ตอนที่ 22 สรุปงานสัมมนา
เช้าวันจันทร์วนกลับมาอย่างรวดเร็วราวกับกะพริบตา ผมก้าวเท้าลงจากรถไฟฟ้าบีทีเอส เดินปะปนไปกับฝูงชนชาวออฟฟิศที่กำลังเร่งรีบมุ่งหน้าสู่ตึกระฟ้าใจกลางกรุงเทพมหานคร อากาศยามเช้าที่นี่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและควันไอเสียจากรถยนต์ ช่างแตกต่างจากกลิ่นไอทะเลสดชื่นและสายลมเย็นสบายที่ปราณบุรีเมื่อ่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ความทรงจำอันแสนหวานและเร่าร้อนตลอดสองวันสองคืนที่ผ่านมายังคงฉายชัดอยู่ในหัวของผมราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกเปิดวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ััจากริมฝีปากอวบอิ่ม กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ผสมผสานกับกลิ่นกายหอมละมุนของเธอ และเสียงครางกระเส่าที่ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ทุกอย่างมันชัดเจนจนทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาคนเดียวอย่างคนบ้า ร่างกายของผมยังคงจดจำััของผิวเนื้อเนียนนุ่มที่เสียดสีกันภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากตัวเธอมาถึงผมยังคงตราตรึงอยู่ในทุกอณูความรู้สึก ผมไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้ัักับความสุขที่เอ่อล้นขนาดนี้ ความสุขที่ได้ผู้หญิงที่ผมแอบรักมาตลอด
แต่เมื่อผมผลักประตูกระจกบานใหญ่ก้าวเข้าสู่ออฟฟิศ รอยยิ้มบนใบหน้าของผมก็ค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยความประหม่าและความเกร็งที่เริ่มก่อตัวขึ้นในช่องท้อง นี่คือโลกแห่งความเป็จริง โลกที่ผมเป็เพียง 'ตง' พนักงานระดับล่างต๊อกต๋อย และเธอคือ 'คุณรสริน' ผู้จัดการฝ่ายสุดเฮี้ยบผู้ทรงอำนาจและมีแต่คนเกรงกลัว ช่องว่างระหว่างวัยและสถานะทางสังคมกลับมาตอกย้ำให้ผมรู้สึกตัวอีกครั้ง ความเป็จริงที่แสนเ็าพัดพาเอาความฝันอันแสนหวานเมื่อวันหยุดให้ปลิวหายไป
"อ้าวตง มาเช้าจังเลยนะวันนี้" เสียงทักทายของพี่ฝ้ายดังขึ้นจากโต๊ะทำงานของเธอ ผมหันไปยิ้มตอบและกล่าวทักทายพี่ๆ ในแผนกที่เริ่มทยอยกันเข้ามา
"ครับพี่ฝ้าย วันนี้ตื่นเช้าไปหน่อยเลยรีบมาครับ" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูเป็ปกติที่สุด แต่ในใจกลับเต้นรัวด้วยความกังวล ผมพยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับบรรยากาศของออฟฟิศ แสร้งทำเป็ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อ่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผมแสร้งทำตัวเป็ปกติ วางกระเป๋าลงบนโต๊ะและเปิดคอมพิวเตอร์ทำงาน แต่สายตาของผมกลับคอยชะเง้อมองไปทางห้องทำงานส่วนตัวที่กรุด้วยกระจกฝ้าของผู้จัดการอยู่เป็ระยะๆ หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่นึกถึงว่าผมจะต้องเผชิญหน้ากับเธอในฐานะเ้านายกับลูกน้องอีกครั้ง ผมพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อโฟกัสกับงานตรงหน้า แต่มันก็ยากเหลือเกินเมื่อภาพใบหน้าหวานๆ ของเธอตอนที่อยู่บนเตียงยังคงลอยวนเวียนอยู่ในหัว
และแล้ว เวลาที่ผมทั้งรอคอยและหวาดหวั่นก็มาถึง...
