บนท้องฟ้าเหนือูเาซานเหอเกิดเสียงคำรามคลืนคลั่น ลมพายุก่อตัวเหนือทะเลเมฆ ลมหอบม้วนเมฆดำทะมึนหมุนวน ราวกับวังวนน้ำในทะเลลึกกระทั่งไอน้ำยังจับตัวเป็เกล็ดน้ำแข็ง ทันใดนั้นหลุมดำกลางตาพายุก็ะเิออกมีบางสิ่งพุ่งออกมาจากช่องว่างกลางหลุมดำอย่างต่อเนื่อง เมื่อพายุสงบเมฆดำจางลงเหนือทะเลเมฆก็ปรากฏกองทัพปีศาจกว่าพันตน!
ผู้นำคือสี่บุรุษหนึ่งสตรี บนร่างของทั้งห้าแผ่พลังเปี่ยมล้น
“หืม...ที่แห่งนี้มีพลังิญญาจริงดังคาด”สตรีร่างอ้อนแอ้นดั่งกิ่งหลิวก้าวออกมาบนความว่างเปล่า ชายอาภรณ์สีแดงพลิ้วไหวจุดแต้มเหนือคิ้วเป็สีชมพูอมแดงราวกับดอกเถาฮวา (ดอกท้อ)ผมสีดำแกมม่วงมวยเป็ทรงเซียนโบยบิน ประดับด้วยปิ่นอัญมณีเปล่งประกายงดงามเหนือสามัญ
นางมองลงไปยังดินแดนเบื้องล่างปราณิญญาโคจรล้อมวนยอดเขาเอาไว้อย่างอุดมสมบูรณ์ แม้จะมีอยู่อย่างหนาแน่นเพียงบนยอดเขาโดยรอบกลับบางเบา เป็เพียงส่วนที่กระจายออกไปอันน้อยนิด แต่ก็สามารถมองูเาเล็กๆลูกนี้เป็ถ้ำเซียนแห่งหนึ่งได้เลย
บุรุษร่างสูงใบหน้าเรียวตอบดวงตาสีเหลือบเขียว ม่านตาเป็เส้นแนวตั้งประหนึ่งดวงตาอสรพิษ เขาโบกมือเบา ๆ กองกำลังปีศาจสองร้อยที่อยู่ด้านหลังก็กระจายตัวออกไปทั้งสี่ทิศหันมากล่าวว่า “หงส์ชี้ทาง มุ่งสู่ัสถิต ท่านผู้นั้นจึงส่งเรามาปรากฏที่นี่เช่นนั้นก็เริ่มค้นหาจากที่นี่ก็แล้วกัน”
“ูเาลูกเท่าไหเหล้าข้าเท่านั้นเอง ข้าจะไม่ลงมือพวกเ้าเชิญหากันตามสบาย ไม่เคยลงมายังแดนมนุษย์มาก่อน ข้าขอท่องเที่ยวให้ทั่ว”กล่าวจบ บุรุษที่มีเขาวัวงอกบนศีรษะมีร่างกำยำสูงใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไปก็แปรร่างเป็ควันดำพุ่งหายไปทางทิศประจิมพร้อมกับกองกำลังสองร้อยตนติดตาม
“เ้าเขาวัวหน้าเหม็นชิงตัดหน้าข้าเสียได้”บุรุษผู้มีใบหน้างดงามราวกับอิสตรีเอ่ยขึ้นพลางส่ายหน้า มือโบกพัดหยกเบาๆ ท่าทางของเขาราวกับบัณฑิตธรรมดาคนหนึ่ง
บุรุษถอนใจเอ่ย “เช่นนั้นข้าจะไปดูทะเลตงไห่อันเลื่องชื่อดินแดนที่มีผู้ฝึกตนสายธาตุน้ำบำเพ็ญอยู่มากที่สุดของแดนมนุษย์หยวนหลิงเ้าเล่นสนุกที่นี่เสร็จแล้วก็ตามข้าไปที่นั่นเก็บกองทัพของข้าไว้ใช้ตามใจเ้าเถิด”
