บทที่ 11 อาศัยอะไร?!
ระหว่างที่หลิวซื่อทำความสะอาดคอกหมู หลี่ซื่อก็ใช้เครื่องในปลาเคี่ยวเอาน้ำมันภายใต้ความช่วยเหลือของเย่อวี๋หราน จนทำแกงผักที่หอมกรุ่นออกมาได้หม้อหนึ่ง
หลิ่วซื่อแบกตะกร้ากลับมาจากไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูบนเขา
แม้ว่าเช้านี้จะไม่ได้มีแป้งกรอบเยอะเท่าเย็นวาน แต่เย่อวี๋หรานรับปากแล้วว่าตอนเย็นวันนี้ทุกคนจะได้กินน้ำแกงปลา ดังนั้นนอกจากหลินซื่อที่ยังโมโหฟึดฟัด คนอื่น ๆ ก็ล้วนรับประทานกันอย่างสำราญใจ
“ท่านย่า ไม่มีน้ำเชื่อมสีแดงแล้วหรือขอรับ?” ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังติดใจน้ำเชื่อมผลไม้ที่ได้กินไปเมื่อค่ำวานนี้
“ยังเช้าเกินไป ทำน้ำเชื่อมผลไม้ไม่ทัน คราวหน้าข้าค่อยทำดีหรือไม่?” ส่วนว่าคราวหน้าจะเป็เมื่อไหร่นั้น เย่อวี๋หรานไม่ได้รับปาก
ล้อกันเล่นหรือไร ไม่มีผลไม้ที่เหมาะสม แม้แต่แม่บ้านที่เก่งกาจก็ยังไม่อาจหุงข้าวได้หากปราศจากข้าวสาร[1]
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าล้วนมีสีหน้าเสียดาย
แต่พวกเขาก็ไม่กล้าทำอย่างหลานชายบ้านอื่น เป็ต้นว่าเมื่อไม่ได้สิ่งที่้าก็ลงไปชักดิ้นชักงอบนพื้น ครอบครัวของคนอื่นนั้น ‘หลานสาวคือต้นหญ้า หลานชายจึงเป็แก้วตาดวงใจ’ แต่ครอบครัวของพวกเขากลับตรงกันข้าม
ั้แ่พวกเขาเกิดมาจนถึงตอนนี้ก็ไม่เคยได้รับความโปรดปรานมาก่อน แค่เห็นแล้วขัดตาก็จะถูกท่านย่าตี
ดังนั้นพวกเขาอยากจะเกเร ก็เกเรไม่ไหว
ครั้นกินอาหารเช้าเสร็จ จูเหล่าโถวก็พาลูกชายหลายคนไปทำงานในทุ่งนา ส่วนเย่อวี๋หรานรับหน้าที่กำกับลูกสะใภ้ทำงานในเรือน
“ก่อนนี้หลิ่วซื่อไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูมาแล้ว คราวนี้หั่นหญ้ากับเอาหญ้าให้หมูกินก็ให้หลิวซื่อไปทำต่อแล้วกัน หลี่ซื่อล้างจาน เก็บโต๊ะกินข้าว ส่วนหลินซื่อเอาเสื้อผ้าในเรือนไปซัก”
หลินซื่อพลันร้องเสียงแหลม “อาศัยอะไร? เสื้อผ้าสกปรกในเรือนมีเยอะขนาดนั้น ทำไมพี่สะใภ้สี่แค่ล้างจาน ส่วนข้ากลับต้องซักผ้า?”
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงว่าสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้ามาผู้นี้จะโวยวายขึ้นมาได้ อย่างไรเสียในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม หลินซื่อค่อนข้างว่านอนสอนง่าย ถ้าไม่เป็เช่นนี้ เ้าของร่างเดิมก็คงจะไม่ยอมให้หลินซื่อแต่งเข้ามา
แต่ว่าก่อนหน้านี้มีตัวอย่างของคนที่ไม่สอดคล้องกับความทรงจำของเ้าของร่างเดิมหลายคนแล้ว นางจึงไม่ประหลาดใจที่มีกรณีอย่างหลินซื่อเพิ่มขึ้นมา
คิดเล็กน้อยก็ได้คำตอบ ตีสีหน้าเ็าพูดว่า “อาศัยอะไรหรือ? อาศัยว่าข้าเป็แม่สามีของเ้าอย่างไรเล่า?”
หลินซื่อหน้าซีด แต่ก็อยากโต้กลับ “ต่อให้ท่านเป็แม่สามีของข้า แต่ก็ต้องมีเหตุมีผล”
ทั้งหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลี่ซื่อล้วนเบิกตากว้าง มองไปทางนางอย่างตื่นตระหนก ในสมองผุดความคิดเดียวกันขึ้นมาว่า ร้ายกาจ แม่สามีเป็ใครกัน ยังจะไปถามหาเหตุผลกับแม่สามี นางไม่้ามีชีวิตอยู่แล้วหรือ?
