“เหมือนว่าพวกเจ้าจะพร้อมแล้วนะ” เทพกระบี่คงหมิงได้กล่าวออกมาหลังจากที่เห็นว่าแต่ละคนสามารถบรรลุระดับชั้นได้อย่างรวดเร็ว ผู้เยาว์สมัยนี้มีความแข็งแกร่งมากกว่าสมัยเขาเสียอีก โดยเฉพาะเซี่ยชิงเอ๋อร์และอูหลินเฟิง
เซี่ยชิงเอ๋อร์ ถือได้ว่ามีพรสวรรค์ด้านกระบี่มากที่สุดนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโดยแท้ ในฐานะมือกระบี่แล้วน่าอิจฉาเซี่ยอู๋หยายิ่งนักที่มีผู้สืบทอดเช่นนี้ได้
อูหลินเฟิงเองก็ถือว่ามีพรสวรรค์ด้านพลังวิญญาณมากมาย มากเสียยิ่งกว่าอาจารย์ของเขาตอนยังมีชีวิต น่าเสียดายที่วิถีกระบี่ของอูหลินเฟิงไม่ใช่สายพลังโจมตีหรือพละกำลังแบบเดียวกับเขา เขาจึงไม่ได้รับอูหลินเฟิงเป็นศิษย์อีกคน แต่อย่างน้อยที่สุดอูหลินเฟิงก็ได้เคล็ดวิชาเพลงกระบี่สยบธาตุของเขาไป จากการที่สามารถชนะร่างเงาของเขาได้ อย่างน้อยที่สุดเคล็ดวิชากระบี่ไร้ธาตุก็ไม่ได้หายไปจากยุทธภพโดยสมบูรณ์
แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มีผู้สืบทอดด้านเพลงหมัดเช่นกัน ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นและมั่นคงของลี่เจียงแม้จะไม่ได้เป็นอัจฉริยะเท่ากับอีกสองคน แต่ความมุ่งมั่นนี้พร้อมกับสิ่งที่เขาถ่ายทอดให้ในอนาคตย่อมแข็งแกร่งไม่แพ้กับอีกสองคนแน่นอน เพราะอาศัยเพียงพลังใจที่มากล้นก็สามารถทนรับการประสานดวงจิตของจอมอสูรเข้าร่างกายได้จึงสามารถกลายเป็นชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นสูง ทำให้ตอนที่หากนับเพียงระดับพลังลมปราณลี่เจียงมีระดับสูงที่สุด
“ขอรับพวกข้าพร้อมแล้วที่จะออกไปจากสุสานแห่งนี้ อูหลินเฟิงกล่าว” ด้วยระดับพลังปัจจุบัน คงไม่สามารถยกระดับต่อไปได้อีกภายในเวลาอันสั้น คงจำเป็นจะต้องออกไปจากสุสานแห่งนี้
“อย่างที่ข้าบอกไป ตอนนี้มีกลุ่มคนมากมายต่างรออยู่ที่หน้าสุสาน คิดว่าจะต้านพวกนั้นไหวหรือ จำนวนตอนนี้มีมากกว่าสองหมื่นคนที่กำลังรออยู่หน้าสุสาน ภายในนั้นเป็นเพียงนักสู้ระดับสี่ถึงหกจำนวนมากกว่าหมื่นแปดพันคน มีจอมยุทธ์พันกว่าคน ส่วนราชันเพียงไม่กี่ร้อยเท่านั้น ส่วนชนชั้นจักรพรรดิเป็นคนจากสำนักเดียวกับพวกเจ้าแต่ว่ามีจำนวนเพียงห้าคน” เทพกระบี่คงหมิงได้กล่าวออกมา เขาย่อมรู้สถานการณ์ด้านหน้าของสุสานตัวเองเป็นอย่างดี จำนวนขนาดนั้นมากเกินไปสำหรับคนเก้าคนที่เหลือรอดภายในสุสาน
