นจากโต๊ะหนังสือแล้วเดินไปยังเตียงหนึ่งเดียวในกระโจมที่มีใครอีกคนหนึ่งไว้เต็มพื้นที่แล้ว
เขาก้มลงมองสตรีที่พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่เหลือเค้าซูอวี่หรงคนเดิมอย่างเงียบเชียบ
“คิดว่านอนท่านี้แล้วข้าจะจัดการเ้าไม่ได้หรือ”
หลี่จ้งเหว่ยใช้มือดันตัวคนที่นอนหงายอยู่ให้พลิกตัวอยู่ในท่านอนตะแคงทำให้เหลือพื้นที่ว่างสำหรับนอนเบียดกันได้อีกคนหนึ่ง เขาไม่รอช้า รีบเอนกายลงและดึงผ้าห่มมาคลุมกายตนเองทำให้สตรีที่ยังนอนตะแคงอย่างิ่เหม่พลิกกลับมานอนหงายเกยร่างของเขาแทบจะครึ่งตัว
ฉางอ๋องนิ่งไปจนกระทั่งแน่ใจว่านางหลับเป็ตายไม่รู้เื่รู้ราวอันใดจึงทำเพียงถอนหายใจและหลับตาลงเพื่อให้ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปเสียที
เป็ค่ำคืนแรกที่เขาได้นอนร่วมเตียงกับสตรีอื่นที่ไม่ใช่ตู้เมิ่งเจี๋ยแม้ไม่ได้เต็มใจแต่ก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจเท่าที่คิด อีกทั้งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของร่างที่นอนเกยเขาอยู่ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกไม่นานหลี่จ้งเหว่ยก็หลับไป
เช้าวันใหม่มาถึงฉางอ๋องเป็ฝ่ายตื่นขึ้นก่อนเพราะรู้สึกว่าร่างกายถูกบางสิ่งบางอย่างกดทับเมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นแขนและขาของสตรีข้างกายก่ายและกอดเขาอย่างสบายใจราวกับเขาเป็หมอนข้างก็ไม่ปานส่วนผ้าห่มถูกถีบออกไปอยู่ที่ปลายเตียงแล้ว
“หึ”
ท่านอนของนางทำให้เขาหลุดหัวเราะออกมาแขนขาที่กางออกคนละทิศละทางช่างดูน่าเกลียดและไร้ซึ่งความเป็กุลสตรียิ่งนัก
เขาจัดการตนเองเงียบๆ แล้วออกจากกระโจมั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นปล่อยให้คนขี้เซานอนหลับต่อไปจนนางกำนัลต้องเข้ามาปลุก
“หวางเฟยตื่นเถิดเพคะ อีกไม่นานก็จะถึงเวลาทำพิธีบวงสรวงแล้ว”จีหลิงเขย่าปลุกเ้านายอยู่พักหนึ่ง กว่านางจะยอมตื่นขึ้นมา
“อืม... เช้าแล้วเหรอ เ้าว่าพิธีอะไรนะ”
“พิธีบวงสรวงฟ้าดินและบรรพบุรุษก่อนออกล่าสัตว์เพคะ”
หลิวหรงพยักหน้ารับรู้หงึกๆก่อนจะขยี้ตาอ้าปากหาวและบิดี้เี เมื่อได้สติเต็มที่แล้วเธอก็มองไปรอบๆ
“หวางเฟยมองหาผู้ใดหรือเพคะ”
“ท่านอ๋องไง”
“เสด็จออกไปนานเกือบชั่วยามแล้วเพคะ”
เธอนั่งเอียงคอคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมาแต่กลับจำอะไรไม่ได้สักอย่าง นอกจากภาพที่ตัวเองนอนกางแขนกางขาเพื่อให้ไม่เหลือพื้นที่สำหรับใครอีกคนแล้วเท่านั้น