ขณะที่พวกนางคิดว่าน้องสะใภ้ผู้นี้จะต้องไม่มีจุดจบที่ดีอย่างแน่นอนอยู่นั้น คิดไม่ถึงว่าแม่สามีกลับไม่โมโห เพียงเค้นหัวเราะเสียงเย็นหนึ่งที “เ้าอยากได้เหตุผล? ได้ อย่างนั้นข้าก็จะยกเหตุผลมาพูดกับเ้า ไหนเ้าลองพูดมาซิว่าก่อนกินข้าวเ้าทำอะไรมาบ้าง? ก่อนมื้อเช้า เมียของเ้าใหญ่หรือก็คือพี่สะใภ้ใหญ่ของเ้าขึ้นเขาไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูกลับมาเต็มตะกร้า เมียเ้ารองหรือก็คือพี่สะใภ้รองของเ้าทำความสะอาดคอกหมู แม้แต่เมียเ้าสี่ ผู้อื่นก็ยังแบกท้องโตมาทำงานในครัว ไม่อย่างนั้นเ้าคิดว่าเมื่อครู่นี้เ้ากินอะไรลงไป?”
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลี่ซื่อได้แต่นิ่งเงียบ “...”
ไม่สิ ท่านแม่สามี นี่มันไม่เหมือนท่านเลย!
ถ้าเป็แต่ก่อน ท่านเคยอธิบายแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน? คว้าไม้กวาดขึ้นมาได้ก็ตีคน ตีจนหมอบราบคาบแก้วจึงจะหยุด
“ทุกคนล้วนทำงานกันหมด มีแต่เ้าที่นอนกินบ้านกินเมืองอยู่บนเตียง ตอนนี้เ้ากินดื่มจนอิ่มแล้ว ให้เ้าทำงานสักหน่อยจะเป็ไร? ถ้าเ้ายังรับไม่ได้ ก็ได้ ไสหัวกลับบ้านเดิมเ้าไปโน่น ไปถามแม่เ้าว่าสะใภ้บ้านไหนกล้าพูดจาแบบนี้กับแม่สามีบ้าง? ถ้านางสั่งสอนลูกสาวไม่ได้ก็พาลูกสาวกลับไป เรือนข้าไม่ขาดแคลนลูกสะใภ้”
ขณะนั้น สีหน้าของหลินซื่อซีดเผือดไปแล้ว แต่นางก็ยังยอมรับไม่ได้ ครั้นนึกถึงคำว่า ‘เพิ่มคาบพิเศษ’ ที่แอบได้ยินมาก่อนหน้านี้ก็ยิ่งน้อยใจและโมโหมากกว่าเดิม “แล้วท่านแม่ทำมื้อพิเศษให้พี่สะใภ้สี่ ทำไมท่านแม่ถึงไม่พูด? ใครจะรู้ว่าพี่สะใภ้สี่ทำงานอยู่ในครัวหรือว่าแอบขโมยกินอะไรอยู่? เย็นวานข้าเห็นอยู่ชัด ๆ ว่ามีแป้งกรอบในตะกร้าตั้งเยอะแยะ ทำไมพอตื่นเช้ามาก็หายไปเยอะขนาดนั้น? ถ้าไม่ใช่ท่านแม่เอาให้พี่สะใภ้สี่ แล้วแป้งกรอบหายไปไหน?”
หลินซื่อจับจุดนี้ได้ก็ไม่คิดจะปล่อยไป
หลี่ซื่อได้ยินก็โกรธ “ใครทำมื้อพิเศษ? หา ใครทำมื้อพิเศษ? เ้าอย่าใส่ร้ายคนอื่นมั่วซั่วได้หรือไม่? เ้าว่ามา ท่านแม่ทำมื้อพิเศษให้ข้าั้แ่เมื่อไหร่กัน?”
นางอุ้มท้องโตไปเผชิญหน้ากับหลินซื่อ
หลินซื่อย่อมไม่กล้ากระทบครรภ์นาง ผงะถอยหลังไปสองก้าว หากแต่ยังไม่ยอมแพ้ “เมื่อเช้าข้าได้ยินมากับหู ท่านให้ท่านแม่ทำมื้อพิเศษให้ กล้าสาบานด้วยเด็กในท้องของท่านไหมว่าท่านไม่ได้พูด?”
“ข้าต้องกล้าสาบานอยู่แล้ว ท่านแม่จับตามองข้าทำมื้อเช้าอยู่ตลอด ข้าไม่ได้กินสักคำ ทำไมพอมาถึงปากเ้ากลับกลายเป็มื้อพิเศษไปได้?”
หลินซื่อตะลึงพรึงเพริด เพราะนางไม่อยากจะเชื่อว่าปกติพี่สะใภ้สี่ที่ให้ความสำคัญกับเด็กในท้องปานนั้น กลับกล้ายกขึ้นมาลั่นวาจาสาบาน?!
แต่นางก็ยังะโตอบกลับไปว่า “ข้าได้ยินมากับหู ท่านยังกล้าพูดว่าท่านไม่ได้พูดกับแม่สามีว่าจะกินมื้อพิเศษ? ใช่สิ เมื่อเช้าท่านอาจไม่ได้กิน แล้วเย็นวานล่ะ เมื่อก่อนล่ะ? แป้งกรอบในตะกร้าที่พร่องไปพวกนั้นหายไปไหน?”
