บุปผาราชัน

    04 ภารกิจแรกในวัง


    4ภารกิจแรกในวัง
    หญิงสาวที่ผ่านการถวายตัวทุกคนจะถูกเรียกว่านางในพิเศษ หาใช่สนมดังเช่นในยุคสมัยก่อนเก่าที่แล้วมา มิหนำซ้ำนโยบายของพระเจ้าแดริสยังมีว่า เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์หากภายในวังจะเลี้ยงคนๆ หนึ่งด้วยการนั่งกินนอนกินเฉยๆ
    หญิงสาวทุกคนจะได้รับการบอกล่าวกฏนี้อย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มการสมัครคัดเลือก และเมื่อถวายตัวแล้วทุกคนก็จะกลายเป็นนางในพิเศษ มีหน้าที่ของตัวเองตามแต่ได้รับการจัดสรรมา
    องค์ราชาไม่เคยแบ่งแยกนางในพิเศษด้วยชนชั้นของครอบครัว เมื่อมาอยู่ที่นี่แล้วไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนก็มีตำแหน่งหน้าที่และเกียรติเทียบเท่ากันหมดในตำแหน่งนางในพิเศษ แม้จะทรงโปรดปรานแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้นางในพิเศษทุกคนรู้สึกอุ่นใจว่าตนนั้นไม่ได้ต่ำต้อยไปกว่าใคร
    ระบบนางในเริ่มต้นเมื่อแปดปีก่อน ทุกสามเดือนจะมีการคัดเลือกหญิงสาวคนใหม่เข้ามา และไม่ได้กำหนดว่าจะมีกี่คนที่จะผ่านในแต่ละครั้ง ซึ่งในบางรอบไม่มีใครผ่านเข้ามาเลยก็มี และเจ้าเหนือหัวจะทรงทำการคัดเลือกด้วยพระองค์เองทุกครั้ง
    แม้จะขึ้นข้อกำหนดว่า หญิงสาวทุกคนจะต้องสมัครใจมาสมัครด้วยตัวเองห้ามมิให้มีการบังคับ แต่ในระยะแรกไม่ว่าบ้านไหนตระกูลใด ขุนนางน้อยใหญ่ประชาชนคนธรรมดาต่างล้วนส่งลูกสาวเข้ามาคัดเลือกทั้งนั้น
    เพราะต่างคาดการณ์กันว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่องค์ราชาจะทรงเลือกใครสักคนจากผู้ที่ได้รับคัดเลือกเหล่านี้ขึ้นเป็นราชินี หรือหากไม่ได้มีวาสนาเพียงนั้นขอแค่หากโชคดีได้รับใช้เป็นที่พอพระทัย หรืออาจถึงขนาดมีพระบุตรก็อาจเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้าด้วยประการทั้งปวง
    แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตร เมื่อองค์แดริสสั่งให้กองแพทย์หลวงจ่ายยาระงับตั้งครรภ์ให้ทุกคนตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยทรงให้เหตุผลว่าทายาทของพระองค์จะต้องเกิดกับบุคคลที่พระองค์ต้องการให้เกิดเท่านั้น
    เขตพระราชฐานฝั่งทิศใต้เป็นที่พักของเหล่านางในพิเศษ ในยามกลางวันไม่ว่าแต่ละคนจะถูกแบ่งหน้าที่ออกไปทำงานที่ใด แต่เมื่อถึงยามเสร็จงานทุกคนก็จะกลับมาพักผ่อนที่นี่ และมีกำหนดเวลาว่าจะต้องกลับก่อนฟ้ามืดทุกครั้งเพื่อรับประทานอาหารเย็น ซึ่งจะไม่มีการทำแจกจ่ายนอกเวลาหากมาสาย หรือไม่ได้แจ้งไว้ถึงความจำเป็นล่วงหน้า

    “กรี๊ดดด.........”