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นทางเดินดังเป็จังหวะสม่ำเสมอและหนักแน่น ทุกสรรพเสียงในออฟฟิศเงียบกริบลงทันทีราวกับนัดกันไว้ พนักงานทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำง่วนอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง เสียงพูดคุยจอแจเมื่อครู่จางหายไปราวกับสายลม ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองภาพตรงหน้า มือของผมเย็นเฉียบและเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา
คุณรสรินปรากฏตัวขึ้นในชุดสูทกางเกงสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีตเข้ารูป ทับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาที่ติดกระดุมเรียบร้อยจนถึงคอ ผมยาวสลวยที่เคยปล่อยสยายรับลมทะเลเมื่อวันเสาร์ บัดนี้ถูกรวบตึงเป็มวยไว้ด้านหลังอย่างเนี้ยบกริบไม่มีหลุดลุ่ยแม้แต่เส้นเดียว ใบหน้าสวยเฉี่ยวถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนสีเข้ม เน้นดวงตาคมกริบที่ดูดุดันและริมฝีปากสีแดงสดที่เม้มสนิท รัศมีแห่งความน่าเกรงขามแผ่กระจายออกมารอบตัวเธอจนใครๆ ก็ััได้
เธอคือคุณผู้จัดการจอมเผด็จการคนเดิม คนที่ไม่มีใครกล้าสบตาด้วย... ไม่เหลือเค้าโครงของผู้หญิงขี้เหงาแสนอ่อนหวานที่ออดอ้อนอยู่บนเตียงกับผมเมื่อคืนวันอาทิตย์เลยแม้แต่น้อย ไม่มีรอยยิ้มขี้เล่น ไม่มีแววตาซุกซน มีเพียงความเคร่งขรึมและเยือกเย็นที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกคนที่ทำผิดพลาด
เธอเดินผ่านโต๊ะทำงานของผมไปโดยไม่ได้ปรายตามองมาที่ผมเลยสักนิด สายตาของเธอมองตรงไปข้างหน้า รังสีความเ็าและอำนาจแผ่ซ่านออกมาจนผมรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง เสียงส้นสูงของเธอค่อยๆ ห่างออกไปจนกระทั่งประตูกระจกห้องทำงานของเธอถูกปิดลง
'นี่สินะ... หน้ากากที่เธอต้องสวมใส่' ผมคิดในใจ พยายามปลอบประโลมความรู้สึกโหวงๆ ในอก ผมเข้าใจดีว่าเราตกลงกันไว้แล้วว่าเมื่ออยู่ที่ทำงาน เราต้องทำตัวให้เป็ปกติที่สุด เพื่อไม่ให้ใครสงสัยและเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของเธอ แต่พอเอาเข้าจริง การถูกเมินเฉยจากคนที่เพิ่งนอนกอดกันกลมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน มันก็ทำให้ผมแอบใจหายไม่ได้อยู่ดี ความรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ แล่นแปลบเข้ามาในอก ผมพยายามบอกตัวเองว่านี่คือบทบาทที่เราต้องเล่นในโลกแห่งความเป็จริง
"ตง! เอาเอกสารสรุปผลการสัมมนาเตรียมเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ด้วยนะ อีกสิบห้านาทีเราจะเริ่มประชุมกัน" เสียงเฉียบขาดของคุณรสรินดังทะลุกระจกห้องทำงานของเธอออกมา ทำเอาผมสะดุ้งสุดตัว น้ำเสียงของเธอไม่มีความอ่อนโยนเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย มันคือคำสั่งที่เฉียบขาดและ้าการตอบสนองในทันที
"ค... ครับคุณรส!" ผมรีบรับคำเสียงสั่น ลนลานหยิบแฟ้มเอกสารที่เตรียมไว้ขึ้นมาแนบอก มือของผมเย็นเฉียบและชื้นไปด้วยเหงื่อ ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้าหาญ ก่อนจะเดินตามหลังพี่ๆ คนอื่นมุ่งหน้าสู่ห้องประชุมใหญ่
...