‘หรือเขาจะลงไปนอนบนพื้นจริงๆ? ช่างเถอะ’
หลังจากแต่งตัวกินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว หลิวหรงพร้อมกับนางกำนัลทั้งสองก็เดินออกจากกระโจมเพื่อไปรวมตัวกับทุกคนในลานทำพิธีบวงสรวงซึ่งเวลานี้เหล่าขุนนางชนชั้นสูงทั้งหลายมารออยู่พร้อมกับครอบครัวแล้ว
เมื่อหลิวหรงมายืนอยู่ข้างฉางอ๋องที่ทำเพียงปรายตามองเธอแวบหนึ่งแล้วเบือนหน้ากลับไปเธอก็มองเห็นท่านพ่อกับท่านแม่อยู่ในกลุ่มขุนนาง ยังไม่ทันจะได้เข้าไปทักทาย ก็มีคำประกาศการมาถึงของฮ่องเต้ฮองเฮา และเหล่าเฟยทั้งสี่ ตามมาด้วยพิธีบวงสรวง และจบลงด้วยการประกาศเปิดพิธีล่าสัตว์
ฉางอ๋องเองก็เข้าร่วมการล่าสัตว์ครั้งนี้ด้วย เขาเดินแยกตัวออกไปขึ้นม้าที่องครักษ์จูงมารอไว้อยู่แล้วส่วนหลิวหรงที่สามีไม่ได้ชวนให้ไปด้วยกัน จึงยืนมองซ้ายมองขวาเพื่อหาที่ทางให้ตัวเองต่อไป
มองหาเพียงไม่นานก็พบคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี นั่นก็คือกัวซิ่วหลินท่านแม่ของซูอวี่หรงฝูฮูหยิน และเหล่าฮูหยินกับคุณหนูที่เธอเคยพูดคุยทำความรู้จักกันมาบ้างแล้วเมื่อครั้งที่ไปร่วมงานเลี้ยงก่อนหน้านี้ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็ตระกูลที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลซูทั้งสิ้นหลังจากทักทายกันตามมารยาทแล้ว กัวซิ่วหลินก็เอ่ยชักชวนเหล่าสตรีในกลุ่มให้เดินเข้างานเลี้ยงที่ฮองเฮาจัดขึ้น
งานเลี้ยงของฮองเฮารวบรวมสตรีที่เป็สมาชิกครอบครัวของขุนนางชั้นสูงไว้ด้วยกันระหว่างที่รอให้งานล่าสัตว์วันนี้ดำเนินไป
“ได้ยินมาว่าฮองเฮา้าคัดเลือกเช่อเฟยให้ไท่จื่อไม่รู้ว่าจะเป็คุณหนูตระกูลฉีหรือตระกูลเมิ่ง”
“อาจเป็ทั้งสองตระกูลก็ได้มิใช่หรือ”
หลิวหรงได้ยินฮูหยินบางคนในกลุ่มซุบซิบเื่หลังบ้านของคนอื่นแล้วได้แต่ถอนใจยุคสมัยนี้ผู้คนยอมรับเื่เมียสอง เมียสาม และเมียน้อยกันอย่างเปิดเผยยิ่งผู้ชายที่มีอำนาจและ้าอำนาจมากขึ้น ก็จำเป็ต้องเกี่ยวดองผ่านการแต่งเมียหลายๆคน เกิดเป็ผู้หญิงในยุคนี้ลำบากจริงๆ
ในขณะที่คนทั้งกลุ่มกำลังจะเดินเข้าไปในบริเวณงานเลี้ยงก็พบเข้ากับกลุ่มสตรีอีกกลุ่มหนึ่งที่นำโดยสวีหว่านถิง หรือไท่จื่อเฟยนั่นเอง
“คารวะฉางหวางเฟย ได้ยินมาว่าพระองค์ได้รับาเ็สาหัสอาการดีขึ้นแล้วหรือเพคะ”