“สหายอู มีแผนหรือไม่” ลี่เจียงได้ถามออกไป ขนาดเมื่อกี้ที่มีเพียงสามร้อยคนที่พยายามพุ่งเข้ามาเพื่อไปหากระบี่เหนือสวรรค์เขายังไม่สามารถต้านได้นี่กลับเป็นหลักหมื่นเขาย่อมไม่สามารถที่จะหลบหนีได้อย่างง่ายดาย
“ย่อมต้องมีอยู่แล้ว แถมยังง่ายดายมากยิ่งนัก” อูหลินเฟิงกล่าว แม้ว่าจะมีคนจำนวนมากมายแต่คนจำนวนมากเหล่านั้นกลับเป็นพวกระดับกลาง แม้ว่าจะมีชนชั้นจักรพรรดิอยู่ภายในนั้นแต่คนพวกนั้นกลับเป็นผู้อาวุโสของพรรคสิบกระบี่หรือสถาบันร้อยศาสตราที่มาพร้อมเซี่ยชิงเอ๋อร์และลี่เจียงกับอูหมินจิง
“แต่ก่อนหน้านั้น เจ้าควรจะผนึกพลังของตัวเองก่อนดีกว่า ตอนที่เจ้าเข้ามามีระดับพลังลมปราณเพียงระดับ ห้า เท่านั้นแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นจอมยุทธขั้นสูง ไม่ว่าใครก็ต้องดูออกว่าเจ้าได้รับมรดกมหาศาลจากสุสานแห่งนี้ เอาไว้รอเจ้ามั่นใจถึงสถานการณ์ว่าปลอดภัยค่อยเปิดเผยที่ดีกว่า” อูหลินเฟิงกล่าวเตือนสหายของตนเอง
“ขอบใจสหายอูที่เตือน” ลี่เจียง เมื่อได้รับคำเตือนจงโคจรลมปราณกดระดับพลังของตนเองให้เหลือเพียงระดับหกขั้นต้นเช่นเดียวกับอูหลินเฟิง
“เอาล่ะได้เวลาออกไปแล้ว รับรองไม่ว่าอย่างไรพวกนั้นก็ไม่สามารถสังหารเราเพื่อแย่งชิงมรดกได้แม้แต่คนเดียว” อูหลินเฟิงกล่าว
..
..
ด้านหน้าสุสานทางเข้าของสุสานเทพกระบี่คงหมิง หลังจากที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านไปยังม่านพลังชั้นที่สองได้ ต่างโดนค่ายกลเคลื่อนย้ายของสุสานเทพกระบี่เคลื่อนย้ายออกมาด้านหน้าสุสานทั้งหมด เท่ากับว่าตอนนี้ทุกคนอยู่ภายนอกสุสานกันหมด
หลังจากที่รอมาถึงสิบห้าวัน ประตูของสุสานค่อยๆ เปิดออกมา พร้อมกับที่มีร่างของวิหคสีขาวขนาดใหญ่พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ความเร็วนั้นประสานไว้ด้วยปราณแห่งแสงและปราณแห่งวายุ ความเร็วอันมากมายของมันราวกับต้องการหนีคนทั้งหมดที่ยืนอยู่ตรงนั้น สิ่งนั้นทำให้หลายคนมั่นใจว่าคนที่อยู่บนหลังของวิหคสีขาวจะต้องได้รับมรดกมากมายของเทพกระบี่คงหมิงอย่างแน่นอน
“ออกมาแล้ว!! ผู้ที่ได้มรดกจากสุสานแห่งนี้ออกมาแล้ว!” เสียงของคนที่รออยู่ต่างตะโกนออกมาเมื่อเห็นว่ามีคนสามารถออกมาจากสุสานได้
“ตามไป อย่าปล่อยให้มันนำมรดกของสุสานไปคนเดียว”