บรรยากาศภายในห้องประชุมใหญ่ตึงเครียดและอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำพ่นลมเย็นเยียบออกมา แต่ผมกลับรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว ผมนั่งอยู่ที่มุมสุดของโต๊ะประชุมรูปไข่ยาว โดยมีพี่ชัย พี่ฝ้าย นั่งอยู่ถัดไป ผมพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเพื่อไม่ให้เป็จุดสนใจ แต่ความรู้สึกอึดอัดก็ยังคงเกาะกินอยู่รอบตัว
และที่หัวโต๊ะ... คือคุณรสริน เธอนั่งหลังตรงตระหง่าน กวาดสายตาคมกริบมองเอกสารในมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย แสงไฟนีออนสว่างจ้าสะท้อนกับกรอบแว่นตาของเธอ ทำให้เธอดูเยือกเย็นและเข้าถึงยากมากยิ่งขึ้น ทุกการเคลื่อนไหวของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจและสง่างามสมกับตำแหน่งผู้บริหาร
ตรงกันข้ามกับเธอ คือ 'พี่ท๊อป' ซีเนียร์โปรแกรมเมอร์หนุ่มรุ่นพี่ที่ขึ้นชื่อเื่ความปากร้าย ขี้ประจบ และชอบเอาหน้า เขานั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ แต่สายตาที่เขามองมาที่ผมนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและจับผิดอย่างเห็นได้ชัด พี่ท๊อปเป็ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาจัดว่าดูดี แต่มีแววตาเ้าเล่ห์และชอบดูถูกคนอื่นเสมอ
พี่ท๊อปเป็คนที่ผมไม่ค่อยชอบขี้หน้าเท่าไหร่ เขาชอบใช้อำนาจความเป็รุ่นพี่ข่มเหงคนอื่น โดยเฉพาะกับผมที่เป็เด็กใหม่ เขามักจะหาเื่ติเตียนและโยนงานหนักๆ มาให้เสมอ และที่สำคัญ... เขามักจะทำตัวเป็หมาหยอกไก่กับคุณรสรินอยู่เสมอ ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็น ผมเกลียดสายตาแทะโลมที่เขามองคุณรสริน เกลียดคำพูดหยอดคำหวานที่เขาพยายามพ่นออกมาทุกครั้งที่มีโอกาส
"เอาล่ะ เรามาเริ่มประชุมกันเลยดีกว่า" คุณรสรินเปิดฉากขึ้น น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่ทรงพลัง "สรุปผลตอบรับจากงานสัมมนาที่หัวหินเป็ยังไงบ้าง ชัย..."
พี่ชัยเริ่มรายงานผลการประเมินและภาพรวมของงาน ซึ่งทุกอย่างดูจะราบรื่นและเป็ไปตามเป้าหมายที่วางไว้ กราฟและตัวเลขต่างๆ บนจอโปรเจคเตอร์แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของงานสัมมนาครั้งนี้ ผมพยายามจดจ่ออยู่กับการฟังและจดบันทึก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองใบหน้าสวยคมของคุณรสรินเป็ระยะๆ ทุกครั้งที่สายตาของเราบังเอิญประสานกัน เธอจะรีบเบือนหน้าหนีและกลับไปตีหน้าขรึมตามเดิมอย่างรวดเร็ว ผมััได้ถึงความพยายามของเธอที่จะรักษาระยะห่างระหว่างเราเอาไว้
การประชุมดำเนินไปได้ประมาณยี่สิบนาที จนกระทั่งถึงวาระเกี่ยวกับปัญหาและข้อเสนอแนะ
"มีใครมีอะไรจะเสริมหรือมีปัญหาอะไรอยากจะรายงานไหม?" คุณรสรินถามขึ้นพลางกวาดสายตามองทุกคนในห้อง
ความเงียบปกคลุมห้องประชุมอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงกระแอมไอของพี่ท๊อปจะดังขึ้น
"ผมมีเื่นิดหน่อยครับคุณรส" พี่ท๊อปพูดขึ้นพร้อมกับยืดตัวตรง รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนมุมปาก "คือเื่งานสัมมนาน่ะ ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ จัดได้ดีเยี่ยมไร้ที่ติเหมือนทุกครั้งที่คุณรสเป็คนคุม... แต่มันมีเื่พฤติกรรมของพนักงานบางคนน่ะสิครับ ที่ผมคิดว่าเราควรจะต้องตักเตือนกันหน่อย"
คำพูดของพี่ท๊อปทำให้ทุกคนในห้องหันไปมองเขาเป็ตาเดียว รวมทั้งผมด้วย หัวใจของผมเริ่มเต้นแรงขึ้นด้วยความสังหรณ์ใจแปลกๆ ผมรู้สึกได้ถึงรังสีความมุ่งร้ายที่แผ่พุ่งมาจากตัวเขา
คุณรสรินขมวดคิ้วเล็กน้อย "พฤติกรรมอะไร? ของใคร?"