    เสียงกรีดร้องของสตรีที่ดังไปทั่วบริเวณทำให้เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วทั้งหมดหยุดชะงัก บรรดาสาวงามต่างมองหน้ากันเลิกลั่กก่อนที่ความตื่นตระหนกจะบังเกิดขึ้น คงไม่ได้มีเพียงในเขตห้องรับประทานอาหารที่กำลังเกิดความชุลมุนวุ่นวาย เสียงนายทหารมากมายที่ร้องเรียกกันก็ดังขึ้นจากด้านนอก ยิ่งเป็นเช่นนั้นแล้วก็ยิ่งตอกย้ำสถานการณ์ได้แน่ชัดว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นเป็นแน่
    “เงียบๆ!” เสียงร้องของคุณฟิลิพป้าดังขึ้นก้องจนทุกคนสะดุ้งแล้วงับปาก ท่านนางกำนัลใหญ่ผู้มีหน้าที่คอยดูแลเหล่านางในพิเศษเริ่มควบคุมสถานการณ์ในทันที
    “ทุกคนหาที่นั่งให้เรียบร้อยแล้วสำรวจดูว่ามีใครหายไปหรือไม่” ทุกคนทำตามคำสั่งอย่างไม่ปริปาก และเมื่อจับกลุ่มหันซ้ายมองขวาดูแล้ว คำตอบที่ได้รับก็ชวนให้น่าตื่นตระหนกขึ้นมาเมื่อมีนางในถึงสองคนที่ไม่ได้กำลังอยู่ที่นี่
    “โอลลีกับจีโอเรียค่ะ” นางในพิเศษนางหนึ่งยกมือขึ้นตอบ นางในโอลลีนั้นอยู่มานานหลายปีแล้วทำให้ทุกคนรู้จัก แต่โดยปกติชื่อของน้องใหม่อีกคนมักจะไม่เป็นที่จดจำได้รวดเร็วขนาดนี้ แต่เพราะชื่อ ‘จีโอเรีย’ นั้นเป็นความพิเศษที่ทำให้ชาวจีโอเนสแทบทุกคนคงจดจำได้แม้เพียงครั้งแรกที่ได้ยิน เพราะนั่นคือชื่อของดอกไม้ประจำอาณาจักร อันเป็นตราสัญลักษณ์แห่งพระราชบัลลังก์จีโอเนสนั่นเอง
    “ขอบใจมาก ทุกคนอย่าเพิ่งกลับเข้าห้อง ทานอาหารเงียบๆ รวมตัวกันอยู่ที่นี่ก่อน หากจะไปห้องชำระให้ไปเป็นกลุ่มอย่างน้อยสามคน ข้าจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
    จบจากคำสั่งการของท่านนางกำนัลใหญ่ ในโรงครัวเองก็ดูจะมีเสียงคำสั่งอะไรตามมากับคนในขอบเขตรับผิดชอบของตนเองเช่นกัน เสียงพูดคุยของเหล่าหญิงสาวดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งแทบจะในทันที
    “สองคนนั้นหายไปไหนนะ เมื่อวานพวกนางเพิ่งจะมีปากเสียงกันด้วยใช่ไหม”
    “ตั้งแต่จีโอเรียเข้ามาข้าก็เห็นว่านางมีเรื่องกับคนอื่นไปทั่วนั่นแหละ ไม่ใช่แค่กับพวกเรา จะคนงานคนในครัวแม้แต่พวกนางกำนัลก็เถอะ อาจจะมีใครหมั่นไส้จนมาแก้แค้นคืนรึเปล่า”
    “น่ากลัวจัง จะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นหรือเปล่านะ”
    “แต่ที่นี่คือวังหลวงนะ ข้านึกไม่ออกเลยว่าหากมีคนก่อเรื่องขึ้นจริงเจ้าคนนั้นจะโง่แค่ไหน”
    “นั่นสิ คงว่าไม่มีใครกล้าขนาดนั้นหรอก อาจจะเจออะไรที่ทำให้ตกใจหรืออย่างพวกสัตว์เลื้อยคลานอะไรก็ได้ ได้ยินมาว่าวันก่อนเด็กรับใช้ในครัวก็โดนอะไรสักอย่างกัดแถวๆ สระน้ำท้ายอุทยานเขตทิศใต้นี่”
    “ใช่ๆ ได้ยินว่าเป็นแมลงอะไรสักอย่างนี่แหละที่มีพิษ”
    “มีพิษ... ใช่แน่หรือ ถ้าโดนกัดเข้าไปจริงๆ ไม่แย่หรือไง ไม่เคยได้ยินว่าในวังมีสัตว์มีพิษสักหน่อย”
    “แล้วมันอะไรกันล่ะ”
    “ข้าจะไปรู้ได้ยัง รู้แค่ว่าน่าเสียดายอยู่อย่างเดียว ถ้าเปลี่ยนคนหายตัวไปเป็นใครบางคนแถวนี้ได้ ข้าคงจะกินข้าวมื้อนี้อร่อยขึ้นเยอะ”
    “นั่นสิ”
    “จริงด้วย” แล้วทั้งหมดก็หัวเราะร่วนร่วมกันอย่างชอบใจ
