จ้าวลู่ชิงเดินดูร้านขายสิ่งของต่าง ๆ ถึงจะเป็อำเภอเล็กก็ยังคึกครื้น มิต้องกล่าวถึงเมืองฉางอันที่ใหญ่โต มีตลาดใหญ่สองแห่งคือตลาดทางทิศตะวันออกและตลาดทางทิศตะวันตก นางทะลุมิติมาได้เพียงสองวันก็ถูกส่งตัวกลับบ้านเดิมของบรรพบุรุษยังไม่ได้เที่ยวเล่นดูความยิ่งใหญ่ของตลาดเลย
“ไอ๊หยา! เ้าเป็บุตรสาวผู้ใดกัน”
โม่เอินยกมือขึ้นปัดเปลือกถั่วที่โยนใส่ไว้ได้ทันก่อนที่จะมันจะถูกตัวจ้าวลู่ชิง
บุรุษมีท่าทางคล้ายพวกเสเพลพร้อมบ่าวรับใช้อีกสองคนเดินเข้ามาใกล้จ้าวลู่ชิง แต่ถูกมือของโม่เอินยกขึ้นกั้นเอาไว้ก่อน
“ก็ได้ ข้าไม่เข้าใกล้ก็ได้” โยนถั่วเข้าปาก ก้าวถอยหลังสองก้าว
“เ้าเป็บุตรสาวบ้านใด เหตุใดหน้าตาถึงได้งดงามราวกับเทพธิดาร่วงหล่นลงมาจาก์”
จ้าวลู่ชิงคิดว่าไอ้สารเลวน้อยผู้นี้เป็ใคร ไฉนกล้าเสียมารยาทมาโยนเปลือกถั่วใส่นาง
“คุณชาย ข้าว่าท่านทำตัวมิเหมาะสม มีบุรุษบ้านใดโยนเปลือกถั่วใส่สตรีและยังทำตัวไร้มารยาทมิให้เกียรติสตรีเช่นนี้” ซูเจินยืนบดบังคุณหนูจนมิดดึงแขนน้องสาวฝาแฝดอย่างซูเซียงมายืนบังด้วยอีกคน
“ข้าไม่ให้เกียรติสตรีอย่างไร ข้าชื่นชมความงามของนางเปรียบเปรยกับเทพธิดา มีส่วนใดบ้างที่ข้าไม่ให้เกียรติ”
โยนเปลือกถั่วใส่สาวใช้หน้าตางดงามแต่น้อยกว่าสตรีที่อยู่ด้านหลัง
“คุณหนูของข้าเป็สตรี ท่านมิควรเกี้ยวพาราสีต่อหน้าฝูงชน หากคุณหนูของข้าถูกนินทาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ต่อให้ท่านตายอีกสิบชาติก็ชดใช้ไม่หมด”
ซูเจินทำหน้าตาดุร้าย พร้อมปกป้องชื่อเสียงของจ้าวลู่ชิง
“ข้าเพียงถามว่าคุณหนูของเ้าเป็ลูกสาวบ้านใด นางงดงามข้าก็กล่าวออกมาตามความเป็จริง มิได้เกี้ยวพาราสีสักหน่อย”
แกะถั่วแล้วโยนเข้าปาก ก่อนจะโยนเปลือกถั่วใส่สาวใช้ดุร้าย
ชาวบ้านต่างลอบมองสถานการณ์ตรงหน้า ผู้คนในอำเภอต่างรู้ว่าบุรุษที่ยืนโยนถั่วเข้าปากมีบ่าวรับใช้อ้วนผอมยืนประกบข้างเป็ลูกชายของท่านนายอำเภอ
“ท่าน้าอันใด” จ้าวลู่ชิงแหวกสาวใช้ทั้งสองออกมาเผชิญหน้ากับบุรุษไร้มารยาท
“ข้ามิได้้าอันใด เพียงเห็นสตรีงดงามเดินผ่านเลยหยุดทักทาย” ยักคิ้วลิ่วตาส่งทักทาย
“งั้นพวกข้าคงต้องขอตัว”
“เ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเป็บุตรสาวบ้านใด”