"ก็ของน้องตงนี่แหละครับ" พี่ท๊อปชี้มือมาทางผมตรงๆ ทำเอาผมสะดุ้งเฮือก "ในคืนวันศุกร์ที่เกิดพายุฝนตกหนักแล้วไฟดับไปทั้งรีสอร์ทน่ะครับ พอดีผมมีเื่ด่วนจะให้ตงช่วยจัดการประสานงานกับทางช่างไฟให้หน่อย ผมก็เลยให้ไอ้ชัยกับฝ้ายไปตามตงที่ห้องพัก... แต่ปรากฏว่า..." พี่ท๊อปจงใจลากเสียงยาว ลากสายตาคมกริบมาจ้องหน้าผม "ตงไม่ได้อยู่ในห้องครับ... ไอ้ชัยมันอุตส่าห์ไปขอกุญแจสำรองจากล็อบบี้มาเปิดดู ก็ไม่เจอใครเลย... หายหัวไปไหนก็ไม่รู้ทั้งคืน"
ผมชาวาบไปทั้งตัวราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายขึ้นตามไรผมและแผ่นหลัง มือของผมที่วางอยู่บนโต๊ะกำเข้าหากันแน่นจนสั่นระริก ความทรงจำในคืนที่ไฟดับ... คืนที่ผมแอบลักลอบเข้าไปในห้องพัก VIP ของคุณรสริน และเราสองคนก็มอบััอันเร่าร้อนให้แก่กันท่ามกลางความมืดมิด... มันผุดขึ้นมาในหัวผมอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงลมหายใจหอบกระเส่าและััจากเนื้อแนบเนื้อยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึก
"ผ... ผม... คือ..." ผมพยายามจะอ้าปากอธิบาย แต่คอของผมแห้งผากจนไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา สมองของผมตื้อไปหมด คิดหาคำแก้ตัวไม่ออกเลยแม้แต่น้อย ผมมองไปที่พี่ชัยและพี่ฝ้าย ทั้งสองคนมีสีหน้าลำบากใจแต่ก็พยักหน้ายอมรับว่าเป็ความจริง
"ใช่ครับคุณรส" พี่ชัยพูดเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงซื่อๆ "คืนนั้นผมเข้าไปดูในห้องตงแล้ว ไม่เจอจริงๆ ครับ โทรหาก็ไม่ติด พวกผมก็นึกว่าตงอาจจะไปเดินเล่นแล้วติดฝนอยู่ที่ไหนหรือเปล่า..."
"เดินเล่นท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองเนี่ยนะ? ตลกละชัย" พี่ท๊อปสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการจับผิดและไล่ต้อน "แถมยังมีข่าวลือแปลกๆ หูผมมาอีกนะ... มีพนักงานโรงแรมบางคนแอบเห็นว่า... ่สายๆ ของวันเสาร์ มีผู้ชายหน้าตาคุ้นๆ รูปร่างคล้ายๆ น้องตงของเรา... เดินลับๆ ล่อๆ ออกมาจากโซนบ้านพัก VIP..."
คำว่า 'โซนบ้านพัก VIP' เหมือนเป็ะเิลูกใหญ่ที่ตกลงมากลางโต๊ะประชุม ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความใ พี่ฝ้ายอ้าปากค้าง ส่วนพี่ชัยหน้าเหวอไปเลย บรรยากาศในห้องประชุมเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
ส่วนผมน่ะเหรอ... ผมแทบจะหยุดหายใจไปแล้ว ความกลัวพุ่งพล่านเข้าเกาะกุมหัวใจจนเต้นรัวเร็วและแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ผมรู้สึกเหมือนตัวหดเล็กลงเรื่อยๆ ภายใต้สายตาที่จ้องมองมา ความลับที่ผมและคุณรสรินพยายามปกปิดมาตลอดกำลังจะถูกแฉกลางวงประชุม
บ้านพัก VIP... มีแต่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้นที่พักได้ และในทริปนี้... มีเพียงคุณรสรินคนเดียวเท่านั้นที่พักอยู่ในโซนนั้น!
ผมค่อยๆ เหลือบตามองไปที่คุณรสรินด้วยความตื่นตระหนก แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ... ใบหน้าที่เรียบเฉย ไร้ความรู้สึกใดๆ ของเธอ เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก หรือหวาดหวั่นแต่อย่างใด เธอนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นน้ำแข็ง มีเพียงแววตาคมกริบเท่านั้นที่วูบไหวเพียงเล็กน้อย... ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็เพราะความโกรธ ความกลัว หรืออะไรกันแน่ เธอจ้องมองไปที่พี่ท๊อปด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
"แล้วแกอธิบายได้ไหมล่ะตง... ว่าคืนนั้นแกหายหัวไปไหนมา?" พี่ท๊อปไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาซักไซ้ไล่เลียงผมด้วยน้ำเสียงที่ดังและดุดันขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของเขาทำให้ผมรู้สึกอยากจะพุ่งเข้าไปชกหน้าเขาสักหมัด "ไปแอบทำเื่บัดสีบัดเถลิงอะไรที่ไหน หรือแอบไปนัดพบกับใครที่โซน VIP อย่างที่เขาว่ากันจริงๆ?"
