ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่่ 107 ฉีอ๋องความรู้สึกช้า


              ในความคิดของหลี่ลั่ว การเป็นท่านอ๋องที่ไร้ซึ่งอำนาจใดๆ ก็ดีเหมือนกันหาเงินด้วยกัน เดินทางไปท่องเที่ยวด้วยกันนี่ต่างหากที่เป็นความสุขโดยแท้จริงของชีวิต

              คิดไม่ถึงว่าอยู่ในยุคปัจจุบันหาคู่ครองไม่ได้ พอมาถึงยุคสมัยโบราณกลับหาได้หนึ่งคนฝ่าบาทพระราชทานสมรส ไม่ต้องกังวลกับคำพูดติฉินนินทา นี่หากเป็นในยุคสมัยปัจจุบันละก็หลี่ลั่วยังต้องคิดว่าจะตนจะถูกพ่อแม่ของตนตีตายหรือไม่

              เขานำจดหมายวางลงในลิ้นชัก หลี่ลั่วหยิบหนังสือแพทย์ที่ยังอ่านไม่จบมาอ่านต่อหนังสือแพทย์ที่เขากำลังอ่านอยู่นี้ไม่ใช่ส่วนที่หลี่ฉางเฉิงไปกว้านซื้อมา แต่เป็นที่เมิ่งเต๋อหลางให้เขามาเมิ่งเต๋อหลางไม่มีลูกหลานและไม่มีลูกศิษย์ที่พึงพอใจความรู้ทางวิชาแพทย์ของหลี่ลั่วทำให้เขาได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆ เช่นเดียวกันกับที่ว่าความรู้ทางวิชาแพทย์ของยุคโบราณไม่เหมือนกับในยุคปัจจุบันของหลี่ลั่ว

              สำหรับหลี่ลั่วแล้วนั้น สิ่งที่เขาชื่นชอบที่สุดในวิชาการแพทย์ยุคสมัยโบราณก็คือ‘พิษ’และหมอเทวดาเมิ่งเต๋อหลางเป็นยอดฝีมือในด้านการใช้พิษและการถอนพิษอย่างไร้ข้อกังขาไม่มีหมอเทวดาคนไหนใช้พิษไม่เป็น

              หลี่ลั่วอ่านไปด้วยและจดไปด้วยส่วนไหนที่ไม่เข้าใจวันหลังค่อยไปจวนฉีอ๋องเพื่อขอคำชี้แนะจากเมิ่งเต๋อหลาง ในยุคสมัยโบราณใช้แต่พู่กันช่างไม่สะดวกเลยจริงๆ

              วันถัดมา

              จวิ้นอีพบว่าท่านอ๋องของเขาตื่นเช้ายิ่ง เช้ากว่าปกติเสียอีก

              “ท่านอ๋อง” รอจนกระทั่งกู้จวิ้นเฉินซ้อมหมัดมวยแล้วเสร็จ เยียนเซ่อจึงส่งผ้าขนหนูให้

             กู้จวิ้นเฉินเช็ดเหงื่ออย่างไม่บรรจงเท่าไรนัก “วันนี้ไม่มีแขกหรือ?”

              “แขกหรือพ่ะย่ะค่ะ?” จวิ้นอีส่ายหน้า “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”

              ไม่มีหรือ? กู้จวิ้นเฉินไม่พูดแล้ว เดินไปอาบน้ำที่ห้องข้างแล้วออกมานั่งบนตั่งเขาสวมเสื้อตัวในเรียบร้อยแล้ว เยียนเซ่อก้าวเข้ามาช่วยเขาสวมเสื้อคลุมวันนี้เสื้อคลุมของเขาเป็นสีขาว สายคาดเอวสีทอง ใบหน้าที่หล่อเหลาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพิ่มความเย็นชาขึ้นมาหลายส่วน