เสียงมากมายที่มาจากความโลภของคนที่ไม่อาจเข้าไปภายในสุสานได้ต่างดังขึ้นหลังจากที่เห็นวิหคสีขาวขนาดใหญ่ พวกนั้นไม่ใช่เพียงพยายามตามไปเท่านั้น แต่กลับมีหลายคนที่พยายามส่งคลื่นดาบหรือคลื่นกระบี่โจมตีไปยังวิหคสีขาวเพื่อต้องการหยุดยั้งการเคลื่อนที่ของวิหคสีขาวที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง คลื่นโจมตีพวกนั้นราวกับหาฝนที่พุ่งจากพื้นดินตรงสู่ฟากฟ้าเข้าหาวิหคสีขาว
“นั่นมัน!! ลูกศิษย์จากพรรคสิบกระบี่ของเรา ปกป้องพวกเขาเร็ว” พรรคสิบกระบี่ได้นำผู้อาวุโสชนชั้นจักรพรรดิมาถึงสามคน ผู้อาวุโสเคราขาวที่เป็นผู้นำในครั้งนี้หลังจากที่เห็นว่าลูกศิษย์ของพรรคตนเองที่เข้าไปสามารถออกมาได้ทั้งหมด หมายความว่า พรรคของเขาทำภารกิจสำเร็จ และ ได้มรดกจากสุสานเทพกระบี่คงหมิงมา ผู้อาวุโสเคราขาวจึงตะโกนสั่งให้ผู้อาวุโสคนอื่นเข้าไปปกป้องวิหคที่กำลังบินหนี ผู้อาวุโสทั้งสามต่างออกกระบี่เร่งลมปราณของตนเองเพื่อขัดขวางคนหลายร้อยหลายพันที่พยายามพุ่งเข้าหาวิหคสีขาว แม้แต่อสุรกายโลหิตที่กินร่างของผู้อาวุโสที่มีแผลเป็นบนหน้าก็ทำทีเป็นปกป้องวิหคสีขาวเช่นกัน
“ลูกศิษย์ของสถาบันร้อยศาสตราเองก็รอดออกมาเช่นเดียวกัน ปกป้องวิหคตัวนั้น!!” อาจารย์ของสถาบันร้อยศาสตราเองเมื่อเห็นลูกศิษย์ของตนเองอยู่บนวิหคสีขาวก็เข้าไปปกป้องวิหคสีขาวเช่นกัน แต่ว่าด้วยจำนวนที่น้อยกว่า แม้ว่าพวกเขาจะเป็นถึงสิบยอดสำนัก ถึงสองสำนักและยังมีชนชั้นจักรพรรดิที่มีกำลังรบมากที่สุดภายในนี้ถึงห้าคน ร่วมมือกันเพื่อปกป้องวิหคสีขาว แต่ว่าก็ไม่อาจปกป้องได้ทั้งหมด
รังสีกระบี่มากมายต่างตรงเข้าหาวิหคสีขาวอย่างรวดเร็ว ตูมม!! เสียงระเบิดพร้อมกับฝุ่นควันมากมายได้เกิดขึ้นเมื่อรังสีกระบี่เหล่านั้นโจมตีถูกวิหคสีขาว แต่ว่าในเวลาเพียงไม่นานกลับมีวิหคสีขาวอีกนับสิบตัวพุ่งออกจากควัน และพุ่งตัวแยกออกไปเป็นสิบทิศทาง
“อะไรกัน!!”
“ทางไหนตัวจริงกันแน่”
คนมากมายที่พยายามตามมาต่างสับสนกับวิหคสีขาวทั้งสิบตัวที่พุ่งออกไปยังสิบทิศทาง อีกทั้งความเร็วของวิหคสีขาวยังเพิ่มมากขึ้นจากเมื่อครู่เกือบห้าเท่า ราวกับว่าความเร็วเมื่อกี้เป็นเพียงตัวล่อให้เกิดการโจมตี ส่วนนี่คือความเร็วที่แท้จริงของวิหคสีขาว ความเร็วของมันตอนนี้เหนือกว่าราชันที่มีปราณวายุเสียอีก
“ตาม” แต่ละคนต่างเลือกที่จะตามไปยังวิหคสีขาวแต่ละตัวที่ตนเองต่างอยากให้เป็นตัวจริง คนเกือบสองหมื่นต่างแยกกันเป็นสิบทิศทาง จนในที่สุดที่หน้าประตูสุสานก็ไม่เหลือคนเลยแม้แต่คนเดียว
..
