ตุ้บ ตุ้บ
ฉันโยนของที่เขาเคยซื้อให้ลงกล่องลัง กรอบรูปคู่สมัยมหา’ลัย ตุ๊กตาเทรนด์สมัยนั้น ของชิ้นคู่น่ารักจุกจิกและช่อดอกไม้แห้งที่เป็ของขวัญในเทศกาลต่างๆ
ฉันจะโล๊ะทุกอย่างที่ทำให้คิดถึงเขา ฉันจะลืมทุกสิ่งที่เป็เขา ฉันจะไม่โผล่หน้าไปหาเขาอีก และ …ฉันจะตัดใจจากเขา
นั่นคือสิ่งที่ฉันท่องย้ำไว้ในใจเสมอ เพื่อให้ตัวเองมีแรงสู้ที่จะไม่มองรูปคู่ของเราแล้วนั่งร้องไห้เหมือนผีบ้าอีก
คำพูดของเขายังกรีดลึกลงในแผล มันเจ็บจี้ดๆ เหมือนคนเป็โรคหัวใจ ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดดูหน้าแอคเคาน์ที่เคยส่องทุกวัน สถานะก็ยังขึ้นขอแอดเฟลนอยู่ จนตอนนี้เขาก็ยังไม่กดรับเพื่อนด้วยซ้ำ
‘หึๆ ฉันเพ้อเจ้อและโง่เอง ที่คิดว่ามันมีโอกาส’
เพราะความดื้อด้านของตัวเองฉันถึงต้องมาเสียน้ำตา นั่งเพ้อถึงเขาแบบนี้ ทั้งๆ ที่ก็เห็นอยู่ว่าเขาเ็า ใจร้าย ทำเหมือนฉันเป็สิ่งที่น่ารำคาญแค่ไหน ฉันก็ยังกล้าแบกตัวและหัวใจไปให้เขาทำร้ายเล่นๆ อยู่ทุกวัน
พอตาสว่างกลับมานั่งคิด นั่งมองในมุมของความเป็จริงแล้ว ความรักของเราใน่มหา’ลัยนั้น มันก็แค่รักแรกแย้มในวัยที่สนุกสนาน ตอนนี้เราต่างคนต่างโตแล้ว เขามีมุมของเขา ครอบครัวของเขา ชีวิตของเขา ที่คนในอดีตอย่างฉันไม่สามารถเข้าถึง
ฉันหัวเราะเยอะเย้ยกับความรู้สึกตัวเองอย่างกับคนบ้า กดยกเลิกคำขอเป็เพื่อน และบล็อคบัญชีเขาเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอใจเข้าไปส่องอีก
ครืดดดด ครืดดดดด
สายเรียกเข้า ‘พี่เมย์’
“ฮึก ค่ะพี่เมย์”
<หล่อน เป็ไรยะ? เห็นตั้งโปรไฟล์เป็สีดำ แถมสถานะก็เป็รูปหัวใจแตก>
“อ่าาา อยู่ใน่พักใจค่ะ”
<พักจงพักใจอะไร อย่าบอกนะว่ากับหมอคนนั้น...>
“อื้ม เขมว่าเขมจะตัดใจดีกว่า เขาไม่เปิดรับเขมเลย เขมเหนื่อยที่วิ่งตามเขา”
<ห้ะ ไม่สู้แล้วหรอ ไหนว่ารักเขามากไง>
“ค่ะ รัก แต่มันเป็รักแบบดึงดันข้างเดียว และวันนี้เขมดูโง่เง่าในสายตาคนอื่นมากๆ”
<เหตุการณ์เป็ยังไง เล่าซิ>
“เขมดื้อที่จะเข้าไปหาเขาในห้องตรวจค่ะ เลยโดนเขาไล่ออกมา”
<เอ่อ ... มะ มันก็ผิดอยู่นะ> พี่เมย์พูดปลอบได้ไม่เต็มปาก
“ค่ะ เขมรู้ว่ามันผิด แต่กว่าจะรู้ตัวก็ทำไปแล้ว เขาด่าเขมแรงมาก ต่อหน้าคนอื่น และเขาบอกว่าเขาอาย ที่เขมไปหาเขาทุกวัน”
