สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 138 รางวัลตอบแทน (2)

            แม้จะถูกเรียกว่าอาณาจักรชายแดนที่ยากจนแต่ในความเป็นจริงแล้ว เมืองแซมบอร์ดก็ไม่ได้น่าสงสารอย่างที่คนส่วนใหญ่คิดอีกทั้งยังตรงกันข้ามอีกด้วยภูเขาเขียวขจีซ้อนทับกันยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตานอกจากนี้ยังล้อมรอบด้วยแม่น้ำจูลี่ ใกล้ภูเขาชิดลำธารเมืองแซมบอร์ดถือได้ว่าเป็นดินแดนแห่งภูเขาและสายน้ำที่งดงามแห่งหนึ่ง

            ในตอนบ่าย บนกำแพงเมือง

            เหล่าทหารที่มีรูปลักษณ์สูงใหญ่ ในมือถือหอกยาวคอยลาดตระเวนอยู่บนกำแพง ทุ่งหญ้าฝั่งตรงข้ามกับแม่น้ำให้ความรู้สึกเงียบเหงาและวังเวงของปลายฤดูใบไม้ร่วงทุ่งหญ้าสีเขียวในวันวาน ตอนนี้กลายเป็นสีเหลืองแก่มองไกลๆ เหมือนพรมสีเหลืองทองที่คั่นระหว่างท้องฟ้าและผืนดิน ท่ามกลางสายลมที่พัดเอื่อยๆ และเนินเขาต่ำๆ ที่มองผิวเผินเหมือนคลื่นน้ำทำให้วิวทิวทัศน์ดูสวยงามมาก

            ทันใดนั้น

            ตึง ตึง ตึง ตึง!

            เสียงกลองดังสนั่นในจังหวะแปลกๆดังมาแต่ไกลๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของกองทัพที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันพวยพุ่งออกมาจากส่วนลึกของทุ่งหญ้า มันได้ทำลายบรรยากาศที่เงียบสงบเสมือนภาพวาดทิ้ง

            “หยุด!”

            มิชาเอล บัลลัค หัวหน้าทหารที่อยู่ด้านหน้าสุดก็พลันตีสีหน้าเคร่งเครียดในขณะที่โบกมือสั่งให้เหล่าทหารที่กำลังลาดตระเวนหยุด

            บัลลัคกลั้นลมหายใจ พลางตั้งสมาธิฟังเสียงกลองที่ดังขึ้นมาแผ่วเบาอย่างตั้งใจทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขากระโดดขึ้นไปบนกำแพงโดยไม่พูดไม่จาก่อนจะจ้องเขม็งไปตรงเส้นขอบฟ้าที่ตัดกับทุ่งหญ้าสีเหลืองทอง ตรงเส้นขอบฟ้าปรากฏธงขึ้นอย่างเนืองแน่น บนธงมีสัญลักษณ์กับภาพวาดที่ไม่เหมือนกันและโบกสะบัดไปตามแรงลมอย่างองอาจจากนั้นก็มีกลุ่มคนที่มาแบบมืดฟ้ามัวดินประหนึ่งมดงานกำลังหลั่งไหลออกมาจากขอบฟ้า...นั่นคือกองทัพ

            “พวกเขาเป็นใคร?” บัลลัคพลันตื่นตระหนก

            ตรงขอบฟ้าปรากฏกองทัพที่มีจำนวนไม่ต่ำกว่าพันคน ชุดเกราะเป็นประกายสดใส หอกดาบที่แน่นขนัดสะท้อนกับแสงอาทิตย์เป็นประกายทิ่มแทงลูกตาเห็นได้ชัดว่ากองทัพเหล่านี้มีอาวุธครบมือและกำลังเดินตรงมาที่เมืองแซมบอร์ด คาดว่าคงไม่ได้มาด้วยเจตนาดีแน่ๆแต่เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด บัลลัคจึงสั่งให้ทหารออกไปสังเกตการณ์ดู

