ไม่กี่อึดใจอดีตขุนนางหนุ่มก็มาปรากฏตัวหน้าสำนักการค้าหลิวซือซือป้ายแดงตัวหนังสือสีทองที่ติดหน้าประตูสะอาดสะอ้านบ่งบอกการดูแลใส่ใจ ตอกย้ำความรุ่งเรืองด้วยัสีทองขนาดใหญ่หน้าประตูทางทิศตะวันออก
หยางซุนหยางส่องประตูที่เปิดแง้มอยู่เห็นรูปปั้นม้าหยกขนาดใหญ่กลางลานบ้านแทบไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดหลิวซือซือจึงเป็สำนักการค้าที่ใหญ่โตที่สุดในฉางอันแต่คุณชายน้อยที่ต้องเป็ผู้สืบสกุลเพียงคนเดียวนั้นเล่า เหตุใดจึงกลายเป็โฉมสะคราญปานนั้นหรือเ้าสำนักไร้บุตรชายสืบสกุล...
“ข้าเห็นใครลับ ๆ ล่อๆ อยู่หน้าประตู เ้าไปดูทีสิ...สวี่ลี่”
อดีตขุนนางหนุ่มหลบวูบเข้าหลังประตูบานใหญ่ร่างอวบอัดในคราบบุรุษแง้มหน้ามองซ้ายขวาพลันหน้านิ่วคิ้วขมวด
“ไม่มีผู้ใดเลยขอรับท่านย่า”
สวี่ลี่!
เพียงเห็นหน้า หยางซุนหยางก็ตั้งท่าจะออกไปพลันชะงักรีรออยู่เมื่ออีกฝ่ายผลุบหายเข้าไปอีกครา
“วันนี้สำนักปิด ไม่มีผู้ใดมาหรอกขอรับ”
“เ้าแน่ใจหรือ ข้าออกไปดูเองดีกว่าเผื่อจะเป็หลานข้า”
“ไม่ใช่คุณชายขอรับท่านย่า” สวี่ลี่เอ่ยน้ำเสียงอึดอัด
ท่านย่ารึ!
หยางซุนหยางหลบวูบทันทีที่ได้ยิน น้ำเสียงกังวานแต่แฝงความใจดีผู้นั้นคือย่าของนางหากเขาจะบอกข่าวอาการป่วยจะดีหรือไม่ นางไม่ให้บอกบิดาแต่กับท่านย่าอาจเป็ข้อยกเว้นแต่หยางซุนหยางก็ต้องชะงักเมื่อมีอีกเสียงแทรกมาเป็เสียงบุคคลที่สามอีก
“ท่านแม่เพิ่งหายป่วยจะออกไปทำไมเล่าขอรับ”
“เ้าทำเหมือนไม่ห่วงลูก” ท่านย่ากล่าวเสียงขุ่น
อีกฝ่ายไม่ยอมตอบมารดากลับคาดคั้นเอากับสวี่ลี่แทน“ข้านึกว่าลูกข้ากลับมาแล้ว เ้าดูดีแล้วใช่หรือไม่... สวี่ลี่”
“ข้าดูดีแล้วจริง ๆ ขอรับ” สวี่ลี่ตอบเสียงสั่น“หากว่าท่านเ้าสำนักอยากให้ข้าออกไปตามหาคุณชายข้าก็จะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ”
“ข้าเคยบอกเ้าว่าอย่างไร” เ้าสำนักเสียงห้วนจัดก่อนเอ่ยต่อ“ให้ติดตามคุณชายอย่าให้คลาดสายตาแต่เ้าฟังคำลูกข้ามากกว่าเ้าสำนักอย่างข้ากล้าพาสตรีไม่มีหัวนอนปลายเท้ากลับมาแทนที่จะเป็ลูกข้าป่านนี้อาเสียะจะเป็เช่นไรไม่รู้ นี่ก็เกินกำหนดที่เ้าบอกจะกลับมาแล้ว”
“คือ... ข้า... คือ” สวี่ลี่ลนลานจะตอบก็มิได้ไม่ตอบก็ยิ่งไม่ได้“คุณชายสั่งข้าจะกล้าขัดได้หรือนายท่าน”
“เ้ากล้าเถียงข้าหรือ!”