    จานิสต้าได้แต่ถอนใจเมื่อได้ยิน หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีทอง นัยน์ตาสีฟ้าสดใสซึ่งเปล่งประกายความงามอย่างมีสง่าราศีที่สุดในบรรดานางในพิเศษ ในวันนี้หญิงสาวก็ยังคงนั่งทานอาหารเพียงลำพังเช่นเคย ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกนางก็รู้ว่านางในคนอื่นคงกำลังหมายถึงตัวนางอยู่นั่นเอง การเป็นที่โปรดปรานทำให้ไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยวกลั่นแกล้งหรือทำอะไร แต่อีกด้านหนึ่งก็คือไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วยเลยเช่นกัน และแน่นอนว่าย่อมตกเป็นที่อิจฉาหมั่นไส้หรืออาจจะเกลียดชังมากน้อยแล้วแต่บุคคลไป
    ไม่นานหลังจากนั้น หนึ่งในทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์คนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในห้องรับประทานอาหารด้วยสีหน้าแตกตื่นผิดปกติวิสัยของ ‘ท่านแมนิคผู้เงียบขรึม’ ซึ่งสาวๆ ตั้งฉายานามไว้ให้
    “ท่านจานิสต้า” ชายร่างสูงในชุดเครื่องแบบทหารสีน้ำเงินยศพิเศษผู้ดูดีบาดใจสาวๆ ไม่น้อยนั้นเดินตรงเข้ามายังนางในพิเศษจานิสต้าที่นั่งอยู่เพียงลำพัง แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเป็นทางการ
    “ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์ให้ท่านไปเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้ ข้าได้บอกกับคุณฟิลิพป้าเรียบร้อยแล้ว เชิญตามข้ามา”
    แม้จานิสต้าจะมองหน้านายทหารแมนิคอย่างสงสัย แต่หญิงสาวก็รีบลุกขึ้นย่อตัวลงทำความเคารพอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะรับคำ แมนิคเดินนำนางในคนโปรดของเจ้าเหนือหัวให้เดินตามมา
    จนกระทั่งเงาร่างของทั้งสองลับตาไปแล้วนั่นเอง เสียงของหญิงสาวทั่วทั้งห้องอาหารก็พร้อมใจกันดังกระหึ่มอีกครั้งอย่างไม่ได้นัดหมายทีเดียว

    ทั้งสองไม่ได้สนใจเสียงภายในห้องที่ดังขึ้นไล่หลังตามมา ต่างฝ่ายต่างเดินกันไปอย่างเงียบเชียบจนกระทั่งถึงปากประตูทางเข้าของเขตพระราชฐานฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นที่อาณาเขตที่ประทับขององค์ราชาแห่งอาณาจักร
    “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือคะ” เมื่อผ่านประตูเข้ามาแล้วจานิสต้าก็เก็บความสงสัยไว้ต่อไม่ได้อีกต่อไป
    แมนิคหยุดเดินในทันทีที่ได้ยินเสียงน้ำเสียงหวานใสไพเราะนั่น ก่อนจะหันกลับมาหาแล้วก้าวถอยหลังออกมาอีกเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่างที่เหมาะสม
    “มีนางในพิเศษถูกทำร้าย เราพบนางสลบอยู่ใกล้สระน้ำท้ายอุทยานเขตทิศใต้ ตอนนี้กำลังเร่งนำส่งให้หมอหลวงดูอาการขอรับ”
    หญิงสาวยกสองมือปิดปาก เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นภายในพระราชวังได้อย่างไร
    “ใครกันคะ แล้ว... แล้วนางเป็นอะไรมากมั้ยคะ”
