และแล้ววันเวลาที่ผมจะได้รับอิสรภาพก็มาเยือนอีกครั้ง ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาผมเข็ดขยาดกับการถูกลงโทษแบบนี้แล้วจริงๆ
และตอนนี้ สองคนนั้นที่ผมหิ้วกลับมาด้วยก็หายดีเป็ปกติ แต่ก็ไม่ยอมกลับดินแดนของตนเองไปสักที ผมเลือกที่จะปลุกจิติญญาของเทพาเจิ้งหยวนขึ้นมาแทนการผนึกร่างกายให้เขาหลับต่อไป เพราะไม่แน่ว่าบางทีการที่เขาหลับไปอีกรอบมันอาจจะสร้างปัญหาให้ผมเหมือนอย่างครั้งนี้ก็ได้ใครจะไปรู้ ยิ่งผมมีไอ้ระบบไร้ประโยชน์นี่อยู่กับตัวก็ยิ่งวางใจไม่ได้เข้าไปใหญ่
ส่วนาาปรภพหานซั่วนั้น พอได้สติขึ้นมาเขาก็จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย เขาบอกว่าแค่รู้สึกเหมือนนอนหลับไปเฉยๆ เท่านั้นเอง ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลแล้วล่ะนะก็ในเมื่อมันเป็บัคจากระบบเขาจะจำอะไรไม่ได้เลยก็ไม่ใช่เื่แปลก
เอาเข้าจริงๆ ระบบเพิ่มตัวละครในเื่เข้ามาเยอะมากจนผมก็แอบมึนแล้วเหมือนกันว่าใครเป็ใคร
ตัวละครที่ถูกกล่าวถึงในเื่แค่ไม่กี่บรรทัดกลายเป็ตัวละครหลัก ส่วนตัวละครที่ถูกกล่าวถึงว่าตายั้แ่ต้นเื่ก็รอฟื้นคืนชีพขึ้นมา และเป็เื่ที่พีคมากที่ตัวละครพวกนั้นมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับอวีเฟิงออริซึ่งไม่ถูกกล่าวถึงในนิยายต้นฉบับ
ไม่ว่าผมจะขยับตัวไปทางไหนก็มีเื่ชวนปวดหัวเข้ามาให้ตามแก้ไม่หยุดไม่หย่อน และตอนนี้ผมก็ค่อนข้างหนักใจเอามากๆ ที่พลังมาราอีกครึ่งหนึ่งยังไม่ถูกปลดล็อก ถึงจะมีค่าความฟินเยอะอยู่พอสมควรแต่มันก็ยังไม่พอที่จะปลดล็อกพลังมาราอีกครึ่งหนึ่งอยู่ดี
ถ้าถามว่าทำไมต้องปลดล็อกน่ะเหรอ เพราะการที่จะไปเอาหัวใจเหมันต์กลับมาได้ย่อมต้องใช้พลังที่มากพอ ผมไม่อยากทำอะไรที่มันสูญเปล่าหากคิดจะลงมือผมต้องมั่นใจว่ามันจะสำเร็จ
นี่ระบบตอนนี้มีภารกิจเพิ่มค่าความฟินบ้างไหม ผมอยากจะปลดล็อกพลังมาราก่อนที่จะไปเอาหัวใจเหมันต์กลับมา
[คุณสามารถใช้แต้มปกติทดแทนค่าความฟินที่ยังขาดอยู่]
แบบนี้ก็ดีสิ!
[แจ้งเตือนภารกิจ:ไปหาเื่หยางจินที่ยอดเขาปฐีไม่สิ้นสูญ แต้มที่ได้รับจะคำนวณจากค่าอารมณ์ของหยางจิน]
โอ่ว!! งั้นจะรอช้าอยู่ไย ไปยั่วโมโหเ้านั่นโลด let's go!!!