บรรยากาศในห้องประชุมกดดันจนถึงขีดสุด ผมรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมด ผมอ้าปากพะงาบๆ พยายามจะหาคำแก้ตัวที่ฟังดูมีเหตุผล สมองของผมประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้
"ผม... ผม... คือคืนนั้น... ผมรู้สึกปวดท้องน่ะครับ... ก็เลย... ก็เลยไปเข้าห้องน้ำ... ที่ส่วนกลางของรีสอร์ทน่ะครับ" ผมพูดตะกุกตะกัก ข้ออ้างที่ฟังดูงี่เง่าและไม่เนียนเอาซะเลยหลุดออกจากปากไปแล้ว ผมรู้สึกสมเพชตัวเองเหลือเกินที่คิดคำแก้ตัวได้แค่นี้
"ปวดท้อง? เข้าห้องน้ำที่ส่วนกลาง?" พี่ท๊อปหัวเราะเยาะเสียงดังลั่นห้อง "ไอ้ชัยมันบอกว่าในห้องน้ำที่ห้องพักแกก็ไม่มีโว้ย! แล้วทำไมต้องถ่อไปเข้าที่ส่วนกลางตอนไฟดับพายุเข้าด้วยฮะ? หรือแกไปขี้ที่สระว่ายน้ำมา? เลิกโกหกหน้าด้านๆ ได้แล้วตง ยอมรับความจริงมาซะดีๆ ว่าแอบไปทำเื่เลวทรามอะไรไว้!"
เสียงตวาดของพี่ท๊อปทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว ความรู้สึกโกรธและหึงหวงเริ่มผสมปนเปกับความกลัว ทำไมเขาต้องมาวุ่นวายเื่ของผมขนาดนี้ด้วย? เขาเป็แค่รุ่นพี่ ไม่ใช่เ้านายผมสักหน่อย! และที่สำคัญ... คนที่ผมไปอยู่ด้วยในคืนนั้น... คือผู้หญิงที่ผมรัก คือเ้านายของเขาเอง! ความคิดที่ว่าพี่ท๊อปอาจจะกำลังสงสัยในความสัมพันธ์ของผมกับคุณรสรินทำให้ผมรู้สึกเดือดดาลจนแทบทนไม่ไหว
ผมกำหมัดแน่น พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในอก ผมอยากจะะโใส่หน้าเขาเหลือเกินว่าผมไปอยู่กับใคร อยากจะประกาศให้รู้ไปเลยว่าผมเป็ผู้ชายของคุณรสริน! ผู้หญิงที่เขากำลังตามจีบอยู่ เธอเป็ของผมแล้ว! แต่ผมก็รู้ดีว่าทำแบบนั้นไม่ได้... มันจะทำลายชื่อเสียง หน้าที่การงาน และชีวิตของคุณรสรินจนย่อยยับ ผมไม่ยอมให้เื่แบบนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมใจรับสภาพ ไม่ว่าเขาจะด่าทอหรือคาดคั้นอะไร ผมก็จะไม่ปริปากพูดความจริงออกไปเด็ดขาด ผมยอมรับผิดทุกอย่างไว้คนเดียว ดีกว่าให้คุณรสรินต้องมาเสื่อมเสียเพราะผม
"พอได้แล้วท๊อป!"
