หลังออกจากตำหนักศาสตราวุธเซียวเฟิงมิได้คิดจะไปยังตำหนักสมบัติอื่นใด การเข้ามายังหอจักรพรรดิครั้งนี้เพียงได้ฝักกระบี่เล่มนี้มาเขาก็พึงพอใจเป็อย่างยิ่งแล้ว
ที่ลานบ้านผู้าุโเฒ่ายังคงก้มหน้าก้มตากวาดใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นลงพื้นซ้ำไปซ้ำมาการกระทำนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ปีแล้วปีเล่า วันแล้ววันเล่าราวกับไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เมื่อทุกคนกลับมาปรากฏตัวในลานบ้านอีกครั้งผู้าุโเฒ่าก็มิได้แสดงอาการใดๆ ยังคงกวาดใบไม้แห้งบนพื้นต่อไปมิได้ถามไถ่เซียวเฟิงว่าเลือกสมบัติสิ่งใดมา
"ท่านผู้าุโข้าขอลาท่านแต่เพียงเท่านี้!"
หลินหรานมองไปยังผู้าุโเฒ่าที่ยังคงกวาดใบไม้แห้งอยู่เช่นเดิมก้มตัวคำนับประสานมืออย่างเคารพ ก่อนจะตั้งใจพาคนอื่นๆ จากไปมีเพียงเซียวเฟิงเท่านั้นที่มองไปยังดวงตาของผู้าุโเฒ่าด้วยแววตาที่ลึกล้ำก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอย่างฉับพลันว่า "โพธิหาใช่ไม้ใหญ่กระจกใสหาใช่แท่นบูชา เดิมทีมิมีสิ่งใด แล้วไยจึงมีธุลี"
เมื่อกล่าวจบเซียวเฟิงจึงก้าวเท้าเดินออกจากประตูบ้านไปส่วนผู้าุโเฒ่าเมื่อได้ยินคำกล่าวของเซียวเฟิง ก็หยุดการกระทำในมือลงในทันทีดวงตาเหม่อมองไปยังใบไม้แห้งที่อยู่แทบเท้า พึมพำกับตนเองว่า"เป็เช่นนี้นี่เอง...เป็เช่นนี้นี่เองข้าช่างยึดติดเกินไปแล้ว!"
ที่เรียกว่า "คนในมองไม่เห็น คนนอกมองเห็น" คำกล่าวของเซียวเฟิงทำให้ผู้าุโเฒ่าพลันกระจ่างแจ้งใน่พันปีมานี้เขาได้เดินเข้าไปในเส้นทางตันโดยไม่รู้ตัวหากมิใช่เซียวเฟิงกล่าวเตือนในวันนี้ เกรงว่าเขาคงไม่อาจตระหนักรู้ได้ตลอดชีวิต
"โพธิหาใช่ไม้ใหญ่กระจกใสหาใช่แท่นบูชา เดิมทีมิมีสิ่งใด แล้วไยจึงมีธุลี! ดี! ดีเหลือเกิน คำว่า 'เดิมทีมิมีสิ่งใด แล้วไยจึงมีธุลี' บางทีข้าแก่มากแล้วคงต้องปล่อยวางแล้วจริงๆ!" กล่าวจบไม้กวาดในมือของผู้าุโเฒ่าก็หายวับไปและสิ่งที่หายไปพร้อมกับไม้กวาดก็คือใบไม้แห้งที่กวาดไม่สิ้นสุดบนพื้น
ในที่สุดผู้าุโเฒ่าก็มองไปยังทุกสิ่งทุกอย่างในลานบ้านครั้งหนึ่งก่อนที่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยจะปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ ขึ้นพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ที่แท้แล้วนี่คือสัจธรรมแห่งธรรมชาติ ผู้รู้แจ้งด้วยพรจาก์!"
