แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาหมอกบางลอยอยู่เหนือทุ่งนา กลิ่นดินชื้นหลังฝนตก ยังไม่ทันจางหายดรุณน้อยวัยแรกแย้มก้าวเดินออกมาตรงหน้าบ้านหลังเล็ก มือทั้งสองกำชายเสื้อเก่าแน่นราวกับเกรงว่าหากคลายลง ชีวิตที่สุขสงบจะเลือนหายไปตลอดกาล
ตัวข้านั้นมีนามว่า‘หลี่เยว่’เป็เพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา ผู้ไม่เคยก้าวพ้นหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ออกไปสู่โลกภายนอกหากแต่ในวันนี้ ข้ากำลังจะต้องจากมันไปตลอดกาล
สามวันก่อนราชโองการจากวังหลวงถูกส่งมาที่นี่ เพื่อคัดเลือกหญิงสาวเข้าสู่วังหลวงถวายตัวรับใช้ฮ่องเต้
คำว่า ‘รับใช้’ ฟังดูอาจเป็เกียรติและโอกาสสำหรับหญิงสาวบ้านคนหนึ่งทว่าคนทั่วหล้าไหนเลยจะไม่รู้ วังหลวงคือสถานที่เช่นใด มันคือกรงทองที่กลืนกินชีวิตของผู้คนอย่างไร้ความปรานี
หลี่เยว่เป็หญิงสาวที่มีเพียงรูปร่างหน้าตางดงามเลื่องชื่อนางมิใช่บุตรสาวขุนนางตระกูลมีอำนาจ แม้จะต้องเข้าไปอยู่ในวังหลวงก็ยังมาดหมายอนาคตที่รุ่งโรจน์ได้
หลี่เยว่คือลูกนกที่มิอาจสยายปีกและการที่นางถูกเลือกเพียงเพราะอายุและหน้าตา กอปรกับตระกูลยากจน ไร้อำนาจเื้ัจึงมิอาจปฏิเสธ หรือหาลู่ทางให้ตนเองหลีกหนีไปจากราชโองการนี้ได้เลย
“ลูกรัก...เข้าไปแล้ว...จงมีชีวิตอยู่รอดให้ได้เ้าต้องปรับตัวและอดทน ไม่ต้องห่วงพ่อแม่” มารดาของหลี่เยว่พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะผูกผ้าแดงเส้นเล็กไว้ที่ข้อมือบุตรสาว เป็เครื่องรางเพียงหนึ่งเดียวที่พอจะมอบให้นางติดตัวไว้ได้
ในตอนนั้น ข้าไม่อาจแสดงความอ่อนแอให้ท่านพ่อท่านแม่เป็ห่วงได้ข้าเพียงแค่คุกเข่าและเก็บทุกความหวาดกลัวไว้ภายใน หญิงสาวคำนับบิดามารดาก่อนขึ้นเกวียนทางการ ภาพบ้านเกิดและความจำทรงความค่อยๆเลือนหายไปจากสายตา พร้อมกับล้อเกวียนที่หมุนไปข้างหน้าโดยไม่อาจย้อนกลับคืน
หลี่เยว่ใช้ชีวิตอยู่บนรถม้าและการเดินทาง หลังผ่านพ้นการเดินทางสามวันสามคืนก็ได้พบกับกำแพงเมืองหลวงสูงตระหง่านตาราวกับจะบดขยี้ทุกชีวิตที่ก้าวข้ามไป และนั้นเป็ครั้งแรกที่นางได้รู้จักกับโลกที่แตกต่างออกไป
….
….