“คนพวกนั้นต่างก็ตาม ชิกิงามิของท่านไปจริงๆ ด้วยท่านพี่” เสียงของอูหมินจิงดังออกมาที่หน้าสุสานจากนั้นร่างของคนทั้งเก้าต่างค่อยๆ ออกมาจากอากาศ พวกเขาถูกซ่อนโดยยันต์มายาและจิตซ่อนเร้น โดยที่อูหลินเฟิงใช้ชิกิงามิหลอกล่อคนที่อยู่หน้าสุสานแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง ด้วยพลังวิญญาณที่มหาศาลที่พัฒนาหลังจากเข้าไปในสุสาน จึงสามารถสร้างชิกิงามิระดับสูงสิบตัวพร้อมกันได้โดยไม่มีปัญหา
“พวกที่ถูกความโลภบังตาต่างไม่ได้มีสติวิเคราะห์มากมายนักหรอก ว่านั่นเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม” อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นได้หันกลับไปมองคนทั้งหมด
“เท่านี้พวกเราก็สามารถแยกย้ายกันได้โดยปลอดภัยแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว
“พี่ใหญ่ท่านจะกลับไปหาปราชญ์วิญญาณหรือขอรับ”
“ข้าคิดว่าจะกลับไปที่ตระกูลก่อน หากเป็นไปได้ข้าอยากนำมรดกบางส่วนไปมอบให้กับท่านพ่อ เพื่อให้เขาเสริมความแข็งแกร่งให้กับตระกูลมากที่สุด เพราะในอีกไม่นานคงมีหลายคนที่พยายามไปก่อกวนที่ตระกูลอู ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นศิษย์ของปราชญ์วิญญาณก็ตาม แต่ก็อาจมีพวกพักระดับสูงบางคนที่ไม่รักตัวกลัวตาย สร้างความกดดันทางอ้อมให้แก่ตระกูลอูก็เป็นได้”
“เช่นนั้นข้าขอเดินทางไปด้วยได้หรือไม่ ข้าเองก็อยากกลับไปยังตระกูลเช่นกัน” ลี่เจียงกล่าว เขาเองก็ต้องการมอบมรดกที่ตัวเองได้รับให้กับตระกูลลี่เช่นกัน
“ข้าก็ขอไปด้วย” อูหมินจิงเองก็ต้องการกลับไปยังตระกูลเช่นกัน
“ส่วนข้าขอแยกตรงนี้เลยแล้วกัน” จอมยุทธ์ชุดฟ้าได้กล่าวออกมาพร้อมกับพุ่งตัวออกจากกลุ่มอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้อยากอยู่กับอูหลินเฟิงนานกว่านี้ เพราะไม่แน่ว่าอูหลินเฟิงอาจเปลี่ยนใจมาสังหารเขาเมื่อไหร่ก็ได้
“ส่วนพวกข้าก็จะเดินทางกันไปเอง ขอแยกตรงนี้เช่นกัน ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยชีวิตข้า ทำให้ข้าได้กระบี่และเคล็ดวิชาที่สาบสูญของพรรคสิบกระบี่คืน” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว
“ไม่เป็นไร ภายในสุสานเทพกระบี่คงหมิงข้าก็ได้ความแข็งแกร่งของท่านผ่านบททดสอบเช่นกัน” อูหลินเฟิงกล่าว หากเขาและนางไม่ได้ถูกส่งไปยังบททดสอบเดียวกันตัวเขาย่อมไม่มีวิธีในการสังหารมังกรเหมันต์ได้ และเขายังได้ดวงจิตวิญญาณมังกรเหมันต์ภายในบททดสอบแห่งนั้น