            ม้าเร็วตัวหนึ่งพุ่งทะยานออกจากประตูเมือง วิ่งข้ามสะพานหินห้อตะบึงไปทางกองทัพที่อยู่ห่างไกล

            ในขณะเดียวกัน พวกทหารก็เริ่มรวมตัวกันบนกำแพงเมืองอย่างเร่งด่วน

            สิบนาทีต่อมา ในที่สุดทหารที่ส่งออกไปสังเกตการณ์ก็วิ่งกลับมา แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้รับคำรายงานจากทหารแต่บัลลัคที่ยืนตรงอยู่ตรงมุมกำแพงก็มองเห็นได้ชัดว่า มีลูกธนูสองสามดอกปักเข้าที่กลางหลังและมีเลือดไหลเป็นทางนี่ก็พอจะอธิบายได้ว่า กองทัพปริศนาที่โผล่ขึ้นมากะทันหันนั้นเป็นศัตรู

            “ลั่นระฆังแจ้งทุกคน และส่งคนไปแจ้งท่านบรู๊คเดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงเคร่งขรึมปนตื่นเต้นของบัลลัคดังขึ้นในหูของทหารทุกคน

            หง่าง หง่าง หง่าง!

            ระฆังทองแดงขนาดยักษ์ที่สูงกว่าสองเมตรซึ่งแขวนอยู่บนกำแพงเมืองแซมบอร์ดถูกตีจนดังไปทั่วเมือง

            บรรยากาศตึงเครียดกระจายไปทั่วเมืองแซมบอร์ดทันทีที่ได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นผู้คนที่เดินทอดน่องอย่างสบายอกสบายใจบนถนนต่างก็หน้าเปลี่ยนสีพวกเขารีบวิ่งกลับบ้านตัวเองทันที ในขณะเดียวกัน ม้าเร็วสองสามตัวพลันวิ่งเข้ามาในเมืองก่อนจะแยกไปทางพระราชวังและโรงเรียนแซมบอร์ดบรรยากาศในเมืองที่รื่นเริงเปลี่ยนเป็นตึงเครียดแต่โชคดีที่เคยมีประสบการณ์จากการที่ทหารเกราะดำล้อมเมืองมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้ชาวเมืองแซมบอร์ดทนต่อแรงกดดันของสงครามนองเลือดพวกนี้ได้พวกเขาจึงไม่ได้ตกอยู่ในสภาพการณ์ที่สับสนวุ่นวาย และทำให้การเตรียมการสำหรับสงครามทั้งหมดดำเนินไปได้อย่างเป็นระเบียบ

            บัลลัคนำทหารสี่สิบนายวิ่งออกจากเมืองไปยังสะพานหิน

            ในสงครามกับทหารเกราะดำก่อนหน้านี้ด้วยพลังที่ทรงอานุภาพของราชาทำให้สะพานหินที่เก่าแก่และยืนยาวมาไม่รู้กี่ร้อยปีได้ถูกตัดขาดจนเกิดช่องว่างห่างกันประมานหลายสิบเมตร หลังจากสงครามจบลงในตอนแรกพวกเขาก็ใช้เชือกและแผ่นไม้มาสร้างเป็นสะพานไม้แบบลวกๆแต่ต่อมาภายใต้การออกแบบของราชา  พวกเขาได้รื้อถอนสะพานเชือกไม้ทิ้งไปก่อนจะสร้างสะพานแขวนเหล็กขึ้นมา

            สะพานแขวนเหล็กนี้เหมาะสำหรับการโจมตีและป้องกันมันเหมือนกับสัตว์ร้ายตัวหนึ่งที่โอบล้อมอยู่เหนือสะพานหินกลายเป็นคูน้ำที่สวยงามและเป็นด่านแรกในการป้องกันการโจมตีของศัตรู

            เอี๊ยด!

            เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดนี้เกิดจากเสียงล้อหมุนเหล็กขนาดใหญ่ ด้วยโซ่ขนาดเท่าเอวคนแปดเส้นที่ดูเหมือนแขนยักษ์ของพระเจ้าแปดกร ทำให้สะพานแขวนเหล็กค่อยๆ ถูกดึงขึ้นมาก่อนจะปรากฏช่องว่างที่ยาวหลายสิบเมตรขึ้นมาใหม่อีกครั้งใต้ช่องว่างนี้จะเป็นแม่น้ำจูลี่ที่ไหลอย่างเชี่ยวกราก มีหมอกเย็นผุดขึ้นมาจางๆ และมีน้ำวนแปลกๆ อยู่ตรงกลางแม่น้ำ สายลมพัดมาเอื่อยๆ หอบความหนาวเย็นลอยมาด้วยทุกสิ่งล้วนทำให้ทุกคนต่างหวาดกลัว

            ช่องว่างนี้ ไม่ว่าทหารคนไหนที่ตกลงไปไม่ต้องคิดเลยว่าจะได้เสียเงินค่าทำศพ เพราะศพคงไม่มีวันลอยขึ้นมาแน่ๆ

            “พลธนู...เตรียม!”

            บัลลัคดึงดาบออกมา ก่อนจะริมฝีเลียปากตัวเองเล็กน้อยบนใบหน้าแสดงให้เห็นถึงความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด ตอนนี้เมืองแซมบอร์ดมีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งที่ทุกคนไม่รู้อยู่ บัลลัคเป็นหนึ่งในยี่สิบสามคนที่เข้าร่วมการต่อสู้บนสะพานหินตอนนั้น และตอนนี้สถานะของเขาได้กลายเป็นหนึ่งในอัศวินบรอนซ์เซนต์ หากพูดจากใจก็คือ เขารอคอยให้สงครามมาถึงเร็วๆ จนแทบจะทนไม่ไหว

            เขาอยากจะทำให้พวกราชอาณาจักรมันได้เห็นว่าเมืองแซมบอร์ด...แข็งแกร่งมากขนาดไหน!

            ด้านหลังมีกองกำลังสนับสนุนพุ่งออกมาไม่หยุด ไม่ว่าจะดร็อกบาอีวานอวิช และเอสเซียงที่เป็นอัศวินบรอนซ์เซนต์เหมือนกัน พวกเขาต่างนำเหล่าทหารหัวกะทิวิ่งตรงมาที่สะพานที่แตกหักนี้ ไกลออกไปบนกำแพงเมือง ทันทีที่สองผู้นำทางการเมืองและการทหารอย่างเบสท์และบรู๊คได้รับรายงานเรื่องนี้พวกเขาก็พากันมาปรากฏตัวบนหอคอยสังเกตการณ์ด้วยสีหน้านิ่งสงบ

            นี่เป็นปฏิกิริยาที่น่ากลัว

            ตอนนี้ทุกคนต่างรอคอยการมาถึงของข้าศึกลึกลับที่โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน

            ……

            เขาวงกตใต้ดินของเมืองแซมบอร์ด

            ในห้องหินที่หยาบและเรียบง่าย

            ซุนเฟยที่ปิดตาเกือบสนิทในขณะที่ถอดชุดหนังชิ้นชุดท้ายบนร่างของเอเลน่าออกพยายามที่จะควบคุมนิ้วมือที่สั่นระริกของตัวเองไม่ให้ไปสัมผัสกับผิวหนังนุ่มนิ่มขาวผ่องตรงหน้าแต่เขาก็ได้กลิ่นหอมละมุนลอยเข้ามา ซุนเฟยรู้สึกเหมือนดวงวิญญาณของตัวเองกำลังถูกเผาไหม้ ด้วยความงามอันเย้ายวนของเทพธิดาสาวตรงหน้า