    “นางในพิเศษโอลลีขอรับ ในเบื้องต้นคือสลบและมีบาดแผลบนใบหน้า เรายังไม่ทราบอะไรมากกว่านั้น แต่อย่างน้อยก็ยังมีลมหายใจ” มองอาการตื่นกลัวของจานิสต้าแล้วนายทหารหนุ่มก็เข้าใจได้ในทันที หากเกิดเหตุร้ายเช่นนี้ ผู้ซึ่งเป็นที่โปรดปรานที่สุดอย่างหญิงสาวคนนี้คงนึกผวาไม่น้อย และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ฝ่าบาทรีบให้เขาไปพาตัวนางมา
    “ฝ่าบาททรงเป็นห่วงความปลอดภัยของท่าน ถึงได้เรียกให้เข้าพบในทันที อยู่ใกล้ฝ่าบาทไว้ก็คงไม่มีใครสามารถทำอะไรท่านได้ ไม่ต้องกังวลไปหรอกขอรับ”
    นัยน์ตาของหญิงสาวเปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งเมื่อได้ฟัง แมนิคแทบจะละสายตาของตัวเองออกจากดวงตาสีฟ้าคู่สวยนั้นไม่ทันเลยทีเดียว
    “ท่านคงเห็นว่าข้ากำลังกลัวเลยปลอบใจข้าสินะคะ ขอบคุณค่ะ”
    ชายหนุ่มได้เพียงยืนนิ่งไม่ตอบอะไรกลับ แล้วหันหลังเดินนำหญิงสาวเพื่อไปเข้าเฝ้าต่อ อะไรสิ่งใดก็ตามที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอัปยศขึ้นมา เขาจะต้องรีบทิ้งมันไปให้หมดก่อนจะเข้าไปเผชิญหน้ากับเจ้าเหนือหัวอีกครั้ง นางเป็นดอกไม้ขององค์กษัตริย์ ดอกไม้ซึ่งอยู่ในกำมือของบุรุษเพียงคนเดียวในโลกที่แมนิคจะไม่มีวันทรยศหักหลัง
    “ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
    จานิสต้าทำความเคารพทันทีที่ทั้งสองเข้ามาถึงภายในห้องทรงอักษร องค์ราชาผู้กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับเอกสารบางอย่างเงยหน้าและลุกขึ้นในทันที
    “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” กษัตริย์หนุ่มเดินมาจับมือหญิงสาวไว้แล้วดึงเข้าสวมกอด จนนายทหารคนอื่นๆ ในห้องหันหน้าเบี่ยงตัวหลบหันหนีแทบไม่ทันทีเดียว
    “เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันปลอดภัยดีทุกประการเพคะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับอมยิ้มอย่างสุขใจ ต่อให้ต้องถูกนางในคนอื่นชิงชังมากขึ้นอีกแค่ไหน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่หญิงสาวใส่ใจเลยแม้แต่น้อย หากมันแลกมาด้วยความห่วงใยของฝ่าบาทที่มีต่อนางถึงเพียงนี้
    “คืนนี้เจ้าไปอยู่กับแม่นมเจนนะ เดี๋ยวข้าจะให้แมนิคไปส่ง ข้าคงมีเรื่องให้ต้องจัดการอีกยาวคงอยู่กับเจ้าไม่ได้ แต่ไม่ต้องกลัวนะ ข้ารับรองว่าจะไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้แน่นอน”
    “ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท เพียงเท่านี้ก็เป็นพระกรุณามากแล้วเพคะ เมื่อครู่นี้ท่านแมนิคเล่าให้หม่อมฉันฟังแล้วเล็กน้อย คนร้ายกล้าก่อเรื่องในเขตพระราชวังแบบนี้ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ เลยเพคะ ฝ่าบาทเองก็ทรงถนอมพระวรกายด้วยนะเพคะ”
    “จานิสต้า เจ้าคิดว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่นางในมีเรื่องกันเอง ตามรายงานที่ได้มาเหมือนจะมีนางในสองคนที่หายไปพร้อมกัน แต่เราพบเพียงแค่โอลลีที่บาดเจ็บเพียงคนเดียว”
