ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    บทที่ 145 : ช่วยเหลือความงาม

    ช่วยเหลือความงาม


    เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ร่างของฉิงชิงเฉินที่หลบหนีมานานก็หยุดลง ใบหน้าของเธอซีดขาว ไร้สีเลือด ริมฝีปากซีดมาก หอบหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง 


    ทั่วร่างเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ ชุดก็เปียกไปหมด พลังปราณของเธอหมดลงแล้ว ไม่อาจที่จะหนีต่อไปได้อีก 


    สถานการณ์ของเธอในตอนนี้ เพียงพอที่จะบอกได้ว่ามันสิ้นหวัง ไม่สิ มันสิ้นหวังสุดๆ เลยต่างหาก!


    ในพริบตาต่อมา ร่างหกร่างในชุดคลุมสีดำก็เข้าล้อมรอบฉิงชิงเฉินไว้ โดยเว้นระยะห่างราวสิบกว่าก้าว คนหกคนนี้แน่นอนว่ามาจากกลุ่มคืนเดือนมืด ผู้นำคือกุยหวาง 


    กุยหวางมองฉิงชิงเฉินพลางเลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหาย ดวงตาเป็นประกายชั่วช้า “ฮ่าฮ่าฮ่า เป็นอย่างไรฉิงชิงเฉิน ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่มีทางหนีข้าและพวกพ้น!” 


    จะเห็นได้ชัดว่าแม้ไล่ตามฉิงชิงเฉินมานาน กุยหวางและคนอื่นๆ ไม่ได้เหนื่อยเลย นี่เป็นความต่างที่เห็นได้ชัดเจนมากของระดับจุติสวรรค์ขั้นต้นและระดับจุติสวรรค์ขั้นปลาย 


    อย่าได้เห็นว่ามันห่างกันเพียงแค่สองขั้น เพราะพลังปราณที่มีและพลังความแข็งแกร่งนั้น ต่างกันลิบลับ มันจึงหาใช่เรื่องแปลกที่พวกกุยหวางจะไม่รู้สึกเหนื่อย 


    อย่าว่าแต่กุยหวางที่เลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหาย ดวงตาเป็นประกายชั่วร้าย อีกห้าคนก็เป็นเช่นเดียวกัน 


    พวกเขาล้วนเป็นคนโฉดชั่วโดยกำเนิด ทำเลวมามาก และมักมากในกามคุณ เมื่อได้พบกับหนึ่งในความงามที่เหนือกว่าเทพธิดาบางคนในโลกอมตะ พวกเขาจะไม่มีความหื่นกระหายได้หรือ? 


    “ทำลายพื้นฐานฝึกตนของนางก่อน จากนั้นพวกเราค่อยเล่นสนุกกับนางทีละคน แน่นอนว่าข้าต้องเป็นคนแรก!” กุยหวางพูด น้ำเสียงเย็นชาสิ้นดี 


    ด้วยความที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนี้ เขาแน่นอนว่ามีสิทธิ์ออกคำสั่ง 


    สองคนในกลุ่มเตรียมที่จะพุ่งเข้าไปทำลายพื้นฐานฝึกตนของฉิงชิงเฉิน ทว่าก่อนที่จะได้ลงมือ ไม่คาดว่าเธอจะพลิกมือ นำกริชที่แหลมคมเล่มหนึ่งออกมา 


    โดยไม่ลังเลแทงเข้าไปที่คอของตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว เธอเป็นคนมีศักดิ์ศรี จะทานทนรับเรื่องอัปยศอดสูที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้อย่างไร?


    การฆ่าตัวตายย่อมดีกว่าเป็นร้อยพันล้านเท่า! 