              ต่อมาเยียนเซ่อคุกเข่าลงปรนนิบัติกู้จวิ้นเฉินผลัดเปลี่ยนถุงเท้าถุงเท้าสี่คู่ วันหนึ่งใช้สองคู่ หลังจากฝึกยุทธ์ต้องผลัดเปลี่ยนหนึ่งคู่เวลากลางวันสวมหนึ่งคู่ แต่ถุงเท้านี้ซับเหงื่อได้ดีอย่างยิ่งหากเป็นถุงเท้าก่อนหน้านี้ หลังท่านอ๋องฝึกยุทธ์ในยามเช้าแล้วถุงเท้าจะมีความชื้นของเหงื่อแต่ถุงเท้าคู่ที่สวมวันนี้กลับไม่มี

              “ทำไมรึ?” เห็นเยียนเซ่อเอาแต่จ้องถุงเท้าของตนกู้จวิ้นเฉินจึงเอ่ยถามขึ้นมา

              เยียนเซ่อพูดยิ้มๆ “บ่าวรู้สึกว่าถุงเท้าที่เสี่ยวโหวเหฺยส่งมาให้นั้นดียิ่งนักเพคะท่านอ๋องฝึกยุทธ์สะดวกขึ้น”

              “อืม”

              มีเพียงเสียงตอบรับคำเดียว ไม่มีคำพูดอื่นใดอีกแล้ว เยียนเซ่อค่อยๆเงยหน้าขึ้น เห็นนายท่านของนางขมวดคิ้ว ใบหน้าเคร่งขรึมนางไม่รู้ว่านางทำผิดตรงไหน จึงตื่นกลัวจนไม่กล้าพูดจาอีก

              เมื่อกู้จวิ้นเฉินไปรับประทานอาหารที่ห้องอาหาร เหล่าสาวใช้ก็รีบเข้ามาปรนนิบัติกู้จวิ้นเฉินเมื่อยังเล็กนั้นมีเพียงขันทีข้างกายเพียงคนเดียว นั่นคือพ่อบ้านกู่ของจวนฉีอ๋องในวันนี้พ่อบ้านกู่ถูกขายเข้าวังตั้งแต่ยังเด็กด้วยเหตุที่คล่องแคล่วมีไหวพริบจึงได้ทำงานอยู่ที่วังบูรพามาโดยตลอดเมื่ออายุยี่สิบปีก็ถูกคัดเลือกเข้ามาเป็นผู้รับใช้ข้างกายกู้จวิ้นเฉินโดยไท่จื่อเยี่ยนบัดนี้มีอายุสามสิบสามปี เป็นพ่อบ้านของจวนฉีอ๋อง

              นอกจากจวิ้นอีแล้ว เขาเป็นคนที่กู้จวิ้นเฉินเชื่อใจที่สุด

              หากเอ่ยถึงระยะเวลาที่ติดตามเขา พ่อบ้านกู่นั้นนานที่สุดถัดมาคือเยียนเซ่อ เยียนเซ่อเป็นคนที่มารดาผู้ให้กำเนิดคัดเลือกให้เขา ปีนี้มีอายุสิบหกปีมาปรนนิบัติข้างกายกู้จวิ้นเฉินตั้งแต่อายุแปดขวบ ผ่านมาแปดปีแล้วส่วนจวิ้นอีนั้นมาเมื่อเจ็ดปีก่อน เวลานั้นเขามีอายุได้สิบสามปี เนื่องด้วยมีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศและความที่อายุยังน้อยดังนั้นจึงถูกส่งตัวมาคุ้มกันกู้จวิ้นเฉินในวัยหกขวบ

              ข้ารับใช้ที่ทำหน้าที่ปรนนิบัติกู้จวิ้นเฉินรับประทานอาหารต่างมีความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างหนึ่งไม่รู้ด้วยว่าเหตุอันใด ฉีอ๋องกินข้าวหนึ่งคำ สีหน้าก็เคร่งขรึมลงส่วนหนึ่ง ยิ่งเวลาที่กินข้าวเนิ่นนานขึ้นสีหน้าก็ยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