สตรีหนึ่งเดียวผู้มีใบหน้างดงามท่วงท่าเย้ายวนยอบกายอ่อนพลิ้ว “เ้าค่ะท่านป๋าย”
นางช้อนตาสานสบเขาจุดแต้มดอกเถาฮวาเหนือคิ้วราวกับจะเข้มขึ้นเล็กน้อยกลิ่นอายหวานเลี่ยนแผ่ซ่านออกมาคล้ายตั้งใจคล้ายไม่เจตนา
ปีศาจที่อยู่ในรูปลักษณ์นักพรตเด็กแสร้งปิดตาถอยหลังโวยวายเสียงดังลั่น “พวกเ้าสามีภรรยาไปด้วยกันทั้งคู่เถอะจะไปสร้างวังวสันต์ที่ทะเลตงไห่ก็ไม่มีผู้ใดว่า อย่ามาทำลายจิตเต๋าของข้า”
บุรุษผู้อยู่ในรูปลักษณ์บัณฑิตโบกพัดคราหนึ่งเอ่ยเสียงเย็น “เ้าไม่ใช่นักพรตจริงๆ เสียหน่อย”
นักพรตน้อยร่างอ้วนปลิวละลิ่วขึ้นไปบนฟ้าร่างพลิกหลายต่อหลายตลบ กองทัพผู้ติดตามเื้ัต่างอยู่ในอาการสงบราวกับว่าภาพเช่นนี้ได้เห็นมานับครั้งไม่ถ้วนจนชินชาแล้ว
“พวกเ้าสองผัวเมียรังแกกันเกิดไปแล้ว! เ้าไม่ไปข้าไปเองก็ได้” สิ้นคำนักพรตเด็กอ้วนก็ดีดนิ้วร่างของเขากับกองกำลังอีกสองร้อยตนก็หายวับไป
“พวกเ้าไปกันให้หมดูเาลูกนี้ข้าจะพลิกค้นให้ทั่ว ดูสิว่าจะเจอตัวอ่อนเซียนตามคำทำนายหรือไม่เด็กที่กระดูกยังอ่อนคงรสชาติไม่เลว” บุรุษที่มีรูปลักษณ์ประหนึ่งอสรพิษกล่าวพลางเลียริมฝีปากดวงตาโชนแสงสีเขียว ยกยื่นฝ่ามือออกไปเหนือูเาซานเหอูเาที่ดูเล็กจ้อยเบื้องล่างราวกับถูกรวบไว้ได้ด้วยมือเดียว
“ถ้าเ้าอยากตายก็กินเขาให้เกลี้ยงอย่าให้เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวิญญานอกจากเลื่อนไปสู่ขั้นเทพปีศาจในคราวเดียวก็อย่าหวังว่าจะหนีรอดชะตากรรมที่ต้องถูกเผาดวงิญญาทรมานจนชั่วกัปชั่วกัลป์”
กล่าวจบบัณฑิตก็โบกพัดคราหนึ่งก็นำพาสตรีของตนกับกองกำลังสี่ร้อยหายวับไปทันที
“หึ! ขอแค่เด็กนั่นไม่ตายข้าขอชิมชิ้นส่วนิญญาของเขาเพียงเล็กน้อยจะเป็ไรไปท่านผู้นั้นจะลงโทษข้าได้หรือ”
บุรุษร่างผอมพึมพำมองลงไปยังริมแม่น้ำเบื้องล่าง
เสียงหัวเราะของเด็กดังแว่วมาเสียงสตรีสนทนากันพลางหัวเราะ เสียงบุรุษที่ทำงานกลางแจ้งอย่างแข็งขันทั้งหมดนี้คือเสียงของชีวิต มนุษย์ธรรมดาสามัญช่างมีสีสันนัก “แต่ยังขาดสีสันที่สวยงามยิ่งกว่า...”
ควรต้องเพิ่มเสียงกรีดร้องของความหวาดกลัว!
