เย่หยางไม่สามารถสกัดกั้นความร้อนที่แพร่กระจายออกมาได้ท่ามกลางห้วงแห่งความโกลาหล ความร้อนได้ไหลเข้าสู่แขนขากระดูกและถูกกล้ามเนื้อดูดซับเอาไว้
เสมือนดั่งสายธารไหลรินสู่นาข้าวที่แห้งเหือดมานานปีพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อความร้อนหายไปกล้ามเนื้อทั่วร่างกายของเย่หยางก็เริ่มปวดระบม ราวกับร่างกายกำลังถูกค้อนขนาดเล็กนับไม่ถ้วนทุบตี
แต่ความรู้สึกไม่สบายเกิดขึ้นเพียงชั่วลมหายใจจากนั้นก็รู้สึกเหมือนหน่อไม้ที่ได้รับการเลี้ยงบำรุง ทุกอณูของร่างกายเบาสบายอย่างไร้ใดเปรียบ
พลังพลุ่งพล่านท่วมท้นไปทั่วร่างเขามองฝ่ามือของตนเองด้วยความไม่มั่นใจ อยู่ๆ ความแข็งแกร่งกลับเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่คาดคิด
แม้จะไม่รู้ว่าเพิ่มขึ้นมากเพียงใดแต่ก็เพิ่มขึ้นจริงๆ เขาไม่เคยได้ยินเื่กินเนื้อสัตว์อสูรแล้วช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งมาก่อนหรือว่าเป็การกลายพันธุ์ที่เกิดจากการเดินทางข้ามเวลา?
เมื่อมู่อวี่ฉิงเห็นเย่หยางกินอาหารด้วยสีหน้าไม่แน่ใจนางจึงถามด้วยความเป็ห่วง “พี่เย่หยางเป็อันใดไป”
เย่หยางคืนสติกลับมาหลังจากได้ยินมู่อวี่ฉิงไถ่ถามด้วยความเป็ห่วง เขาก็ชี้นิ้วไปที่อุ้งเท้าหมีบนจานแล้วกล่าวยิ้มๆ "เ้านี่ดีจริงๆ มิน่าล่ะคนรุ่นก่อนถึงบอกว่ากินจนห่อลิ้นเมื่อสักครู่ข้าเกือบเคี้ยวลิ้นตนเองไปแล้ว อันตรายจริงๆ”
เมื่อมู่อวี่ฉิงเห็นการแสดงออกเกินจริงของเย่หยางก็ยิ้มอย่างอ่อนหวาน "พี่เย่หยางท่านช่างตลกยิ่งนัก"
“อวี่ฉิงเ้าคิดว่ามีความเป็ไปได้แค่ไหนที่หลังจากกินเนื้อสัตว์อสูรเข้าไปแล้วความแข็งแกร่งของผู้กินจะเพิ่มพูนสูงขึ้นจนกลายเป็ยอดฝีมือผู้ทรงพลัง” เย่หยางถามอย่างกังขา
“ท่านกำลังกล่าวเื่อันใดจะไปมีเื่เช่นนั้นได้อย่างไรเล่า หากคนเราสามารถเรียนรู้และดูดซับพลังของสัตว์อสูรหรือพืชพรรณได้โดยตรงเช่นนั้นปรมาจารย์โอสถจะมีค่าอีกหรือ”
"โดยปกติแล้วแกนสัตว์อสูรกับโอสถิญญาบางชนิดจะมีพลังงานแฝงอยู่แต่เป็เื่ยากที่มนุษย์เราจะดูดซับมันโดยตรงโดยเฉพาะแกนสัตว์อสูรถ้าดูดซับมันโดยตรงจะทำให้ร่างกายะเิตายเอาได้” มู่อวี่ฉิงอธิบายอย่างจริงจัง
เย่หยางเกาศีรษะแก้เก้อ ยิ้มแห้งพลางกล่าว “ข้าแค่ถามเฉยๆ ไม่จำเป็ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้”
“ฮิๆ ข้ารู้ว่าพี่เย่หยางชอบคิดอะไรแปลกๆเช่นนี้ั้แ่ยังเยาว์ แต่อย่าคิดหรือถามอะไรไปเรื่อยเปื่อย เดี๋ยวผู้อื่นจะดูิ่ท่านเอาได้ข้าไม่อยากให้พี่ชายที่ข้าชื่นชมถูกผู้อื่นดูิ่ดูแคลน” มู่อวี่ฉิงกะพริบตานางเอียงคอมองเย่หยางพลางแย้มยิ้ม
