มู่อวิ๋นจิ่นหันมองชายกำยำทั้งสี่ที่เวลานี้ลืมตาโตยืนนิ่งมิอาจขยับเขยื้อนตัวได้ หากมองดูผิวเผินจะไม่สามารถรับรู้ถึงความผิดปกติของเขาเลยแม้น้อย
“เดินขึ้นไปกันเถอะ” มู่อวิ๋นจิ่นรีบลากฉู่ลี่เดินขึ้นไปด้านบนอย่างรีบร้อน
ระหว่างเดินขึ้นบันไดมู่อวิ๋นจิ่นกระซิบกระซาบขึ้น “ถ้าคลายจุดดึงเข็มออกแล้ว คนพวกนั้นก็จำเราได้อย่างนั้นหรือ?”
“จำไม่ได้แน่นอน” ฉู่ลี่เอ่ยอย่างหนักแน่น
“ทำไมจะจำไม่ได้เล่า?” มู่อวิ๋นจิ่นย้อนถามอย่างสงสัย
ฉู่ลี่ยกมือขึ้นเขกหัวนางเบาๆ โดยไม่ได้อธิบายอะไร
เมื่อเท้าก้าวย่ำลงบันไดขึ้นสุดท้ายมู่อวิ๋นจิ่นพยายามหายใจอย่างแผ่วเบา เห็นทางเดินชั้นสามที่ทอดยาว สุดทางเดินกลับมีห้องถูกแบ่งซ้ายขวา
มู่อวิ๋นจิ่นพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมอกฉู่ลี่พลางมองซ้ายทีขวาทีก่อนหันกลับมาแวบมองฉู่ลี่
ฉู่ลี่ยกคิ้วขึ้นชี้ไปที่อีกห้องหนึ่ง แล้วย่องเข้าไปด้านใน
มู่อวิ๋นจิ่นทราบได้ทันทีว่าฉู่ลี่ต้องการแบ่งกำลังเป็นสองทางนางจึงเดินเข้าห้องตรงข้าม
พอเปิดเข้าไปมู่อวิ๋นจิ่นพบว่าหน้าต่างแง้มอยู่ นางจึงคิดในใจว่าฉู่ชิงเฉียงไม่น่าจะอยู่ในห้องนี้ทว่าด้านในกลับมีเสียงร้องครวญครางอย่างแผ่วเบาออกมา
มู่อวิ๋นจิ่นย่องเข้าไปในห้องเห็นมีประตูบานหนึ่งปิดสนิทอยู่ ด้านในมีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น นางจึงพยายามย่องเข้าไปใกล้ประตูให้มากที่สุดพลางยกมือแง้มประตูสอดสายตาเข้าไป ปรากฏว่าเห็นสตรีถูกมัดเอาไว้ติดกับกำแพง ตามด้วยเสียงพึมพำ“องค์ชายสอง เบามือหน่อยเพคะ…”
ทันทีที่ได้ยินเสียงมู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางหลัง เสียงสตรีด้านในที่ได้ยินเป็นฉู่ชิงเฉียงไม่ผิดแน่ด้านในทำเรื่องอะไรกันนั้น ไม่ต้องบอกนางก็พอจะรู้ดีแก่ใจ
ทว่าเรียกชื่อองค์ชายสองนั้นหมายความว่าอย่างไร?
หรือว่าฉู่ชิงเฉียงคบชู้สู่ชายกับพี่ชายคนรอง…
นี่มันเรื่องใหญ่อยู่ทีเดียวเชียว!!!
