การกลับมาเกิดใหม่ของซูเหม่ยถิงเปรียบเสมือนการได้กลับมาแก้ไขอดีตที่เคยล้มเหลวของตนเองอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้นางไม่ได้คิดถึงแต่ตนเองอีกแล้วนางยังคิดถึงคนรอบข้างอีกด้วยโดยเฉพาะคนที่นางควรจะกตัญญูด้วยมากที่สุดอย่างเช่นฮูหยินผู้เฒ่าสกุลซูผู้เป็ท่านย่าของนางนั้นนางย่อมพยายามที่จะกตัญญูให้มากเพื่อชดเชยความผิดพลาดของตนเองในอดีตชาติอีกครั้ง
“ถิงถิงนับว่าเป็เด็กสาวที่รู้ความเป็อย่างยิ่งทั้งเฉลียวฉลาดและกตัญญูไม่น่าแปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใดท่านแม่จึงได้ทั้งรักและเอ็นดูนางเช่นนี้”ซูอี้หรานเอ่ยกับมารดายามที่นางกลับมาเยี่ยมเยียนครอบครัวเดิมและได้พบกับซูเหม่ยถิงหลานสาวเพียงคนเดียวที่พี่ใหญ่ของนางซูจิ้นผิงทอดทิ้งเอาไว้ก่อนที่ทั้งเขาและเยว่อันกงจู่ผู้เป็ภรรยาจะจากไปเพราะอุบัติเหตุ
“นางเป็เด็กที่รู้ความมากจริงๆั้แ่เล็กไม่เคยงอแง ไม่เคยทำให้ข้าต้องลำบากใจยามนี้นางมีอายุแค่เพียงสิบสามปีแต่กลับช่วยข้าดูแลจวนสามารถจัดการผู้คนและดูแลรายรับรายจ่ายภายในจวนอย่างคล่องแคล่ว”ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลซูเอ่ยพลางคิดถึงการกระทำของหลานสาวด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
ซูเหม่ยถิงเป็เช่นนี้มาั้แ่นางยังคงเป็เด็กตัวเล็กๆ แล้ว พอนางเริ่มจะรู้ความก็จัดแจงโยกย้ายคนตามความพึงพอใจของตนเองทั้งแม่นมและสาวใช้ข้างกายนางจัดการปรับเปลี่ยนและโยกย้ายคนด้วยตนเองพอฮูหยินผู้เฒ่าเรียกนางไปตำหนินางก็สามารถหาหลักฐานมายืนยันกับฮูหยินผู้เฒ่าได้ว่าแม่นมของนางและสาวใช้ของนางต่างก็เป็คนที่ไว้ใจไม่ได้ลักลอบยักยอกทรัพย์สินของซูเหม่ยถิงไปเป็ของตนเองได้ไม่น้อยเลย
ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงจดจำเหตุการณ์ในยามนั้นได้เป็อย่างดีซูเหม่ยถิงที่ยังเป็เด็กอายุเพียงสี่ขวบยืนนิ่งอยู่กลางลานบ้านขอให้ฮูหยินผู้เฒ่าเปลี่ยนคนที่จะคอยดูแลนางใหม่แถมยังสั่งการให้บ่าวและสาวใช้ภายในเรือนช่วยกันลากแม่นมของตนเองและสาวใช้มารอรับการลงโทษจากฮูหยินผู้เฒ่า
“ถิงถิงถึงอย่างไรแม่นมกุ้ยก็เป็แม่นมของเ้าดูแลเ้ามาั้แ่เ้ายังเป็แค่เพียงเด็กทารกเ้าไม่มีความผูกพันกับนางสักนิดบ้างเลยหรือส่วนชิวอี๋ผู้นี้ก็เช่นกันพวกนางล้วนคอยดูแลเ้าเป็อย่างดีแล้วเหตุใดเ้าจึงได้ให้คนลากคนสองคนมาที่นี่เพื่อรับโทษอย่างไร้น้ำใจเช่นนี้กันเล่า”ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามหลานสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการตำหนิเพราะยามนั้นนางคิดว่าซูเหม่ยถิงกำลังทำตามใจของตนเองจนไร้น้ำใจต่อผู้อื่น