“อะแฮ่ม…ได้สิ ข้าผิดเองต่อไปนี้ข้าจะไม่ถามคำถามเด็กๆ เช่นนี้อีก” เย่หยางแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะดำดิ่งไปกับการฝึกฝนแต่การถูกสาวงามปานนางเซียนดูิ่เช่นนี้ก็ทำให้เขาหดหู่อยู่ไม่น้อย
ที่แน่ๆหัวข้อนี้คงไม่สามารถพูดคุยต่อไปได้ เขาจึงมุ่งไปกับการกินเนื้อสัตว์อสูรเปลี่ยนความหดหู่เป็ความอยากอาหาร เขากินอาหารทุกจานบนโต๊ะราวกับพายุซดน้ำซุปตุ๋นอุ้งเท้าหมีจนหมดเกลี้ยง ทำให้มู่อวี่ฉิงถึงกับส่ายศีรษะ
ทว่าเย่หยางก็สามารถยืนยันได้เื่หนึ่งเช่นกันยามที่เขากินอาหารจนอื่นกลับไม่รู้สึกอะไรเลยแต่พอได้กินอุ้งเท้าหมีทั่วร่างของเขากลับบังเกิดความร้อนไหลเวียนหลังอาหารมื้อนั้นพลังความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มสูงขึ้น
ระหว่างรอคิดเงิน เสี่ยวเอ้อร์ถึงกับชะงักเล็กน้อยเมื่อมองดูจานว่างเปล่าที่วางอยู่บนโต๊ะถ้าจำไม่ผิดเขาเพิ่งนำอาหารมาวางไว้ได้ไม่นาน แต่ตอนนี้ทุกอย่างบนจานชามนั้นกลับเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้าน
โลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าประหยัดการกินไม่ควรเหลือทิ้งก็เช่นกัน
สำหรับตระกูลที่ร่ำรวยมั่งคั่งมักให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของตนเองอยู่เสมอเมื่อออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ทว่าชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสองคนนี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหราไม่ต่างจากหงส์ัแต่กลับทำลายความรู้ความเข้าใจที่มีของเขาจนหมดสิ้น
สายตาที่เต็มไปด้วยความกังขาของเสี่ยวเอ้อร์กำลังเฝ้ามองดูเย่หยางนับเงินจำนวนสามร้อยสิบเจ็ดเหรียญทองก่อนมองส่งเยาหยางที่ออกจากร้านพร้อมมู่อวี่ฉิงที่เขินอาย
เมื่อทั้งสองออกจากโรงเตี๊ยมพวกเขาก็ลืมเลือนความลำบากใจก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น พากันเดินท่องเที่ยวอย่างมีความสุขต่อไปพอสายๆ ก็กลับตระกูล
เมื่อเดินเข้ามายังประตูของตระกูลก็พบว่ามีผู้คนมารวมตัวกันอยู่ไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนกับก่อนหน้านี้คนที่มารออยู่คือผู้นำตระกูลเย่หลิงเทียนและผู้าุโทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีกริฟฟินขนาดใหญ่สองตัวยืนอยู่ข้างๆพวกเขาด้วย
กริฟฟินเป็อสูรในตำนาน ครึ่งบนเป็อินทรีครึ่งล่างเป็ราชสีห์บนหลังมีปีกยาวคู่หนึ่ง มีอุปนิสัยอ่อนโยนและอดทนสูง บินได้หลายวันทั้งยามทิวาราตรีถือเป็พาหนะสำคัญของอาณาจักรเทียนอู่