เสียงตวาดที่ทรงพลังและเฉียบขาดดังขึ้น ตัดบทความวุ่นวายทั้งหมดในห้องประชุมลงในพริบตา ทุกคนชะงักกึกและหันไปมองต้นเสียงเป็ตาเดียว เสียงนั้นดังก้องกังวานและเต็มไปด้วยอำนาจที่ทำให้ทุกคนต้องยอมสยบ
คุณรสรินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือสองข้างวางยันกับโต๊ะประชุม ั์ตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัดที่แผ่รังสีอำมหิตออกมาจนทุกคนต้องหลบสายตา ร่างของเธอสั่นเทาเล็กน้อยด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับเอาไว้
"ที่นี่คือห้องประชุมสำหรับการทำงาน ไม่ใช่ศาลเตี้ยให้คุณมาซักฟอกพฤติกรรมส่วนตัวของใคร!" น้ำเสียงของเธอเย็นเยียบจนแทบจะแช่แข็งทุกคนในห้อง คำพูดแต่ละคำของเธอเฉียบขาดและหนักแน่นราวกับค้อนที่ทุบลงกลางโต๊ะ "งานสัมมนาจบลงไปแล้ว ผลงานออกมาดีเยี่ยม นั่นคือสิ่งเดียวที่ฉันสน! ส่วนเวลาหลังเลิกงาน หรือเวลาพักผ่อนของใคร เขาจะไปทำอะไร ที่ไหน มันก็เป็เื่ส่วนตัวของเขา ตราบใดที่มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของงาน!"
"ต... แต่ว่าคุณรสครับ... ข่าวลือที่ว่าตงไปป้วนเปี้ยนแถวโซน VIP..." พี่ท๊อปพยายามจะเถียง แต่เสียงของเขาก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจอกับรังสีอำมหิตของเ้านายสาว เขาดูเหมือนสุนัขที่ถูกเ้านายดุจนต้องหางจุกตูด
"ข่าวลือก็คือข่าวลือ! คุณมีหลักฐานหรือเปล่าว่าเขาไปทำความผิดอะไร?" คุณรสรินสวนกลับทันทีอย่างไม่ไว้หน้า "หรือคุณเห็นด้วยตาตัวเองว่าเขาไปทำอะไรที่ไม่เหมาะสม? ถ้าไม่มีหลักฐาน ก็อย่าเอาเื่ไร้สาระแบบนี้มาพูดให้เสียเวลาประชุมของฉันอีก! ที่นี่บริษัท ไม่ใช่ร้านกาแฟที่จะมานั่งเม้าท์มอยเื่ชาวบ้าน!"
พี่ท๊อปหน้าเสียไปทันที เขาเม้มปากแน่นก่อนจะก้มหน้าหลบสายตาคมกริบของคุณรสริน ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธเคืองที่ถูกหักหน้ากลางวงประชุม "ข... ขอโทษครับคุณรส"
คุณรสรินทอดถอนใจออกมาแรงๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม เธอจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ กลับมาสวมหน้ากากผู้บริหารที่เยือกเย็นและทรงอำนาจอีกครั้ง ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"เอาล่ะ ถ้าไม่มีเื่งานอะไรจะพูดแล้ว ก็เลิกประชุมได้! กลับไปทำงานของพวกคุณซะ!" เธอสั่งเสียงเฉียบขาดก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกจากห้องประชุมไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะหันมามองผมเลยแม้แต่นิดเดียว เสียงส้นสูงของเธอกระทบพื้นดังห่างออกไปเรื่อยๆ ทิ้งความเงียบสงัดและความอึดอัดไว้เื้ั
แต่ในเสี้ยววินาทีก่อนที่เธอจะหันหลังกลับนั้น... ผมสาบานได้ว่าผมเห็นหางตาของเธอเหลือบมามองผมแวบหนึ่ง เป็สายตาที่แฝงไปด้วยความห่วงใยและสื่อสารข้อความบางอย่างให้ผมรู้... 'นิ่งไว้ อย่าหลุดลุกหลิก...'
เกราะกำบังของเธอ... ช่างแข็งแกร่งและเยือกเย็นเหลือเกิน เธอสามารถปกป้องผมเอาไว้ได้อย่างแเีและทรงพลังโดยไม่มีใครสงสัย ผมรู้สึกตื้นตันใจและชื่นชมในความเด็ดขาดของเธอมากยิ่งขึ้น
ผมระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกราวกับเพิ่งรอดพ้นจากลานปะา รู้สึกซาบซึ้งในความช่วยเหลือของเธออย่างสุดหัวใจ ถ้าไม่ได้คุณรสรินออกรับแทน ผมคงจนมุมและเผลอหลุดปากพูดอะไรโง่ๆ ออกไปแน่ๆ เหงื่อเย็นๆ ยังคงเกาะพราวอยู่บนหน้าผาก ผมยกมือขึ้นปาดมันออกอย่างลวกๆ
ทุกคนเริ่มทยอยเก็บข้าวของและเดินออกจากห้องประชุมไป พี่ชัยกับพี่ฝ้ายเดินมาตบไหล่ผมเบาๆ เชิงปลอบใจก่อนจะเดินออกไป พวกเขาคงคิดว่าผมกำลังช็อกที่โดนพี่ท๊อปด่า ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้อีกครู่หนึ่งเพื่อสงบสติอารมณ์และรอให้มือที่สั่นเทาของผมกลับมาเป็ปกติ ผมพยายามบอกตัวเองว่าทุกอย่างผ่านไปแล้ว ผมปลอดภัยแล้ว
เมื่อเห็นว่าทุกคนออกไปหมดแล้ว ผมก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน รวบรวมแฟ้มเอกสารบนโต๊ะเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานที่โต๊ะของตัวเอง ผมรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัวราวกับเพิ่งวิ่งมาราธอนจบ
แต่ทว่า... ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเท้าเดินออกจากห้องประชุมนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าประตูเอาไว้
พี่ท๊อป...