“ความผูกพันย่อมจะมีแน่เ้าค่ะเพียงแต่บ่าวและสาวใช้ที่สามารถหักหลังเ้านายได้ทุกเมื่อเช่นนี้หลานไม่คิดจะเก็บเอาไว้ให้กลายเป็ภัยในอนาคตหรอกเ้าค่ะ”คำพูดของซูเหม่ยถิงทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าประหลาดใจในทันทีหลานสาวผู้นี้ของนางทั้งเฉลียวฉลาดและรู้ความจนเกินวัย แต่คิดไม่ถึงว่าจะรู้ความจนถึงขั้นนี้
“เ้าลองบอกย่ามาซิว่าสองคนนี้จะกลายเป็ภัยของเ้าได้อย่างไร”
“พวกนางเป็คนละโมบโลภมากแม้แต่ทรัพย์สินเล็กๆ น้อยๆ ของหลานพวกนางก็ยังลักลอบเก็บไปเป็ของตนเองอยู่หลายชิ้นจริงอยู่ที่ว่าข้าวของเ่าั้ไม่ได้มีราคาค่างวดอันใดแต่บ่าวและสาวใช้ที่ชอบลักเล็กขโมยน้อยเช่นนี้หลานไม่อยากจะเก็บเอาไว้ข้างกายอีกแล้ววันนี้ยังกล้าหักหลังยักยอกทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ ของหลานแล้ววันหน้าเมื่อมีโอกาสจะไม่รีบหักหลังหลานเมื่อมีคนเสนอแก้วแหวนเงินทองให้มากกว่าที่เคยได้รับจากหลานหรือเ้าคะ”
คำพูดของซูเหม่ยถิงทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าอดรู้สึกสั่นไหวไม่ได้ทั้งสีหน้าและถ้อยคำที่พูดออกมาของซูเหม่ยถิงทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าอดรู้สึกสั่นไหวไม่ได้ท่าทีเช่นนี้ของหลานสาวแสดงออกถึงความเศร้าเสียใจที่ถูกแม่นมและสาวใช้หักหลังอย่างแท้จริงเพียงแต่ทั้งแม่นมและสาวใช้ก็แค่ยักยอกเครื่องประดับที่มีราคาค่างวดเพียงไม่กี่ชิ้นเพียงเท่านั้นแต่ในเมื่อหลานสาวยืนยันเช่นนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจึงยินยอมทำตามใจของหลานสาวแต่โดยดี
“เ้า้าจะให้ข้าลงโทษพวกนางเช่นไร”ฮูหยินผู้เฒ่าลองถามหลานสาวดูเพื่อหยั่งเชิงคำตอบที่ได้รับทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าอดนิ่วหน้าด้วยความไม่สบายใจไม่ได้
“โบยตีพวกนางคนละสามสิบไม้แล้วนำพวกนางไปกักขังที่หอบรรพชนเพื่อสำนึกผิดเ้าค่ะ”
“ท่านหญิงเ้าคะโทษของพวกบ่าวออกจะรุนแรงเกินไปสักหน่อยหรือไม่เ้าคะขอท่านหญิงได้โปรดเห็นแก่ที่บ่าวเคยป้อนข้าวป้อนนมท่านหญิงมาท่านหญิงได้โปรดละเว้นบ่าวเถิดเ้าค่ะ”คำพูดของแม่นมกุ้ยทำให้ซูเหม่ยถิงหัวเราะออกมาเบาๆสายตาที่นางใช้จ้องมองแม่นมกุ้ยคือสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นจนทำให้ทั้งแม่นมและชิวอี๋ต่างไม่กล้าสบตานาง
“ก็เพราะเห็นแก่ที่พวกเ้าเคยป้อนข้าวป้อนน้ำข้าจึงปล่อยพวกเ้ามาเนิ่นนานถึงเพียงนี้แต่ยามนี้ข้าหมดความอดทนต่อพวกเ้าแล้วตักเตือนก็แล้ว ตำหนิตรงๆ ก็ทำแล้ว พวกเ้ากลับไม่เคยเห็นหัวข้าคิดว่าข้าเป็เพียงเด็กเล็กที่ไม่รู้ความ วันนี้เด็กเล็กเช่นข้านี่แหละจะทำให้พวกเ้าได้รู้ว่าอย่าได้คิดดูิ่และรังแกข้าอีก”