และเมื่อผมไปถึงยอดเขาปฐีไม่สิ้นสูญ ศิษย์ทั้งหลายบนยอดเขาต่างก็แอบชำเลืองมองผมด้วยสีหน้าประหลาดใจ บ้างก็แอบซุบซิบกันไปต่างๆ นานาซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจเื่หยุมหยิมพวกนี้แม้แต่น้อยเพราะสิ่งเดียวที่ผมสนใจก็คือหยางจิน
"...ไม่คิดว่าท่านจะมาหาข้าด้วยตนเองเช่นนี้ ท่าน้าอะไร"ผิดคาดหยางจินเดินออกมาหาผมด้วยตนเองเลยล่ะครับ ทีแรกผมคิดว่าเขาคงจะทำเป็มองไม่เห็นผมซะอีก
"ข้าเบื่อเลยอยากประลองกระบี่กับเ้าเสียหน่อย"
"ข้าไม่ว่าง"หยางจินตอบผมอย่างไร้อารมณ์
"แต่ข้าว่าง..รับมือ"ผมไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิเสธ ผมฟาดกระบี่ผุๆ ที่มีแต่รอยร้าวใส่หยางจินทันที
"...นี่ท่านคิดจะใช้กระบี่ผุๆ นั่นสู้กับข้าหรือ"หยางจินพูดขึ้นด้วยความโมโห
[+50แต้ม]
"ทำอย่างไรได้ ในเมื่อข้ามีเพียงกระบี่เล่มนี้เล่มเดียวเท่านั้น"
"ท่านล้อข้าเล่นแล้ว"
"หึๆ "
[+100แต้ม]
"อย่าจริงจังนักเลย หากเ้าทำกระบี่ข้าพังเ้าซ่อมมันให้ข้าไม่ได้หรอกนะ"
"ไม่คิดว่าท่านจะหวงกระบี่ผุๆ นั่นนัก หากข้าทำลายมันเสียจะเป็อย่างไรนะ"
"อย่างเ้า..ทำไม่ได้หรอก"
"ท่านช่างดูแคลนข้านัก"
[+200แต้ม]
หยางจินใส่แรงไม่ยั้งฟาดกระบี่ของผมอย่างเดือดดาล หวังว่าผมจะไม่ต้องเสียแต้มในการซ่อมกระบี่นี่หรอกนะ
ผมสู้กับหยางจินไปเรื่อยๆ แต้มก็เพิ่มขึ้นทีละนิดทีละหน่อย จนในที่สุดผมก็ได้แต้มครบตามที่ตั้งใจไว้ั้แ่ทีแรก ผมหยุดการเคลื่อนไหวทันทีหลังจากที่ได้แต้มครบ และเมื่อหยางจินเห็นว่าผมหยุดการเคลื่อนไหวเขาจึงหยุดตาม
"เหตุใดจึงหยุดกะทันหัน ท่านมาที่นี่เพราะอยากสู้กับข้ามิใช่หรือ"
"...ก็ใช่ แต่ตอนนี้เหนื่อยแล้ว ข้าดื่มชากินขนมสบายๆ ดีกว่า"ในเมื่อผมได้ในสิ่งที่้าแล้วก็ไม่จำเป็ที่จะต้องยั่วโมโหเขาอีก
ผมนั่งจิบชากินขนมราวกับว่าการประลองเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น โดยเลือกที่จะเมินบรรยากาศน่าอึดอัดและสายตาทิ่มแทงของหยางจินที่จ้องผมอย่างเอาเป็เอาตายโดยสิ้นเชิง เมื่อผมดื่มชากินขนมจนพอใจแล้วผมจึงขอตัวกลับอย่างสบายใจโดยไม่ใส่ใจใบหน้าบูดบึ้งของหยางจินแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึงสิ่งแรกที่ผมทำคือเรียกระบบเพื่อปลดล็อกพลังมาราอีกครึ่งหนึ่งให้สำเร็จ
[ระบบปลดล็อกพลังมาราอีกครึ่งหนึ่งสำเร็จ]
[คุณสามารถใช้สกิลพิเศษ สร้างเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูก,เสียงเพรียกิญญาหวน]
[ขอแสดงความยินดีด้วย]
มันก็น่ายินดีจริงๆ นั่นแหละ นี่สินะคือผลจากความพยายามมาโดยตลอด ดีใจจนน้ำตาจะไหลแล้วเนี่ย เพียงเท่านี้ผมก็จะได้นอนชิวๆ รออีเว้นท์หลักแล้วสินะ
[แจ้งเตือนภารกิจ:คืนชีพหลางอ้าวเทียน+2000แต้ม]
สรุปว่าระบบจะไม่ยอมให้ใช้ชีวิตแบบชิวๆ เลยใช่ไหม! นี่ระบบฉันว่าเรามีเื่ต้องคุยกันหน่อยแล้วนะ ให้ฉันไปรนหาที่ตายแบบว่าเล่นนี่สนุกนักใช่ไหม..ถามจริง
[แน่นอนครับ..การส่งมอบภารกิจเป็หน้าที่ของระบบ]
เฮ้อ! โวยวายไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ช่างเถอะ รีบทำจะได้รีบเสร็จ
[ระบบจะส่งตัวคุณไปยังแดนเทพในอีก 5 4 3 2…]
ติ๊ง!!!