              แม้ว่าจะมีสีหน้าเย็นชาดังเดิม ตามปกติแล้วจะดูไม่ออกถึงสีหน้าและอารมณ์ใดๆแต่ทว่าข้ารับใช้ทั้งหลายต่างรู้สึกได้

              ในที่สุดฉีอ๋องก็กินข้าวเสร็จ แต่เขากลับนั่งอยู่ครู่หนึ่งไม่ได้ลุกออกจากโต๊ะ

              เยียนเซ่อไม่เข้าใจ วันนี้ท่านอ๋องเป็นอันใดไปเล่า?

              นั่งอยู่ครู่หนึ่ง กู้จวิ้นเฉินจึงลุกขึ้น

              “จวิ้นอี ไปสั่งให้ห้องครัวทำของว่างที่เสี่ยวโหวเหฺยชอบกินแล้วส่งไปให้เขา”

              “พ่ะย่ะค่ะ”

              ณ จวนจงหย่งโหว

              เมื่อหลี่ลั่วได้รับของว่างจากจวนฉีอ๋องแล้ว ก็ให้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่จริงแล้วการมาส่งของว่างในเวลานี้ออกจะเช้าเกินไปไปสักหน่อย แต่ถ้าหากให้พูดว่าเมื่อวานหลี่ลั่วยังลังเลเรื่องฐานะของกู้จวิ้นเฉินที่จะนำมาซึ่งความยุ่งยากละก็ยามนี้เขาไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกแล้วชายหนุ่มที่รู้จักรักและถนอมภรรยาของตนเป็นผู้ชายที่ดีแม้กู้จวิ้นเฉินจะอายุยังน้อย แต่กลับรู้จักรักและเอ็นดูว่าที่ภรรยาของตนเสียแล้ว

              ก่อนที่พวกเขาจะหมั้นหมายกัน แม้ว่าตนมักจะไปกินฟรีอยู่ฟรีที่จวนอ๋องบ่อยๆแต่กู้จวิ้นเฉินไม่เคยให้คนมาส่งของว่างถึงเรือนเช่นนี้ ดูสิ ยามนี้ทำเป็นแล้วเขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่ากู้จวิ้นเฉินจะเป็นคนเช่นนี้

              ณ จวนฉีอ๋อง

              “ท่านอ๋อง ของว่างได้ส่งไปถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ เสี่ยวโหวเหฺยบอกว่าขอบพระทัยท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”บ่าวรับใช้รายงาน

              กู้จวิ้นเฉินพยักหน้า จากนั้นมองบ่าวรับใช้

              บ่าวรับใช้ก้มหน้า มองด้วยความเคารพ

              “เจ้าออกไปเถิด” ผ่านไปสักครู่ กู้จวิ้นเฉินจึงเอ่ยปาก

              “พ่ะย่ะค่ะ”

              หลังจากบ่าวรับใช้ถอยออกไปแล้ว กู้จวิ้นเฉินจึงปิดหนังสือลงแล้วลุกขึ้นยืนในทันใด “จวิ้นอี”

              “พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง”

              “เปิ่นหวางอยากกินอาหารของหอชมจันทร์ มื้อเที่ยงไปกินข้าวที่หอชมจันทร์”

              “พ่ะย่ะค่ะ”

              “...ให้คนไปแจ้งกับเสี่ยวโหวเหฺย เปิ่นหวางเชิญเขาไปด้วยกัน”

              “พ่ะย่ะค่ะ”

              ณ จวนจงหย่งโหว

              “ท่านพี่ฉีอ๋องเชิญข้าไปกินข้าวที่หอชมจันทร์หรือ?” หลี่ลั่วมององครักษ์ที่เพิ่งจะมาส่งของว่างก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน

              “ขอรับ ท่านอ๋องบอกว่าเมื่อถึงเวลาจะมารับท่านด้วยตนเองขอให้ท่านเตรียมตัวให้ดีขอรับ”

              “ข้ารู้แล้ว”

              ณ จวนฉีอ๋อง

              “เขาพูดเพียงแค่ว่าเขารู้แล้วรึ?” กู้จวิ้นเฉินถาม

              “พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ตอบ

              กู้จวิ้นเฉินขมวดคิ้ว “ออกไปได้”

              “พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ถอยออกไป แต่เมื่อเดินไปถึงประตูเขาก็อดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าแล้วครุ่นคิดตนเองทำผิดตรงไหนหรือไม่?

              คนในยุคสมัยโบราณกินข้าวค่อนข้างเร็วอีกทั้งกู้จวิ้นเฉินเป็นคนที่ทำอะไรตรงตามเวลาอย่างแน่นอน ดังนั้นราวๆสิบโมงหลี่ลั่วจึงได้เตรียมตัวเสร็จแล้ว ปรากฏว่ารออยู่เพียงครู่เดียวยามเฝ้าประตูก็มารายงานว่าฉีอ๋องมาถึงหน้าประตูแล้ว

              หลี่ลั่วเดินนำหลี่ฉางเฉิงมาถึงประตู เขาเห็นว่าหน้าประตูมีรถม้าเรียบๆคันหนึ่งจอดอยู่ แต่รถม้าคันนี้มีขนาดความกว้างที่ใหญ่กว่ารถม้าทั่วไปด้านข้างรถม้ามีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ ชายหนุ่มผู้นั้นกำลังมองมาที่ประตูไม่ว่าคนผู้นั้นจะอยู่ที่ใดก็มักจะกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ด้าน ทั้งๆที่เย็นชาและหยิ่งยโสปานนั้น แต่ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาไปเสียสิ้น

              “ท่านพี่ฉีอ๋อง” หลี่ลั่วเดินไปเบื้องหน้าเขา ยิ้มบางๆ มองเขา

              แววตากู้จวิ้นเฉินเป็นประกาย จากนั้นจึงโน้มเอวลงอุ้มเขาขึ้นรถม้าต่อมาตนเองก็กระโดดขึ้นรถม้า “ไปหอชมจันทร์”

              “พ่ะย่ะค่ะ”จวิ้นอีและหลี่ฉางเฉิงนั่งอยู่ด้านหน้าของรถม้าทำหน้าที่เป็นคนขับรถม้า

              ความเรียบง่ายด้านในและด้านนอกของรถม้าแตกต่างกัน ด้านในรถม้าหรูหรายิ่งนักแต่ไม่ใช่ประดับประดาหรูหรา หากแต่เป็นสิ่งของที่อยู่ด้านในนั้นต่างหากที่หรูหราด้านในนั้นเป็นเตียงนอนขนาดเล็ก สามารถถอดรองเท้าแล้วนั่งกึ่งเอนหลังอยู่ด้านในได้

              หลี่ลั่วกระโดดอยู่ข้างในหลายครั้ง มิน่าล่ะรถม้าคันนี้จึงกว้างกว่ารถม้าทั่วไปเพราะด้านในต้องการตกแต่งเป็นเตียงนอนนี่เอง รถม้าโดยทั่วไปนั้นคับแคบเกินไป

              กู้จวิ้นเฉินพิงเบาะรองแล้วหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน แต่ทว่าสายตากลับแอบมองประเมินหลี่ลั่ว

              หลี่ลั่วกระโดดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงนั่งลง เขามองกู้จวิ้นเฉินกู้จวิ้นเฉินวางหนังสือลง “เป็นอันใดไปเล่า?”

              หลี่ลั่วส่ายหน้า “ท่านพี่ฉีอ๋อง ไฉนท่านจึงอยากเชิญข้ามากินข้าวเล่า?”

