“ข้าไม่ได้คิดจะช่วยเขา!” เซียวซวี่เม้มปากแน่นและรีบก้าวตรงมาหาฉู่จวินหลัน แววตาเต็มไปด้วยความร้อนรน “ฆ่าเขาไปมีแต่จะก่อภัยให้ตัวเอง ไม่คุ้ม”
ท่าทางเร่งร้อนในยามนี้ของเขา ช่างแตกต่างจากปกติที่เย็นชาดุจจันทร์โดยสิ้นเชิง
ฉู่จวินหลันทอดสายตามองใบหน้าอันหล่อเหลางดงามของเขาแล้วถอนหายใจ ความโกรธที่พลุ่งพล่านค่อยๆ สงบลง ก่อนก้าวอ้อมเขาไปยังห้องด้านนอก
“ที่เขาเรียกข้ามาวันนี้ เป็นคำสั่งของชายากงติ้งอ๋องหรือ”
“ข้าตรวจสอบแล้ว ไม่ใช่นาง” เซียวซวี่ตอบสั้นกระชับ พลางก้าวตามหลังฉู่จวินหลัน “ไม่มีกำแพงใดที่ไม่ระบายลม และเขายังตายตอนนี้ไม่ได้”
“เข้าใจแล้ว”
ฉู่จวินหลันเดินมาหยุดที่โต๊ะซึ่งใช้เป็นฉากกั้น จากนั้นดีดนิ้วเบาๆ บนเข็มเงินที่ปักอยู่
“ของเช่นนี้ยังเอามาใช้ทำฉากกั้นได้อย่างนั้นหรือ”
รองเท้าพื้นนุ่มปักลายเตะเข้ากับฐานแกะสลักดอกโบตั๋นที่สั่งทำพิเศษ “ซ้ำยังทำฐานมารองไว้อีก สมองเขาคงมีแต่น้ำกระมัง”
เซียวซวี่มองโต๊ะตัวนั้น เม้มปากแล้วก้าวขึ้นไปคีบดึงเข็มเงินออกมาง่ายดายราวกับเด็ดดอกไม้
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้ว
นางใช้พลังภายในอัดเข็มเงินแทงทะลุโต๊ะไม้หวงฮวาหลี แต่ไม่มีเรี่ยวแรงดึงเข็มออกมาโดยไม่ทำให้เสียหาย
ทว่าเซียวซวี่กลับทำได้
คนที่เคยถูกนางกดทับไว้ยามแอบเข้าไปในจวนอ๋อง ตอนนี้กลับมีฝีมือถึงเพียงนี้
“ผิดพลาด ผิดพลาดจริงๆ”
เซียวซวี่หันมามองนางด้วยความสงสัย
ฉู่จวินหลันเอ่ยพลางส่ายหน้า “หากรักษาท่านให้หายดีแล้ว ต่อไปเกิดเรื่องอะไรขึ้น ข้าคงสู้ท่านไม่ได้ เกรงว่าคงต้องแล้วแต่ท่านจะจัดการเสียแล้ว”
เซียวซวี่ชะงัก ไม่รู้คิดถึงสิ่งใด จู่ๆ ใบหน้าถึงแดงจัดเช่นนั้น
“ไม่มีทาง…”
“ไม่มีทางอะไรหรือ” ดวงตางดงามฉายแววเจิดจ้าของฉู่จวินหลันหันมองรอบๆ
เซียวซวี่อ้าปากค้าง ใบหน้าก็แดงหนักขึ้นกว่าเดิม รีบเบือนสายตาแข็งทื่อไปอีกทาง “ข้าไม่มีวันลงมือกับเจ้า”
ฉู่จวินหลันฟังแล้วหัวเราะเสียงดัง
จิ่งอวี้บ่าวคนสนิทของเซียวซวี่กับทหารองครักษ์นามฮั่วเย่ชิงที่อยู่หน้าห้องหันมามองหน้ากัน
“นี่ ท่านว่าซื่อจื่อกับคุณหนูสามฉู่กำลังคุยอะไรกันอยู่ ถึงทำให้นางหัวเราะออกมาได้” จิ่งอวี้พยักหน้าอย่างพอใจ “ดูท่าซื่อจื่อคงง้อคุณหนูสามฉู่สำเร็จแล้วกระมัง แค่นางพูดว่า ‘ยกขบวนแปดเกี้ยวมาสู่ขออย่างเป็นทางการ’ พวกเราก็ต้องวิ่งกันขาลาก หากทุกอย่างใกล้จะเรียบร้อยแต่นางไม่ยอมแต่ง ฉะนั้นจะไปหาความยุติธรรมจากที่ใดได้บ้าง”
“ซื่อจื่อง้อคนเป็นด้วยหรือ” ฮั่วเย่ชิงหันมาเอ่ยถามช้าๆ
จิ่งอวี้ “…”
ประตูห้องที่ถูกผลักให้เปิดออกส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ก่อนฉู่จวินหลันจะเดินเคียงข้างเซียวซวี่ออกมา
จิ่งอวี้กับฮั่วเย่ชิงสีหน้าพลันเปลี่ยนไป รีบค้อมกายคารวะ “ซื่อจื่อ”
เซียวซวี่สีหน้าเยียบเย็นไม่เอ่ยคำใด เพียงปรายตามองจิ่งอวี้แวบหนึ่ง
จิ่งอวี้รีบเอ่ย “ซื่อจื่อวางใจได้ บ่าวกันคนออกไปหมดแล้วขอรับ”
“อืม”
“ซื่อจื่อ...คุณชายรอง...” จิ่งอวี้เหลือบมองฉู่จวินหลันอย่างระมัดระวัง “ตายแล้วหรือขอรับ”
เซียวซวี่ส่ายหน้า “จัดการเขาซะ”
จิ่งอวี้เบิกตากว้าง รีบยกมือกรีดผ่านคอเป็นนัย
“ง่ายเกินไป” เซียวซวี่ขมวดคิ้ว แววตาเยียบเย็นแผ่กลิ่นอายกดดัน
จิ่งอวี้ตาเป็นประกาย ลองกล่าวเสียงแผ่ว “เขาทำผิดสิ่งใด ก็ตัดสิ่งนั้นทิ้งเสีย?”