รวดเร็วทันใจจริงๆ ครับ จากที่ผมอยู่แดนเซียนก็วาร์ปมาอยู่แดนเทพภายในชั่วพริบตา
ผมมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจว่าผมอยู่ส่วนไหนของแดนเทพ จนกระทั่งสายตาของผมไปสะดุดเข้ากับประตูบานั์ที่มีป้ายสลากด้วยอักษรสีทองซึ่งดูอ่อนช้อยแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง 'ิเยว่'
แสดงว่านี่คือหน้าประตูวังแดนเทพสินะ คราวนี้ผมคงต้องตัดสินใจแล้วล่ะว่าจะเดินเข้าไปซึ่งๆ หน้าหรือจะแอบย่องเข้าไปดี แต่ก่อนที่ผมจะได้คิดอะไรระบบก็แจ้งเตือนขึ้น
[กรุณา'ถีบ'ประตูแล้วเดินเข้าไป]
เน้นย้ำทุกการกระทำจริงๆ เอาเถอะยังไงผมก็คืออวีเฟิงนิ จะให้แอบย่องเข้าไปได้ยังไง เสียชื่อตัวร้ายหมด
ผมทำใจอยู่สักพักก่อนยกเท้าถีบประตูอย่างแรง แล้วเดินเข้าไปด้วยท่าทีที่คิดว่าสง่างามที่สุด หลังจากที่ผมเดินเข้ามาได้ไม่กี่ก้าวก็ได้มีเทพมากมายถืออาวุธครบมือกลูเข้ามาประจันหน้ากับผมอย่างพร้อมเพรียง ผมไม่ได้ใส่ใจตัวประกอบเกรดซีพวกนี้แต่อย่างใด แต่หันไปเคาะเรียกระบบแทน
ระบบผมเดินเข้ามาแล้วจะเอายังไงต่อล่ะ
[ประกาศเจตนารมณ์]
เอางั้นเลยเหรอ...เอาเถอะไปให้สุดเลยแล้วกัน
"ข้ามาที่นี่เพราะ้าหัวใจเหมันต์ ไปตามาาของพวกเ้าออกมาหาข้า”
สักพักก็มีบุรุษหน้าตาดี เส้นผมสีขาวตาสีทอง สวมชุดหรูหราแผ่กลิ่นอายสูงส่ง เดินออกมาไม่ช้าไม่เร็วทุกก้าวย่างมั่นคง บนใบหน้าแต่งแต้มรอยยิ้มเล็กน้อยชวนให้มองแล้วหลงใหล
"ไม่คิดว่าเ้ายอดเขาเย้ยเมฆาจะมาเยือนจึงไม่ได้ทำการต้อนรับให้สมเกียรติต้องขออภัยด้วย"
"ข้าต่างหากที่ควรขอโทษที่มาโดยไม่แจ้งก่อน ข้าจะไม่พูดอ้อมค้อมให้เสียเวลา ข้ามาที่นี่เพราะ้าหัวใจเหมันต์ท่านจะยกมันให้ข้าได้หรือไม่"
"ขออภัยหัวใจเหมันต์เป็สิ่งสำคัญของแดนเทพมิอาจให้ท่านเ้ายอดเขาได้"
"แล้วหากข้าจะเอาให้ได้ล่ะ"
"หัวใจเหมันต์ไม่มีประโยชน์ใดกับท่าน..แล้วไยจึง้า"
"ไม่จำเป็ต้องตอบ...หากไม่ให้ก็แค่ชิงมาเท่านั้น"
ผมลองใช้พลังมารที่พึ่งได้มาซึ่งมันใช้ได้ดีเกินกว่าที่ผมคาดการณ์เอาไว้มาก ทหารเทพมากมายต่างทรุดตัวนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นเพราะทนแรงกดดันไม่ไหว การที่ผมขู่เขาแบบนี้เพราะผมไม่อยากฆ่าใครโดยไม่จำเป็ ถ้าเขายอมส่งหัวใจเหมันต์มาดีๆ ผมจะรีบไปจากที่นี่ทันทีโดยไม่ทำร้ายใครทั้งนั้น