    “นั่นก็เป็นไปได้ทีเดียวเพคะ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ในยามปกติพวกเราก็มีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นประจำ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดเรื่องร้ายแรง หม่อมฉันไม่คิดว่าจะมีใครกล้าทำถึงขนาดนี้ เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาหากถูกจับได้มันไม่คุ้มกันเลย และหากจะมีนางในสักคนที่อยากจะทำร้ายนางในด้วยกันเองสักคนล่ะก็... คนที่ถูกเล่นงานน่าจะเป็นหม่อมฉันมากกว่า”
    “ข้าบอกแล้วว่าไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้หรอก ไม่ต้องกลัวนะ”
    รับสั่งนั้นทำให้หญิงสาวยิ้มกว้างออกมาอีกครั้งเลยทีเดียว
    “หม่อมฉันมีเรื่องอยากกราบทูลเพคะ ในห้องทานอาหารเมื่อสักครู่มีโอลลีกับจีโอเรียที่หายไป ห้องพักของหม่อมฉันอยู่ด้านข้างติดกับห้องพักของนางในจีโอเรียเพคะ เมื่อช่วงเย็นย่ำค่ำหม่อมฉันกลับมาที่ห้องพัก และได้เห็นนางเปิดประตูเข้าไปในห้องพักของตัวเองพอดี แล้วก็ไม่ได้ยินเสียงนางเปิดประตูออกมาอีกเลยแม้แต่ตอนที่หม่อมฉันลงไปที่โรงครัวในเวลาอาหารเย็น จากนั้นเพียงไม่นานก็เกิดเรื่อง ถึงนางจะออกจากห้องหลังหม่อมฉันก็ไม่น่าจะไปไหนทำอะไรได้ทันการณ์ขนาดนั้นนะเพคะ ดีไม่ดีหม่อมฉันคิดว่านางอาจจะยังอยู่ในห้องพักของตัวเองแบบไม่รู้เรื่องราวอะไร”
    “อย่างงั้นหรือ ขอบใจเจ้ามากจานิสต้า นี่เป็นประโยชน์มาก พรุ่งนี้เจ้าก็อย่าเพิ่งกลับไปที่เขตทิศใต้นะ ให้เจ้าอยู่กับแม่นมเจนจนกว่าข้าจะบอกให้กลับไป ฝากด้วยนะแมนิค”
    จูบลาคนโปรดเสร็จสรรพ องค์แดริสก็หันตัวกลับแล้วเดินหายเข้าไปในประตูอีกฟากของห้อง

    ภาพของพระราชวังแห่งอาณาจักรจีโอเนราฟาอันยิ่งใหญ่ ที่ฟีออนนึกภาพไว้นั้นแตกต่างไปจากที่คิดเล็กน้อย นายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์คาอูลพานางเดินทางมาถึงหลังฟ้ามืดได้ไม่นาน ทว่าท่ามกลางตัวอาคารอันโอ่อ่า อุทยานที่คงจะงดงามตระการตาเป็นอย่างมากหากได้เห็นยามกลางวันนั้นกลับดูสับสนโกลาหลวุ่นวาย หาใช่ความเงียบสงบสวยงามและมีมนตร์ขลังชวนให้ขนลุก ดังที่ท่านพ่อเคยบอกไว้เมื่อเล่าถึงช่วงสมัยที่เคยรับราชการในวัง
    “ดูเหมือนจะเกิดเรื่องอะไรสักอย่างขึ้นนะ” คาอูลเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีประหลาดใจไม่น้อยเช่นกัน
    ทั้งสองนำสัตว์พาหนะไปเก็บไว้ยังโรงเลี้ยงม้า ก่อนที่นายทหารผู้นำทางของฟีออนจะเริ่มเสาะหาข้อมูลกับเหล่าคนงาน และสิ่งที่ทั้งสองได้รับรู้ก็ทำเอาคาอูลเร่งรุดรีบนำตัวฟีออนไปเข้าเฝ้าในทันที
    เมื่อองค์กษัตริย์เสด็จออกมาจากประตูห้องอีกห้องหนึ่ง ซึ่งอยู่คนละฟากกับประตูทางเข้า ทั้งฟีออนทั้งคาอูลก็ถวายความเคารพ
    “มากันแล้วหรือ คาอูลเจ้าพอรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วใช่ไหม”
    “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
    “แล้วเรื่องทางบ้านเจ้าทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม”
    รับสั่งกับคาอูลเสร็จสรรพ องค์เหนือหัวก็เปลี่ยนสลับกลับมาที่หญิงสาวจนแทบเปลี่ยนอารมณ์ตั้งรับไม่ทัน ขนาดในสถานการณ์เช่นนี้แล้วองค์เหนือหัวก็ยังสู้อุตส่าห์นึกถึงนาง นั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกปลื้มปิติขึ้นมาอย่างท่วมท้น