หลิวหรงจำได้ว่าคนที่เอ่ยปากทักทายและถามไถ่เธอคือ ‘สวีซิ่วเหมย’ อาหญิงของสวีหว่านถิงที่แต่งเข้าตระกูลไช่และเป็พระสหายสนิทของฮองเฮา แต่ด้วยความที่หลานสาวของนางไม่ได้เป็มิตรกับซูอวี่หรงและตระกูลที่สนับสนุนฮองเฮากับรัชทายาทก็อยู่คนละฝ่ายกับตระกูลซูที่สนับสนุนฉางอ๋องดังนั้น การถามไถ่ในครั้งนี้ย่อมไม่ได้เกิดจากความห่วงใยหรือปรารถนาดีอย่างแน่นอน
“เห็นไช่ฮูหยินเป็ห่วงข้าปานนี้ ข้าคงไม่กล้าไม่หายหรอก”
“เช่นนี้แล้วหม่อมฉันก็เบาใจ หม่อมฉันได้ยินมาอีกว่าฉางอ๋องเป็ห่วงหวางเฟยยิ่งนักเกรงว่าจะเป็เื่จริงกระมัง” เื่ความสัมพันธ์ของฉางอ๋องและพระชายาเอกมีใครไม่รู้บ้างการเอ่ยถึงฉางอ๋องต่อหน้าซูอวี่หรงก็ไม่ต่างอะไรจากการพยายามฉีกหน้านางดีๆ นี่เองหลิวหรงเห็นเหล่าฮูหยินกับคุณหนูที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของไช่ฮูหยินแอบปิดปากหัวเราะเยาะเย้ยเธอด้วย
“ก็คงไม่ต่างจากใต้เท้าไช่ที่เป็ห่วงเื่สุขภาพของไช่ฮูหยินอย่างยิ่งถึงขั้นต้องเดินทางไปซื้อสมุนไพรด้วยตนเองบ่อยๆ กระมัง”
ทันทีที่หลิวหรงพูดจบ ก็มีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นจากฝั่งของเธอบ้างบางคนอาจไม่รู้ แต่หลายคนรู้ว่ารองเสนาบดีไช่แอบเลี้ยงดูหญิงสาวนางหนึ่งไว้นอกเรือนเพราะไช่ฮูหยินไม่ยอมรับนางเข้าจวนและร้านสมุนไพรที่ว่าก็คือร้านที่ใต้เท้าไช่ยกให้หญิงนางนั้นเป็ผู้ดูแลนั่นเอง ไม่คิดเลยว่าข้อมูลเส้นสายความสัมพันธ์ของพวกขุนนางในเมืองหลวงที่เธอซื้อมาใช้ประโยชน์ทางการค้าจะเอามาใช้เล่นงานพวกที่ชอบยุ่งเื่หลังบ้านของคนอื่นแบบนี้ได้ด้วย เป็การจ่ายเงินที่คุ้มค่าจริงๆ
หลิวหรงเห็นสวีซิ่วเหมยหน้าเขียวคล้ำอยากด่ากลับแต่ทำไม่ได้จึงส่งยิ้มหวานให้นางทีหนึ่งเป็การปลอบใจ สวีหว่านถิงไม่อยากให้เกิดเื่วุ่นวายหน้างานเลี้ยงของแม่สามีจึงรีบเดินนำขบวนสตรีจากฝั่งของตนเข้างานไปก่อน
เมื่อขบวนฝั่งตรงข้ามจากไปแล้วกัวซิ่วหลินก็หันมามองบุตรสาวอย่างแปลกใจ หรงเอ๋อร์ของนางนอกจากเื่ของฉางอ๋องแล้วเคยรับรู้เื่หลังบ้านของผู้อื่นั้แ่เมื่อใดกันและทุกครั้งที่ถูกผู้อื่นยั่วโทสะด้วยเื่ของฉางอ๋องไม่มีทางตอบโต้ด้วยกิริยาวาจาอันสงบนิ่งอย่างที่เห็นในวันนี้แน่
งานเลี้ยงของสตรีชนชั้นสูงไม่มีอะไรแปลกใหม่ นอกจากการกินดื่ม พูดคุย และซุบซิบนินทา
เหลียงกุ้ยเฟยพระมารดาของฉางอ๋องให้ความใส่ใจลูกสะใภ้อย่างยิ่งจนทุกคนรับรู้ได้ระหว่างที่นางถามไถ่ถึงอาการาเ็ทั้งยังพร่ำย้ำให้ซูอวี่หรงกินยาบำรุงที่นางส่งไปให้ยังตำหนักฉางอ๋องนั้นไช่ฮูหยินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“เหตุใดฉางหวางเช่อเฟยไม่มาร่วมงานล่าสัตว์ในครั้งนี้ด้วยหรือเพคะ”