“พวกบ่าวไม่เคยรังแกท่านหญิงเลยนะเ้าคะก็แค่เครื่องประดับเพียงไม่กี่ชิ้นแต่กลับลงโทษพวกบ่าวถึงสามสิบไม้นี่ไม่ใช่การหมายปองชีวิตของพวกบ่าวหรือเ้าคะท่านหญิงบ่าวรับใช้ท่านหญิงมาั้แ่ท่านยังเล็กรู้ใจท่านหญิงเป็อย่างดีเห็นแก่ที่บ่าวปรนนิบัติรับใช้ท่านหญิงมานานขอท่านหญิงได้โปรดละเว้นโทษทัณฑ์อันร้ายแรงให้แก่บ่าวด้วยเถิดเ้าค่ะ”ชิวอี๋ตัดสินใจเอ่ยวาจาทัดทานเ้านายของตนเองออกมาด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความน่าสงสาร
ในยามนี้ซูเหม่ยถิงเป็เพียงเด็กน้อยที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามอกตามใจของฮูหยินผู้เฒ่าเพราะมีมารดาเป็ถึงองค์หญิงฐานะของซูเหม่ยถิงก็เลยสูงส่งกว่าคุณหนูคนอื่น ๆ ในจวนก่อนเยว่อันกงจู่จะจากไปได้ทูลขอตำแหน่งท่านหญิงให้บุตรสาวเป็กรณีพิเศษจากพระเชษฐา
เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็ท่านหญิงฐานะของซูเหม่ยถิงก็ยิ่งแตกต่างจากบรรดาคุณหนูคนอื่นๆ เป็อย่างมาก เพื่อฝูงและพี่สาวน้องสาวล้วนไม่มีผู้ใดคิดอยากเข้าใกล้นางในฐานะสาวใช้คนสนิทจึงมักคิดเข้าข้างตนเองว่าซูเหม่ยถิงไม่อาจจะขาดนางได้จึงจงใจใช้ความน่าสงสารเรียกคะแนนความเห็นใจจากซูเหม่ยถิงและคนรอบความแต่คิดไม่ถึงว่าท่าทีแข็งกร้าวของซูเหม่ยถิงอยู่ๆ ก็พลันเปลี่ยนไปนางไม่เพียงหลังน้ำตาออกมาคำพูดของนางก็ทำให้ทุกคนที่ได้เห็นและได้ยินต่างอดรู้สึกสงสารและเห็นใจนางไม่ได้
“ข้าช่างน่าอนาถนักเป็เพียงเด็กกำพร้าที่ขาดบิดาและมารดาที่พึ่งเดียวของข้าในยามนี้ก็คือท่านย่าของข้าส่วนแม่นมและสาวใช้ต่างมองเห็นว่าข้าคือตัวภาระที่ต้องคอยดูแลไม่เพียงคิดจะทวงบุญคุณพวกนางยังยักยอกทรัพย์สินของข้าไปเป็ของตนเองอีกด้วย”คำพูดประโยคนี้ทำให้ทั้งแม่นมและสาวใช้ของนางต่างส่ายหน้า ส่วนบรรดาบ่าวคนอื่นๆในบ้านต่างพากันมองท่านหญิงน้อยด้วยความสงสาร
เหตุการณ์ในคราวนั้นไม่เพียงสามารถกำจัดแม่นมและสาวใช้ที่คิดไม่ซื่อของนางได้ซูเหม่ยถิงยังสามารถเรียกร้องความสงสารและความเห็นใจจากทุกคนที่อยู่ภายในจวนได้อีกด้วยไม่ว่าผู้อื่นจะคิดเช่นไรแต่ในฐานะที่ฮูหยินผู้เฒ่าเคยอาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมสามารถอ่านท่าทีของหลานสาวของตนเองได้แต่เมื่อเห็นว่าการที่หลานสาวทำเช่นนี้แล้วนางได้ประโยชน์ฮูหยินผู้เฒ่าจึงไม่ได้ตำหนินางอย่างจริงจังมีเพียงการว่ากล่าวและตักเตือนพอเป็พิธีด้วยรู้ดีว่าบนโลกใบนี้หากอยากจะใช้ชีวิตได้อย่างเป็สุขไม่อาจจะเป็คนเถรตรงและซื่อตรงอย่างแท้จริงได้