เมื่อกล่าวจบร่างของผู้าุโเฒ่าก็กลับกลายเป็ร่างมายา ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปจากที่นั้นคล้ายจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
บนยอดเขาเหินฟ้า แสงสีทองส่องประกายวาบร่างของทุกคนกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง ทว่าในขณะที่ทุกคนกลับมาสีหน้าก็พลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ในขณะนี้สำนักกระบี่เหินฟ้าทั้งสำนักราวกับตกอยู่ในภาวะาเพราะร่างกลุ่มหนึ่งกำลังลอยอยู่กลางเวหาเหนือสำนักกระบี่เหินฟ้าอย่างเงียบๆร่างกลุ่มนี้มีทั้งหมดสิบสามคน ที่สำคัญที่สุดก็คือทั้งสิบสามคนนี้ล้วนลอยอยู่บนฟ้า นั่นหมายความว่า ระดับพลังของผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ต่ำสุดก็คือขั้นราชันยุทธ์หรือขั้นราชันเต๋า
ผู้แข็งแกร่งสิบสามคนที่มีระดับพลังต่ำสุดในขั้นราชันยุทธ์หรือขั้นราชันเต๋ามาเยือนสำนักกระบี่เหินฟ้าคนโง่เขลาเท่านั้นจึงจะไม่รู้ว่าผู้มาเยือนมีเจตนาร้ายที่บังเอิญคือในบรรดาผู้มาเยือนมีสองร่างที่เคยมายังสำนักกระบี่เหินฟ้าเมื่อไม่นานมานี้
"นั่นคือคูมู่คูหรงแห่งสำนักแปดทิศ!เร็วเข้า เกรงว่าการเดินทางครั้งนี้ของพวกเขาจะมาด้วยความมุ่งร้ายอย่างยิ่ง!"มองไปยังร่างทั้งสิบสามที่อยู่บนฟ้าสีหน้าของหลินหรานเคร่งขรึมอย่างยิ่ง ในบรรดาร่างทั้งสิบสามนั้นนอกจากผู้แข็งแกร่งในขั้นราชันยุทธ์และขั้นราชันเต๋าสิบคนแล้วยังมีผู้แข็งแกร่งในขั้นจ้าวแห่งยุทธ์หรือไม่ก็จ้าวแห่งเต๋าสามคนอีกด้วย
เหนือสำนักกระบี่เหินฟ้าสิบสามผู้แข็งแกร่งจากสำนักแปดทิศยืนอยู่กลางอากาศอย่างสง่างามผู้นำคือชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีม่วง ชายผู้นี้มีรูปร่างปานกลางใบหน้าแข็งกร้าวหล่อเหลา ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่หนึ่งเปล่งประกายสายตาที่แหลมคมราวกับเสือที่กำลังจะกระโจนเข้าใส่เหยื่อ เต็มไปด้วยความรู้สึกอันตราย
ด้านหลังชายชุดม่วงคือสองผู้าุโคูมู่และคูหรงและสองผู้าุโคูมู่คูหรงผู้แข็งแกร่งในขั้นจ้าวแห่งยุทธ์ในขณะนี้กลับทำตัวราวกับทาสติดตามชายชุดม่วงอย่างเคารพ เห็นได้ชัดว่าชายชุดม่วงผู้นี้มีฐานะที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
"ที่แท้คือท่านรองประมุขแห่งสำนักแปดทิศไม่ทราบว่าท่านรองประมุขมาเยือนในครั้งนี้ด้วยเหตุใด?" หลินหรานรีบพาเหล่าผู้าุโเหาะขึ้นไปบนฟ้าก่อนที่ผู้าุโคนอื่นๆ อีกหลายคนจะรีบเหาะตามขึ้นไป
"เฮอะ! ถามทั้งที่รู้อยู่แล้วพวกเ้าทำร้ายประมุขน้อยของพวกเราอย่างหนักขณะนี้เส้นลมปราณของประมุขน้อยขาดสะบั้นไปทั่วร่าง อาการปางตายในวันนี้หากสำนักกระบี่เหินฟ้าของพวกเ้าไม่ให้คำอธิบายวันนี้ก็จะเป็วันล่มสลายของสำนักกระบี่เหินฟ้าของพวกเ้า!" ชายชุดม่วงมิได้กล่าวอันใด กลับเป็ชายชราที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายลิงที่มีระดับพลังในขั้นราชันยุทธ์ระดับปลายผู้หนึ่งด้านหลังเขาที่ส่งเสียงเ็าออกมาน้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยไอสังหาร
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของทุกคนก็พลันเปลี่ยนแปลงไป เมื่อคราวก่อนเหลิ่งเสี้ยมาท้าทายกลับถูกเซียวเฟิงพิชิตไปด้วยกระบี่เดียวเพียงแต่คาดไม่ถึงว่าจะาเ็สาหัสถึงเพียงนี้ เส้นลมปราณขาดสะบั้นไปทั่วร่างแม้จะไม่ตาย ก็คงกลายเป็คนไร้ค่า ไม่แปลกใจว่าทำไมสำนักแปดทิศถึงมาด้วยท่าทีที่ฮึกเหิมเช่นนี้แม้แต่รองประมุขเหลิ่งสงแห่งสำนักแปดทิศยังเดินทางมาสำนักกระบี่เหินฟ้าด้วยตนเอง
ต้องรู้ว่าเหลิ่งสงคือรองประมุขของสำนักแปดทิศเป็น้องชายของประมุขสำนักแปดทิศ เรียกได้ว่าเป็รองผู้นำที่แท้จริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ อายุของเขานั้นเพิ่งจะสี่สิบกว่าปีแต่กลับมีระดับพลังในขั้นจ้าวแห่งยุทธ์ระดับปลายแล้วระดับพลังเช่นนี้เรียกได้ว่าทัดเทียมกับผู้แข็งแกร่งรุ่นเก่าแล้ว
"ประมุขน้อยของพวกเ้าประลองอย่างเป็ธรรมกับศิษย์ในสำนักของข้าผู้มีฝีมือน้อยกว่าก็ต้องาเ็เป็ธรรมดา พวกเ้าจะมาเรียกร้องคำอธิบายเกรงว่าพวกเราคงให้คำอธิบายดีกว่านี้ไม่ได้!" หลินหรานแสดงสีหน้าเ็าเล็กน้อยแววตาเป็ประกายกล่าว
"ท่านผู้าุโใหญ่ไม่จำเป็ต้องมาพูดหลักการกับพวกเราในโลกวิถีแห่งยุทธ์ ผู้แข็งแกร่งคือผู้ยิ่งใหญ่ผู้ที่อ่อนแอกว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดหลักการในวันนี้หากพวกเ้าส่งตัวเซียวหานที่ทำร้ายหลานชายข้ามาให้ ข้าก็จะไม่เอาเื่แต่หากไม่...ในวันนี้สำนักกระบี่เหินฟ้าจะต้องนองเื!" เหลิ่งสงในชุดคลุมสีม่วงได้ยินคำของหลินหราน จึงก็ยกมุมปากขึ้นอย่างเ็าถ้อยคำที่ทุ้มต่ำปนเปื้อนไอสังหารเย็นเยียบทำให้เหล่าผู้าุโของหลินหรานสีหน้าพลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
"วาจาโอหังยิ่งนักถึงแม้สำนักแปดทิศของพวกเ้าจะแข็งแกร่งแต่สำนักกระบี่เหินฟ้าของพวกเราก็มิได้ทำจากดินเหนียวหาใช่ว่าใครก็สามารถมาบดขยี้ได้ตามใจชอบ!" สีหน้าของหลินหรานพลันมืดครึ้มลงผมสีขาวซีดปลิวไสวไปตามลม ปราณที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากทั่วร่างของเขาทั่วทั้งฟ้าผ่าแปรปรวน ราวกับภาพลวงตาแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวทำให้เหล่าผู้แข็งแกร่งในขั้นราชันยุทธ์หรือไม่ก็ราชันเต๋าของสำนักแปดทิศต่างก็แสดงสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างยิ่ง
"ได้ยินมานานว่าท่านผู้าุโใหญ่แห่งสำนักกระบี่เหินฟ้ามีพลังในขั้นจ้าวแห่งเต๋าระดับสูงสุดวันนี้สองพี่น้องจากสำนักของข้าขอเรียนรู้สักหน่อย!" เสียงแหบแห้งน่าขนลุกดังขึ้นที่ด้านหลังเหลิ่งสง สองผู้าุโคูมู่คูหรงกระทืบเท้าลงไปอย่างดุดันในขณะที่ชุดคลุมสีดำของทั้งสองโบกสะบัดพลังปราณที่น่าสะพรึงกลัวทั้งสองสายก็แผ่ซ่านออกมาจากทั่วร่างของพวกเขาทันใดนั้นเองพลังปราณแห่งความวิเวกทั้งสองสายราวกับจะทำลายทุกสิ่ง
เมื่อััได้ถึงพลังปราณที่น่าสะพรึงกลัวบนร่างของสองผู้าุโคูมู่คูหรงเหล่าผู้าุโของสำนักกระบี่เหินฟ้าก็สีหน้ามืดครึ้มลงสองผู้าุโคูมู่คูหรงมีพลังในขั้นจ้าวแห่งยุทธ์ระดับปลายทั้งคู่เมื่อทั้งสองประสานมือกัน ท่านผู้าุโใหญ่จะสามารถรับมือได้หรือไม่ยังมิอาจกล่าวได้
และนี่ก็ยังมิใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำนักแปดทิศมิได้เหมือนกับสำนักกระบี่เหินฟ้าที่เสื่อมโทรมสำนักแปดทิศอยู่ในระดับแนวหน้าของกลุ่มอำนาจชั้นสองผู้แข็งแกร่งในขั้นจอมยุทธ์สูงศักดิ์ยุทธ์หรือนักพรตสูงศักดิ์ย่อมมีอยู่จริงหากผู้แข็งแกร่งในระดับนั้นลงมือ สำนักกระบี่เหินฟ้าในตอนนี้จะมีใครสามารถรับมือได้?