เขายืนพิงกรอบประตู แขนสองข้างกอดอก รอยยิ้มเย้ยหยันและดุดันที่เคยหายไปเมื่อครู่ กลับมาปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขาอีกครั้ง สายตาของเขาจ้องมองผมราวกับงูพิษที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ
"แกคิดว่าคุณรสออกโรงปกป้องแกแล้วแกจะรอดตัวไปได้งั้นเหรอไอ้ตง?" พี่ท๊อปพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความมาดร้าย รังสีความเกลียดชังแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนผมััได้ "ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแกมีเส้นสายหรือมีดีอะไร คุณรสถึงได้เข้าข้างแกขนาดนั้น..."
ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ พยายามทำใจดีสู้เสือ แม้ในใจจะกำลังหวาดกลัวอย่างหนัก "ผมไม่ได้มีเส้นสายอะไรทั้งนั้นแหละครับพี่ท๊อป คุณรสท่านก็แค่พูดไปตามหลักการ..."
"หลักการห่วยแตกอะไรล่ะ!" พี่ท๊อปขัดขึ้นมาเสียงห้วน เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ผมจนผมต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แววตาของเขาดุดันและคุกคาม "แกฟังฉันให้ดีนะไอ้ตง... ข่าวลือที่ว่าแกเดินออกมาจากโซน VIP น่ะ... มันไม่ใช่แค่ข่าวลือหรอกนะ..."
คำพูดของเขาเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกะหม่อมของผม ผมเบิกตากว้างด้วยความใสุดขีด หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับมาเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง ลมหายใจของผมติดขัดอยู่ในลำคอ
"พ... พี่หมายความว่าไง..." ผมเค้นเสียงถามออกไปอย่างยากลำบาก พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไปมากกว่านี้
พี่ท๊อปยิ้มเหี้ยม แววตาของเขาฉายแววผู้ชนะอย่างชัดเจน เขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ผมจนผมได้ยินเสียงลมหายใจของเขา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายฉุนๆ ลอยมากระทบจมูก
"ก็หมายความว่า... ฉันนี่แหละที่บังเอิญไปเห็นแกเดินออกมาจากทางเดินตรงนั้น ในเช้าวันเสาร์... แถมสภาพแกตอนนั้นน่ะ... ยับเยินเหมือนเพิ่งไปผ่านสมรภูมิรบอะไรมาสักอย่างเลยนี่นา... เสื้อผ้ายับยู่ยี่ ผมเผ้ายุ่งเหยิง แถมที่คอแก... รอยแดงๆ นั่น ยุงกัดงั้นเหรอ?"
เขาจงใจเน้นเสียงคำว่า 'สมรภูมิรบ' พร้อมกับกวาดสายตามองผมั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาหยาบโลน ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่บริเวณลำคอของผม จุดที่ผมพยายามปกปิดด้วยคอเสื้อเชิ้ต
"แกซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่ตง... และผู้หญิงในห้อง VIP คนนั้น... เป็ใคร?" พี่ท๊อปทิ้งท้ายปริศนาที่กรีดลึกลงไปในใจผม น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและท้าทาย ก่อนจะหัวเราะหึๆ ในลำคอแล้วหันหลังเดินจากไป ปล่อยให้ผมยืนนิ่งอึ้งเป็รูปปั้นหินอยู่กลางห้องประชุม
ความกลัวและความวิตกกังวลที่เลวร้ายที่สุดกำลังก่อตัวขึ้นเป็พายุลูกใหญ่ในใจผม... ความลับของเรา... กำลังจะแตกอย่างนั้นหรือ? ถ้าพี่ท๊อปรู้เื่นี้ เขาจะต้องเอาไปแบล็คเมล์หรือทำลายชื่อเสียงของคุณรสรินแน่ๆ ผมจะทำยังไงดี... ผมจะปกป้องเธอได้ยังไง...
