ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 91 สารพันวิธีการลงโทษ

            ซุนกงกงเห็นลั่วหยิ่งเดินเข้ามา ในใจจึงรู้สึกเย็นยะเยือกไปกว่าครึ่งเมื่อได้ยินคำพูดของเขาทั้งหมด เขาถึงกับสิ้นหวัง ใครๆต่างก็รู้ว่าลั่วหยิ่งเป็นคนสนิทที่อยู่ใกล้ชิดฮ่องเต้ที่สุดคำพูดของเขาเปรียบเสมือนราชโองการของฮ่องเต้ หากเขาพูดเช่นนี้นั่นย่อมเป็นความจริง

            ฮองเฮากำลังจะย้ายกลับมาตำหนักเว่ยยางและกลับมามีอำนาจในการดูแลตำหนักในอีกครั้งหรือ

            ไฉนจึงเป็นเช่นนี้

            คนที่ก้าวเข้าไปในตำหนักเย็นแล้ว เหตุใดจึงออกมาได้อีก

            นี่มันไม่สมเหตุสมผล!

            เมื่อชิงเหอกูกูและเหล่านางกำนัลทั้งหลายได้ยินข่าวนี้ต่างพากันยินดีปฏิกิริยาที่มีนั้นต่างกับซุนกงกงราวฟ้ากับดิน

            “เหนียงเหนียงย้ายกลับมาตำหนักเว่ยยางแล้ว!”

            “เหนียงเหนียงย้ายกลับมาตำหนักเว่ยยางแล้ว!”

            “ดีเหลือเกิน!”

            เห็นท่าทางยินดีจากใจจริงของพวกนางแล้ว ในใจเฟิ่งเฉี่ยนรู้สึกอุ่นซ่านพลันรู้สึกว่าวังหลวงที่มีเพียงความเย็นชาแห่งนี้ไม่ได้เย็นชาเช่นนั้นอีกแล้ว

            ซุนกงกงรู้ว่าครั้งนี้ตนเองเคราะห์หนักเสียแล้วจึงรีบคุกเข่าลงอ้อนวอนขอความเมตตา “เหนียงเหนียงโปรดละเว้นชีวิตเหนียงเหนียงโปรดละเว้นชีวิต! บ่าวสำนึกผิดแล้วบ่าวมีโทษสมควรตายหมื่นครั้ง!”

            ขันทีน้อยอีกสองคนรีบคุกเข่าขอความเมตตาตามไปด้วย

            เฟิ่งเฉี่ยนกวาดสายตามองผ่านพวกเขาไป “พวกเจ้ามิใช่ชอบแทะเมล็ดแตงมากหรอกหรือเปิ่นกงส่งเสริมพวกเจ้า!”

            ซุนกงกงตกตะลึง หัวใจเต้นระรัว

            เฟิ่งเฉี่ยนมองไปทางชิงเหอ “กูกูไปเอาเมล็ดแตงมาหนึ่งร้อยจิน[1]!”

            ชิงเหองงงัน ไม่เข้าใจความหมายของนาง

            เฟิ่งเฉี่ยนชี้ไปที่ซุนกงกงทั้งสามคนแล้วพูดต่อว่า “หากพวกเจ้าสามคนไม่แทะเมล็ดแตงทั้งหนึ่งร้อยจินนี้ให้หมดไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ต้องไปจากที่นี่!”

            ซุนกงกงทั้งสามคนนั่งแปะลงกับพื้นด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก

            เพียงไม่นาน ด้านหน้าประตูตำหนักเว่ยยางมีภาพเหตุการณ์ชวนขันเกิดขึ้น

            ขันทีสามคนก้มหน้าก้มตา คุกเข่าอยู่ที่นั่นเบื้องหน้ามีเมล็ดแตงหนึ่งตะกร้าเต็มๆ วางอยู่ คนทั้งสามแทะเมล็ดแตงไม่หยุด...

