ยามราตรีจากไปแล้ว เสียงร้องของจักจั่นยังคงดังอย่างไม่ขาดสาย ตะเกียงน้ำมันที่ดับไปตอนไหนก็ไม่อาจจะทราบได้ สองแม่ลูกนอนหลับสนิทอยู่ข้างกันบนเตียงไม้ในห้อง
พออาทิตย์โผล่ขึ้นขอบฟ้า ไก่ก็ขันเป็สัญญาณของวันใหม่
หนิงเยี่ยนเดินออกมาจากห้อง สูดเอาอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าเข้าเต็มปอด เธอรู้สึกสดชื่นทั้งกายและใจ สายตาทอดมองไปยังท้องฟ้าสีครามที่เหมือนกับผ้าย้อมใหม่ หนิงเยี่ยนรู้สึกว่าการได้ข้ามภพมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายเสียทีเดียว
หนิงเยี่ยนตักน้ำจากบ่อน้ำข้าง ๆ เมื่อล้างหน้าบ้วนปากเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเดินไปยังห้องครัว เพื่อจุดไฟต้มน้ำ จากนั้นจึงต้มโจ๊กผักใส่เนื้อแล้วลงมือนึ่งขนมจีบ เธอกลับไปที่ห้องเพื่อปลุกเ้าหนูน้อยที่ยังนอนอยู่บนเตียงให้ลุกขึ้นมา
“หนิงโหย่วหยู ลุกออกไปวิ่งกัน”
“วิ่ง ?”
“ใช่ มันดีต่อสุขภาพนะ”
ว่าแล้วก็จัดแจงจับเ้าหนูเปลี่ยนชุดใหม่ ถือโอกาสที่อากาศยังเย็นสบายยามเช้า วิ่งไปตามทางขึ้นูเา
ยังเช้าตรู่แบบนี้แต่คนก็ออกมาเยอะพอสมควร หวงชื่อภรรยาของช่างตีเหล็กในหมู่บ้านที่กำลังเดินแบกจอบอยู่บนถนน พอเห็นหนิงเยี่ยนผ่านไปสายตาก็แสดงความใออกมา หญิงบ้าประจำตระกูลหนิงที่ปกติไม่เคยออกจากบ้าน วันนี้ไม่เพียงแต่ออกมาจากบ้าน อีกทั้งยังใส่ชุดใหม่แถมเอาลูกชายออกมาด้วย แปลกจริง
“นังหนูหนิงเยี่ยน ทำไมวันนี้ตื่นเช้านักล่ะ”
“ป้าหวงอรุณสวัสดิ์!”
หนิงเยี่ยนเอ่ยทักทาย แล้ววิ่งต่อ
เ้าหนูน้อยเองก็ทักทายเช่นกัน
“ท่านยายอรุณสวัสดิ์!”
ทำเอาหวงชื่อตกอกใกว่าเดิม คนที่ปกติกลัวคนจนหัวหด ไม่อยากเชื่อว่าวันนี้จะมาเอ่ยปากทักทายกัน
มองเห็นเ้าหนูน้อยหนิงโหย่วหยูสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ หวงชื่อก็รู้สึกโล่งใจ ในที่สุดหญิงบ้าตระกูลหนิงก็รู้ความแล้วสินะ
ถึงเด็กน้อยจะไม่มีพ่อ แต่อย่างไรก็เป็เืเนื้อเชื้อไขที่ตนให้กำเนิดมา ถ้าไม่เลี้ยงดูดี ๆ จะไปหวังพึ่งยามแก่คงไม่ได้
หลังจากวิ่งผ่านหวงชื่อมา บนถนนยังได้พบเจอคนอื่นอย่างไม่ขาดสาย
หนิงเยี่ยนทักทายผู้คนเป็ระยะอย่างไม่กลัวว่าคนจะเข้าใจผิดว่าเธอเปลี่ยนไปเพราะถูกผีสิง แต่เอาเข้าจริงในยุคนี้ มีผู้ชายบางส่วนจนอายุเข้า 30 ปีถึงรู้ความ รู้จักรับผิดชอบ เทียบกับผู้ชายพวกนั้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงของเธอมันธรรมดามาก
วิ่งตามถนนทางลงูเาได้ 1 รอบ ก็กลับบ้าน เมื่อถึงบ้านก็พบว่าไฟที่หม้อมอดดับลงไปแล้ว
พอล้างมือ หนิงเยี่ยนก็พาเ้าหนูน้อยที่หน้าแดงเพราะความเหนื่อยลงมานั่งกินข้าวที่โต๊ะไม้ ขณะที่กำลังเติมโจ๊กเนื้อลงใส่ชาม ซดโจ๊กไปหนึ่งคำ ที่ลานบ้านก็มีเสียงของฝีเท้าดังขึ้นมา
ตึก ๆ ๆ ๆ
หนิงเยี่ยนวางชามในมือ ลุกไปเปิดประตู มองออกไปก็พบว่าเป็หนุ่มน้อยคนหนึ่ง สวมเสื้อผ้าเนื้อดีสีฟ้าคราม ดูสะอาดสะอ้าน ท่าทางมีความรู้และการศึกษา คนผู้นี้คือน้องชายของเ้าของร่างเดิม “หนิงเชียนฉือ” ลูกชายที่สวีชื่อรักปานไข่ในหิน