“เ้าไม่ได้ทำแป้งกรอบในตะกร้าสักหน่อย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองไม่ได้ดูผิด? เ้าบอกว่าได้ยินมากับหู เ้าได้ยินตอนไหน? ข้าพูดกับท่านแม่ว่าอย่างไรบ้าง เ้าพูดมาสิ”
“เช้าวันนี้ตอนที่ข้ากำลังจะเข้าครัวไปตักน้ำล้างหน้า ข้าได้ยินเต็มสองหู” หลินซื่อกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ “ท่านแม่พูดเองว่า ‘ข้าได้แต่ต้องเพิ่มคาบพิเศษให้เ้าแล้ว’ ตอนนั้นในครัวมีแค่ท่านกับท่านแม่ ถ้าท่านแม่ไม่ได้กำลังทำมื้อพิเศษให้ท่าน แล้วจะทำให้ใครได้อีก?”
“ประเสริฐ! เ้าถึงกับกล้าแอบฟังท่านแม่พูดกับข้า? น้องสะใภ้ห้า ข้าดูไม่ออกเลยว่าเ้าเป็คนแบบนี้ กล้าหาญชาญชัยเสียจริง!” หลี่ซื่อหันหน้ามาฟ้องเย่อวี๋หราน “ท่านแม่ ท่านได้ยินแล้วใช่ไหม น้องสะใภ้ห้ายอมรับเองว่านางแอบฟังพวกเราพูดกัน ท่านแม่ ท่านต้องสั่งสอนนางให้หนักเลยนะเ้าคะ นิสัยชั่วร้ายต่ำช้าสามานย์ไม่ถูกทำนองคลองธรรมแบบนี้ไม่อาจปล่อยไว้ได้ ไม่อย่างนั้นสกุลจูของพวกเราจะเปลี่ยนไปเป็แบบไหน?”
“พวกท่านกินมื้อพิเศษกันนี่เรียกว่าชอบด้วยเหตุผล?” หลินซื่อโมโหจัด “ข้าแอบฟังแล้วอย่างไร? นั่นเป็เพราะว่าพวกท่านมีพิรุธข้าถึงได้แอบฟังหรอก ถ้าพวกท่านไม่ได้ทำอะไรไม่ดี ข้าจะแอบฟังทำไม?”
“ทำมื้อพิเศษอะไรกัน? แอบฟังก็แอบฟังแค่ครึ่งเดียว ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด ยังไม่เข้าใจว่าเื่ราวเป็มาอย่างไรก็โวยวายจนคนทั้งโลกรับรู้ เ้านี่โง่เง่าเอาการ” หลี่ซื่อถึงกับโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายแอบฟัง ทั้งยังมาโพนทะนาจนทุกคนรู้กันหมด เื่นี้คงสำเร็จไปแล้ว
ถูกหลินซื่อก่อกวนเช่นนี้ อยากจะได้เปรียบผู้อื่นสักหน่อยก็เป็ไปไม่ได้แล้ว
แต่หลี่ซื่อก็ไม่ได้โง่ อย่างไรเสียก็โวยวายมาแล้ว ยังจะปิดได้มิดอยู่หรือ?
ไม่สู้พูดออกมาเองเสียเลย คนอื่นยังจะชมเชยนางเสียอีก
หลี่ซื่อไม่ได้ปิดบังอำพราง สอบถามแม่สามีว่าจะให้พูดหรือไม่ หลังจากเย่อวี๋หรานพยักหน้า นางพูดไม่กี่คำก็บอกเล่าต้นสายปลายเหตุจนกระจ่าง
หลัก ๆ แล้วก็คือตอนนี้นางตั้งครรภ์อยู่ ตั้งครรภ์หนึ่งครั้งโง่ไปสามปี ท่านแม่กลัวว่านางจะเสียเปรียบ ด้วยเหตุนี้จึงอยากจะทำคาบพิเศษให้นาง ตั้งใจจะอบรมสั่งสอนให้นางรู้หนังสือ
“ทำไม ท่านแม่จะสอนข้าหน่อยไม่ได้หรือไร? ในท้องข้ามีหลานสาวสุดที่รักของท่านแม่อยู่ ท่านแม่อยากสอนข้าก่อนไม่ได้เรอะ? ถ้าเ้าอยากเรียนก็ไปพูดกับท่านแม่สิ” หลี่ซื่อก้าวขึ้นมาข้างหน้า แอ่นท้องจิ้มอกหลินซื่อและพูดต่อไปว่า “แอบทำเื่นอกลู่นอกทางลับหลังแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? เ้าเห็นข้าขัดตานักหรือ? คิดจะหาเื่ข้า? เ้าก็มาสิ เอาเลย มาทำต่อหน้าข้านี่”
[1] แม่บ้านที่เก่งกาจก็ไม่อาจหุงข้าวได้หากปราศจากข้าวสาร เป็สำนวน หมายถึง ถ้าไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสมก็ยากจะทำงานออกมาให้ดีได้