            แต่ไม่เห็นว่าเมล็ดแตงจะลดน้อยลงแต่อย่างใดสีหน้าของคนทั้งสามจึงดำเป็นเถ้าถ่าน เมล็ดแตงเต็มตะกร้าเชียวจะแทะไปถึงปีใดเดือนใดวันใดกันเล่ากัน

            นางกำนัล ขันที และองครักษ์ที่เดินผ่านไปมาเห็นภาพนี้เข้า ล้วนรู้สึกประหลาดใจได้แต่หยุดลงเพื่อพิจารณาพร้อมทั้งพากันกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์

            “นี่ไม่ใช่ซุนกงกงขันทีข้างกายฉีเหม่ยเหรินหรือ เหตุใดเขาจึงมาคุกเข่าแทะเมล็ดแตงอยู่หน้าประตูได้”

            “ได้ยินว่าหลายวันมานี้ซุนกงกงมาก่อเรื่องวุ่นวายที่ตำหนักเว่ยยางทุกวันไม่มีผู้ใดกล้าจัดการเขา คิดไม่ถึงว่าวันนี้มีคนมาจัดการในที่สุดไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใดที่ทำเรื่องดีเช่นนี้ ช่างทำให้คนสาแก่ใจนัก”

            “ใช่แล้ว ควรมีคนมาจัดการเขานานแล้ว!”

            นางกำนัลสองคนที่กำลังสอดส่องดูแลอยู่ด้านข้างได้ยินคำพูดคาดเดาต่างๆของทุกคน คนทั้งสองประสานสายตากันอย่างเห็นขัน หนึ่งในนั้นจึงส่งเสียงว่า “ทุกคนไม่ต้องคาดเดาส่งเดชแล้ว เป็นฮองเฮาเหนียงเหนียงของข้าที่กลับมาแล้ว!”

            ทุกคนต่างตกตะลึง

            “ฮองเฮาเหนียงเหนียงกลับมาแล้วหรือ”

            “เมื่อสักครู่ข้าได้ยินว่า ฮองเฮาเหนียงเหนียงไปอาละวาดที่ตำหนักยีหลันสั่งสอนฮูหยินรองของสกุลเฟิ่งและโจวหมัวมัวของตำหนักยีหลันจนหลาบจำฮูหยินรองและโจวหมัวมัวต้องตบหน้ากันหนึ่งร้อยครั้งหน้าตาบวมปูดกระทั่งบิดามารดายังจดจำไม่ได้”

            “ข้าก็ได้ยินมาเช่นกัน! ฮองเฮาเหนียงเหนียงเก่งกาจจริงๆ! เพิ่งจะสั่งสอนฮูหยินรองและโจวหมัวมัวเสร็จ กลับมายังสั่งสอนซุนกงกงอีกแต่ฮองเฮาเหนียงเหนียงมิใช่ถูกฮ่องเต้ส่งตัวเข้าตำหนักเย็นหรือ เหตุใดนางจึงออกมาได้อีกเล่า”

            นางกำนัลได้ยินเช่นนั้นจึงรีบอธิบาย “ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการลงมาอนุญาตให้เหนียงเหนียงของพวกเราย้ายกลับมาตำหนักเว่ยยางและคืนอำนาจในการดูแลตำหนักในให้เหนียงเหนียงด้วย!”

            คนทั้งหมดได้แต่ตะลึงงันอีกครั้ง

            “ย้ายกลับมาตำหนักเว่ยยาง คืนอำนาจการดูแลตำหนักในหรือ”

            “นี่มันเร็วเกินไปกระมัง เพิ่งจะเข้าตำหนักเย็นได้ไม่กี่วัน ก็ออกมาเร็วเช่นนี้”

            “ไม่มีอะไรให้ต้องประหลาดใจหรอก อย่างไรเสียฮองเฮาก็มีที่พึ่งพิงนางมีใต้เท้ามหาเสนาบดีเป็นบิดา ใครเล่าจะกล้าล่วงเกินนางกระทั่งฮ่องเต้ก็ยังต้องให้หน้าใต้เท้ามหาเสนาบดีสามส่วน”

            “ฮองเฮาออกมาแล้ว ครานี้ในวังจะต้องมีเรื่องสนุกสนานให้ดูชมแน่นอน”

            “ตอนนี้มิใช่มีให้ดูอย่างสนุกสนานหรือ”

            นางกำนัลอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ซุนเต๋อลี่และคนของเขาอีกสองคนล่วงเกินฮองเฮาเหนียงเหนียงเหนียงเหนียงมีเมตตา ไม่ได้สั่งประหารพวกเขาเพียงแต่ลงโทษให้พวกเขาแทะเมล็ดแตงหนึ่งร้อยจิน เพื่อเป็นการสั่งสอนให้หลาบจำ!”