แต่กริฟฟินก็เป็ถึงสัตว์อสูรระดับสอง ไม่มีทางที่พวกมันจะเชื่องง่ายๆส่วนใหญ่สัตว์อสูรระดับนี้จะอยู่ในเงื้อมมือของอาณาจักรใหญ่ๆ เท่านั้น แม้เย่หยางจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเื่นี้มาบ้างแต่พอมาเห็นด้วยตาของตนเองวันนี้ก็ยังตระหนกใอยู่ดี
เย่หลิงเทียนกับผู้าุโของตระกูลเย่กำลังสนทนากับแขกชายหญิงผู้มาเยือนอย่างกระตือรือร้นชายผู้นั้นสวมใส่ชุดขาวมีกระบี่ห้อยอยู่ที่เอวแผ่บรรยากาศสูงส่ง ยิ่งทำให้เขาดูทรงเกียรติมากขึ้น
ส่วนหญิงสาวตัวเล็กกว่าชายหนุ่มเล็กน้อยหน้าอกของนางอวบอิ่มบั้นท้ายกลมกลึงเสียดายมุมปากที่ยกขึ้นทำให้นางดูเย่อหยิ่งขึ้นมากทีเดียว
ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้นเมื่อเห็นเย่หยางกับมู่อวี่ฉิงเดินเข้ามาทั้งหมดก็หยุดสนทนากันทันที
มู่อวี่ฉิงถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ "ศิษย์พี่อู่ ศิษย์พี่ลู่ มาทำอะไรที่นี่"
เย่หลิงเทียนจึงหันมากล่าวกับเย่หยางว่า "หยางเอ๋อร์มานี่มา ข้าจะแนะนำให้เ้ารู้จัก นี่คือองค์ชายสามแห่งอาณาจักรเทียนอู่ของเราส่วนนี่คือเ้าลูกหมาเย่หยาง"
“คารวะองค์ชายสาม”เย่หยางยกมือขึ้นประสานพร้อมกล่าว
ก่อนองค์ชายสามจะทันได้กล่าวอันใดแม่นางที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าวขึ้นอย่างเ็าว่า "ช่างใหญ่โตโอหังเสียเหลือเกินเ้าคิดว่าตนเองเป็ใครถึงไม่ถวายบังคมองค์ชาย เป็คนป่าคนเขาที่ไม่รู้จักมารยาทเลยจริงๆ”
คนในตระกูลเย่แสดงสีหน้าบูดบึ้งน่าเกลียดโดยปกติแล้วเมื่อเห็นองค์ชาย พลเรือนจะต้องคุกเข่าถวายบังคม ส่วนผู้ฝึกยุทธ์จะได้รับข้อยกเว้นในเื่นี้ฉะนั้นคำกล่าวของสตรีเมื่อสักครู่ถือเป็การตำหนิทั้งตระกูลเย่
มู่อวี่ฉิงเห็นดังนั้นจึงสวนด้วยความโกรธ "พี่ลู่ ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร เย่หยางเป็พี่ชายของข้า ท่าน้าให้เขาถวายบังคมให้กับศิษย์พี่อู่เช่นนั้นหรือ"
แม่นางที่ชื่อศิษย์พี่ลู่้าจะกล่าวต่อแต่องค์ชายสามยกมือห้ามปรามเอาไว้ เขายิ้มให้เย่หยางพร้อมกล่าว "ฮ่าๆ… ยินดีที่ได้รู้จักน้องเย่ข้าได้ยินชื่อเสียงของเ้าผ่านศิษย์น้องมาหลายครั้งหลายหนพวกเราสองก็ไม่ต่างจากเป็สหายกันมาเนิ่นนานเช่นนั้นก็อย่าได้ใส่ใจกับมารยาทางโลกมากนักเลย” คำกล่าวขององค์ชายสามทำให้บรรยากาศของตระกูลเย่ดีขึ้นมาก
ผู้าุโสี่เอ่ยปากชื่นชมอย่างจริงใจ "องค์ชายสามช่างมีเมตตายิ่งนัก สมเป็ราชนิกุล"