ด้วยความใคร่รู้ที่พลุ่งพล่านมู่อวิ๋นจิ่นเอาหูเข้าไปแนบกำแพงใกล้ขึ้นเพื่อฟังให้ชัดกว่าเดิม ไม่นึกไม่ฝันว่าฉู่ชิงเฉียงผู้นี้สมคบคิดทำหอนางโลมก็แล้วหนำซ้ำยังมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับองค์ชายสองอีก
ในเวลานี้ฉู่ลี่ย่องเท้าจากด้านนอกเข้าไปหามู่อวิ๋นจิ่น พอนางเห็นเขารีบยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนจะชี้เข้าไปด้านใน
ฉู่ลี่เข้าใจได้โดยไม่ต้องเอ่ยเขาขยับตัวเข้าด้านข้างมู่อวิ๋นจิ่น ใช้หูแนบชิดกับกำแพงอย่างเช่นที่นางทำ
เสียงครวญครางนั้นยังคงมีอยู่เรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด อีกทั้งดูไม่มีทีท่าจะหยุดลงโดยเร็ว
มู่อวิ๋นจิ่นกับฉู่ลี่ที่ยืนอยู่นอกประตูได้ยินเสียงสนทนาที่คลุมเครือของทั้งสองด้วยความเขินอาย ทำให้ต่างคนต่างไม่กล้าสบตากันและกัน
หลังจากนั้นพักใหญ่ๆ เสียงด้านในจึงยุติลง
“เฉียงเอ๋อร์พอใจหรือไม่?” เสียงบุรุษกระหืดกระหอบ ถามด้วยความเสน่ห์หา
มู่อวิ๋นจิ่นเบะปากและหันมองมาที่ฉู่ลี่ทันทีพร้อมกับชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว เป็นการบอกว่าด้านในนั้นคือ “องค์ชายสอง”
ฉู่ลี่ขมวดคิ้วเข้าหากันจากนั้นเขาจึงส่ายหน้า เพื่อเป็นการปฏิเสธ
มู่อวิ๋นจิ่นไม่เข้าใจความหมายที่เขาส่ายหน้าแต่กระนั้นกลับปล่อยไปก่อน นางเลือกที่จะตั้งใจฟังบทสนทนาของคนด้านในต่อ
“ความสามารถขององค์ชายสองนั้น เฉียงเอ๋อร์รับทราบมานานแล้ว บัดนี้เฉียงเอ๋อร์หวังเพียงว่าจะได้แต่งเป็นภรรยาขององค์ชายได้เคียงคู่เคียงข้างกันตลอดไป” ฉู่ชิงเฉียงเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน
“เปิ่นหวงจื่อทราบดีว่าหลายปีมานี้ต้องลำบากเฉียงเอ๋อร์มาไม่น้อย รอให้แผนการใหญ่ที่เราสองวางแผนไว้สำเร็จเปิ่นหวงจื่อย่อมแต่งกับเจ้าให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติ”
“ใช่แล้ว สองสามเดือนมานี้ที่อาณาจักรซีหยวน มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง” องค์ชายสองเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นและฉู่ลี่ได้ยินดังนั้นก็ต่างหันหน้ามาสบตากันพร้อมกับเข้าใจแล้วว่าองค์ชายสองผู้นี้ มิใช่องค์ชายสองที่เป็นพี่ของฉู่ลี่
“หลายปีมานี้ตระกูลฉินชนะศึกสงครามมาตลอด ตำแหน่งในราชสำนักสูงขึ้นเรื่อย ๆแต่ลับหลังก็แอบซ่อนกำลังเอาไว้ ส่วนตำแหน่งองค์รัชทายาทนั้น เสด็จพ่อยังไม่กำหนดแน่ชัดเพียงแต่ว่าช่วงนี้ได้เรียกฉู่ลี่ ฉู่ชิงและฉู่เย่เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์อยู่หลายครั้งไม่แน่ว่าตำแหน่งองค์รัชทายาท อาจตกไปอยู่ในมือของสามคนนี้ ไม่คนใดก็คนหนึ่ง”