            “แทะเมล็ดแตงหนึ่งร้อยจินให้หมดหรือ เอ๊ะวิธีการลงโทษเช่นนี้เป็นวิธีการใหม่และประหลาด! จะบอกว่าชั้นสูงก็ไม่ใช่พื้นบ้านก็ไม่เชิง!”

            “แค่เพียงแปลกใหม่ที่ไหนกัน เป็นวิธีการที่ไม่เคยมีคนใช้มาก่อนต่างหากเล่า!”

            “ซุนกงกงช่างโชคร้าย ออกจากเรือนไม่ดูฤกษ์ ถูกฮองเฮาจับได้คาหนังคาเขา”

            ได้ยินทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กัน นางกำนัลทั้งสองนางได้แต่ขำขันอยู่ด้านข้างพร้อมกับเร่งซุนเต๋อลี่และพวก

            “รีบหน่อย! ช้าอย่างพวกเจ้าสามวันสามคืนก็แทะไม่หมด!”

            “ในยามปกติเห็นพวกเจ้าแทะเมล็ดแตงคล่องแคล่วนักเหตุใดวันนี้จึงได้เชื่องช้าเช่นนี้ พวกเจ้าคงไม่ได้จงใจใช่หรือไม่”

            “ข้าดูแล้ว พวกเขาไม่เห็นฮองเฮาอยู่ในสายตา ตั้งใจจะเป็นปรปักษ์กับฮองเฮา”

            “ข้าไปทูลฮองเฮาเอง!”

            ซุนกงกงตกใจจนหน้าถอดสี เขารีบร้องเรียกนางกำนัลทั้งสอง “อย่าๆ แม่นาง ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าสำนึกผิดแล้วจริงๆ! พวกเราจะเร่งความเร็วขึ้น พวกเราจะเร่งความเร็วขึ้นเดี๋ยวนี้!”

            ล้อเล่นหรือไร หากปล่อยให้พวกนางไปฟ้องสวรรค์เท่านั้นที่จะรู้ว่าฮองเฮาจะคิดหาวิธีประหลาดมาจัดการพวกเขา

            ใครพูดไว้ว่าทั้งวังหลวงมีเพียงฉีเหม่ยเหรินที่มีวิธีการทรมานคนมากมายที่สุด ตามที่เขาเห็นฮองเฮาโหดเหี้ยมกว่าฉีเหม่ยเหรินมากนัก! ดูวิธีการทำโทษนี้สิดูเหมือนไม่ได้รุนแรงอันใด แต่ใครเป็นผู้ประสบกับตนเองย่อมรู้ดีหากต้องแทะเมล็ดแตงทั้งหนึ่งร้อยจินนี้ให้หมด นี่แทบจะเอาชีวิตกันเลยทีเดียว!

            วิธีการทำโทษที่ทำร้ายคนเช่นนี้ นอกจากฮองเฮาแล้ว ใครจะคิดออกมาได้อีก

            ภายในตำหนักบรรทมของตำหนักเว่ยยางเฟิ่งเฉี่ยนนั่งอยู่บนเก้าอี้หงที่ทำมาจากไม้หนานมู่ขลิบไหมทองนางทอดสายตาชื่นชมตำหนักบรรทมที่ตกแต่งประดับประดาอย่างหรูหราภายในตำหนักให้ความรู้สึกตะลึงงัน

            ที่นอนหยกขาวอยู่บนพื้น เตียงไม้กฤษณาความกว้างขนาดหกฉื่อ[2] รอบๆ ยังปักลวดลายด้วยไหมเงินเป็นลายดอกไห่ถังจนไปถึงมุ้งทรงกลมมันไหวยวบยาบเมื่อมีสายลมพัดมา ประดุจทะเลเมฆที่ลอยอยู่บนยอดทิวเขาแสงแดดที่ส่องผ่านลวดลายฉลุของหน้าต่างเข้ามาเป็นจุดๆ เล็กๆด้านบนของเพดานมีไข่มุกราตรีขนาดใหญ่แขวนอยู่ทำให้ส่องสว่างราวกับแสงจันทร์ก็ไม่ปาน

            เป็นครั้งแรกที่เฟิ่งเฉี่ยนได้พบเห็นงานประณีตและงดงามเช่นนี้

            ที่แท้ที่นี่ก็คือตำหนักบรรทมของฮองเฮา เมื่อเปรียบเทียบกับตำหนักเย็นแล้วต่างกันราวฟ้ากับดินมิน่าเล่าคนมากมายล้วนต้องการจะเข้ามาพำนักอยู่ในตำหนักเว่ยยาง!