และความหวังเล็กๆ ที่ผมคิดอยู่ในใจก็กลายเป็จริง าาเทพผู้นี้ถือว่าเป็คนฉลาดพอตัวที่รู้จักประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบ ในเมื่อรู้ว่าไม่มีทางชนะ ก็ไม่มีความจำเป็จะต้องทำให้เกิดการสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
"..ข้าจะมอบหัวใจเหมันต์ให้กับท่าน อย่าได้เข่นฆ่าคนของข้าเลย"
"ข้าย่อมไม่ทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์อยู่แล้ว"
"...."าาเทพวาดมือเล็กน้อยกล่องหยกดำฉลุลายสวยงามก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
"วันนี้ข้าไม่มีโอกาสชนะท่าน ความแค้นครั้งนี้ข้าจะทวงคืนในสักวัน"พร้อมกับยื่นกล่องหยกดำมาให้ด้วยแววตาคับแค้นใจ
"...ข้าจะรอ"เมื่อได้ในสิ่งที่้าก็ไม่จำเป็ที่จะต้องอยู่ที่นี่อีก และเมื่อผมมาถึงป่าไผ่ม่วงซึ่งเป็อาณาเขตที่พักของตนเอง ผมก็เห็นหลางผิงเย่นั่งรอผมที่ม้านั่งใต้ร่มไผ่ เมื่อเขาเห็นผมจึงวิ่งเข้ามาหาทันที
"คารวะอาจารย์ ท่านไปไหนมาหรือครับ ข้ายกชาและขนมมาให้ท่านแต่ก็ไม่พบท่านที่อาศรม"
"ไปสร้างหนี้ เพื่อใช้หนี้...ผิงเย่จงไปตามหลางหย่งหนิงและเยี่ยซิวมาที่นี่ที"
"..ขอรับ"
สักพักหนึ่งสองคนนั้นก็มาถึง ผิงเย่ยกชาและขนมชุดใหม่เข้ามาเสิร์ฟอย่างรู้งาน
เยี่ยซิว "เ้าให้ผิงเย่ไปตามพวกข้ามามีเื่อะไร"
"หัวใจเหมันต์ข้าได้มาแล้ว"พอวาดมือเล็กน้อยกล่องหยกสีดำคุ้นตาก็ปรากฏขึ้น
หลางหย่งหนิง"จะ เ้าไปเอามาั้แ่เมื่อไหร่"
"เมื่อครู่"
"นี่เ้า...ที่อันตรายเช่นนั้นใครใช้ให้ไปคนเดียวกัน ไยจึงไม่บอกพวกข้าก่อน"เยี่ยซิวพูดขึ้นอย่างเคืองๆ
"...ลืม"
"......"
มันช่างเป็คำตอบที่เรียบง่ายแต่กลับทำให้คนฟังแทบกระอักเืครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างง่ายดาย อวี่เฟิงเลือกที่จะเมินเฉยสีหน้าไม่สบอารมณ์ของมารทั้งสองก่อนถามในสิ่งที่ตนสงสัยต่อ
"ตอนนี้ร่างของพี่ใหญ่อยู่ที่ไหนหรือ"
หลางหย่งหนิง "ถ้ำดอกเหมยหิมะแดง มาเถอะข้าจะพาไป"
"อืม.."