    “อยากฆ่าตัวตายต่อหน้าข้า? ง่ายขนาดนั้นเสียเมื่อไหร่!” กุยหวางแค่นเสียงเย็นชา โบกมือครั้งหนึ่ง ปราณจุติสวรรค์ขั้นปลายก็พุ่งเข้าไปกดร่างของฉิงชิงเฉินไว้ 


    ส่งผลให้กริชที่ห่างจากคอของเธอ ไม่ถึงหนึ่งนิ้วหยุดลงอย่างกะทันหัน ไม่อาจขยับมือหรือว่าร่างกายได้อีก 


    ใบหน้าของฉิงชิงเฉินซีดขาวจนไม่อาจที่จะซีดขาวไปมากกว่านี้ได้ ภายในใจมีความหวาดกลัว ความไม่ยินยอมปรากฏขึ้นมา 


    แต่มีความหวาดกลัวและมีความไม่ยินยอมแล้วอย่างไร?


    เธอรู้ดีว่ามันไม่มีทางที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ ฉิงชิงเฉินได้แต่โทษโชคชะตาที่ทำให้ชีวิตของเธอต้องจบลงอย่างขมขื่นแบบนี้ 


    กุยหวางมองดูฉิงชิงเฉินที่ขยับร่างกายไม่ได้แล้ว ยิ่งมองเขาก็ยิ่งหื่นกระหาย คลี่ยิ้มอันน่ารังเกียจออกมา 


    เขาไม่ได้สั่งให้คนอื่นๆ ทำลายพื้นฐานฝึกตนของเธออีก แต่เริ่มก้าวเดินเข้าหาเธอแทน 


    เมื่อเดินมาถึงตรงหน้าก็หยุดลง ยื่นมือออกไปหยิบกริชออกจากมือของเธอแล้วโยนทิ้ง เตรียมที่จะทำลายพื้นฐานฝึกตนของเธอเป็นการต่อไป 


    อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะได้ทำนั้น เสียงถอนหายใจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา “เฮ้อ... รังแกคนอ่อนแอกว่าสนุกมากหรือไม่ ทั้งยังเป็นเพศมารดาของตนเอง พวกเจ้าไม่รู้สึกละอายใจเลยหรือ?” 


    “ผู้ใด?” ใบหน้าของกุยหวางและอีกห้าคนจากกลุ่มคืนเดือนมืดเปลี่ยนไป 


    ไม่เพียงแค่พวกเขา แม้แต่ใบหน้าของฉิงชิงเฉินก็เปลี่ยนไป ความหวังถูกจุดประกายขึ้นมาในทันที ภายในใจร่ำร้องออกมาอย่างช่วยไม่ได้ 


    ‘ผู้อาวุโส ช่วยข้าด้วย!’ 


    กุยหวางและพวกอีกห้าคนจากกลุ่มคืนเดือนมืด มีสีหน้าเคร่งเครียดและระมัดระวังขึ้นมา พวกเขาเริ่มกวาดผ่านจิตสัมผัสออกไปอย่างบ้าคลั่ง เพื่อหาต้นตอของเสียง ทว่าแม้หาอยู่นานก็ไม่อาจพบ 


    “ไม่ทราบว่าผู้มาเป็นผู้ใด เหตุใดไม่กล้าปรากฏตัว?” ด้วยความที่กวาดผ่านจิตสัมผัสออกไปค้นหาแล้วไม่พบ กุยหวางก็ตวาดออกมา 


    ขณะที่ภายในใจลอบยิ้มเย็น การที่อีกฝ่ายไม่กล้าปรากฏตัวเช่นนี้ มีความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น นั่นก็คือหวาดกลัวเขาและคนอื่นๆ จากกลุ่มคืนเดือนมืด 


    กุยหวางรู้สึกเยาะเย้นในใจ ขณะหวาดกลัวต่อเขาและคนอื่นๆ ยังคิดที่จะเป็นวีรบุรุษช่วยเหลือสาวงามอีก ช่างน่าขันจริงๆ 


    เรื่องนี้กุยหวางบอกได้เลยว่า มันเป็นเรื่องน่าขันในรอบหลายปีที่เขาได้พบ 


    “ในเมื่อเจ้าอยากพบข้า แน่นอนว่าได้” ร่างที่ซูบผอมเล็กน้อยร่างหนึ่งปรากฏตัว เขาคือหวังมู่โดยธรรมชาติ 


    เขาเฝ้าดูมานานแล้ว สุดท้ายเมื่อเห็นว่าฉิงชิงเฉินไม่อาจที่จะหนีพ้น เขาก็ย่อมต้องยื่นมือช่วยเหลือ ย่อมไม่ทนเห็นเธอได้รับความอัปยศอดสูและถูกเอาเปรียบแน่นอน 


    หวังมู่รู้ว่าเขาไม่ใช่คนดี แต่เรื่องแบบนี้ไม่อาจปล่อยผ่านได้ ไม่อย่างนั้น เขาจะมีหน้าไปพบกับหลินเฉิน ท่านอาจารย์ของเขาได้อย่างไร?