ประตูวังเปิดกว้างหญิงสาวหลายสิบคนถูกนำตัวมารวมกัน พวกนางสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายและมีสีหน้าตื่นตระหนกบางคนถึงกับร้องไห้ บางคนพยายามทำเข้มแข็ง หรือกระทั่งบางคนเต็มไปด้วยแววตาทะเยอทะยานอาจหาญไร้ความกลัว
หลี่เยว่ได้แต่ยืนเงียบอยู่ที่มุมของกำแพงหัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก ความรู้สึกของนางนั้นมิได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของคนที่มีสายตาทะเยอทะยานแต่เป็กลุ่มของคนที่กำลังหวาดกลัวแต่ไม่แสดงออก
“พวกเ้าทุกคนฟังให้ดี” เสียงแหลมเล็กเย็นเยียบดังขึ้น พร้อมกับ นางข้าหลวงใหญ่ในชุดสีเข้ม ก้าวออกมาจากในวัง สายตาคมกริบของนาง กวาดมองหญิงสาวชาวบ้านราวกับกำลังคัดเลือกสินค้า
“นับั้แ่วินาทีที่พวกเ้าเหยียบเข้าวังหลวง ชื่อแซ่ ฐานะ และอดีตล้วนต้องถูกลืม ที่แห่งนี้ไม่มีพี่น้อง ไม่มีมิตรภาพ มีเพียงผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะอยู่รอดและได้ในสิ่งที่ตนเองปรารถนา”
คำว่า‘อยู่รอด’ ทำให้หลายคนตัวสั่นด้วยความกลัวแต่ก็ไม่ใช่คำพูดที่เกินความจริง จากในหลายสิบหลายร้อยพันสตรีในวังหลวงตำแหน่งที่จะสามารถเชิดหน้าชูตาได้มีไม่ถึงสิบคนเดียวซ้ำไป
ไม่นานการคัดเลือกก็ได้เริ่มขึ้นนางข้าหลวงตรวจรูปร่าง กิริยา การพูดจา แม้กระทั่งรอยแผลบนร่างกายไม่มีสิ่งใดหลุดพ้นสายตาไปได้
เมื่อถึงคราวของหลี่เยว่นางพยายามควบคุมลมหายใจและทำตามทุกคำสั่งอย่างเคร่งครัด
“ยังดูหยาบไปบ้าง แต่มีดวงตาที่งดงามและริมฝีปากที่ไม่เลวรูปร่างยังเติบโตได้อีก แต่ว่าท่าทางอ่อนเกินไปหากเ้ายังไม่รีบเรียนรู้ถึงความโหดร้ายของใจคนก็คงอยู่รอดในวังหลวงได้ไม่เกินหนึ่งเดือน”
ได้ยินเช่นนั้นหลี่เยว่ก้มหน้าลง นางไม่กล้าโต้แย้ง เพราะนางรู้ดี ในวังหลวง ความอ่อนโยน คือจุดอ่อนและใจที่ใสดั่งแก้วเป็เพียงคมมีดที่รอวันทิ่มแทงตนเอง
เวลาล่วงผ่านไปยามตะวันคล้อยลงต่ำ หญิงสาวจำนวนหนึ่งถูกไล่ออกไป และอีกจำนวนหนึ่งถูกจัดให้เข้าที่พักซึ่งหลี่เยว่ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน นั่นย่อมหมายความว่านางผ่านการคัดเลือกและกลายเป็สตรีวังหลวงแล้ว
แต่ถึงกระนั้นใบหน้าของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกกลับไร้ซึ่งความดีใจเพราะพวกนางรู้ดีว่า นี้เป็เพียงก้าวแรกของชะตากรรมที่ไม่อาจหวนกลับได้หากไม่ได้ก้าวเดินขึ้นสู่จุดสูง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ก็มีเพียงแต่ต้องกลับออกไปโดยทิ้งร่างไว้ในสถานที่แห่งนี้เท่านั้น
หลี่เยว่แหงนหน้ามองตำหนักสูงใหญ่เบื้องหน้าโดยไม่รู้เลยว่า ภายในกำแพงวังแห่งนี้ ใต้อำนาจเงาัผู้ปกครองใต้หล้า มีความรักความใคร่หรือความชิงชังที่รอนางอยู่กันแน่
...
…