ฉู่จวินหลันได้ยินเข้าก็หลุดหัวเราะออกมา
เซียวซวี่กดหน้าลง สีหน้ามืดครึ้มทันที
จิ่งอวี้รีบก้มหน้าไม่กล้าเอ่ยอีก
เซียวซวี่คว้าข้อมือฉู่จวินหลันแล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังคา ก่อนเร่งฝีเท้าพาโผบินหายไปในความมืด
จิ่งอวี้กับฮั่วเย่ชิงสบตากันอีกครั้ง
เมื่อสาวใช้ทั้งสองคนที่ถูกกันออกไปกลับมาก็รีบเข้าไปในห้องทันที พวกนางก็เห็นว่าเซียวอวิ้นเผิงสลบอยู่บนเตียงใหญ่
จิ่งอวี้เหลือบตาเป็นประกายร้ายกาจมองแวบหนึ่ง ก่อนจะล้วงขวดหยกเล็กๆ จากห่อผ้าใบเล็กที่สะพายติดตัวอยู่ จากนั้นยัดเม็ดยาเข้าไปในปากเซียวอวิ้นเผิงทันที
“เจ้าให้เขากินอะไรน่ะ” ฮั่วเย่ชิงเอ่ยถาม
“เมื่อครู่นายท่านบอกแล้วไม่ใช่หรือ ทำสิ่งใดผิด ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้” จิ่งอวี้ปรายตามอง ก่อนจะดันบานหน้าต่างเปิดแล้วกระโดดออกไป
ฮั่วเย่ชิงขมวดคิ้วตามไป “ข้านึกว่านายท่านหมายถึงถอนฟันเสียอีก”
“โง่เง่า” จิ่งอวี้เอ่ยต่อ “หากเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็มองออก ซื่อจื่อคงเข้าไปในห้องช้ากว่านี้ และให้คุณหนูสามฉู่จัดการเขาไปแล้ว”
“ก็จริงของเจ้า” ฮั่วเย่ชิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“ซื่อจื่อเป็นห่วงว่าคุณหนูสามฉู่อาจถูกลากไปมีปัญหา แต่การฆ่าเขาก็ง่ายเกินไป อีกทั้งยังห้ามให้ใครรู้ว่าเขาถูกทำร้าย ข้าจึงทิ้งโรคนั้นให้ติดตัวเขาเสียเลย ไหนๆ เขาก็ไม่อาจควบคุมส่วนนั้นได้อยู่แล้วนี่ อีกอย่างฤทธิ์ของยานี้แรงนัก รอดูเถิดว่ายังจะกล้าคิดการใดอีกหรือไม่”
“แต่ถ้าเขากลับไปตามรังควานคุณหนูสามฉู่ หรือโยนความผิดใส่นางเล่า”
“วางใจเถิด อีกเดี๋ยวตัวยาก็ออกฤทธิ์ มันจะรีดเร้นเขาจนหมดสิ้น ให้เขาลุ่มหลงเหมือนตายในความฝัน อย่างนั้นแล้วเขายังจะจำอะไรได้อีกหรือ รอจนเขาพังไปทั้งตัว จะยังมีหน้ามากล่าวอะไรต่อหน้าคุณหนูสามฉู่ได้อีกหรือไม่”
ฮั่วเย่ชิงฟังแล้วถึงกับสะท้านกายไม่รู้ตัว บริเวณหนึ่งในร่างยังปวดหน่วงขึ้นมาอย่างประหลาด
ฉู่จวินหลันเพิ่งเคยลิ้มรสว่าวิชาตัวเบาคือสิ่งใด แตกต่างจากการก้าวย่างที่นางคุ้นเคยโดยสิ้นเชิง
เซียวซวี่คว้าข้อมือนางไว้ เพียงพริบตาก็พุ่งตัวข้ามหลังคาไปสองหลัง
ลมราตรีโบกพัดจนเสื้อผ้าพลิ้วสะบัด ร่างทั้งร่างราวขนนกไร้น้ำหนัก
ฉู่จวินหลันกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “ไม่คิดว่าท่านจะเหาะได้ด้วย”
“นี่นับเป็นการเหาะได้อย่างไร”
“สองคนนั้นที่ติดตามท่านนามว่าอะไรหรือ”
“ผู้ที่ปราดเปรียวนามจิ่งอวี้ ส่วนอีกคนที่ซื่อตรงนามฮั่วเย่ชิง”
“ข้าจำไว้แล้ว พรุ่งนี้เซียวอวิ้นเผิงยังจะกล้ามาหาข้าอีกหรือไม่”