ฉู่ชิงเฉียงเล่าจบบุรุษคนนั้นกลับนิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบอะไรอยู่นาน “ทั้งสามคนนี้ล้วนไม่ธรรมดา โดยเฉพาะฉู่ลี่กับเสด็จพี่ของข้า ล้วนมีแผนการรับมือที่ยากจะคาดเดาได้”
“องค์ชายวางใจได้ เฉียงเอ๋อร์จะช่วยดูทุกอย่างในราชสำนักให้ เฉียงเอ๋อร์เป็นคนของคนชายย่อมอยู่ข้างองค์ชายตลอดไป” ฉู่ชิงเฉียงกล่าว
“เฉียงเอ๋อร์คนดี ในใต้หล้าแห่งนี้ เปิ่นหวงจื่อเอ็นดูเจ้ามากที่สุด”
“เวลาล่วงเลยมาพอสมควร เปิ่นหวงจื่อต้องไปแล้ว มีเรื่องใดก็ส่งคนมารายงานที่หอบุหลันได้ตลอด”
……
ก่อนที่คนในห้องจะออกมาฉู่ลี่ลากมู่อวิ๋นจิ่นออกมาก่อนจะใช้วิชาตัวเบากระโดดออกจากหน้าต่างอย่างเงียบเชียบ
“ไปที่นั่น” มู่อวิ๋นจิ่นชี้ไปที่จวนชิงที่อยู่ไม่ไกลจากหอบุหลัน
ฉู่ลี่ชะงักไปชั่วขณะที่มู่อวิ๋นจิ่นชี้ให้กระโดดไปที่จวนชิง
เมื่อมาหยุดยืนลงในจวนแล้วมู่อวิ๋นจิ่นรีบพูดอย่างอดรนทนไม่ไหว “ฉู่ชิงเฉียงทำงามหน้าเหลือเกิน นึกไม่ถึงว่าจะสมคบคิดกับคนอื่นคิดทรยศขายบ้านเมือง!”
“แล้วองค์ชายสองคนนั้นเป็นคนจากอาณาจักรไหนกัน?” มู่อวิ๋นจิ่นถามขึ้น
ฉู่ลี่หันไปตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย“คุณชายรองหรงหมิน แห่งอาณาจักรตงหลิน”
อาณาจักรตงหลิน…
พอได้ยินว่าเป็นคนตงหลินมู่อวิ๋นจิ่นกลับนิ่งไปชั่วครู่ “ทำไมพวกเขาสองคนถึงมาอยู่ด้วยกันได้? ”
คนหนึ่งเป็นองค์หญิงอาณาจักรซีหยวนคนหนึ่งเป็นองค์ชายอาณาจักรตงหลิน ทำไมถึงมาสมคบคิดกันได้ เอาเสียนางคิดว่าฉู่ชิงเฉียงกับองค์ชายรองเมืองซีหยวนเกิดเรื่องไร้ยางอายไม่เลือกหน้าพวกนั้นขึ้น!
“สองปีมานี้เสด็จพ่อมีความคิดจะให้ฉู่ชิงเฉียงกับหรงหมินอภิเษกกัน” ฉู่ลี่ตอบ
“ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง หอบุหลันนี้ใช้เป็นเพียงสิ่งบังหน้า แต่แท้จริงนางกับหรงหมินมาสมคบคิดกันช่างน่าสนใจมิน้อย…” มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มมุมปาก
หอบุหลันและหอศศิธรล้วนเป็นสถานที่ที่ตั้งขึ้นโดยบังเอิญ
“สถานที่ที่เราอยู่ตรงนี้กับเจ้ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร?” ฉู่ลี่กวาดสายตามองไปโดยรอบจวนชิง
มู่อวิ๋นจิ่นรู้ว่ามิอาจปิดบังเขาได้จึงหัวเราะแหบแห้ง และเอ่ยตอบฉู่ลี่ไปว่า “ข้าได้ซื้อที่แห่งนี้เมื่อไม่นานมานี้ เมื่อครู่ที่ออกจากโรงเตี๊ยมก็เพื่อมาสำรวจ”
“ทำไมหรือ ดูแล้วไม่เลวใช่หรือไม่?” มู่อวิ๋นจิ่นเผยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจ
ฉู่ลี่เม้มริมฝีปากก่อนจับไปที่อาภรณ์ของนาง “รีบไปเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเร็วเข้า”
“ให้ไปเปลี่ยนที่ใดเล่า ข้าไม่ได้นำอาภรณ์ติดมาด้วย” มู่อวิ๋นจิ่นก้มลงมองอาภรณ์ที่สวมใส่และเงยหน้ามองฉู่ลี่ “เจ้าช่วยข้าออกไปซื้อกลับมาแล้วกัน!”