'ถ้ำดอกเหมยหิมะแดง'เป็ป่าอาคมที่มีดอกเหมยสีแดงสดเบ่งบานตลอดทั้งปีและจะมีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปีเช่นกัน นับได้ว่าที่นี่เป็สถานที่ที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง อีกทั้งที่นี่ยังถูกใช้เป็ที่ต่อสู้ในศึกชี้ชะตา event หลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย
ภายในถ้ำน้ำแข็งที่กว้างขวาง มีร่างร่างหนึ่งนอนเหยียดกายบนเตียงน้ำแข็งขนาดใหญ่เส้นผมสีดำสนิท ผิวกายขาวซีดดวงตาปิดสนิท
"..พี่ใหญ่"
หลางหย่งหนิงใช้วิชามารดึงพลังของหัวใจเหมันต์ไปยังร่างของหลางอ้าวเทียนอย่างช้าๆ จนแล้วเสร็จ
เยี่ยซิว "ทำไมถึงยังไม่ตื่นอีกล่ะ"
อวี่เฟิง "ดูเหมือนจิติญญาจะไม่ได้อยู่นี่น่ะ..ผิงเย่จงเอาขลุ่ยที่อาจารย์ให้ออกมา แล้วเป่าเพลง'เรียกิญญา'เสีย"
ผิงเย่หยิบขลุ่ยออกมาอย่างว่าง่ายแล้วยื่นมันให้กับผม
"ข้ายังไม่สามารถเป่าได้ขอรับ"
ฮ่ะ! เอาจริงเหรอ!
"อะไรกันเพลงพื้นฐานเช่นนี้เ้ายังเป่าไม่ได้อีกหรือ"ผมถามออกไปตรงๆ ด้วยความสงสัย แล้วตลอดปีผ่านมาเขามัวแต่ไปเรียนอะไรอยู่ หรือว่าเอาแต่หมกมุ่นกับสาวๆ ในฮาเร็มจนไม่ใส่ใจการเรียนอย่างนั้นเหรอ เฮ้อ! ถ้าเป็แบบนั้นจริงๆ ก็ถือว่าใช้ไม่ได้เลยนะ ริจะรักสนุกก็ต้องแบ่งเวลาให้ถูกด้วยสิเ้าเด็กโง่เอ๊ย!..
เยี่ยซิว "อวี่เฟิง เ้าอย่าใช้ตรรกะความคิดตนเองตัดสินได้หรือไม่ มันพื้นฐานของเ้าคนเดียวน่ะสิ ผู้ฝึกตนบำเพ็ญไม่กี่ปีจะสามารถเป่าเพลงระดับสูงเช่นนี้ได้อย่างไร"
"ฮ่ะ? "
หลางหย่งหนิง "ให้ตายสิ นี่เ้าสอนลูกศิษย์ตัวเองแบบไหนกันเนี่ย"
"ใช่ความผิดข้าหรือ เฮ้อ! ช่างเถอะ.."เมื่อรู้ว่าเถียงไปก็ป่วยการผมจึงใช้โอกาสนี้สอนผิงเย่ไปซะเลยให้มันจบๆ
..บทเพลงโหยหวนเคล้าคลอกับบรรยากาศเย็นเยือก ขบเน้นให้ผู้ฟังขนลุกซู่ด้วยความหวาดหวั่นอันน่าสะพรึง ลมหยินไม่ทราบที่มาพัดโหมอยู่ภายในเขตป่าอาคมใต้ถ้ำน้ำแข็ง จนกระทั่งเมื่อบทเพลงจบลงผู้ที่อยากให้ฟื้นกลับยังคงนอนแน่นิ่งไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
ทำไมยังไม่ตื่นอีกละ ผมขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่ จึงเผลอแผ่พลังมารออกมาด้วยความหงุดหงิดจนทำให้ผู้ที่อยู่ภายในถ้ำต่างชะงักงัน
ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ หลางอ้าวเทียนเพื่อลองใช้สกิลพิเศษที่เพิ่งได้รับมานั่นคือวิชา 'เสียงเพรียกิญญาหวน'
