เสียงนาฬิกาแขวนผนังในบ้านดังติ๊กต่อกคล้ายจะย้ำเตือนถึงเวลาที่สูญหายไปอย่างไร้ค่า เซริอัสนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานเก่าในห้องตัวเอง เอกสารที่คัดลอกจากห้องสมุดกองสุมเต็มโต๊ะข้างโน้ตบุ๊ก เขามองสมุดบันทึกของน้องสาวที่ยังเปิดอยู่ตรงหน้า ตัวอักษรบิดเบี้ยวราวกับบิดเกลียวสมองให้ปวดหนึบทุกครั้งที่จ้องนานเกินไป
เขายกภาพถ่ายขึ้นมาอีกครั้ง ภาพเดิมที่เขาและเอลิน่ายืนเคียงข้างกันในสวนสาธารณะ แสงแดดวันนั้นส่องผ่านต้นไม้ทำให้ผมของเธอเป็ประกาย รอยยิ้มที่ใสซื่อทำให้ใจเขาเ็ปเหมือนถูกบีบจากภายใน “ห้าวันแล้วนะเอลิน่า…ทำไมถึงไม่มีแม้แต่เงาของเธอ”
ความคิดร้อนรนผลักดันให้เขาไม่อาจอยู่นิ่งได้ เซริอัสหยิบโทรศัพท์ออกมา โทรหาตำรวจที่รับเื่คดีคนหาย แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็ประโยคซ้ำ ๆ “เรายังไม่มีเบาะแสเพิ่มเติม ถ้ามีจะติดต่อกลับไป” น้ำเสียงเ็าเหมือนกำลังพูดถึงคนแปลกหน้า ไม่ใช่ชีวิตหนึ่งที่หายไป
เขากดวางสาย รู้สึกได้ว่าความหวังจากทางการแทบไม่มีเหลืออีกแล้ว ทุกอย่างตกอยู่ที่ตัวเขาเอง
กลางคืนที่เงียบสงัด แสงไฟถนนลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา เซริอัสนั่งไล่ดูเอกสารต่อ เขาเริ่มเปรียบเทียบตัวอักษรแปลกในหนังสือของเอลิน่ากับสัญลักษณ์จากจารึกโบราณที่คัดลอกมา ปากกาเมจิกสีแดงขีดวงส่วนที่คล้ายกัน
ทีละตัว…ทีละเส้น…
ในที่สุด เขาพบความเชื่อมโยงบางอย่าง—ตัวอักษรที่คล้ายอักษรรูปสัญลักษณ์ของอารยธรรมที่สูญหายซึ่งไม่เคยมีหลักฐานชัดเจนว่ามีอยู่จริง
“นี่มัน…ไม่ใช่ภาษาเดียวกันกับที่ถูกบันทึกไว้” เขาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “เหมือนเป็การดัดแปลง…หรือใครบางคนยังคงใช้มันอยู่”
เพียงความคิดนี้ก็ทำให้เืในกายเขาเย็นวาบทันที หากเอลิน่าได้หนังสือที่ใช้ภาษาซึ่งไม่ควรจะมีอยู่ในโลกนี้ เธอกำลังเข้าไปพัวพันกับสิ่งที่เกินกว่าที่คนธรรมดาควรจะรู้
รุ่งเช้า เขารีบไปที่ห้องสมุดอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้หยุดแค่หมวดภาษาศาสตร์ แต่แอบสืบค้นในหมวดจิตวิทยาและปรัชญาด้วย เผื่อจะเจอการตีความเกี่ยวกับภาษาสัญลักษณ์
ระหว่างที่ก้มลงอ่านหนังสือเล่มหนา เสียงหนึ่งดังขึ้นข้าง ๆ “คุณกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับภาษาไม่รู้จักอยู่ใช่ไหม”
เซริอัสสะดุ้งเงยหน้า เห็นชายวัยกลางคนใส่แว่นกลม ผมขาวแซมเดินถือหนังสือมาหยุดตรงหน้า เขามองอย่างจับผิดราวกับรู้สิ่งที่เขาทำอยู่
“ผม…ก็แค่สนใจเป็การส่วนตัว” เซริอัสตอบเลี่ยง ๆ แต่สีหน้าบ่งบอกชัดว่าไม่ใช่แค่นั้น
ชายคนนั้นวางหนังสือบนโต๊ะ หน้าปกเป็เอกสารวิจัยที่ชื่อ ‘Symbols Beyond History’ เขากระซิบเสียงต่ำ “ระวังไว้หน่อยเถอะ บางภาษาไม่ควรถูกอ่านออกเสียง เพราะมันไม่ได้ถูกสร้างมาเพืุ่์”
คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนัก ๆ ทุบลงกลางอก เซริอัสนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนถามอย่างร้อนรน “คุณรู้จักภาษานี้ใช่ไหม คุณรู้ใช่ไหมว่ามันคืออะไร!”