    “ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วเพคะ หม่อมฉันพร้อมทำงานรับใช้ฝ่าบาทตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเพคะ”
    “ดี... เจ้าได้ทำงานให้ข้าเร็วกว่าที่คิดเชียวล่ะ เพราะต้องทำตั้งแต่ตอนนี้เลย เอาล่ะทั้งสองคนตามข้ามา”
    ตรัสจบก็ทรงหยิบอะไรบางอย่างบนโต๊ะทรงอักษรมา แล้วเสด็จออกจากห้องในทันที คาอูลได้แต่สะกิดให้หญิงสาวรีบออกเดินตามพระองค์ไปพร้อมกันกับตน
    ตามทางเดิน นายทหารคนสนิทกับว่าที่ร่างอักษรฯ คนใหม่เดินตามองค์ราชาที่เดินเร็วยิ่งกว่าม้าไวออกศึก ฟีออนไม่รู้ว่าพระองค์จะนำพาทั้งสองไปจนถึงที่ไหนแห่งใด ท่านคาอูลเองก็ไม่มีทีว่าจะทูลถาม ผู้มาใหม่อย่างนางก็ยิ่งต้องเงียบแล้วทำตามเพียงอย่างเดียว
    “ฟีออน...ปกติเจ้าความจำดีแค่ไหน” องค์แดริสตรัสถามขึ้นทั้งที่ยังไม่หยุดเดินหรือแม้แต่หันพระพักตร์กลับมา
    “สำหรับการฟังไม่แน่ใจว่าดีแค่ไหนเพคะ แต่หากเป็นการอ่าน เมื่อได้อ่านอะไรแล้วหม่อมฉันก็มักจะไม่ลืม”
    “ดี ในตอนนี้นอกจากเจ้าคงไม่มีใครเหมาะสมกับงานนี้อีกแล้ว”
    ฟีออนเกือบจะยิ้มออกมาแล้วในขณะที่ได้รับคำชม ทว่าอยู่ๆ เจ้าเหนือหัวก็หยุดอย่างกะทันหันจนหญิงสาวแทบหยุดตัวเองไม่ทัน ดีที่คาอูลทันได้ยื่นมือมาดึงเสื้อของนางไว้จากด้านหลัง ไม่เช่นนั้นนางคงปะทะชนกับฝ่าบาทแน่
    ทั้งสามหยุดอยู่หน้าห้องที่คาอูลจำได้ดีว่านี่เป็นของใคร แต่แทนที่จะเป็นการขานบอกถึงการมาขององค์ราชา นายทหารกลับปฏิบัติหน้าที่เคาะประตูเอ่ยเรียกผู้ที่อยู่ข้างในให้กับองค์กษัตริย์อย่างเป็นที่รู้กัน ประตูเปิดออกแทบจะในทันทีราวกับทางนี้ก็กำลังเฝ้ารออยู่เช่นกัน และปิดลงในทันตาเมื่อทั้งหมดก้าวเข้ามาในห้องที่คล้ายกับห้องพักส่วนตัวของสตรี
    “ฝ่าบาท! นี่มันเรื่องอะไรกันเพคะให้หม่อมฉันรออยู่ได้ตั้งนาน ทั้งที่เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้นข้างนอกเป็นอย่างไรบ้างแล้วจับคนร้ายได้หรือยัง” เสียงหวีดแหลมที่มาพร้อมกับคำถามมากมาย ซึ่งแฝงอารมณ์หงุดหงิดของผู้พูดไว้อย่างชัดเจนดังขึ้นแทบจะในทันที
    ภาพที่ฟีออนได้เห็นคือหญิงสาววัยค่อนชราที่สีผมแซมด้วยสีขาวไปแล้วกว่าครึ่ง แต่ยังคงเรียบตึงด้วยการมัดเก็บจนเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้วเช่นเดียวกับการแต่งตัว สตรีสูงวัยอยู่ในชุดเครื่องแบบสีเทาเข้ม ที่ดูแล้วออกแบบให้เคลื่อนไหวได้กระฉับกระเฉงมากกว่าชุดสีฟ้าของนางกำนัลจากที่เห็นผ่านมาตามรายทาง
    และปฏิกิริยาของเจ้าเหนือหัวกับนายทหารคนสนิทนั้นก็กำลังอยู่ในสภาพที่อาจเรียกได้ว่า... ตัวลีบหดบางลงไปครึ่งหนึ่งราวกับเด็กน้อยที่โดนผู้ใหญ่ดุเมื่อทำความผิดอย่างไรอย่างนั้น
    “ใจเย็นๆ ขอรับคุณบลูเบลล่าเดี๋ยวจะเป็นลมไปก่อน ก่อนอื่นข้าจะแนะนำให้ท่านรู้จักฟีออน คนที่เคยเกริ่นให้ฟังก่อนหน้านี้ไง ฟีออน ท่านผู้นี้คือคุณบลูเบลล่า ข้าหลวงใหญ่ของวังที่ข้าเคยบอกให้ฟังก่อนหน้านี้เช่นกัน”
    “เป็นเกียรติที่ได้พบกับท่านค่ะ ข้าชื่อฟีออน เซจ ค่ะ”
    “เจ้าเองน่ะหรือ...”