"ตื่นได้แล้ว! "ถ้าหากเขายังไม่ยอมตื่นขึ้นมาดีๆ ผมจะใช้กระบี่ผุๆ นี่แยกชิ้นส่วนของเขาซ่ะ
ผมรู้ว่าเขาฟื้นแล้วแต่แกล้งหลับต่อเท่านั้นเอง ผมเรียกกระบี่ผุๆ สุดรักสุดหวงของผมออกมาก่อนใช้พลังปราณเซียนบริสุทธิ์เคลือบตัวดาบเอาไว้อย่างหนาแน่น แล้วฟันลงไปบนตัวของหลางอ้าวเทียนอย่างไม่ลังเล
เสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณพลอยทำให้ใจสั่นไหว ผู้ที่เคยนอนหลับใหลไม่ได้สติดึงปิ่นปักผมของตนเองออกมากันดาบเอาไว้ได้ทันท่วงที
อวี่เฟิง "อรุณสวัสดิ์..พี่ใหญ่"
"น้องเล็กช่างโหดร้ายนัก หากเมื่อครู่ข้ากันดาบนั้นไม่ทันตัวข้าคงขาดเป็สองท่อนไปแล้วแน่ๆ "พอเขาตื่นขึ้นมาได้ก็แหกปากโวยวายใส่ผมทันที แต่จะยังไงก็ช่างเถอะอย่างน้อยก็ถือว่าภารกิจสำเร็จแล้ว
"ยินดีต้อนรับกลับมาพี่ใหญ่"หลางหย่งหนิงพูดขึ้น
"ก็ถือว่าดีแล้วล่ะนะที่ยังไม่ตายน่ะ"เยี่ยซิวพูดขึ้น
"...? "ผิงเย่นิ่งเงียบมองหน้าคนที่พึ่งฟื้นขึ้นมาด้วยความสงสัย ถึงแม้จะพอเดาได้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากบอกอะไรเพียงแค่ลากไปนั่นไปนี่ให้เห็นทุกอย่างด้วยตาตนเองเพียงเท่านั้น
พอหลางอ้าวเทียนเห็นผิงเย่ก็เดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ ใช้สายตามองสำรวจอีกฝ่ายอย่างละเอียดก่อนพูดขึ้น "เ้าโตขึ้นมากเลยนะ ไม่คิดเลยว่าเด็กแรกเกิดในห่อผ้าวันนั้น จะโตมาได้ถึงขนาดนี้"
"ก็เ้าหลับเหมือนตายมาตั้งสิบห้าปีเลยนะ เวลาเปลี่ยนคนย่อมเปลี่ยนเสมอนั่นแหละ"เยี่ยซิวพูดขึ้น
"แล้วเ้าเล่า..ไม่ได้นอนหรอกหรือ"
เยี่ยซิว"อ่าา สภาพข้าดีกว่าท่านหน่อย ตื่นได้เกือบปีแล้ว"
"ถ้าเช่นนั้นก็เหลือเพียงแค่น้องเล็กสินะที่ไม่ต้องนอนรักษาตนเอง"
อวี่เฟิง "เพราะข้าไม่ได้อ่อนหัดเช่นพวกท่าน"
"เป็ไปได้หรือ..ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเ้าสาหัสกว่าใครเลยมิใช่หรือ"หลางอ้าวเทียนพูดขัดขึ้น
"เื่มันผ่านมานานแล้ว..กลับกันเถอะ"
"ไปกันเถอะพี่ใหญ่ แล้วข้าจะเล่าสิ่งที่ข้ารู้ให้ฟังทีหลัง"หลางหย่งหนิงพูดขึ้นแล้วก้าวเท้าตามอวี่เฟิงออกไปจากถ้ำ เพื่อกลับยอดเขาเย้ยเมฆา
ขอบคุณสำหรับการติดตามผลงานของนามิ
อย่าลืมเม้นเป็กำลังใจให้นามิด้วยนะคะ
ขอให้สนุกกับการอ่านนิยายของนามิ
รักรีดเดอร์ทุกคนค่ะ
จากใจ
นามิแค่อยากอ่านนิยาย
จุ๊บๆ