ั์ตาอสรพิษสาดประกายสนุกสนาน เขาโบกมือคราหนึ่งสัตว์อสูรระดับล่างสิบตัวก็ร่วงลงบริเวณชายขอบูเาซานเหอหมีเขี้ยวดำแม้ระดับขั้นจะไม่สูง แต่หนังหนาทนทานมนุษย์ธรรมดาอย่าหวังว่าจะฆ่ามันได้ ทิ้งเหยื่อเล็กๆ เพื่อตกปลาใหญ่ ยามปกติอาจไม่ได้ผลแต่วิธีการนี้ที่นี่อาจมีความเป็ไปได้ว่าจะตกเอาตัวอ่อนเซียนขึ้นมาได้จริงก็ได้
บนลานหินอันเป็สถานที่ซักล้างของสตรีออกเรือนทั้งหลายยามนี้ต่างกำลังกระซิบกระซาบอย่างออกรส ด้านหลังลานหินน้ำตื้นคือที่ที่เด็กๆพากันเล่นน้ำเป็ประจำ
เมื่อบทสนทนาเวียนมาถึงหัวข้อที่จูเจิ้นถูกเลือกจากสำนักเซียนแต่ดันแพ้ต่อยตีให้กับซือเฟิงหลงก็มีคนตั้งคำถามเสียงเบา “ข้าได้ยินมาว่าบิดาจูเจิ้นกล่าวหาจูซื่อเป็แม่มดปีศาจที่ตัวเขาแขนขาดก็เพราะถูกอาคมของนางทำร้าย เ้าว่าจริงหรือไม่”
หม่าฟู่กุ้ยทิ้งผ้าลงบนลานหินหันมาทางคนตั้งคำถามโดยพลัน นางพูดด้วยสีหน้าซับซ้อน “ข้าสงสัยอยู่เพราะนางดูไม่แก่ลงแม้แต่น้อย นางเกิดก่อนข้าสองปี เ้าดูข้าตอนนี้สิ ผิวเริ่มหย่อนคล้อยดูมีอายุมากกว่าจูซื่อเสียอีก”
คำกล่าวของหม่าฟู่กุ้ยทำให้คนเกิดความคิดคาดเดาไปต่างๆนาๆ
เหยียนซื่ออดไม่ไหวหันมาเถียงอย่างมีเหตุผล“หากนางเป็อย่างที่เ้าว่า เหตุใดจึงป่วยกระเสาะกระแสะนักผู้ใดก็รู้บิดาจูเจิ้นหมายตาจูซื่อมานานแล้ว ต้นเหตุไฟไหม้ยังไม่กระจ่างจากนั้นแขนจูถงก็ขาด ไม่แน่คนที่ตัดแขนเขาก็คือช่างซือแล้วพวกเ้าปากดีให้มากเข้าเถิด”
“เ้ายังจะปกป้องนางอีกหรือหากไม่จริงเหตุใดจูซื่อไม่ออกมาให้คนเห็นหน้า มีแค่ซือเฟิงหลงที่ออกมาซักผ้าตักน้ำเ้าเห็นนางจริงๆ หรือไม่เล่า?” หม่าฟู่กุ้ยย้อนถาม
เหยียนซื่ออึ้งงันตัวนางไม่มีความมั่นใจอะไรทั้งนั้น เพียงแต่มโนธรรมในใจบอกว่าการเอาเื่ที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จมาพูดทั้งที่มันอาจไม่จริงก็ไม่ต่างจากการใส่ร้ายคนอื่นเหมือนกัน เป็เื่ที่คนดีๆ ไม่ทำอย่างแน่นอน
“ข้าไม่รู้ว่าเื่ใดจริงเท็จข้ารู้เพียงว่าจูซื่อไม่เคยนินทาผู้ใด นางอ่อนโยน ไม่เคยทำร้ายใครถูกใส่ร้ายป้ายสีก็ไม่เคยออกมาแก้ตัว เพราะนางอ่อนโยนเกินไปคนจึงได้เอาแต่รังแก่นางครั้งแล้วครั้งเล่า เชิญพวกเ้าคุยกันไปเถอะวันใดช่างซือไปเคาะประตูบ้านก็ระวังถูกค้อนตีเหล็กทุบเข้าก็แล้วกัน”