    และเช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆ ที่ได้พบหน้าหญิงสาวในคราแรก สีหน้าแตกตื่นตกใจของผู้คนเป็นสิ่งที่ฟีออนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
    “เอาล่ะ พวกท่านจะรำลึกความหลังอะไรกันบ้างก็ทำจากนี้เถอะ ข้าต้องรีบกลับไปประชุมกับหัวหน้าทหารองครักษ์ต่อ ท่านแม่ทัพหลวงก็คงใกล้จะมาถึงแล้ว แต่ต้องเอานางมาส่งให้ท่านเพื่อภารกิจลับนี้เสียก่อน เรื่องนี้มีพวกเรารู้กันแค่นี้ ห้ามใครปริปากพูดต่อเป็นอันขาดเข้าใจไหม”
    คาอูลและฟีออนรับคำในทันที ในขณะที่คุณข้าหลวงเอ่ยถามขึ้นต่อเช่นกัน “ภารกิจลับอะไรเพคะฝ่าบาท”
    “อย่างที่รู้กันว่ามีเหตุทำร้ายนางในเกิดขึ้นที่เขตทิศใต้ ผู้ที่ต้องสงสัยในตอนนี้คือนางในจีโอเรีย อดีตว่าที่คู่หมายของเจ้า...คาอูล”
    คาอูลกับฟีออนหันไปมองฝ่าบาทอย่างตกตะลึง ทั้งสองแค่พอรู้คร่าวๆ ว่ามีนางในถูกทำร้ายแต่ยังไม่รู้ว่าเป็นใครชื่ออะไร และอีกหนึ่งข้อมูลซึ่งทำเอาทั้งสองน่าจะแปลกใจไม่ต่างกัน คือฝ่าบาททรงรู้ว่านางในผู้นั้นคืออดีตว่าที่คู่หมายของคนสนิทของพระองค์เอง
    องค์แดริสได้รับสั่งเล่าเรื่องราวเหตุการณ์คร่าวๆ และข้อมูลทุกอย่างให้ทั้งสามได้ฟัง ก่อนจะรับสั่งสำทับตามมา
    “แต่ข้ายังไม่ปักใจเชื่อว่าจะใช่จีโอเรียหรือไม่ ดูเหมือนตอนนี้ท่านแม่ทัพหลวงเองก็ตกที่นั่งลำบากไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นเรื่องนี้เราจะสืบสวนเชิงลึกกันแบบเปิดเผยไม่ได้ คนร้ายหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอย สองวันนี้เราจะปิดวังหลวงห้ามใครเข้าออกแล้วค้นให้ทั่วว่ามีคนแปลกหน้าหรือไม่ แต่ข้าคิดว่ามันต้องเกิดจากฝีมือคนภายในนี่แหละ และข้าก็คิดว่าต้นเรื่องคงเกิดจากคนภายในที่อาศัยในเขตทิศใต้ด้วยกันเอง คนร้ายคือใคร หากเป็นนางในพิเศษล่ะก็ พวกนางจะลงมือเอง หรือไหว้วานให้ใครช่วยทำหรือไม่ นั่นคือหน้าที่ที่เจ้าต้องเข้าไปสืบค้นมา ฟีออน ที่เขตพระราชฐานทิศใต้นั่น”
    ฟีออนนิ่งฟังแล้วประมวลผลตามจนเข้าใจ เข้าใจทุกอย่างยกเว้นเพียงอย่างเดียวที่สงสัยขึ้นมาอย่างล้นพ้น
    “ไม่อันตรายไปหรือพ่ะย่ะค่ะ นางยังไม่คุ้นกับในวังเลย” คาอูลเอ่ยขึ้นอย่างอดเป็นกังวลแทนผู้มาใหม่ไม่ได้ทีเดียว
    “ข้าคิดว่านางมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและปรับตัวในขั้นที่น่าไว้วางใจได้ แต่อย่างไรข้าจะให้เจ้าคอยไปสอดส่องดูนางด้วยอีกทางนะคาอูล ถึงเราจะจับนางในพิเศษมาสอบสวนทีละคนก็คงไม่มีใครยอมปริปาก นั่นยิ่งทำให้เสียเวลา แต่ข้าเชื่อว่าตอนนี้นอกจากฟีออนแล้วไม่มีใครจะเข้าถึงข่าววงในได้ลึกกว่านี้อีกแล้ว เพราะนางมาใหม่ยังไม่เป็นที่รู้จักนั่นแหละ ฝากท่านดูแลนางให้ดีด้วยนะขอรับคุณบลูเบลล่า ท่านอาจารย์คงจะเบาใจเมื่อมีท่านคอยอบรมดูแลนางต่อ ให้นางพักอยู่ห้องติดกับท่านนี่แหละ”