“พวกเราทั้งสองต่างเป็คนแปลกหน้าของกันและกัน ข้าไม่จำเป็ต้องบอกท่านว่าเป็คนสกุลใด พวกเราขอตัว”
หยางหนิงจินมองตามหลังสตรีที่เขาเห็นแค่เพียงหางตาก็รู้ว่านางนั้นงดงามจนหาที่เปรียบ “งามแล้วอย่างไร ทำตัวน่าเบื่อเช่นนี้จะหาสามีออกเรือนได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”
บ่นพึมพำกับบ่าวทั้งสอง
จ้าวลู่ชิงจับแขนสาวใช้ทั้งสองไม่ให้หันหลังกลับไปกระทืบบุรุษปากเสีย พวกนางมีวรยุทธ์ย่อมได้ยินสิ่งที่คนผู้นั้นกล่าว นางหาใส่ใจกับคำกล่าวนั้นไม่
“พวกเราน่าจะจับไอ้สารเลวผู้นั้นไปโยนลงก้นเหวให้สัตว์ใหญ่ฉีกร่างจนแหลกละเอียด”
ซูเซียงกำหมัดชกใส่ฝ่ามือตนเอง
“เ้าจะโมโหไปไย”
จ้าวลู่ชิงรู้ว่าสมัยนี้แค่เพียงลมปากก็สามารถทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจนมิสามารถย่างก้าวออกจากบ้านได้ แต่นางหาสนใจไม่
“ตรงนั้นเกิดเื่อันใดขึ้นเ้าคะ”
ซูเซียนลืมความโกรธเมื่อเห็นว่ามีเื่สนุกตรงหน้า
จ้าวลู่ชิง “พวกเราเข้าไปดูกันเถอะ”
โม่เอินเดินตามหลังสตรีสามคนด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เมื่อสักครู่ยังโกรธเป็ฟืนเป็ไฟทว่าพอเห็นผู้อื่นเกิดเื่ก็สลัดความโกรธหมดเกลี้ยง เข้าไปยืนมุงกับฝูงชน
“กระดาษราคาแพงของร้านเ้าช่างไร้คุณภาพยิ่งนัก ข้าซื้อไปเขียนตำราแค่เพียงสองวันก็ถูกแมลงกัดกิน”
บุรุษที่แต่งกายคล้ายบัณฑิตยืนถือกระดาษที่ถูกแมลงเข้าทำลายอยู่หน้าร้านขายเครื่องเขียน
“คุณชายโปรดใจเย็นก่อน มีอันใดก็เข้ามาคุยกันข้างในร้าน”
“ข้าจะใจเย็นได้อย่างไร ข้าซื้อกระดาษที่ร้านท่านสามครั้งแล้ว และทุกครั้งกระดาษก็ถูกแมลงกัดกินจนไม่มีชิ้นดี ข้าเสียเงินกับกระดาษไปมิใช่น้อย”
กระดาษม้วนหนึ่งราคาร้อยเหวินแพงแต่ด้อยคุณภาพ
“เพราะเหตุใดคุณชายถึงไม่เก็บรักษาไว้ให้ดี” หลงจู๊ร้านเครื่องเขียนมีสีหน้ามิสู้ดี
“ข้าเก็บไว้ในตู้อย่างดีแต่ก็ยังโดนแมลงทำลาย ท่านจะให้ข้าเก็บไว้ที่ใดบอกข้ามาเถิด”
กล่าววาจาประชดประชัน
“ใช่ กระดาษซวนจื่อที่ว่าดีหนักหนา ราคาแพงแต่ด้อยคุณภาพ ร้านพวกเ้าช่างไร้คุณธรรมนำของด้อยคุณภาพมาขายในราคาแพง”
บัณฑิตหลายคนเข้ามาสมทบจนเกิดเป็หัวข้อวิพากษ์วิจารณ์
“ราคากระดาษขูดเืขูดเนื้อมิเหมาะสมกับคุณภาพ หากยังเป็เช่นนี้อยู่พวกข้าคงต้องให้ทางการเข้ามาวุ่นวายเื่นี้”