“...”ฉู่ลี่นิ่งเงียบ ไม่เอ่ยวาจาใดออกมา
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นเห็นเขาไม่มีท่าทีจะช่วยเหลือก็ได้แต่ยืนกอดอกจับตรงไหล่ที่อาภรณ์ขาดแหว่ง “หรือว่าจะให้ข้าไปซื้อด้วยตนเอง?”
“เจ้ารอก่อน” ฉู่ลี่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน ก่อนวิ่งออกไปด้านนอก
พอเห็นฉู่ลี่ตัดสินใจออกไปซื้ออาภรณ์ชุดใหม่ให้มู่อวิ๋นจิ่นแสยะยิ้มเดินเล่นในจวนชิง การให้ฉู่ลี่ไปทำเรื่องต่าง ๆ ให้นาง นับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้นางมีความสุขไม่น้อย
มู่อวิ๋นจิ่นเดินเล่นจนเดินมาหลังจวนก่อนจะนั่งพิงต้นไม้เพื่อพักผ่อนกายา ภายในหัวของนางเอาแต่คิดเรื่องของฉู่ชิงเฉียงและหรงหมิน
เดิมทีนางคิดว่าฉู่ชิงเฉียงสมคบคิดกับหอนางโลมทำการค้าเท่านั้นแต่ตอนนี้กลับโยงไปถึงความลับระหว่างสองอาณาจักร ดังนั้นเรื่องนี้ย่อมส่งผลต่อสองอาณาจักรเป็นแน่มิใช่แค่เรื่องเล็กน้อย นางจึงต้องครุ่นคิดให้รอบคอบขึ้นไปอีก
หลังจากนั้นไม่นานฉู่ลี่เดินทางกลับมาที่จวนชิง เห็นมู่อวิ๋นจิ่นนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ก็โยนอาภรณ์ชุดใหม่ส่งไปให้
มู่อวิ๋นจิ่นยื่นมือไปรับไว้ทันแต่เมื่อก้มหน้ามองดู นางถึงขั้นที่อยากจะกินเลือดกินเนื้อฉู่ลี่
นึกไม่ถึงว่าเขาจะเลือกชุดบุรุษให้นาง!!!