“พี่”
“เข้ามาก่อนสิ กินอะไรมาหรือยัง”
หนิงเยี่ยนว่าแล้วเดินเข้าไปห้องครัวหาชามออกมาใบหนึ่ง เธอตักโจ๊กเนื้อใส่ชามแล้วชวนหนิงเชียนฉือมากินด้วยกัน
ตามความทรงจำของร่างเดิม คนจากบ้านนั้นก็มีแค่น้องชายคนนี้ที่มีเจตนาดีต่อเธอ ไม่มีอะไรกินก็คอยส่งข้าวสารอาหารแห้งให้ ถึงวันปีใหม่ก็ขโมยเอาเนื้อหมูมาให้อยู่หลายขีด
ถ้าเกิดไม่มีน้องชายคนนี้ เ้าของร่างเดิมคงหิวตายไปนานแล้ว คงจะไม่รอดจนเธอข้ามภพมายังที่แห่งนี้
หนิงเชียนฉือนั่งลงบนตอไม้อย่างเป็ธรรมชาติ ยกชามโจ๊กที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมา พอเห็นข้าวขาวในชาม ดวงตาก็เต็มไปด้วยความสับสน ซดโจ๊กเข้าไปหนึ่งคำ ในปากยังมีรสชาติของเนื้อ
“พี่ข้าต้มโจ๊กได้อร่อยจริง ๆ”
“ดี งั้นกินเยอะ ๆ ล่ะ”
“อื้ม”
หนิงเชียนฉือพยักหน้า เขามาที่นี่ อันที่จริงอยากจะมาถามว่า เมื่อวานที่บ้านเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พอเขากลับมาจากสำนักสอนในเมืองก็พบว่าที่บ้านเละเทะเสียยิ่งกว่าโจ๊กในหม้อ
ถ้าเกิดว่าเมื่อวานเขากลับบ้านช้ากว่านั้น เกรงว่าแม่คงจะถูกย่าตีจนตาย
แต่ผิดคาดที่พอมาถึงบ้านพี่สาวแล้วก็รู้สึกผิดขึ้นมา เพราะเห็นพี่สาวที่ทำท่าทีเหมือนไม่ได้ก่อเื่วุ่นวายอะไรแล้ว เขาก็กลืนคำตำหนิที่เตรียมมาไว้ลงท้องเสียหมด
พี่สาวเคยเป็หญิงสาวที่อ่อนหวานและยิ้มง่าย
เพียงแค่ว่า....นางได้พบเจอเหตุการณ์ที่ใครหลายคนก็ไม่อยากจะพบเจอ ถ้าเกิดพี่สาวขัดคำแม่แต่แรก แล้วทนทำไร่ทำนาต่อไป คงจะไม่โดนโจรูเามันขืนใจเอา และคงไม่โดนิ่เกียรติเช่นนี้
แน่นอนว่าหนิงเชียนฉือไม่มีทางรู้ ว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่เพราะเ้าของร่างไม่กลับบ้าน แต่เป็เพราะถ้ายังทำงานในไร่นาไม่เสร็จก็กลับบ้านไม่ได้ แล้วคนในบ้านตระกูลหนิงก็ปัดความรับผิดชอบแต่ไหนแต่ไรมา
พอพบว่าเ้าหนูหนิงโหย่วหยูที่อยู่ด้านข้างสวมเสื้อผ้าใหม่เอี่ยม หนิงเชียนฉือจึงถามขึ้นมา
“เ้าหนูน้อยนี่เป็เด็กฉลาดรู้ความ พี่ควรจะดูแลเ้าหนูนี่ให้ดีตั้งนานแล้ว”
“……”
หนิงเยี่ยนไม่อยากตอบอะไร เพราะเธอไม่ใช่คนเดิม เธอจึงไม่ได้เอาเื่นี้มาใส่ใจ ไม่ใช่แค่นั้นแต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนเป็คนอื่นแล้ว เป็อันว่าผู้หญิงที่ถูกข่มขืนแล้วต้องเลี้ยงดูลูกคนนั้น ตอนนี้ในใจไม่มีเื่นั้นติดค้างแล้วล่ะ
หนิงเยี่ยนไม่ได้โต้ตอบบทสนทนานั้นต่อ เธอถามเื่อื่นขึ้นมาแทน
“เตรียมสอบขุนนางเป็อย่างไรบ้างล่ะ ที่บ้านนั้นคงจะเฝ้าฝันให้เ้าได้ตำแหน่งขุนนาง”
“ข้ายังพอมีเวลา เื่พวกนี้ชะตากำหนดไว้แล้ว รีบเร่งมิได้”
“อืม”
ตามจริงแล้วหนิงเยี่ยนไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับหนิงเชียนฉือขนาดนั้น พอคุยกันได้พักใหญ่ หนิงเยี่ยนก็เดินไปจัดการบ้านที่ยุ่งเหยิง
หนิงเชียนฉือนั่งอยู่อีกพักหนึ่ง ก็กลับบ้านตัวเองไป พอถึงบ้านเสียงด่าของน้าหนิงหว่านก็ดังเข้าหู
รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป เขาเดินกลับเข้าห้อง เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ เขาจึงจุดเครื่องหอม และนั่งประจำที่โต๊ะ นำหนังสือสอบที่ผ่านการใช้งานอย่างหนักออกมา แล้วอ่านอย่างตั้งใจ
*****
หนิงเชียนฉือมาเยี่ยมที่บ้าน ไม่ได้นำความเปลี่ยนแปลงอะไรมาสู่ชีวิตของหนิงเยี่ยน
หนิงเยี่ยนถอนวัชพืชที่ลานบ้าน เก็บกวาดหินกรวดออกไป ถนนจึงเรียบขึ้นมาก หลังจากจัดการเสร็จ เธอมองไปยังรั้วที่อยู่ตรงตีนเขา ถ้ามีรั้วนี้ล้อมบ้าน คงไม่ต้องกังวลว่าจะมีสัตว์ร้ายลงมาจากูเา เฮ้อ...จะว่าไป สองสามปีมานี้เ้าของร่างเดิมก็อยู่อย่างปลอดภัยมาตลอด โชคดีจริง ๆ
แต่หนิงเยี่ยนคนปัจจุบันนี้ดวงไม่ดีเสียเลย แต่เธอก็เตรียมตัวมาดีแต่เนิ่น ๆ ยื่นมือไปลูบสะเก็ดแผลที่หน้าผากอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ถือเงินไปที่บ้านของป้าหวงชื่อ
สามีของป้าหวงชื่อเป็ช่างตีเหล็ก ตอนนี้เธอ้าขวาน ถ้าอยากได้ของแบบนี้ยังไงก็ต้องไปบ้านป้าหวงชื่อ แต่น่าเสียดายเงินที่เพิ่งได้มาหมดเร็วยิ่งกว่าน้ำไหล
ดูท่าเธอคงต้องหาช่องทางในการหาเงินแล้ว
ถ้าตามความทรงจำ เธอน่าจะมาถึงบ้านป้าหวงชื่อแล้ว เธอเคาะประตู คนที่เปิดประตูออกมาคือชายที่เปลือยท่อนบน ผิวดำคล้ำ เหงื่อไหลชโลมไปบนกล้ามเนื้อแน่น ๆ
คนผู้นี้ก็คือ จางเถี่ยจู้ ลูกชายของป้าหวงชื่อ เขาเพิ่งแต่งลูกสะใภ้เข้าบ้านไปเมื่อปีที่แล้ว แต่โชคไม่ดีพอภรรยาของเขาคลอดลูกเธอก็ตายจากไป เหลือไว้แต่เพียงลูกสาวชื่อ เสี่ยวเฉ่า
“ป้าหวงไม่อยู่หรือ? ข้าอยากได้ขวานตัดฟืนสักสองด้าม....”
“แม่ไปส่งของในเมือง”
จางเถี่ยจู้ตอบกลับอย่างอู้อี้และถอยหลังเพื่อให้หนิงเยี่ยนได้เดินเข้าไปในบ้าน เขานำหนิงเยี่ยนไปยังห้องที่มีเครื่องมือที่ทำจากเหล็กวางอยู่ ในนั้นมีทั้ง มีดหั่นผัก กรรไกร และของใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป
ถึงแม้ตระกูลนี้จะเป็โรงเหล็กที่มีชื่อเสียงในละแวกนี้ แต่ก็มีของจำนวนไม่เยอะ เพราะยุคสมัยนี้มีการจำกัดการใช้เหล็ก ของที่ทำจากเหล็กล้วนแต่มีราคาแพง ต่อให้แม้จะเป็โรงเหล็กแต่ก็ไม่ได้มีของใช้ที่ทำจากเหล็กเยอะ ไม่ต้องเอ่ยไปถึงเื่คุณภาพ แค่พอใช้งานได้ก็เพียงพอ
หนิงเยี่ยนเลือกหยิบจอบกับขวานที่จำเป็ต้องใช้งานอย่างเร่งด่วน พอจ่ายเงินเธอก็ถามขึ้นมาว่า
“พี่เถี่ยจู้ ข้าอยากดูเตาหลอมเหล็กหน่อยจะได้ไหม ?”
“จะดูไปทำไม มันร้อนจะตาย”
“……”
หนิงเยี่ยนไม่ตอบ เธอไม่กล้าบอกหรอกว่าเธอไม่ชอบเครื่องเหล็กเหล่านี้ พวกงานเหล็กที่บ้านตระกูลเจียหลอมขึ้นมา มันเทียบกับอาวุธเหล็กที่ใช้ในยุคของเธอแทบไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็ความแข็งแรง ความทนทาน เธอไม่พอใจเลยสักอย่างเดียว
หนิงเยี่ยนคิดอยู่ครู่ใหญ่ เธอจึงตัดสินใจลองออดอ้อนแบบพวกสาวน้อย ทำตาแป๋วพลางมองไปยังจางเถี่ยจู้
........................