หลังจากได้ยินคำกล่าวของผู้าุโสี่เย่หยางก็ถึงกับปากกระตุก คนแก่สามารถยกยอปอปั้นได้อย่างหน้าไม่อายส่วนคนหนุ่มก็แสร้งทำเป็ถ่อมตนกล้ารับมันไว้? ช่างน่าขันยิ่งนัก
“ไม่ทราบว่าองค์ชายสามเสด็จมาเยือนตระกูลเย่ด้วยเหตุอันใดหรือ”เย่หยางไม่ได้ปฏิบัติตนเหมือนอีกฝ่ายสูงส่งเกินไปในโลกนี้ความแข็งแกร่งคือสิ่งที่ได้รับความเคารพ อำนาจของกษัตริย์ไม่ใช่ที่สุด
องค์ชายสามไม่โกรธกับน้ำเสียงที่เย่หยางใช้เขาตอบอย่างใจเย็น "ศิษย์น้องหญิงกับข้ามาที่นี่ตามคำสั่งของท่านอาจารย์ภารกิจของพวกเราคือพาศิษย์น้องมู่กลับสำนัก ขออภัยที่พวกเรามารบกวนน้องเย่”พอกล่าวจบเขาก็ประสานมือขออภัยเย่หยาง
“ฮ่าๆ…องค์ชายสามสุภาพเกินไปแล้วการมาของท่านนำความรุ่งโรจน์มาให้ตระกูลเย่ ท่านจะกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าจำได้ว่าอวี่ฉิงบอกว่านางลาอาจารย์มาสามวันไม่ว่าจะคำนวณอย่างไรก็ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งวัน เหตุใดพวกท่านถึงมารับนางเร็วปานนี้”
เย่หยางกับมู่อวี่ฉิงได้มาเจอกันอีกครั้งสองวันมานี้ทำให้หัวใจของเย่หยางหวานฉ่ำเหลือแสนพอได้ยินว่ามู่อวี่ฉิงกำลังจะจากไป เขาจึงรู้สึกลังเลไม่อยากให้นางไปไหน
เมื่อศิษย์พี่ลู่ที่ยืนอยู่ข้างองค์ชายสามได้ยินถ้อยคำของเย่หยางก็เย้ยหยัน "เกิดอะไรขึ้นในวังหยกบุปผา ข้าจำเป็ต้องอธิบายทั้งหมดให้เ้ารู้ด้วยหรือช่างน่าขันยิ่งนัก ที่องค์ชายสามพูดจาสุภาพกับเ้าเป็เพราะพระองค์ยังเยาว์เด็กโง่เขลาอย่างเ้าควรรู้จักยืดหยุ่น ก้าวและถอยให้ถูกจังหวะ”
คำกล่าวของศิษย์พี่ลู่ทำให้มู่อวี่ฉิงจ้องนางเขม็งด้วยความโกรธทันทีแต่ศิษย์พี่ลู่แสร้งทำเป็ไม่เห็น และยังคงแสดงสีหน้าเหยียดหยันต่อไป
“ศิษย์น้องลู่อย่าหยาบคายเกินไปนักคนหนุ่มสาวทำเื่ผิดพลาดถือเป็ปกติ การที่น้องเย่ไถ่ถามข้อเท็จจริงของศิษย์น้องมู่ก็ถือเป็เื่สามัญธรรมดา”
องค์ชายสามหันมาหาเย่หยางอีกครั้งพลางกล่าวว่า "ข้าเองก็เพิ่งรู้ว่าอาจารย์เรียกศิษย์น้องมู่กลับข้าแค่ทำตามคำสั่งของอาจารย์เท่านั้นไม่ทราบรายละเอียดศิษย์น้องนี่เป็ข้อความที่อาจารย์เขียนมาให้เ้า เชิญอ่านดูพวกเราต้องรีบกลับทันทีจะรีรอชักช้าไม่ได้ ไม่เช่นนั้นอาจถูกอาจารย์ตำหนิ” ขณะกล่าวเขาก็ยื่นกระดาษข้อความให้มู่อวี่ฉิง
มู่อวี่ฉิงรับมาอ่านเนื้อหาสีหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เมื่ออ่านข้อความเสร็จนางก็รีบเดินไปหาเย่หยาง “พี่เย่หยาง ท่านอาจารย์สั่งให้ข้ารีบกลับ ท่านเ้าสำนักออกจากการปิดด่านแล้วจึง้าให้ศิษย์ทุกคนมาต้อนรับ ท่านไม่ต้องกังวล ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ข้าจะขออาจารย์มาหาท่านอีกแน่ ท่านก็อย่าลืมคิดถึงอวี่ฉิงด้วยนะ"