“วางใจเถิด ข้าจะจัดการให้”
ฉู่จวินหลันหันไปมองเขาอีกครั้ง ใบหน้าเย็นชางามดุจหยกที่อยู่ใกล้เพียงคืบอ่อนโยนยิ่งนัก ต่างกับท่าทีแข็งกร้าวที่เพิ่งแสดงต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเหมือนเป็นคนละคน นางเอ่ยเสียงเบา “ควรหาโอกาสทำลายโต๊ะบัดซบนั่นไปเสีย เห็นแล้วข้าอยากอาเจียนนัก”
“ได้” เซียวซวี่ลังเลอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็เอ่ย “หากไปเรือนเฟิงหย่าอีก เจ้าต้องระวังให้มาก”
ฉู่จวินหลันรู้อยู่แล้วว่าเขาส่งคนมาคอยจับตาดูตน จึงไม่รู้สึกแปลกใจกับคำเตือนนี้
“เข้าใจแล้ว หากคราวหน้าข้าไปที่นั่นอีก ข้าจะพาท่านไปด้วย เช่นนี้คงพอใจแล้วกระมัง”
ใบหน้าเซียวซวี่แดงวาบขึ้นมาอีกครั้ง ตวาดเสียงต่ำ “เหลวไหล”
ฉู่จวินหลันเห็นท่าทีเคร่งขรึมของเขาก็หัวเราะร่าไม่หยุด
หนึ่งคืนหลับเต็มตื่นจิตใจปลอดโปร่งยิ่ง แม้แต่ความฝันก็ยังงดงาม
รุ่งเช้าวันถัดมา ฟ้ายังไม่สว่าง ฉู่จวินหลันก็ไปเก็บน้ำค้างที่ภูเขาจวิ้นฮวาเช่นเคย
เพียงแต่ครั้งนี้เมื่อเดินตามเส้นทางขึ้นเขา ผ่านหน้าประตูวัดอู่อวิ้นก็เห็นสตรีน้อยร่างแบบบางสวมเสื้อแขนแคบสีแดงสด มวยผมเรียบร้อยผู้หนึ่ง กำลังคุกเข่าอยู่หน้าเตาเผาใหญ่ พนมมือแนบอกอย่างศรัทธา
บรรดาหมัวมัวที่ติดตามมาก็พากันคุกเข่าล้อมรอบนางอย่างนอบน้อม
ฉู่จวินหลันเชี่ยวชาญในการสังเกต นั่นเป็นสัญชาตญาณจากวิชาชีพเก่าของนาง ทุกครั้งที่ไปยังสถานที่แปลกใหม่หรือเจอผู้คนไม่คุ้นเคย ย่อมต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด
รถเทียมล้อที่อีกฝ่ายใช้กว้างขวางโอ่อ่า เมื่อมองเครื่องแต่งกายและกิริยาของนางรวมทั้งคนติดตามแล้ว ฉู่จวินหลันก็คาดว่านางคงเป็นบุตรสาวตระกูลพ่อค้าผู้มั่งคั่ง
ด้วยเกรงว่าจะไปรบกวนผู้อื่น ฉู่จวินหลันจึงอ้อมไปทางหลังเขา
เมื่อกลับถึงเรือนก็ถึงเวลาพอดี นางเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่า คอยปรนนิบัติล้างหน้าบ้วนปาก สางผม และนั่งพูดคุยด้วยสักพัก
คนในครอบครัวคนอื่นทยอยกันมาอยู่พร้อมหน้า ฮูหยินผู้เฒ่ากุมมือฉู่จวินหลัน ก่อนจะถอดกำไลหยกเขียวออกจากข้อมือของตนมาสวมให้นาง
“กำไลวงนี้อยู่กับย่ามาหลายสิบปีแล้ว แต่เดิมเป็นของที่มารดามอบให้” ฮูหยินผู้เฒ่าลูบหลังมือนวลขาวของฉู่จวินหลันพลางถอนหายใจ “หลันเจี่ยร์ช่างเป็นเด็กที่รู้ความ ทำให้ตระกูลฉู่ของเรามีหน้ามีตา วันนี้ทุกคนอยู่พร้อมหน้า ย่าจึงจะมอบกำไลวงนี้ให้เจ้าต่อหน้าทุกคน”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้น สีหน้าล้วนเปลี่ยนไป
ฉู่เมิ่งอิ๋งรีบยิ้มประจบ “ท่านย่า ทำเช่นนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะกระมังเจ้าคะ”