หากการเรียกคนพวกนี้ว่าบิดาแล้วทุกคนหยุดโวยวายเขาก็จะทำ ปัญหาเกี่ยวกับกระดาษเริ่มเข้ามาเรื่อย ๆ ลูกค้าที่ซื้อกระดาษไปสองสามวันก็กลับมาต่อว่าหาว่ากระดาษไร้คุณภาพ
จ้าวลู่ชิงมองม้วนกระดาษที่วางอยู่บนพื้น เมื่อสักครู่นางได้ยินพวกบัณฑิตเรียกมันว่ากระดาษซวนจื่อ ตอนนี้มีกระดาษซวนจื่อใช้แล้วหรือหากจำไม่ผิดกระดาษซวนจื่อทำมาจากฟางข้าวและเปลือกไม้จันทร์ กระดาษชนิดนี้เป็กระดาษที่ดีมีคุณภาพ ลักษณะเนื้อกระดาษมีความเหนียว สามารถซึมซับน้ำและหมึกได้เป็อย่างดี เก็บไว้อีกร้อยปีพันปีเนื้อกระดาษก็มิเปื่อยยุ่ย
นางย้อนความทรงจำจึงรู้ว่ากระดาษซวนจื่อเพิ่งผลิตขึ้นไม่นาน มิน่าล่ะราคาถึงได้แพงจนน่าใ ยืนมองหลงจู๊คืนเงินให้กับผู้เสียหาย หน้าตาชายชราอมทุกข์มองเงินที่จ่ายคืนด้วยความปวดใจ สักพักหน้าร้านเครื่องเขียนที่เคยมีชาวบ้านมุงดูเื่สนุกก็สลายหายไปจนหมด
จ้าวลู่ชิงย่างเท้าเข้าไปภายในร้าน สายตากวาดมองสิ่งต่าง ๆ อยู่สักพัก หยิบกระดาษขึ้นมาดมก่อนจะวางลงดังเดิม
“ท่านลุงเ้าคะ กระดาษซวนจื่อผู้ใดเป็คนผลิตมาขาย”
“กูเหนียงอยากรู้ไปเพื่ออันใด” สีหน้าไม่ไว้วางใจ กลัวว่าคนผู้นี้จะมาล้วงเคล็ดลับการทำกระดาษ
“ข้ามีวิธีทำให้กระดาษไม่ถูกแมลงกัดกิน”
“กูเหนียงมีวิธีจริง ๆ หรือล้อข้าเล่น”
“ข้าหาได้ล้อท่านเล่นไม่”
“สกุลของเถ้าแก่ข้าเป็คนผลิตกระดาษ”
“ข้าสามารถเจรจากับผู้ใดได้บ้าง เจรจากับท่านได้หรือไม่”
ชายชรามิใช่คนโง่ เคล็ดลับทุกอย่างต่างมีมูลค่ามหาศาลจะมาเปิดเผยโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนย่อมเป็ไปไม่ได้
“ได้ เชิญกูเหนียงเข้ามานั่งรออยู่ในร้านก่อน ข้าขอตัวไปเรียกเถ้าแก่ที่บ้านก่อนนะขอรับ”
“คุณหนูจะทำอันใดเ้าคะ”
ซูเจินคิดอยากจะห้ามมิให้คุณหนูเปิดเผยเคล็ดลับ พอเห็นสายตาที่ส่งมาให้บอกว่ามิได้สำคัญอันใดจึงทำได้เพียงยืนกระทืบเท้า ในหัวคุณหนูมีความรู้มากมายแต่เอาไปให้ผู้อื่น
“เ้าเจ็บเท้าหรือไม่” ซูเซียงมองเท้าพี่สาวด้วยความสงสาร ส่งสายตาสื่อความหมายว่าเ้ามันคนโง่
พนักงานในร้านยกน้ำชามาต้อนรับสตรีหน้าตางดงามทั้งสามกับบุรุษหน้าตาน่ากลัว
“ร้านพวกท่าน มีกระดาษหยาบหรือไม่”
“มีขอรับ กระดาษหยาบทำมาจากฟางข้าว”
จ้าวลู่ชิงเดินตามไปดูแผ่นกระดาษ ร้านเครื่องเขียนมีทุกอย่างครบครัน นางเลือกซื้อกระดาษหยาบ กระดาษละเอียดจำนวนหนึ่ง