“ข้าน้อยมิกล้าขอรับนายท่าน”
“เ้าก็อย่าดุนักเลย สวี่ลี่ก็แค่ทำตามคำสั่งอาเสียะ” ประมุขชราแห่งหลิวซือซือแก้แทนแล้วหันหาสวี่ลี่ “พรุ่งนี้เ้าก็ไปหาใครที่ไว้ใจได้ให้ติดตามหลานข้าอย่างเงียบๆ อย่าให้เื่แพร่งพรายถึงบุคคลภายนอก แค่เลื่อนส่งผ้าเข้าวังหลวงไปอีกสามสี่วันสำนักก็สั่นคลอนพอแล้ว”
“ขอรับท่านย่า” สวี่ลี่รับคำเสียงอ่อย“คราวนี้ข้าจะไม่ให้พลาดอีก”
บ่าวสนิทของคุณชายเดินคอตกมาหน้าประตูหยางซุนหยางเห็นดังนั้นจึงก้าวออกจากที่ซ่อนจะเรียกก็ไม่ทันเพราะประตูที่แง้มเปิดเมื่อครู่ปิดสนิทแน่นครั้นเงื้อมมือจะเคาะก็ได้ยินเสียงตวาดดังขึ้นด้านในอีก
“พรุ่งนี้จัดการให้เรียบร้อยเข้าใจหรือไม่” เ้าสำนักกำชับเสียงเข้ม “หากยังหาตัวลูกข้าไม่เจอภายในวันสองวันนี้เ้าโดนดีแน่สวี่ลี่”
“ขอรับ ๆ นายท่าน”
หยางซุนหยางแอบฟังอยู่ด้านนอกพลันต้องห่อไหล่ด้วยความหวั่นเกรง ไม่น่าแปลกใจที่เหตุใดหลิวเสียะถึงห้ามไม่ให้บิดารู้คงเพราะความดื้อดึงของนาง หากรู้ว่านางาเ็ปางตายกลับสำนักไม่แคล้วจะถูกกักขังไร้อิสระหาได้ออกไปเผชิญโลกภายนอกได้อีก
โอว... ว่าที่พ่อตาของเขาช่างน่าเกรงขามนัก...
อดีตขุนนางหนุ่มสอดสายตาหาทางหนีทีไล่จะพบตัวสวี่ลี่ได้ช่างยากลำบากเพราะไม่รู้จะหาเหตุใดเข้าไปด้านในแล้วร่างสูงใหญ่ก็ถึงกับตาสว่างเมื่อเห็นลังไม้กองพะเนินสุมกันอยู่ในตรอกพิงกำแพงสำนักพอดีจึงเดินเข้าไปและเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงบ่นพึมพำจากด้านในกำแพง
“คุณชายนะคุณชาย ข้าไม่น่าเชื่อท่าน แล้วจะหาใครไว้ใจได้ตามหาท่านละทีนี้”
ต้องใช่แน่!
เสียงนั้นคือบ่าวร่างอวบของหลิวเสียะไวเท่าความคิดเศษหินก้อนเล็กบนกำแพงก็ลอยลิ่วไปยังเป้าหมายทันที
สวี่ลี่ถึงกับสะดุ้งเมื่อโดนของบางอย่างตกใส่ศีรษะร่างอวบผุดลุกเหลียวหาที่มาแต่ไม่เห็นจึงเงยหน้าขึ้นมองฟ้าด้วยความงุนงงพลันะโลั่น
“แม้แต่ฟ้าก็ไม่เป็ใจ นั่งอยู่ก็โดนก้อนหินลอยจากฟ้าตกใส่หัวอาลี่เอ๊ย!” นางโวยวายหันรีหันขวางแต่พบเพียงความว่างเปล่า“อย่านะโว้ย! ข้ามิใช่คนที่ผีจะมาหลอกง่าย ๆ อย่างข้าน่ะต้องหลอกผี”
ร่างอวบดึงแขนเสื้อตั้งท่าหาเื่เต็มทีแต่เสียงพูดแ่เบาที่ดังตอบโต้ทำให้คนอวดเก่งหน้าเสีย
“ข้าเอง... ทางนี้!”