…
จากนั้นไม่นานมู่อวิ๋นจิ่นได้เปลี่ยนมาใส่ชุดบุรุษเป็นที่เรียบร้อย
“เรื่องของฉู่ชิงเฉียงกับหรงหมิน พวกเราต้องทำอะไรหรือไม่?” มู่อวิ๋นจิ่นมองอย่างสงสัย
“เจ้าไม่ต้องยื่นมือเข้าไปยุ่ง ทำเสมือนไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อนก็แล้วกัน”น้ำเสียงฉู่ลี่ปฏิเสธที่จะให้นางมายุ่งเกี่ยว
มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกไม่ยอมใจก่อนหน้านี้ฉู่ชิงเฉียงมาหาเรื่องต่าง ๆ นานา มีหรือที่นางจะยอมกล้ำกลืนความแค้นไว้ภายในใจแต่ในเมื่อฉู่ลี่เอ่ยปากขึ้นมา นางทำได้เพียงพยักหน้าจำใจรับอย่างเห็นด้วย
“ดึกแล้ว เจ้าจะอยู่ที่นี่หรือว่ากลับลวี่อิน?” ฉู่ลี่ถามอย่างอ่อนโยน
“ต้องกลับลวี่อินสิ”
“อืม”
ทั้งสองคนจึงเดินออกจวนชิงกลับไปที่โรงเตี๊ยมลวี่อินในช่วงตะวันโพล้เพล้ มู่อวิ๋นจิ่นสั่งอาหารง่าย ๆ ทานนิดหน่อยแล้วเดินขึ้นห้องเพื่อพักผ่อน
…
ในเช้าวันถัดมา
ระหว่างที่มู่อวิ๋นจิ่นนอนหลับฝันหวานอยู่นั้นเสียงเคาะประตูอย่างรีบร้อนก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเร่งนางให้ตื่น
“ใคร?” มู่อวิ๋นจิ่นงัวเงียพลิกตัวไปมา มือหนึ่งจับโยนหมอนใส่ประตูที่ถูกใครคนหนึ่งเคาะไม่หยุด
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูกลับหยุดลง
“พระชายา วันนี้ต้องเดินทางไปเที่ยวในป่ากับอาจารย์เฟิงเสวียน เพื่อเรียนรู้วรยุทธ์รีบตื่นเร็วเข้าเถอะพ่ะย่ะค่ะ” ติงเสี่ยนเอ่ยด้วยความระมัดระวัง
พอได้ยินชื่อ“อาจารย์เฟิงเสวียน” มู่อวิ๋นจิ่นรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ด้วยไม่เต็มใจไปเรียนวรยุทธ์กับชายชรานั่น
เผลอแป๊บเดียวมู่อวิ๋นจิ่นก็ยอมลุกขึ้นเตียง และเริ่มแต่งหน้าเปลี่ยนอาภรณ์
พอผลักประตูออกไปติงเสี่ยนที่ยังคงยืนอยู่หน้าประตู รีบโค้งทำความเคารพ “พระชายา เชิญพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปในป่าอย่างนั้นหรือ? ฉู่ลี่ไปด้วยหรือไม่?”มู่อวิ๋นจิ่นมองไปข้างกายติงเสี่ยน
ติงเสี่ยนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่“องค์ชายออกไปทำธุระตั้งแต่เช้าแล้ว แต่กำชับกำชาให้ข้าน้อยมารับพระชายาไปส่งพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม” มู่อวิ๋นจิ่นได้แต่เบือนปากเดินลงบันไดไป
…
หลังจากนั่งรถม้าออกไปได้ครึ่งชั่วยามในที่สุดรถม้าก็มาหยุดลงที่เรือนมุงจากหลังเดิม
มู่อวิ๋นจิ่นยังไม่ทันก้าวลงจากรถม้ากลับได้ยินเสียงอาจารย์เฟิงเสวียนลอยมา “นางหนูอยู่ตรงนั้นแหละ คนอื่นกลับไปได้!”
“ทำไมล่ะ?” มู่อวิ๋นจิ่นถามขึ้นด้วยความขี้เกียจ
“เชอะ! วิชาทำลายนั้น ข้าเป็นผู้คิดค้น จะให้แสดงต่อหน้าใครก็ได้อย่างนั้นหรือ!!!”อาจารย์เฟิงเสวียนชี้แจงแถลงไข
มู่อวิ๋นจิ่นหันมองติงเสี่ยน“เจ้ากลับไปเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ พระชายา”
ติงเสี่ยนกลับไปแล้วมู่อวิ๋นจิ่นจึงเดินเข้าเรือนมุงจาก เห็นอาจารย์เฟิงเสวียนยังคงนั่งขัดสมาธิในท่าเดิม
ในเวลานี้อาจารย์เฟิงเสวียนลืมตาขึ้นมา แม้ปากจะยิ้ม แต่สายตากลับเคร่งขรึมดุดัน “เจ้าฝึกวิชาในคัมภีร์เฉวียนหลิงเจ้าฝึกได้อย่างไร?”