สักพักหลงจู๊ก็กลับมาพร้อมกับชายชราอีกคน
“กูเหนียงท่านผู้นี้คือเถ้าแก่เ้าของร้านขอรับ”
“ข้าจ้าวลู่ชิง ยินดีที่ได้รู้จักผู้าุโ”
“หลงจู๊ประจำร้านบอกว่าเ้ามีวิธีทำให้กระดาษไม่ถูกแมลงเข้าทำลายรึ” ชายชราผมกับเครากลายเป็สีขาวราวกับหิมะถามด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“เ้าค่ะ”
“เ้ามีข้อแลกเปลี่ยนอันใด” พิรี้พิไลไปก็ไร้ประโยชน์จึงถามความ้าของดรุณีน้อยอายุน่าจะเท่าหลานสาวคนเล็กของบุตรชายคนรอง
“ท่านต้องซื้อวัตถุดิบจากข้าเพียงผู้เดียว”
เหิงกังใช้สายตาคมกริบพิจารณาคำพูดอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะกล่าวขึ้นมาว่า “เ้าจะผูกขาดวัตถุดิบ เช่นนี้พวกเราจะมิถูกเ้าเอาเปรียบหรอกหรือ”
“ข้ามิเอาเปรียบท่านแน่นอนเ้าค่ะ”
“เ้าจะคิดราคาอย่างไร”
จ้าวลู่ชิงพึงพอใจ นางััได้ว่าชายชราผู้นี้เป็คนน่าทำการค้าด้วย เขาไม่กระตือรือร้นคาดคั้นที่จะถามวิธีจากนาง
“ท่านขายกระดานม้วนละหนึ่งร้อยเหวิน ข้าจะขายวัตถุดิบให้ท่านจินละยี่สิบเหวิน แต่ก่อนที่ข้าจะบอกวิธีการทำ ท่านต้องเขียนสัญญาขึ้นมาก่อนว่าจะซื้อวัตถุดิบจากข้าในราคาจินละยี่สิบเหวินเป็ระยะเวลาหนึ่งปี และในการซื้อแต่ละครั้งท่านต้องซื้อไม่ต่ำกว่าสองพันจิน”
สำหรับวัตถุดิบแค่เพียงอย่างเดียวแน่นอนว่าราคาที่จ้าวลู่ชิงเสนอไปค่อนข้างสูงเพราะนางคิดค่าเคล็ดลับเข้าไปด้วย
เหิงกังบอกให้พนักงานไปนำกระดาษกับพู่กันมา จากนั้นก็ร่างสัญญาขึ้นมาหนึ่งฉบับตามความ้าของดรุณีน้อยท่าทางหนักแน่น พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อลงสัญญา
จ้าวลู่ชิงอ่านสัญญาหยิบพู่กันมาเติมตัวอักษรในช่องว่างที่นางให้ชายชราเว้นเอาไว้ ตัวอักษรที่นางเติมคือชื่อของวัตถุดิบ จากนั้นนางก็อธิบายรายละเอียดคร่าว ๆ รายละเอียดฉบับเต็มนางจะนำมาให้พร้อมกับวัตถุดิบในอีกสี่วันข้างหน้า
“ท่านผู้เฒ่าอย่าทำหน้าเคร่งเครียดไป ข้าไม่ผิดสัญญาแน่นอน ที่ข้าทำทั้งหมดมิใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในหมู่บ้านของข้าที่ต้องอยู่อย่างแร้นแค้นให้มีรายได้ หากท่านเป็ฝ่ายผิดสัญญาเคล็ดลับที่ข้าบอกท่านจะถูกแจกจ่ายทั่วต้าถัง”