พูดจบก็ยกถังใส่ผ้าที่ซักเสร็จแล้วจากไปสตรีออกเรือนแล้วมองตามพอลับเงาหลังของเหยียนซื่อ ร่างเล็กๆ ของซือเฟิงหลงก็ปรากฏขึ้นไกลๆทุกคนต่างเมินสายตาหลบอย่างพร้อมเพรียง หยุดพูดคุยกันโดยปริยาย แสร้งทำเป็ว่ามองไม่เห็นเด็กชายที่กำลังหิ้วถังไม้เดินเลียบลำธารขึ้นไปทางต้นน้ำไม่มีใครรู้ว่าเด็กตัวเท่านั้นไปหลบใช้ท่าน้ำที่ไหนตราบเท่าที่ตัวปัญหาผู้นั้นไม่มาข้องแวะกับบุตรของตนก็ดีมากแล้ว
“หลงเกอ!” จ้าวโถวพลันะโเรียกขึ้นมาเสียงดังะโขึ้นจากน้ำพลางโบกมือแรงๆ
แต่ซือเฟิงหลงยังคงก้มหน้าเดินผ่านไปโดยไม่ได้หันมามอง
“จ้าวโถวห้ามเรียกเขามานะพี่เจิ้นบอกว่าเฟิงหลงเป็ลูกแม่มดปีศาจ เขาอาจจับเ้ากินเป็อาหารก็ได้” เด็กชายคิ้วหนาที่เป็ลูกไล่ของจูเจิ้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เด็กที่เล่นน้ำกันอยู่ถูกแบ่งออกเป็สองฝ่ายอย่างเงียบเชียบในเวลานี้
“พวกเ้าก็แค่พวกขี้แพ้สู้หลงเกอเกอไม่ได้ก็เลยใส่ร้ายเขา ข้าไม่เชื่อจูเจิ้นหรอก”โจวเจี๋ยวางหินที่กำลังเรียงเป็รูปร่างแปลกประหลาดไว้แล้วหันมาเถียง
เด็กชายคิ้วหนาอับอายจนกลายเป็โกรธ“เ้านั่นแหละขี้แพ้ สู้ไม่ได้ก็วิ่งไปหาเฟิงหลงให้ช่วยตลอดพวกอ่อนแอต้องคอยประจบเอาใจผู้อื่น”
ขณะที่กลุ่มเพื่อนด้านหลังกำลังทะเลาะกันจ้าวโถวก็ถือโอกาสที่ทุกคนไม่ได้สังเกตวิ่งขึ้นไปบนฝั่งหอบเสื้อผ้าขึ้นมาแล้วทำท่าจะวิ่งตามซือเฟิงหลงไป ไฉ่ซื่อรีบรุดมาห้ามบุตรชายเอาไว้อย่างทันท่วงที“ไม่สวมเสื้อผ้าก็จะวิ่งไปทั่ว อยากป่วยตายหรือไง กลับบ้านกับแม่เดี๋ยวนี้”
จ้าวโถวขืนกายไว้เต็มที่แต่ก็สู้กำลังแขนมารดาไม่ไหวอยู่ดี จึงหันมาอ้อนวอนมารดาแทน“ข้าอยากไปเล่นกับหลงเกอ ท่านแม่หลงเกอไม่เคยมาที่ท่าน้ำนี้เลยหากเขาถูกสัตว์ป่าทำร้ายจะทำอย่างไร!”
“จะมีสัตว์ป่าอันตรายได้อย่างไรหลายปีมานี้ไม่มีชาวบ้านถูกสัตว์ป่าทำร้ายมาก่อน เ้าเลิกดื้อแล้วกลับบ้านได้แล้ว”
จ้าวโถวถูกจับสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ยามที่ถูกมารดาจูงแขนเดินเด็กน้อยก็ยังหันไปมองทางต้นน้ำอยู่ตลอด
เดินพ้นท่าน้ำหินไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ป่าดังก้อง ทุกคนต่างสะดุ้งใร่างกายหยุดชะงักอย่างพร้อมเพรียง ทุกใบหน้าหันขวับไปทางชายป่ามองต้นไม้ใบไม้ที่กำลังสั่นไหวพื้นดินะเืจนรู้สึกได้
ทั้งสับสนหวาดกลัว ทั้งคาดหวังให้ตนเองหูแว่วหลายปีมานี้ไม่มีปีศาจมาเพ่นพ่านรอบหมู่บ้านแล้ว แม้แต่สัตว์ร้ายก็ยังลดน้อยลงไปด้วยรอบๆ หมู่บ้านสงบสุขจนไม่ได้เชิญนักพรตมาทำพิธีขับไล่ปีศาจนานแล้ว จู่ๆกลับมีสัตว์ร้ายโผล่มาเช่นนั้นหรือ?