    บ่อยครั้งที่ท่านอาจารย์สอนศีลธรรมให้กับเขา บางครั้งหากพบเจอคนเดือดร้อน ช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็ไม่ต้องช่วย 


    การที่จะช่วยคนอื่น เราต้องอยู่ในจุดที่ไม่ลำบาก หากว่าช่วยไปแล้วลำบาก จะช่วยไปทำไม มีแต่คนสติไม่ดีเท่านั้นที่จะทำแบบนั้น 


    พบเห็นหวังมู่ปรากฏตัวออกมา ไม่ไกลห่างจากพวกตัวเองมากนัก กุยหวางแค่นเสียงเย็นชา บอกตามตรงว่าเขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าหวังมู่จะกล้าปรากฏตัว 


    เพราะเดิมทีเขาคิดว่าหวังมู่จะหวาดกลัวจนไม่กล้าที่จะปรากฏตัว แต่แบบนี้ก็ดีกับเขาเหมือนกัน เขาจะได้ลงมือฆ่าสะดวกๆ ไม่ต้องค้นหาตัวให้เสียเวลา 


    “พี่ใหญ่กุย ท่านจะลงมือเองหรือว่าให้ข้าฆ่ามัน?” หนึ่งในห้าคนของกลุ่มคืนเดือนมืดพูดออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความต้องการฆ่า 


    “ข้าลงมือเอง อย่ายุ่ง!” กุยหวางบอกเสียงเหี้ยม แต่พริบตานั้น เขาก็ตระหนักว่าเขาไม่อาจมองผ่านพื้นฐานฝึกตนของหวังมู่ได้ คิ้วของเขาขมวดขึ้นมาในทันที 


    ‘หรือว่ามันมีสมบัติวิเศษปกปิดพื้นฐานฝึกตนเอาไว้?’ กุยหวางคิดในใจ ‘ต้องเป็นแบบนี้แน่!’ 


    แม้ไม่อาจมั่นใจนัก แต่กุยหวางก็เลือกที่จะเชื่อในความคิดของตัวเอง ส่วนเรื่องที่ว่าหวังมู่แข็งแกร่งกว่าเขา จนเขาไม่สามารถมองพื้นฐานฝึกตนของอีกฝ่ายออกนั้น เขาไม่ได้คิดเลยสักนิด 


    เหตุผลไม่มีอะไรมาก นอกจากเป็นเพราะเขาไม่เชื่อ ไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่าหวังมู่ ผู้ซึ่งเป็นชายหนุ่มที่มีร่างกายซูบผอม ราวกับว่าแค่ถูกสายลมพัดก็จะปลิวแข็งแกร่งกว่าเขา 


    “ให้โอกาสพวกเจ้า จากไปเสียแต่ตอนนี้ แล้วข้าจะไม่เอาชีวิต!” หวังมู่พูด เขาสงบเป็นอย่างมาก 


    จากคำพูดของเขา ชัดเจนว่าแม้เขาจะตัดสินใจที่จะช่วยฉิงชิงเฉิน แต่เขาก็ไม่ได้อยากที่จะลงมือฆ่าใคร เพราะเขายังเป็นคนพอมีเมตตาอยู่บ้าง 


    ส่วนจะรับหรือไม่รับนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับพวกกุยหวาง หากรับคนพวกนี้ย่อมมีชีวิตรอด หากไม่รับ แน่นอนว่ามีทางเดียวที่ไปได้ นั่นก็คือนรก!


    จบบทที่ 145

    คล้ายกับเรื่องยอดคุณพ่อขั้นเทพ ที่คุณอ่าน