จากนั้นคนทั้งหมดต่างแยกย้ายไปยังจุดหมายของตนเอง อูหลินเฟิงสร้างภูตวิหคขาวตัวจริงขึ้นมา อูหลินเฟิง ลี่เจียง อูหมินจิง ต่างกระโดดขึ้นไปบนหลังของภูตวิหคขาว จากนั้นภูตวิหคขาว ก็ได้โบยบินด้วยความเร็วสูง ความเร็วของมันย่อมมากกว่าชิกิงามิที่อูหลินเฟิงสร้างขึ้น เดินทางออกไปจากที่แห่งนั้นอย่างรวดเร็ว
อาศัยความเร็วของภูตวิหคขาวใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน คนทั้งสามก็สามารถเดินทางกลับมาอย่างเมืองล่องเมฆาได้อย่างปลอดภัย ลี่เจียงได้แยกไป ยังตระกูลลี่ ส่วนอูหลินเฟิงและอูหมินจิงก็เดินทางกลับตระกูล เมื่ออูหลินเฟิงเดินทางกลับตระกูลเขาก็ตรงเข้าไปพบกับอูไต้หรงทันที
“เฟิงเอ๋อร์ จิงเอ๋อร์ พวกเจ้ามาพร้อมกันได้อย่างไร” อูไต้หรงถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นคนทั้งสองกลับมาที่ตระกูลพร้อมกันเพราะว่าบุตรชายของเขาทั้งสองตอนนี้สมควรอยู่คนละที่
“เรื่องมันยาวขอรับ เริ่มจาก….” อูหลินเฟิงได้เริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการปรากฏตัวของแผนที่สุสานของเทพกระบี่คมหมิง รวมถึงเรื่องราวบางอย่างภายในสุสาน และยังได้มอบมรดกมากมายให้กับอูไต้หรง เพื่อนำไปพัฒนาให้กับตระกูลให้เร็วที่สุด
“ได้มีเจ้าเป็นบุตรชายช่างเป็นโชคดีของข้ายิ่งนัก” อูไต้หรงกล่าวออกมาอย่างภูมิใจ บุตรชายของเขาทั้งสองคนคือความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของเขา ด้วยทรัพยากรมหาศาลที่อูหลินเฟิงมอบให้ ใช้เวลาเพียงครึ่งปีตระกูลอูอาจจะสามารถพัฒนาไปสู่ตระกูลระดับสูงเลยก็ได้ แต่น่าเสียดายที่ตระกูลอูยังไม่อาจหาสมบัติเทพ กระถางเทพวิหคอัสนีภพ หากพวกเขาสามารถหาสมบัติเทพที่สูญหายไปได้ ด้วยสมบัติเทพและทรัพยากรที่ได้มาย่อมกลับไปเป็นตระกูลในระดับมหาตระกูลอีกครั้งได้อย่างง่ายดาย
“เรื่องของแผนที่เทพกระบี่คงหมิงทางตระกูลอูเองก็ได้ข่าวเช่นกันแต่ว่า เพราะว่ามันมีแผนที่นั่นกระจายไปทั่วทั้งทวีป ข้าจึงไม่ยอมให้คนของตระกูลไปที่สุสานแห่งนั้น” อูไต้หรงกล่าว ถึงแม้ว่าสุสานของเทพกระบี่คงหมิงย่อมต้องมีมรดกที่น่าเย้ายวนใจแต่ว่าการที่แผนที่เดินทางไปสู่สุสานเทพกระบี่ปรากฏขึ้นมากมายพร้อมกันย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดารวมถึงตอนนี้เองแผนที่ของสุสานเทพดาบก็ปรากฏขึ้นมาเช่นกัน แต่พอหลังจากที่ได้ยินเรื่องราว จากบุตรชายของตัวเองว่านี่อาจเป็นแผนของแดนจันทราโลหิต นับว่าถูกต้องที่เขาไม่ยอมให้คนของตระกูลเข้าร่วมการค้นสุสาน
หลังจากนั้นสามพ่อลูกต่างไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกัน และยังใช้เวลาอยู่ร่วมกันประมาณสองสามวันก่อนที่ อูหลินเฟิง จะเดินทางกลับไปยังปราสาทของปราชญ์วิญญาณ และ อูหมินจิงกับลี่เจียงเดินทางกลับสถาบันร้อนศาสตราพร้อมกัน
..
..
จบตอน