              “ต้องการเหตุผลรึ?” กู้จวิ้นเฉินคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล

              หลี่ลั่วทำเบ้ปาก หากเป็นสถานการณ์ปกติทั่วไปว่าที่สามีภรรยากินข้าวด้วยกันนั้นย่อมไม่ต้องมีเหตุผลหรอกแต่กู้จวิ้นเฉินคิดจะเชิญเขามากินข้าวอย่างกะทันหัน จึงทำให้รู้สึกประหลาดใจ

              “เมื่อวานเจ้า...นอนเร็วหรือไม่?” กู้จวิ้นเฉินชะงักไปอึดใจหนึ่งแล้วถามขึ้น

              “ไม่เร็ว ยามไฮ่แล้วขอรับ (เวลาสี่ทุ่ม)” หลี่ลั่วกล่าว

              “ดึกดื่นเช่นนั้นเชียวรึ?” กู้จวิ้นเฉินประหลาดใจนี่เขาไปเป็นโจรในยามวิกาลหรือไร?

              “อ่านหนังสือแพทย์ของหมอเทวดาเมิ่งขอรับ” หลี่ลั่วตอบ

              “ตอนเช้าตื่นสายมากหรือไม่?” กู้จวิ้นเฉินถามอีก

              หลี่ลั่วส่ายหน้าอีก “ตื่นยามเฉินขอรับ (เวลาเจ็ดโมงเช้า)ทุกวันข้าต้องฝึกท่านั่งม้าครึ่งชั่วยาม”

              “ไม่ได้ตื่นสายนัก” แต่เด็กทั่วๆ ไปตื่นเช้ากว่าเขา เพราะต้องไปคารวะผู้ใหญ่และยังต้องไปโรงเรียนอีก“ต่อไปจะทำอันใดต้องบอกกล่าวกับข้า ในเมื่อเจ้าเป็นว่าที่พระชายาฉีอ๋อง เจ้าก็ถือว่าเป็นตัวแทนของจวนฉีอ๋อง”

              หา? “ได้ขอรับ” จวนโหวห่างจากจวนฉีอ๋องไม่ใช่ใกล้ๆทำอันใดล้วนต้องบอกกล่าว ไปกลับไม่ใช่เรื่องทรมานผู้คนหรือไร?

              “เขียนจดหมายบอกข้าก็ได้” กู้จวิ้นเฉินพูดแล้วเสริมอีกประโยคหนึ่ง “แล้วยังมีเรื่องนั้นด้วยมิใช่เปิ่นหวางบอกว่าอนุญาตแล้วหรือไร?”

              “เรื่องอันใดหรือ?” หลี่ลั่วคิดไม่ออกในคราเดียวเขียนจดหมาย...อนุญาตแล้ว? ทันใดนั้น หลี่ลั่วก็กระจ่างแจ้งทันทีเขาฉีกปากยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นเจ้าเล่ห์นัก จากนั้นเปลี่ยนกลายไปเป็นรอยยิ้มยินดี

              กู้จวิ้นเฉินทำทีแสร้งมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาเลิกม่านหน้าต่างขึ้น

              หลี่ลั่วโผเข้าไปจุมพิตลงบนแก้มของเขาครั้งหนึ่งดัง ‘ม๊วบบบ’ที่แท้ส่งบ่าวไพร่มาครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำยังเชิญตนมากินข้าว ก็ด้วยเหตุที่ตอนเช้าไม่ได้เขียนจดหมายให้เขาไม่มีม๊วบบบตอบกลับไปนี่เอง

              กู้จวิ้นเฉินหันหน้าออกนอกหน้าต่างกะพริบตาปริบๆติ่งหูเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ

              หลี่ลั่วยกมือขึ้นปิดปากแอบหัวเราะ “ท่านพี่ฉีอ๋องท่านอยากให้ข้าเขียนจดหมายให้ท่าน หรือว่าอยากให้ข้าจุมพิตท่านหรือขอรับ?”