จ้าวลู่ชิงเพียง้าช่วยเหลือชาวบ้านในหมู่บ้านจึงเข้ามายุ่งเื่นี้ นางจะตั้งโรงงานกระดาษในหมู่บ้านก็ย่อมได้ นางไม่ทำเพราะกลัวเื่น้ำเสีย หมู่บ้านใช้น้ำที่ลำธารอุปโภคบริโภค หากเกิดปัญหาน้ำเสียขึ้นมาคงอยู่กันมิได้ จึงมองข้ามการทำเงินจากค้าขายกระดาษ
“เรียกข้าว่าเหล่าเหิง”
ดรุณีนางนี้นับว่าเป็คนดีผู้หนึ่งรู้จักช่วยเหลือคนในหมู่บ้าน ทั้งที่ไม่จำเป็ นางควรเรียกเงินค่าเคล็ดลับมากกว่า หากนางจะเปิดโรงงานทำกระดาษก็ไม่มีปัญหา แต่นางเลือกที่จะบอกเคล็ดลับกับเขาและช่วยชาวบ้านให้มีรายได้จากการขายวัตถุดิบ
“ข้าจะยกผลกำไรในการขายกระดาษหนึ่งส่วนเป็ระยะ เวลาหนึ่งปีให้กับเ้า”
ในเมื่อนางมีน้ำใจผู้ชราเช่นเขามิคิดเอาเปรียบจึงคิดจะยกผลกำไรให้นางหนึ่งส่วน แต่ละปีการค้ากระดาษได้กำไรมิใช่น้อย
“ข้าไม่ขอมีส่วนร่วมผลกำไรในกิจการของท่าน แต่ข้ามีความ้าอย่างหนึ่งไม่รู้ว่าท่านจะทำให้ข้าสมปรารถนาได้หรือไม่”
“เชิญกูเหนียงกล่าวความปรารถนาออกมาเถิด”
“ข้าอยากให้ท่านช่วยสนับสนุนสมบัติล้ำค่าทั้งสี่[1] แก่เด็กในหมู่บ้านซานเป่ย”
“เด็กในหมู่บ้านพวกเ้า้าสมบัติล้ำค่าทั้งสี่ไปทำการใด”
“ศึกษาตำราเ้าค่ะ”
“หมู่บ้านพวกเ้ายากจนมิใช่หรือ เหตุใดผู้ปกครองถึงมีเงินส่งลูกหลานเข้าศึกษาตำรา”
“เป็สถานศึกษาในหมู่บ้านเท่านั้นเ้าค่ะ ท่านพ่อของข้าจะเปิดสำนักศึกษาสอนเด็กในหมู่บ้าน”
ท่านพ่อของนางไม่อยากอยู่เฉย กอปรกับ้านำความรู้ที่มีถ่ายทอดให้กับชนรุ่นหลังแผ่นดินต้าถังจะได้มีผู้มีความสารถ
“ชาวบ้านซานเป่ยค่อนข้างยากจน ท่านพ่อของข้ามีความรู้จึงมีใจคิดอยากถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กในหมู่บ้าน เพียงแต่ว่าเด็กพวกนั้นขาดอุปกรณ์ในการเรียน เหล่าเหิงช่วยทำให้ข้าสมปรารถนาด้วยเถิด”
“ข้าตกลงจะบริจาคสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ให้กับสถานศึกษาของบิดาเ้า ทั้งนี้ทั้งนั้นข้าต้องดูจำนวนเด็กด้วย มิใช่ว่าหมู่บ้านเ้ามีเด็กเป็ร้อยคน ข้าต้องบริจาคให้เป็ร้อย หากเป็เช่นนั้นตระกูลข้าคงต้องขนเงินออกมาหมดคลังของตระกูล”
“เหล่าเหิงมิต้องกังวล ท่าน้าบริจาคเท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ข้าไม่บังคับว่าท่านต้องบริจาคให้ครบทุกคน”
รู้ว่าของที่ขอไปมีมูลค่า นางจึงไม่กำหนดจำนวน
“หากเป็เช่นนั้นข้าก็ไม่มีปัญหา”