ขณะร่ำลาหยาดน้ำตาก็คลอเบ้า ค่อยๆไหลรินลงมายังแก้มขาวอันอ่อนนุ่ม ดูราวกับดอกหลีฮวาท่ามกลางสายพิรุณชวนะเืใจอย่างยิ่ง
เย่หยางเอื้อมมือออกไปโอบกอดมู่อวี่ฉิงไว้ในอ้อมแขนอย่างแ่เบาลูบหัวเล็กๆ ของนางพลางปลอบโยนว่า "เ้ากลับไปฝึกฝนอย่างสบายใจเถิดยามนี้ข้าสามารถกลับมาฝึกฝนได้อีกครั้ง เชื่อว่าจะไม่ถูกทิ้งรั้งท้ายไกลเกินไปแล้วเราจะได้อยู่ด้วยกันบ่อยขึ้น”
พอได้อยู่ในอ้อมแขนของเย่หยาง มู่อวี่ฉิงก็หลงลืมความเขินอายจนหมดสิ้นนางเอนศีรษะลงไปบนไหล่ของเย่หยางอย่างแ่เบา หัวใจอบอุ่นเต็มตื้นนางคราง "อืม" อย่างเชื่อฟัง
เมื่อองค์ชายสามเห็นทั้งสองกอดกันอย่างรักใคร่สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง ทว่ามือที่ไพล่หลังกลับกำแน่น เล็บจิกลึกเข้าไปในเนื้อโลหิตไหลซึมออกจากฝ่ามือ
เย่หยางปล่อยมู่อวี่ฉิงยื่นมือออกมาปาดน้ำตาที่รินไหลบนพวงแก้มนางอย่างแ่เบา แล้วยิ้มพูดว่า "อย่าเศร้าไปเลย เมื่อใดที่ข้าแข็งแกร่งพอ ข้าจะไปหาเ้าเอง"
"อืม" มู่อวี่ฉิงพยักหน้า "พี่เย่หยาง ข้าไปแล้วท่านต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ" นางกัดฟันแล้วหันกลับขึ้นไปบนกริฟฟินพร้อมกับศิษย์พี่ลู่
กริฟฟินส่งเสียงกรีดร้อง บังเกิดสายลมกระโชกแรงบินถลาขึ้นไปบนท้องนภาไกลหลายลี้ในเพียงไม่กี่ลมหายใจ
องค์ชายสามหันกลับมามองทุกคนก่อนขึ้นไปบนหลังกริฟฟินพลางอำลา"ขออภัยที่มารบกวน หากวันไหนสะดวกเชิญพวกท่านมาเป็แขกที่อาณาจักรวันนี้ข้าคงต้องขอลา” เขาเหลือบมองเย่หยาง พบว่าเย่หยางไม่ได้มองเขาแม้แต่น้อยยังคงจับจ้องไปยังมู่อวี่ฉิงที่บินห่างออกไป
ดวงตาขององค์ชายสามเปล่งประกายแสงแหลมคมเขารีบระงับอาการดังกล่าวแล้วสั่งให้กริฟฟินเหินทะยานออกเดินทาง เลือนหายไปจากสายตาของผู้คน
เย่หยางเหลือบมองแผ่นหลังขององค์ชายสามพร้อมทอดถอนใจในใจ‘เมืองหลวงช่างลึกล้ำสุดหยั่งถึงข้าต้องอดทน เขาเป็คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งมาก’ ขณะที่เขากอดมู่อวี่ฉิงทุกการเคลื่อนไหวขององค์ชายสามไม่ได้รอดพ้นสายตาของเย่หยางเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามตระกูลเย่กำลังจะเปลี่ยนไปการอยู่ห่างจากมู่อวี่ฉิงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดด้วยเกรงว่าภาพฉากอันน่ารังเกียจจะทำให้ดวงตาอันแสนบริสุทธิ์ของนางแปดเปื้อน
เย่หยางหันกลับมาพร้อมกับถอนหายใจถึงเวลาที่เขาจะต้องฝึกฝนอย่างหนัก อีกไม่นานเขาจะต้องต่อสู้ในสนามประลองเป็ตาย