              ได้ยินคำพูดนี้แล้ว ติ่งหูของกู้จวิ้นเฉินพลันแดงกว่าเดิมเขาหันกลับมาแล้วทำหน้าเคร่งขรึม “เจ้าคันก้นนักใช่หรือไม่?”

              ให้ตายเถิด พูดไม่เข้าหูหน่อยก็เอาเรื่องก้นมาข่มขู่ มีอย่างนี้เสียที่ไหนกัน?หลี่ลั่วถลึงตาใส่กู้จวิ้นเฉินอย่างไม่สบอารมณ์นัก

              กู้จวิ้นเฉินมองดวงตาที่ใสราวกับกระจกเงา ดวงตากลมโตคู่นั้นถลึงใส่เขาในดวงตาคู่นั้นวาววับราวกับมีม่านหมอกอยู่ในนั้น ราวกับว่าหากกะพริบตาก็จะมีน้ำตาไหลออกมาเขาคิดย้อนหลังอยู่ครู่หนึ่ง คำพูดที่เขาพูดมีปัญหาใช่หรือไม่? อาจจะ...มีการข่มขู่เล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงยื่นมืออกมาบีบแก้วของหลี่ลั่ว“ไม่ตีก้นของเจ้าหรอก” ปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนเล็กน้อย

              แต่ว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่นั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้

              หลี่ลั่วพบว่าการมีความรักกับเด็กหนุ่มอายุสิบสามปีไม่สามารถเอ่ยว่ามีความรักได้เขาตบมือของกู้จวิ้นเฉินออก “เช่นนั้นท่านพี่ฉีอ๋องหมายความว่าอย่างไรเล่า?ไม่อยากให้ข้าเขียนจดหมายให้ท่าน และไม่อยาก...ไม่อยาก...”เมื่ออยู่ต่อหน้าอีกฝ่าย แม้จะอยู่ในร่างของเด็กห้าขวบ แต่จริงๆ แล้วจิตวิญญาณของหลี่ลั่วเป็นคนอายุยี่สิบปีกว่าๆหากต้องให้พูดคำพูดพลอดรักเขารู้สึกลำบากใจเหลือเกิน

              กู้จวิ้นเฉินเลิกคิ้ว “ไม่อยากอันใด?”   

              ในขณะที่กู้จวิ้นเฉินตกอยู่ในห้วงความคิด แววตามีความสงสัยใบหน้าของหลี่ลั่วค่อยๆ แดงก่ำขึ้นมา “และไม่อยากให้ข้าจุมพิตท่านใช่หรือไม่?”

              บทสนทนาของทั้งสองคนไม่ได้เจตนาใช้น้ำเสียงให้เบาลงแต่ต่อให้พูดเสียงเบาเป็นพิเศษ ด้วยความสามารถในการฟังของจวิ้นอีและหลี่ฉางเฉิงพวกเขาย่อมได้ยิน และรถม้าด้านในกับด้านนอกนั้นแทบจะกั้นเสียงอันใดไม่ได้

              ทั้งสองคนต่างมองหน้าอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ความคิดในใจนั้นน่าจะเหมือนกัน นี่ท่านอ๋องกับเสี่ยวโหวเหฺย...กำลังเกี้ยวพานกันอยู่หรือ?ผู้หนึ่งเป็นชายหนุ่มอายุสิบสามปี ผู้หนึ่งเป็นเด็กน้อยอายุห้าขวบ จะอย่างไรพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะคิดและจินตนาการ

              กู้จวิ้นเฉินวางหนังสือลง มือแข็งแรงทั้งคู่ยื่นไปอุ้มหลี่ลั่วมาวางลงบนขาของตน

              หลี่ลั่วเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

              กู้จวิ้นเฉินยกยิ้มมุมปากรอยยิ้มคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน “เปิ่นหวางมิใช่อนุญาตแล้วหรือไรเล่า?

              “หา?”

     

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774