            แต่เขาไม่มีเวลาลังเลใจสภาพของเอเลน่าตอนนี้ยิ่งปล่อยนานไปเท่าไหร่อาการก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆซุนเฟยส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะประคองร่างงามของทหารรับจ้างสาวไว้ในอ้อมแขนของเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นเบาๆ จากร่างนุ่มนิ่มทำให้ซุนเฟยรู้สึกเคลิบเคลิ้ม หัวสมองของซุนเฟยพลันว่างเปล่า

            เทพธิดานักรบที่กำลังสลบเหมือนจะรู้สึกได้ถึงอะไรแปลกๆ ถึงได้ขมวดคิ้วเล็กน้อย

            ซุนเฟยเห็นแบบนั้นจึงระงับความคิดหื่นกามในใจ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะนึกถึงข้อมูลที่ได้รับมาจากโลก Diablo จากนั้นก็มองไปที่ใบหน้าของเอเลน่าอย่างเงียบๆ แล้วถอนหายใจออกมาไม่รู้ว่าทำไม ตอนนี้ในหัวของเขาถึงได้ปรากฏร่างของสาวน้อยที่ซื่อบริสุทธิ์อีกคนขึ้นมาได้ แต่...

            เรียวขาขาวเนียนทั้งสองข้างของ ‘เทพธิดานักรบ’ ก็ถูกแยกออกจากกันสุดท้ายซุนเฟยก็ค่อยๆ เข้าไป

            ไม่มีเวลาเคลิบเคลิ้มแล้วพลังทำลายที่หนักหน่วงไหลผ่านเข้ามาในร่างของซุนเฟยแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะอยู่ในการคาดการณ์ของซุนเฟยแต่ความเจ็บปวดรวดร้าวที่เหมือนกับดวงวิญญาณกำลังถูกฉีกเป็นชิ้นๆ แบบนี้ ทำให้ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะร้องคำรามออกมาเบาๆ หมอกเลือดพ่นออกมาจากร่างของซุนเฟยอย่างหนาแน่น

            ในที่สุด ซุนเฟยก็ได้รับรู้แล้วว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเอเลน่าต้องอดทนต่อความเจ็บปวดมากขนาดไหน

            นี่มันเกินกว่าที่จินตนาการไว้เสียอีก จะต้องให้ผู้บอบบางคนนี้มาแบกรับความเจ็บปวดแสนสาหัสแบบนี้ได้อย่างไร แม้ว่านางจะยังสลบอยู่แต่ก็ยังคงไม่หลุดเสียงร้องอย่างเจ็บปวดออกมา...ผู้หญิงคนนี้แข็งแกร่งนางแข็งแกร่งมากจนซุนเฟยต้องตกใจ!

            ซุนเฟยกอดร่างสาวน้อยไว้แนบอกแน่น เหมือนกับกำลังกอดสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของโลก

            โชคดีที่พละกำลังของคนเถื่อนซุนเฟยแข็งแกร่งมากทำให้สามารถแบกรับความเจ็บปวดที่แบ่งปันมาจากเอเลน่าได้ตอนนี้เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า พลังทั้งสี่ธาตุในร่างของเอเลน่าไม่ว่าจะธาตุสายฟ้า ธาตุไฟ ธาตุน้ำแข็งหรือธาตุพิษกำลังไหลเข้าสู่ร่างของตัวเองทุกส่วนในร่างกายของเขารู้สึกเจ็บปวด เหมือนถูกบดร่างจนแตกละเอียดกลายเป็นผุยผงพลังที่ขัดแย้งกันทั้งสี่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดอย่างต่อเนื่อง

            ความเจ็บปวดนี่มันมากกว่าตอนที่ตัวเองทดลองดื่ม 'น้ำยาฮัลค์' เสียอีกทุกวินาทียาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ

            ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนซุนเฟยค่อยๆ พบว่าความเจ็บปวดในร่างเริ่มทุเลาลง