ความกังวลกัดกินหัวใจผมอย่างหนัก ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง สองมือกุมขมับอย่างหมดหนทาง ภาพใบหน้าของคุณรสรินตอนที่ออกโรงปกป้องผมเมื่อครู่สลับกับใบหน้าเหี้ยมเกรียมของพี่ท๊อปที่แฝงไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย มันวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในหัวผมจนแทบะเิ ผมไม่เคยคิดเลยว่าความรักที่เพิ่งจะเริ่มต้นอย่างสวยงามเมื่อ่สุดสัปดาห์ จะต้องมาเผชิญกับบททดสอบที่หนักหนาสาหัสขนาดนี้ในเช้าวันจันทร์
นี่ผมกำลังดึงเ้านายที่แสนดีและเป็ที่เคารพรักของทุกคนลงมาแปดเปื้อนงั้นเหรอ? ผมมันเป็แค่พนักงานระดับล่างที่ไม่มีอะไรเทียบเธอได้เลยสักนิด แล้วถ้าพี่ท๊อปเอาเื่นี้ไปปูดให้คนทั้งออฟฟิศรู้ล่ะ? ภาพลักษณ์ผู้บริหารหญิงสุดเนี้ยบที่เธออุตส่าห์สร้างมากับมือจะต้องพังทลายลงเพียงเพราะผมงั้นเหรอ?
"ไม่... ผมจะไม่ยอมให้มันเป็แบบนั้นเด็ดขาด" ผมพึมพำกับตัวเองเสียงแ่ แต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวในใจ ผมกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ความเ็ปทางกายช่วยดึงสติผมกลับมา ผมจะต้องหาทางรับมือกับพี่ท๊อปให้ได้ ผมจะต้องปกป้องคุณรสริน ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ต่อให้ผมจะต้องถูกไล่ออก หรือต้องรับความผิดทั้งหมดไว้คนเดียว ผมก็ยอม... ขอแค่ให้เธอปลอดภัยและยังคงเป็ 'คุณผู้จัดการ' ที่สง่างามของทุกคนต่อไปก็พอ
แต่คำถามคือ... ผมจะทำยังไงล่ะ? ในเมื่อพี่ท๊อปเห็นผมเดินออกมาจากโซน VIP ด้วยตาของเขาเอง แถมยังมีร่องรอยบนคอเป็หลักฐานอีก เขาคงไม่ปล่อยเื่นี้ไปง่ายๆ แน่ เขาจะต้องใช้มันเป็ข้อต่อรองเพื่อแบล็คเมล์ หรือไม่ก็เพื่อทำลายชื่อเสียงของคุณรสรินให้ย่อยยับ... ผมต้องรีบหาทางเตือนคุณรสรินให้รู้ตัวก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ที่กำลังแตกซ่าน ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนแล้วรีบสาวเท้าก้าวออกจากห้องประชุมใหญ่ มุ่งหน้ากลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองด้วยความร้อนรน... สมรภูมิรบที่แท้จริง... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
ความเครียดถาโถมเข้ามาจนผมรู้สึกปวดหนึบที่ขมับ ผมเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานด้วยสภาพที่เหมือนคนไร้ิญญา สายตาของพี่ฝ้ายและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ มองมาที่ผมด้วยความสงสัยและเป็ห่วง แต่ผมไม่มีกะจิตกะใจจะตอบคำถามใครทั้งนั้น ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ สายตาเหม่อมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สว่างจ้าโดยไม่ได้โฟกัสอะไรเลย ในหัวของผมคิดวนเวียนอยู่แค่เื่เดียว... จะทำยังไงดี จะทำยังไงให้คุณรสรินปลอดภัยจากสายตาอันตรายของพี่ท๊อป ผมพยายามคิดทบทวนทุกคำพูด ทุกท่าทีของพี่ท๊อปเพื่อหาช่องโหว่ แต่ก็พบว่าตัวเองแทบจะไม่มีแต้มต่ออะไรเลยในเกมนี้ ผมเป็แค่เบี้ยตัวเล็กๆ บนกระดาน ในขณะที่เขาเป็ถึงซีเนียร์ที่กุมความลับสำคัญเอาไว้
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*