ทว่าในขณะนี้ทุกคนต่างก็ปล่อยเวหาให้ว่างโดยมิได้นัดหมายจากนั้นสายตาทั้งหมดก็จับจ้องอยู่ที่ท่านผู้าุโใหญ่หลินหรานและสองผู้าุโคูมู่คูหรงการต่อสู้ครั้งแรกนี้เกี่ยวพันถึงขวัญกำลังใจ หากชนะก็ดีไป แต่หากใครแพ้ขวัญกำลังใจต้องถูกทำลายลงอย่างแน่นอน
ในขณะนี้ร่างที่ดูผ่ายผอมของหลินหรานลอยอยู่กลางเวหา แต่ก็ไม่มีใครกล้าดูแคลนแม้แต่น้อยเห็นเพียงเขามองไปยังสองผู้าุโคูมู่คูหรงด้วยสายตาเ็าไม้เท้าสีดำคล้ำในมือกระแทกลงบนฟ้าอย่างดุดัน แล้วภาพที่น่าสะพรึงกลัวก็เกิดขึ้น
"ตูม!"
เห็นเพียงหลินหรานะเิพลังปราณที่น่าสะพรึงกลัวอย่างหาที่เปรียบมิได้ออกมาในเวลานี้หลินหรานราวกับเป็ผู้ปกครองฟ้าดินที่มองเหล่าสรรพสิ่งอย่างโอหังคล้ายว่าพลังปราณเพียงสายเดียวก็เพียงพอที่จะบดขยี้ฟ้าดินให้แหลกสลาย
"วายุจงมา!"
ได้ยินเพียงหลินหรานเปล่งเสียงแ่เบาในชั่วพริบตาฟ้าดินก็แปรเปลี่ยนเห็นเพียงวายุคลั่งที่น่าสะพรึงกลัวพัดโหมกระหน่ำไปทั่วฟ้าดินวายุคลั่งแต่ละสายราวกับเป็กระบี่ที่คมกริบที่สุดในโลก กวาดล้างไปทั่วทุกแห่งแม้แต่ห้วงมิติก็ยังถูกตัดเป็รอยแยกมิติที่น่าสะพรึงกลัว
ผู้แข็งแกร่งในขั้นจ้าวแห่งเต๋าสามารถที่จะเรียกสายลมและฝนได้ตามใจนึก ยิ่งไปกว่านั้นหลินหรานยังอยู่ในขั้นจ้าวแห่งเต๋าระดับสูงสุดแม้จะยังควบคุมพลังแห่งกฎเกณฑ์ไม่ได้ แต่ก็เริ่มััพลังแห่งกฎเกณฑ์ได้แล้วและกฎแห่งวายุที่เขาควบคุมนั้นก็อยู่ในระดับเชี่ยวชาญเขาเพียงนึกคิดวายุก็สามารถฉีกกระชากสรรพสิ่งในอาณาเขตหมื่นลี้ได้
วายุคลั่งที่น่าสะพรึงกลัวพัดพาพลังทำลายล้างฟ้าดินกวาดล้างไปทั่วเวหา วายุที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เพียงแค่สายเดียวตกลงมาก็เพียงพอที่จะทำให้ยอดเขาลูกหนึ่งแตกสลายได้โดยตรงและผู้ที่มีระดับต่ำกว่าราชันยุทธ์เมื่อัักับวายุคลั่งเช่นนี้ก็จะถูกฉีกกระชากจนไม่เหลือซากในทันที
"น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้วนี่คือพลังที่แท้จริงของท่านผู้าุโใหญ่พลังขั้นจ้าวแห่งเต๋าช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างที่ลือกันจริงๆ!" มองไปยังท้องฟ้าที่ราวกับถูกฉีกกระชากเหล่าศิษย์ของสำนักกระบี่เหินฟ้าต่างก็หนาวสะท้านไปทั่วร่างมิแปลกใจเลยที่แผ่นดินจิ่วโจวร่ำลือกันว่า ใต้ราชันคือมดปลวกโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในขั้นราชันยุทธ์หรือราชันเต๋าขึ้นไปเพียงแค่นึกคิดก็มีพลังในการทำลายล้างฟ้าดินแล้ว