“ขอบคุณเหล่าเหิงมากเ้าค่ะ สถานศึกษาของบ้านข้าสร้างเสร็จวันใด ข้าขอเชิญเหล่าเหิงไปร่วมแสดงความยินดี”
“ได้ ข้าจะไป”
ดรุณีน้อยนางนี้ช่างเฉลียวฉลาด บิดาของนางสามารถเปิดสำนักศึกษาได้ต้องเป็ผู้มีความรู้ ผูกมิตรกับนางไว้มิเสียหาย
“เหล่าเหิงเรียกข้าว่าเสี่ยวชิงเถิดเ้าค่ะ พวกเราเป็คนกันเองทั้งนั้น”
“เ้าเด็กช่างเจรจา” ลูบเคราพยักหน้าพึงพอใจ มิคิดเลยว่าปัญหาที่กวนใจมาสักระยะจะได้รับการแก้ไขราวกับว่าเดินอยู่ดี ๆ แล้วมีขนมเปี๊ยะใส่ไส้ชิ้นใหญ่ร่วงหล่นมาจากฟ้า
“อีกสี่วันพวกเราค่อยกลับมาพบปะกันใหม่ ท่านมิต้องกระวนกระวายใจวัตถุดิบมาถึงข้าลงมือสอนวิธีการจากนั้นท่านค่อยจ่ายเงินค่าวัตถุดิบให้ข้า หากเคล็ดลับที่ข้าเสนอมิได้ผลข้าจะไม่รับเงินจากท่านแม้แต่เหวินเดียว”
สัญญาถูกยัดเข้าด้านในเสื้อ จ้าวลู่ชิงบอกลาหลังจากนัดแนะวันส่งวัตถุดิบเรียบร้อย
“นายท่านจะเปิดสำนักศึกษาหรือเ้าคะ” ซูเซียงไม่เคยได้ยินคุณหนูพูดถึงมาก่อน
“ข้าบังเอิญผ่านไปได้ยินที่ท่านพ่อพูดคุยกับท่านปู่เมื่อเช้า”
“์เข้าข้างผู้มีจิตใจดีงาม นายท่านคิดอยากเปิดสำนักศึกษาคุณหนูก็สามารถหาผู้สนับสนุนเครื่องเขียนให้พวกเด็กในหมู่บ้าน” ซูเจินตื่นเต้นแทน
“ความรู้เป็ประตูสู่ความก้าวหน้า ให้เด็กในหมู่บ้านศึกษาตำราอนาคตจะได้พาตระกูลของตนเองก้าวสู่ความรุ่งเรือง” ต้าถังให้ความสำคัญกับบัณฑิตที่มาจากทุกชนชั้นเท่าเทียมกัน ผู้ใดมีความสามารถมิว่าจะยากดีมีจนผู้นั้นย่อมมีสิทธิ์เข้ารับราชการเป็ขุนนางในราชสำนัก
“ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดคุณหนูถึงบอกเคล็ดลับกับเถ้าแก่ร้านขายเครื่องเขียน”
ซูเจินเข้าใจทันใด คุณหนูของนางมองการณ์ไกลอยู่เสมอ เด็กในหมู่บ้านมีโอกาสก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางย่อมระลึกถึงผู้เป็อาจารย์ ความกตัญญูคือสิ่งที่ผู้คนทั่วต้าถังยึดถือ
โม่เอินเดินตามหลังเงียบ ๆ ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย สกุลจ้าวทุกคนล้วนมีจิตใจดีงามนึกถึงผู้อื่นอยู่เสมอควบคู่ไปกับวางรากฐานผูกมิตรกับผู้อื่น ทุกคนในตระกูลล้วนเฉลียวฉลาด แม้กระทั่งคุณหนูที่ควรอยู่ในห้องหอก็ยังฉลาดจนน่าตกตะลึง
[1] สมบัติล้ำค่าทั้งสี่ มี พู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึก