เดิมที‘เทียนอี้เหมิน[1]’ มาจากในคัมภีร์โจวอี้ ซี่ฉือซ่างกว้า[2]ประโยคที่ว่า “ห้าสิบวิถีใหญ่ ที่ปรากฏขึ้นมีสี่สิบเก้าวิถี” หมายความว่าสรวง์ให้วิถีที่มีคุณประโยชน์สี่สิบเก้าหนทาง ทว่าวิถีที่ซ่อนอยู่นั้นจึงจะเป็วิถีที่เอาชีวิตรอดได้จริงๆ
เพราะฉะนั้นสี่สิบเก้าคือชะตาชีวิตเป็ชะตากรรมของเรา ทว่าหมื่นเื่ราวหมื่นสรรพสิ่งมิใช่ว่าจะยั่งยืนไม่แปรเปลี่ยนเป็เพราะว่ามี“วิถีรอดเพียงหนทางเดียว”ชีวิตถึงได้ปรากฏความเป็ไปได้เหลือคนานับ
อย่างที่คุณปู่บอกเมื่อนานมาแล้วบรรพจารย์ของพวกเขา อาจารย์ทวด ศึกษาเื่ปรัชญาเป็หลัก คำนับเข้าลัทธิอี้เทียนเพราะว่าตอนนั้นแต่งงานแล้ว ก็เลยเป็หั่วจวี้เต้าซื่อ
หั่วจวี้เต้าซื่อความหมายของชื่อคือสามารถััฟืนไฟ เป็เ้าลัทธิที่มีภรรยาได้
ต่อมาไฟาลุกลามไปทั่วโรคระบาดแพร่กระจาย ลัทธิอี้เทียนลงจากเขามาช่วยประชาชน ทว่าเมื่อเคราะห์ร้ายครานั้นผ่านพ้นไปผู้คนของลัทธิมีจำนวนลดลง ต่อมายังเกิดเหตุไม่คาดฝันอีกหลายเื่ ทำให้ลัทธิอี้เทียนแตกสลาย
อาจารย์ทวดทนไม่ได้ที่จะให้ลัทธิสูญสิ้นลำพังตัวเขาก็เป็ผู้มีความรู้ครอบคลุมด้านปรัชญาคนหนึ่ง ทั้งธรรมชาติ การรักษาชีวิต การทำนาย โหงวเฮ้ง ปรัชญาห้าวิถี ล้วนเชี่ยวชาญเป็อย่างยิ่งดังนั้นเขาออกตัวเปลี่ยนลัทธิอี้เทียนเป็เทียนอี้เหมิน หลีกหนีจากทางโลกมาบำเพ็ญตบะสืบทอดสำนักของพวกเขาต่อไป ต่อมาเพราะเหตุผลบางอย่าง เทียนอี้เหมินค่อยๆ ซบเซาลงสุดท้ายเหลือตระกูลฉวี่อยู่เพียงครอบครัวเดียว
ฉวี่หลิงฟังจบในใจเกิดความหวาดหวั่น เธอสงบจิตใจ ถึงได้ถามฉวี่หฺวา “ปู่คะ อย่างนั้นพ่อรู้เื่นี้หรือเปล่าคะ”
ฉวี่หฺวาส่ายศีรษะ“เขาไม่รู้ ย่าของหลานเองก็ไม่เคยบอกเขา”
ฉวี่หฺวาใช้นิ้วมือลูบคลำหนวดเคราแสดงออกถึงความไม่พึงใจกับเื่ในอดีตสักเท่าไร “ปู่เคยออกไปเร่ร่อนอยู่ข้างนอกหลายปีไม่ทันระวังมีเื่กับคนที่ใจหยาบช้า ต่อมาปู่กับเขาต่อสู้กันด้วยอาคมหลังจากที่เขาแพ้ ปู่ถึงได้กลับมาที่บ้าน พ่อของหลานเป็คนนิสัยซื่อตรง ไม่ใช่คนที่จะมาเรียนเื่พวกนี้ได้ดังนั้นปู่จึงไม่สอนเื่เหล่านี้ให้กับเขา บางครั้งคนยิ่งรู้เยอะ กลับกลายเป็ไม่มีความสุขดังนั้นปู่ถึงไม่ได้บอกเขาเกี่ยวกับเื่เหล่านี้”
ฉวี่หลิงแอบถอนใจพ่อรักลูก วางแผนให้ในระยะยาว คนภายนอกมองเพียงเปลือกนอกเลยคิดว่าคุณปู่ไม่ชอบหน้าลูกของเขา
ฉวี่หลิงค่อยๆขมวดคิ้ว พลางถามสิ่งที่ตัวเองสงสัย “แต่ว่า ทำไมคุณปู่ถึงไม่มาอาศัยอยู่กับพวกเราล่ะคะ”
“หลิงหลิง หลานต้องเข้าใจ ไม่ได้เป็เพราะว่าปู่ไม่อยากอยู่กับพวกหลาน” ฉวี่หฺวาตอบอย่างลำบากใจ “เส้นทางของพวกเราพัวพันกับต้นเหตุและผลลัพธ์มากมายบางครั้งไม่ได้ตามมาสนองที่ตัวเอง กลับส่งผลต่อคนใกล้ชิด อีกอย่างหนึ่งปู่เองก็ไม่รู้ว่าหลายปีก่อนไปมีเื่กับใครไว้อีกหรือเปล่าห่างจากพวกหลานหน่อย ถึงจะปลอดภัยกับพวกหลานเอง”
ในใจของฉวี่หฺวารวดร้าวความจริงท่านเองอายุมากแล้ว ย่อมอยากเหมือนกับคนชราคนอื่นๆ ได้เล่นกับลูกหลานเพียงแต่ด้วยเพราะตัวตน ทำให้ท่านต้องเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด
หลายปีมานี้คุณปู่อยู่คนเดียวแม้แต่ผู้เป็บิดาของเธอก็ไม่อาจเข้าใจความตั้งใจของคุณปู่ในกาลก่อนท้ายที่สุดคุณปู่ก็จากไปเพียงลำพัง
ฉวี่หลิงคิดได้ก็เ็ปใจขึ้นมา
ฉวี่หฺวามองสีหน้าของฉวี่หลิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “โชคดีที่หลิงหลิงไม่เหมือนพ่อ หลานฉลาด หัวไวต่อจากนี้ไปปู่ก็มีคนคุยด้วยแล้ว”
ฉวี่หลิงพยักหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง“คุณปู่คะ ปู่วางใจได้เลยว่าต่อไปหลานจะมาอยู่เป็เพื่อนบ่อยๆ ค่ะ”
“หลานมีความคิดแบบนี้ก็ดีแล้ว วันธรรมดาก็ต้องขยันตั้งใจเรียนอย่าให้สิ้นเปลืองสติปัญญา”น้ำเสียงของฉวี่หฺวาเคร่งขรึมขึ้นมาก “หลิงหลิงหลานเป็เด็กฉลาด เื่ที่เรียนรู้จากปู่ หลานอย่าได้ไปบอกใครนะ”
ความคิดของฉวี่หลิงเป็ผู้ใหญ่แน่นอนว่าต้องรู้ถึงความสำคัญของเื่นี้ จึงตอบว่า “คุณปู่วางใจนะคะ หนูรู้ว่าต้องทำอย่างไรค่ะ”
ฉวี่หฺวากำชับแล้วกำชับอีก“ปู่จะบอกหลานเอาไว้ก่อน สำนักของพวกเราแม้ว่าจะทำอะไรได้ตามแต่ใจแต่ก็ต้องให้ความสำคัญกับเหตุและผล ดังนั้นหลานไม่สามารถปิดบังอำพรางต่อบุคคลทั่วไปยิ่งไม่สามารถออกนอกลู่นอกทางให้ชื่อสำนักด่างพร้อย ตอนนี้หลานยังเด็ก อาจจะยังไม่เข้าใจคำพูดเหล่านี้แต่ว่าถ้าเกิดต่อไปหลานทำไม่ได้ละก็ ต่อให้ปู่ตายไป ปู่ก็จะเกลียดหลาน”
ในใจของฉวี่หลิงเข้าใจว่านี่คือขอบเขตของเทียนอี้เหมินเธอเอ่ยอย่างหนักแน่น “คุณปู่วางใจ หนูทราบแล้วค่ะ”
มองสีหน้าที่เด็ดเดี่ยวั์ตาที่ใสสะอาดของฉวี่หลิง ฉวี่หฺวาโล่งใจกับเื่ในใจที่เขาพะวงอยู่ตลอดมาหลายปีนี้ในที่สุดก็มีทางออกขณะเดียวกับที่ใจของเขาผ่อนคลายลงก็รู้สึกเหนื่อยล้าอยู่เล็กน้อย
เขาฝืนเรียกสติเอ่ยกับฉวี่หลิง“อีกเดี๋ยวต้องฝึกฝนร่างกายก่อน วันนี้ดึกแล้ว ค่อยเริ่มกันพรุ่งนี้ หลานวิ่งบนถนนรอบูเาหนึ่งชั่วโมงหลังจากเสร็จแล้ว ปู่จะสอนหลาน ตอนนี้หลานทบทวนตัวอักษรที่เรียนไปวันนี้รอบหนึ่งแล้วกัน”
ดวงตาของฉวี่หลิงสังเกตว่า่ระหว่างตาและคิ้วของฉวี่หฺวาดูเหนื่อยล้าดังนั้นจึงลุกขึ้นเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นหนูไปก่อนนะคะ คุณปู่ไม่ต้องมาดูหนูแล้ว หนูเรียนด้วยตัวเองได้ค่ะ”
ฉวี่หฺวานั่งลงบนเก้าอี้หลับตาลง พยักหน้าเบาๆ
ฉวี่หลิงออกมาจากห้องบรรพจารย์เดินไปอ่านหนังสือโจวอี้ที่ลานบ้านอย่างตั้งอกตั้งใจ
หนังสือที่ปกติแล้วน่าเบื่อหน่ายเธอค่อยๆ ตระหนักถึงความแตกต่าง
จนถึงเวลานี้ฉวี่หลิงถึงได้รู้สึกว่าตัวเองได้ก้าวเข้าสู่โลกอันวิจิตรงดงามและลึกลับอย่างแท้จริงประสบการณ์ของเธอไม่เหมือนกาลก่อนอีกต่อไปแล้ว ชีวิตเองก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
รุ่งขึ้นฉวี่หลิงตื่นแต่เช้าหลังจากวิ่งครบหนึ่งรอบ เธอก็อ่านหนังสืออยู่ในลานบ้านเงียบๆ เธอมีสติปัญญาดี ฉลาดหลักแหลมทั้งยังมีความมุมานะอันยากจะเปรียบ ดังนั้นจึงเรียนรู้ได้อย่างว่องไวเปรียบเสมือนฟองน้ำที่ดูดซับความรู้อย่างไม่หยุดพัก เพียงไม่กี่วันผ่านไปฉวี่หฺวาก็รู้สึกว่าฉวี่หลิงเข้าสำนักอย่างเป็ทางการแล้ว
ฉวี่หฺวานั่งตากแดดอยู่อากาศเริ่มร้อนขึ้น ดอกทับทิมที่ราวกับเปลวไฟแห้งเหี่ยวร่วงหล่นลงปลายกิ่งปรากฏผลไม้ลูกเล็กไม่สะดุดตาสีเขียวเฝื่อนโผล่ออกมาคาดว่ารอจนถึงฤดูใบไม้ร่วงก็จะได้ลิ้มรสลูกทับทิมสีแดงรสชาติหวานฉ่ำ
ต้นกุหลาบผลิบานชดช้อยอยู่ในลานบ้านรูปโฉมอันอวบนวลสั่นไหว กลีบกุหลาบร่วงลงที่ข้างกายอยู่เรื่อยๆ
ฉวี่เหวินจวินกับหวังย่าเหม่ยเพิ่งเข้ามาใกล้ประตูก็เห็นฉวี่หลิงที่ประคองหนังสืออยู่เงยหน้าอย่างกะทันหัน ดวงตาสะอาดบริสุทธิ์มองไปที่พวกเขา
วันหนึ่งในเดือนมิถุนายนเพียงั์ตาของฉวี่หลิงมองปราดเดียวก็ทำให้ฉวี่เหวินจวินกับหวังย่าเหม่ยรู้สึกหนาวเย็นเล็กน้อย
ฉวี่หลิงเก็บคัมภีร์เทียนอี้เหมินที่อยู่ในมือไปให้พ้นไม่เหลือกระทั่งร่องรอยก่อนจะทำเหมือนเด็กน้อยดีอกดีใจวิ่งไปยังข้างกายของหวังย่าเหม่ย ดึงมือของเธอยิ้มกริ่มพลางเอ่ยออกมาว่า “แม่กับพ่อมาได้อย่างไรคะเนี่ย”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950
[1] แปลว่าประตูหนึ่งนภา
[2] คัมภีร์ของวิชาโจวอี้หรือที่เรียกว่าอี้จิงเล่มหนึ่ง