    “รับทราบเพคะ ท่านฟาอินเองก็เป็นมิตรสหายที่ดีต่อกันในอดีต ข้าจะดูแลฟีออนให้ดีที่สุด แล้วเรื่องเหตุร้ายนี่ฝ่าบาททรงสงสัยใครเป็นพิเศษหรือไม่เพคะ อย่างน้อยถ้าพอชี้เป้าเจาะจงระบุตัวได้ อะไรๆ ก็อาจจะรวดเร็วขึ้นก็ได้นะเพคะ” บลูเบลล่ารับคำแล้วถามขึ้นต่อในทันที
    “ทุกคน...ข้าหมายถึงทุกคนจริงๆ”
    คาอูลกับบลูเบลล่าได้แต่มององค์เหนือหัวตาปริบๆ ทุกคนที่ว่ารวมถึงจานิสต้าที่ทรงโปรดที่สุดด้วยหรือไม่
    “ฟีออน...ทุกอย่างที่เจ้าไปรู้ไปเห็นให้จดจำแล้วเอามาบอกข้า อย่าจดบันทึกอะไรเป็นอันขาดเข้าใจไหม”
    “เพคะฝ่าบาท” ในตอนนี้เอง...หญิงสาวที่ยังไม่รู้เรื่องราวภายในก็ได้จังหวะเอ่ยถามสิ่งที่ตัวเองนั้นสงสัยที่สุดเสียที
    “แต่หม่อมฉันไม่ทราบว่าจะแทรกตัวเข้าไปที่นั่นได้อย่างไรเพคะ” ฟีออนสงสัยข้อนี้อย่างหนัก ที่แน่ๆ ด้วยหน้าตาแบบนี้นางคงจะไม่สามารถลักลอบเข้าในในฐานะนางในพิเศษคนใหม่ได้อย่างแน่นอน
    “อ่อใช่ ลืมบอกเจ้าไปเลย ได้ยินมาว่ามีตำแหน่งหนึ่งในห้องครัวทิศใต้ว่างอยู่พอดี ข้าไม่ได้คิดจะผิดคำพูดที่เคยบอกว่าจะให้เจ้าเป็นร่างอักษรฯ นะฟีออน แต่ขอให้เจ้าช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินทำงานอื่นไปก่อนได้หรือไม่”
    “เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันจะพยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่เพคะ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม”
    “ดีเลย...เจ้าคงเหนื่อยหนักน่าดูเชียวล่ะกับตำแหน่งเด็กรับใช้ในโรงครัวทิศใต้ อดทนหน่อยล่ะ”
    ผู้ฟังที่คุ้นเคยกับในวังแล้วอย่างคาอูลกับบลูเบลล่าแทบพูดไม่ออก เพราะนั่นคืองานที่คนในรั้ววังต่างขยาดไม่อยากทำที่สุด และเปลี่ยนคนบ่อยที่สุดนั้นกำลังจะตกเป็นของฟีออน
    จากว่าที่ร่างอักษรสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ สู่การเป็นเด็กรับใช้ในโรงครัวเขตพระราชฐานทางทิศใต้ เป็นที่รองมือรองเท้าให้กับเหล่าคนปรุงอาหารในครัวที่แสนดุดัน ต้องคอยรองรับอารมณ์ของเหล่านางในพิเศษผู้มากความทั้งหลาย ทว่าหาใช่สีหน้าท้อใจแววตาผิดหวังใดๆ ที่คนทั้งสามได้เห็นจากหญิงสาว
    ฟีออนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด ก่อนจะยิ้มกว้างรับราวกับกำลังตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังรออยู่เบื้องหน้าเมื่อฟ้ารุ่งสาง