            ไม่ช้า พลังที่เข้ากันไม่ได้อย่าง น้ำแข็ง สายฟ้า ไฟ และพิษก็ค่อยๆ หยุดการปะทะกัน พวกมันดูเหมือนผู้ชายสี่คนที่หากไม่ได้สู้กันก็จะไม่รู้จักกันสุดท้ายก็จับมือกัน ร่วมหัวเราะยินดีไปด้วยกัน พลังทั้งสี่ที่อยู่ในร่างของซุนเฟยหมุนเป็นวงกลม จากนั้นก็ไหลออกจากร่างซุนเฟยกลับเข้าไปในร่างของเอเลน่า

            วินาทีต่อมา ซุนเฟยก็รู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวเบาๆ ในอ้อมแขนของตัวเอง

            การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้ทำให้ซุนเฟยพลันตื่นตกใจทันใดนั้นทั้งสองคนก็พลันวางตัวไม่ถูกโดยเฉพาะไอ้น้องชายของเขาที่มันดันตื่นขึ้นมา...เอ่อ บางทีเขาควรจะพูดอะไรออกไปสักเล็กน้อยดีไหมซุนเฟยตัดสินใจที่จะผละตัวออกมาแต่มือเรียวยาวอมชมพูก็ยื่นออกมาโอบรอบคอของซุนเฟยแน่น

            เขาก้มหน้าลง

            มองเห็นเพียงขนตางอนสวยที่สั่นระริกของทหารรับจ้างสาว

            เห็นได้ชัดว่านางตื่นขึ้นแล้ว

            และเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น

            หยดน้ำตาที่ใสดุจคริสตัล ค่อยๆ ไหลอาบใบหน้างาม  

            ทว่า ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ นางก็ยังคงจับซุนเฟยแน่นไม่ยอมปล่อยมือเรียวที่กอดตรงคอของซุนเฟยแน่น ทำให้ซุนเฟยรู้สึกหายใจไม่ค่อยออกดูเหมือนว่าเอเลน่ากลัวว่าหากปล่อยซุนเฟยแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอ้อมกอดจะกลายเป็นเพียงความฝันและสลายหายไปราวกับเมฆหมอก

            “กอดข้า!” เอเลน่ากระซิบบอกซุนเฟยข้างหู

            ราวกับมีเปลวไฟบางอย่างกำลังลุกไหม้ เอเลน่ากอดซุนเฟยแน่น

            ราวกับว่าร่างของเขากำลังถูกไฟแผดเผาซุนเฟยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหลอมละลายอยู่ในเปลวไฟที่แสนอบอุ่นนี้ ร่างบางในอ้อมแขนสั่นระริกตอนนี้นางไม่ใช่ยอดธนูไร้พ่ายที่เยือกเย็นเหมือนตอนที่อยู่บนยอดเขาแต่เป็นเพียงสาวน้อยที่ขี้ขลาดและต่ำต้อยเท่านั้น

            ทันใดนั้นซุนเฟยก็พลันตระหนักขึ้นมาได้ว่า

            สิ่งที่ตัวเองละเลยมาตลอดก่อนหน้านี้คืออะไร

            หัวใจของเขาพลันอบอุ่นและชุ่มชื้นทั่วทั้งร่างถูกหลอมละลายให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขน สองร่างเกี่ยวกระหวัดไม่แยกห่างจากกัน

            เสียงครวญครางรัญจวนและหอบหนักดังขึ้นในห้อง

            ลำคอระหงส์ของเอเลน่าก็เงยหน้าขึ้น มือบางขยับเคลื่อนไหวเบาๆม่านน้ำสีฟ้าห่อหุ้มทั้งสองไว้ตรงกลางค่อยๆ ส่องสว่างเรืองรองสีฟ้าทำให้ห้องหินที่มืดมิดสว่างไสวงดงามเหมือนสรวงสวรรค์

            นี่เป็นสีสันของความฝัน

            ------------------------------