<อายอะไรยะ? อันนี้ก็แรงเกินไป คนอุตส่าห์ไปหาเพราะใจรัก ใจคิดถึง>
“หึ ไม่รู้สิคะ เขมอาจจะบุกมากไปจนเขาอายคนอื่นจริงๆ ... เห้อ แต่ช่างมันเถอะค่ะ มันผ่านไปแล้ว และเขมจะกลับมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานดีกว่า”
<เอ้า อิหยังวะ ไหนเมื่อวานยังว่าหวานแหววเป็น้ำตาลปีบอยู่เลย>
“หึๆ สงสัยเขมเพ้อเจ้อไปเองค่ะ” ฉันหัวเราะทั้งน้ำตา
<เฮ้อ แกต้องเห็นคุณค่าตัวเองมากๆ นะเว้ย ใครไม่รักแต่พี่รักแก ไหวไหมมาหาพี่ได้นะ รึจะให้พี่ไปหา...>
“ไม่เป็ไรค่ะ เขมไหว แค่อยากอยู่กับตัวเองซะหน่อย”
<อื้ม โอเค สู้ๆ นะ คนรอเปิดประตูหัวใจแกเยอะแยะจนน่าอิจฉา อย่าลืมล่ะ ยัยคนสวย>
“ค่าาา ขอบคุณนะพี่เมย์ที่เป็ห่วง”
<จ้ะๆ มีอะไรโทรหาพี่นะ>
“ค่ะ”
ฉันวางสายจากพี่เมย์ แล้วก้มดูของในลัง มองมันทั้งน้ำตา ทั้งๆ ที่มันก็อยู่แบบนั้นมาตั้งนาน พอจะทิ้งทำไมมันเจ็บที่หัวใจแบบนี้นะ ฉันปิดฝากล่อง ยกไปไว้ที่มุมประตู เพื่อว่างๆ จะได้ขนไปทิ้งที่ชั้นล่างของคอนโด
เกือบสองอาทิตย์แล้ว ที่ทุกอย่างกลับมาเป็เหมือนเดิม เหมือนเดิมอย่างที่มันเคยเป็ ทำงาน กลับห้อง กินข้าว นอน …เช้ามาก็ไปทำงานใหม่
ฉันใช้ชีวิตที่ไร้จุดหมายอย่างนี้มานานแค่ไหนนะ มันดูชินชา น่าเบื่อ แต่อีกมุมฉันก็รู้สึกสบายใจและไม่อยากเปิดรับอะไรใหม่ๆ
หิวแต่ไม่อยากกิน ง่วงแต่นอนไม่หลับ ดูหนังตลกแต่น้ำตากลับไหล นี่อาการคนอกหักงั้นหรอ… ปกติเคยแต่หักอก ไม่เคยอกหักซะด้วยสิ มันทรมานแบบนี้นี่เอง
คนอย่าง ‘เขม’ เนี้ยนะ อกหัก หึๆ
ฉันแค่ไม่มีเป้าหมายต่างหาก เมื่อก่อนเป้าหมายคือไปโรงพยาบาลทุกวันหลังเลิกงาน ไปหาเขา เจอเขา ได้เจอเดียร์น่า ได้ใช้เวลาด้วยกัน แต่พอตัดส่วนนี้ไป ...มันเลยดูว่างเปล่า
“อะแฮ่ม น้องเขมครับ กลับบ้านยังไงเอ่ย” เสียงพี่ผู้ชายในออฟฟิศเอ่ยขายขนมจีบอย่างเช่นทุกวัน
“ค่ะ เอ่อ แท็คซี่เหมือนเดิมค่ะ”
“ฝนกำลังจะตกนะ ให้พี่ไปส่งไหม”
“ไม่เป็ไรค่ะ แหะๆ เขมเกรงใจ” ฉันยิ้มตอบ
“เกรงใจอะไรครับ เพื่อน้องเขมพี่เต็มใจอยู่แล้ว”
“นี่ๆๆ !!! ไปเคลียร์เมียก่อน ค่อยมารับส่งสาวจ้ะพี่แมน” พี่เมย์จีบปากด่าสวน
“มงเมียอะไร ไม่มี้~~” พี่แมนตอบเสียงสูงแล้วเดินหนีสกิลปากพี่เมย์ทันที
“ขอบคุณที่ช่วยนะคะ” ฉันหันไปป้องปากคุยกับพี่เมย์ เธอยิ้มพลางส่ายหน้า