แต่ชายแปลกหน้ากลับเพียงยกยิ้มจาง ๆ ไม่ตอบตรง ๆ “ถ้าอยากรู้จริง ๆ มาหาฉันที่ตึกเก่าฝั่งตะวันตกของมหาวิทยาลัยคืนนี้” แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอึดอัด
หัวใจของเซริอัสเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมา เขาคิดถึงเอลิน่าทันที ถ้านี่คือเบาะแสที่จะนำไปสู่การตามหาน้องสาว เขาไม่มีทางปล่อยไปแน่
คืนนั้น ฝนโปรยบางเบา เมืองเต็มไปด้วยเงาสลัวจากไฟถนน เซริอัสเดินผ่านสนามหญ้าเปียกชื้นของมหาวิทยาลัยไปยังตึกเก่าฝั่งตะวันตก ประตูเหล็กเก่าขึ้นสนิมส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อถูกผลักเข้าไป
ด้านในกลิ่นอับและฝุ่นตลบอบอวล ไฟฟลูออเรสเซนต์กระพริบแสงไม่สม่ำเสมอ เขาก้าวไปตามเสียงเท้าของตัวเองที่สะท้อนก้องไปทั่วโถงว่างเปล่า
จนกระทั่งเห็นเงาร่างของชายคนนั้นนั่งรออยู่ที่โต๊ะไม้ยาว เขามีแฟ้มเอกสารหนา ๆ และโคมไฟตั้งโต๊ะที่ให้แสงเพียงพอ
“คุณมาแล้ว” ชายแปลกหน้ากล่าวช้า ๆ “ผมชื่อเอเดรียน เคยเป็นักวิจัยด้านภาษาศาสตร์ แต่ตอนนี้…คุณคงเรียกผมว่า ‘คนที่รู้มากเกินไป’ ก็ได้”
เซริอัสนั่งลงตรงข้ามโดยไม่รีรอ เขาเปิดกระเป๋า หยิบหนังสือของเอลิน่าออกมา “นี่คือของที่น้องสาวผมทิ้งไว้ก่อนหายตัวไป ผมต้องหาความจริงให้เจอ”
เอเดรียนมองหนังสือเล่มนั้นแล้วนิ่งไป สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็เคร่งเครียบทันที เขาเปิดแฟ้มในมือ โชว์สำเนาจารึกเก่าแก่ที่ถูกคัดลอกมาจากแหล่งขุดค้นใต้ดินในต่างประเทศ
“สัญลักษณ์พวกนี้…ตรงกันบางส่วนกับที่คุณมี” เขาชี้ไปยังหน้ากระดาษ “ผมเคยตามมันอยู่หลายปี แต่ทุกครั้งที่สืบลึก คนรอบตัวผมจะหายไปทีละคน จนผมต้องหยุด”
คำพูดนั้นทำให้เืของเซริอัสเย็นเฉียบ แต่ความคิดถึงน้องสาวผลักดันให้เขาไม่หยุด “หมายความว่าเอลิน่าอาจไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเดียวกันงั้นหรือ”
เอเดรียนพยักหน้าเบา ๆ “ผมไม่รู้ว่าเธอเข้าไปได้ยังไง แต่ถ้าเธอมีหนังสือเล่มนี้…เธอกำลังอยู่ในเงามืดที่ไม่มีใครเข้าใจ”
เงียบ…
เสียงฝนข้างนอกดังประหนึ่งตอกย้ำความสิ้นหวัง
“แล้วผมจะช่วยเธอได้ยังไง” เซริอัสถามเสียงสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความร้อนรน
เอเดรียนถอนหายใจ “คุณต้องอ่านมันให้ออก…แต่เมื่อคุณอ่านออก คุณจะไม่มีวันกลับไปเป็เหมือนเดิมอีก”
เซริอัสกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เขานึกถึงรอยยิ้มของเอลิน่าในภาพถ่าย ความทรงจำที่ทั้งคู่หัวเราะด้วยกัน มันคือแรงผลักดันเดียวที่เหลืออยู่
“ไม่ว่าผลจะเป็ยังไง ผมต้องทำ”
แววตาของเขาเปล่งประกายแน่วแน่ แม้ในห้วงลึกจะสั่นคลอนด้วยความกลัว แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความรักและพันธะที่ไม่อาจละทิ้ง
เพราะเธอคือครอบครัวเพียงคนเดียวของฉัน