เหลียงกุ้ยเฟยปรายตามองคนถามพลางยกยิ้มมุมปาก
“นางไม่ค่อยสบาย ฉางอ๋องจึงให้พักผ่อนอยู่ในตำหนัก”
“ก่อนหน้านี้มีผู้คนเล่าลือกันว่า ฉางหวางเช่อเฟยถูกปองร้ายจนทำให้เสียบุตรในครรภ์ไปไม่ทราบว่าจับตัวคนร้ายมาลงโทษได้หรือยังเพคะ”
เหล่าฮูหยินทั้งหลายต่างหันไปมองหน้าและสื่อสารกันเองด้วยสายตาบางคนสูดปากรอชมเื่สนุก เพราะพวกนางก็ได้ยินข่าวลือนี้มาเช่นกันแต่ไม่ได้หาญกล้าเอ่ยปากเื่นี้ออกมาอย่างเปิดเผย
คงมีเพียงไช่ฮูหยินผู้ไม่เกรงกลัวตระกูลซู มีฮองเฮาเป็สหาย และมีหลานสาวเป็ไท่จื่อเฟยกระมังที่สามารถพูดเื่เช่นนี้ต่อหน้าสตรีสูงศักดิ์ทั้งหลายได้และคนร้ายในข่าวลือก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็พระชายาเอกของฉางอ๋องที่กำลังนั่งลอยหน้าลอยตาราวกับไม่รับรู้ความผิดอยู่นี่เอง
“ข่าวลือก็เป็เพียงข่าวลือ หาใช่ความจริงไม่ ฉางอ๋องเป็ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความเที่ยงธรรมกุ้ยเฟยก็คุณธรรมสูงส่ง หากมีการปองร้ายจริง และมีพยานหลักฐานครบถ้วน มีหรือคนร้ายจะไม่ถูกจับมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง”
ท่าทางและวาจานิ่งสงบไร้ซึ่งพิรุธและอาการร้อนตัวใดๆของหลิวหรง ทำให้หลายคนคิดกันไปคนละทาง
บางคนที่รู้ว่าความสัมพันธ์ของฉางอ๋องและพระชายาเอกย่ำแย่ชนิดที่ไม่อาจจะประสานกันได้และฉางอ๋องก็โปรดพระชายารองมากถึงขั้นกล้ารับนางเข้าตำหนักโดยไม่เห็นแก่หน้าผู้ใดก็เริ่มฉุกคิดว่าหากซูอวี่หรงเป็คนร้ายจริง ฉางอ๋องก็คงรีบใช้เหตุนี้ในการปลดนางทันทีหรืออย่างน้อยก็ต้องมีบทลงโทษเพื่อกำราบทั้งนางและตระกูลซูให้อยู่ในที่ทาง กุ้ยเฟยเองก็ไม่น่าจะอยู่เฉยเพราะเด็กที่เสียไปเป็หลานแท้ๆ คนแรกของนางมิใช่หรือ แต่ซูอวี่หรงกลับยังอยู่ดีมีสุขเช่นนี้เป็ไปได้หรือไม่ว่าข่าวลือนั้นจะไม่ใช่ความจริง
“หรือไช่ฮูหยินอยากจะลองรับบทเป็ผู้พิพากษาศาลต้าหลี่เสียเอง?”
คำพูดท้าทายพร้อมรอยยิ้มเยาะของหลิวหรง ทำให้สวีซิ่วเหมยมองเด็กสาวรุ่นลูกที่ในอดีตรู้จักแต่ใช้อำนาจของบิดาและอาที่เป็แม่ทัพในการข่มเหงผู้อื่นด้วยสายตาขุ่นเคือง
ฮองเฮาเห็นว่าเหตุการณ์อาจบานปลายยิ่งขึ้น จึงออกหน้าไกล่เกลี่ยเบี่ยงเบนความสนใจ
“เอาล่ะๆ วันนี้เป็วันแห่งความรื่นเริงยังมีเหล่าคุณหนูที่จะต้องออกมาทำการแสดงอยู่อีกหลายคน พวกเรามาชมการแสดงกันดีหรือไม่”
เมื่อผู้มีตำแหน่งสูงสุดเอ่ยปากเช่นนี้แล้ว ทุกคนย่อมไม่คิดจะเปิดปากหาเื่กันอีก