            ทว่านางที่ต้องมาอยู่ที่นี่ กลับรู้สึกว่าตนเองไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้นางรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง!

            ลั่วหยิ่งก้าวเข้ามาพูดว่า “ทูลเหนียงเหนียงได้จัดให้แม่นางจื่อซูพักผ่อนแล้วอีกประเดี๋ยวหมอหลวงจะมาตรวจอาการของแม่นางจื่อซูพ่ะย่ะค่ะ!”

            เฟิ่งเฉี่ยนพยักหน้า “ดีมาก ลำบากเจ้าแล้ว”

            ลั่วหยิ่งลังเลใจครู่หนึ่งและเอ่ยว่า “เหนียงเหนียงมีคำพูดประโยคหนึ่ง หากกระหม่อมไม่ได้พูดออกไปก็คงจะรู้สึกอึดอัดใจพ่ะย่ะค่ะ”

            เฟิ่งเฉี่ยนผายมือ “คำพูดอะไร เจ้าพูดมาเถิด”

            ลั่วหยิ่ง “ฉีเหม่ยเหรินอาศัยว่าบิดาของนางเป็นถึงเสนาบดีกรมอาญาจึงมักจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในวังอยู่เสมอเป็นคนที่ไม่ควรเข้าไปข้องแวะด้วยอย่างยิ่ง วันนี้พระองค์สั่งสอนคนของนางนางจะต้องไม่มีทางยอมรามือแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

            เฟิ่งเฉี่ยนเลิกคิ้ว “นางไม่ใช่คนที่ควรเข้าไปยุ่งด้วยหรือเปิ่นกงเป็นคนที่ยุ่งด้วยง่ายๆ”

            “โอ๊ะ...” ลั่วหยิ่งถึงกับเป็นใบ้

            ใช่แล้ว เขาลืมไปได้อย่างไรกัน ฮองเฮาต่างหากที่เป็นคนเผด็จการไม่น่าข้องแวะด้วยมากที่สุดในวังหลวงแห่งนี้!

            ฉีเหม่ยเหรินเปรียบเทียบกับนาง นั่นเป็นเช่นแม่มดตัวเล็กปะทะแม่มดตัวใหญ่!

            เขาเป็นห่วงฮองเฮาเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น

            เขาประสานมือเป็นหมัด “เช่นนั้นหม่อมฉันทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”

            รอเมื่อลั่วหยิ่งจากไป ชิงเหอกูกูเดินเข้ามารายงานว่า “เหนียงเหนียง นับตั้งแต่พระองค์ถูกส่งตัวเข้าตำหนักเย็นมีนางกำนัลสามนางและขันทีอีกสองคนไปจากที่นี่ พวกเขาถูกโยกย้ายไปทำงานในตำหนักอื่นเวลานี้ที่เหลืออยู่ที่นี่นอกจากบ่าวแล้ว ยังมีนางกำนัลที่เพิ่งมาใหม่อีกหกนางคนที่โยกย้ายไปเหล่านั้น พระองค์คิดว่าจะ...”

            เฟิ่งเฉี่ยนผายมือ “คนทุกคนต่างมีอุดมการณ์พวกเขาคิดจะจากไปก็ให้พวกเขาไปเถิด! ฝืนใจรั้งเอาไว้ก็ไม่ได้มีใจภักดี”

            “เหนียงเหนียงตรัสถูกต้องแล้วเพคะ” ชิงเหอกูกูเหลือบมองฮองเฮาด้วยความประหลาดใจนางมีความรู้สึกประหลาดอย่างหนึ่ง เหนียงเหนียงดูเหมือนแตกต่างจากเมื่อก่อน


    [1] จินคือหน่วยวัดน้ำหนักของจีนสมัยโบราณ หนึ่งจิน เท่ากับ ครึ่งกิโล, สองจิน เท่ากับ หนึ่งกิโล, หนึ่งร้อยจิน เท่ากับห้าสิบกิโลกกรัม

    [2] ฉื่อคือ หน่วยวัดความยาว ฉื่อ หรือ เชียะ เท่ากับ 10 ชุ่น (หรือ 10 นิ้ว) 1 จั้งเท่ากับ 10 ฉื่อ (ประมาณ 2.5 เมตร)




    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ] ที่คุณอ่าน

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786