“ข้าเอง ๆ ๆ แล้วข้าเองอยู่ที่ใดเล่าใยมิโผล่หน้ามาให้เห็น”
“ก็เงยหน้าขึ้นมาทางนี้สิ... เ้าอ้วน!”
“ใครว่าข้าเป็เ้าอ้วน มิเคยตายใช่หรือไม่บอกมา!”นางโวยวายระบายความคับข้องใจอยู่คนเดียวพลันตะลึงตาค้างเมื่อเงยหน้าไปเจอร่างคนจรอยู่บนนั้น
“ทางนี้เ้าอ้วน” หยางซุนหยางกระตุกยิ้มมุมปาก
ดวงตาเรียวรีเหลือกลานเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายพลันร้องลั่น“โอย! อย่ามาหลอกมาหลอนกันเช่นนี้เลย เมื่อครู่ข้าแค่พูดเล่นอย่าถือข้าเลยนะเ้าคนจรผีบ้า”
ผีบ้าบ้านเ้าน่ะสิ! พอกันทั้งนายบ่าว...
อดีตขุนนางหนุ่มส่ายหน้า ทุบหมัดลงบนหลังคาด้วยความขุ่นเคืองจนเกิดสียงแตกดังเปรี๊ยะเป็เหตุให้อีกฝ่ายตาเหลือกอีกครั้งตั้งท่าจะวิ่งหนี
“จะไปไหน! กลับมาก่อน สวี่ลี่”
สวี่ลี่ชะงักฝีเท้า ค่อย ๆ หันแต่กลับหลับตาปี๋ยกมือไหว้พลันหมุนตัวกลับ “ฮึ่ย! รู้จักชื่อข้าด้วย ข้ากลัวแล้ว”
หยางซุนหยางตัดสินใจจะะโลงไปแทนการค้างเติ่งอยู่บนหลังคาแต่เพียงหย่อนเท้าลงไปข้างเดียวก็ต้องรีบหดขาขึ้น
ร่างอรชรในชุดสตรีชาวฮั่นสีฟ้าสดใสเดินกรีดกรายเข้ามาสีหน้ายิ้มแย้มริมฝีปากสีชาดฉ่ำวาว ดวงหน้ารูปไข่คิ้วโก่งรับกับดวงตาเรียวราวนางหงส์บัดนี้เปลี่ยนสภาพจากที่เห็นในหุบผาป่าสนะลิบลับช่างสมกับที่พวกโรงเตี๊ยมยอมพลีให้ไม่เกี่ยงราคา...
“เหตุใดมาโวยวายตรงนี้”นางกล่าววาจาหน้ายิ้มแย้มเดินกรีดกรายเข้ามาแล้วแตะไหล่อวบ ๆ อย่างมีจริต
สวี่ลี่มองนางศีรษะจรดปลายเท้าพลันค้อนขวับก่อนเอ่ย“หน้าที่เ้าอยู่ที่โรงครัว ออกมาทำไมยามนี้”
“เมื่อครู่ข้าได้ยินเ้าพูดว่าผี” นางเอ่ยเสียงหวาน “ผีที่ไหนกันจะมาหลอกเ้ากลางวันแสกๆ”
“แล้วเ้าจะอยากรู้ทำไมเล่าอาหลิง ไหนว่าป่วยทำงานบ้านไม่ได้ก็เลยไปเป็ลูกมือโรงครัว”
“ข้าดีขึ้นแล้วจะให้นอนเฉย ๆ ไม่ช่วยงานบ้านนายท่านได้อย่างไรแต่ให้ทำครัวข้าก็ไม่สันทัด” นางเอ่ยพลางยกหลังมือปาดเหงื่อ “ถึงจะเพลียมากแต่ข้ายังไหว เมื่อครู่ก็ปัดกวาดเช็ดถูห้องหนังสือรอคุณชายกลับมา”
“ข้าทำอยู่แล้วเ้าไม่ต้องมาซ้ำรอยหากไหวแล้วก็ทำงานอย่างอื่นไป” สวี่ลี่สอนสั่ง “แล้วก็อย่านอนกินบ้านกินเมืองนัก ออกมาดูนกร้องอากาศแจ่มใสบ้าง”
“ก็ข้าเวียนหัวอยู่เรื่อยแค่โดนลมเล็กน้อยก็ไข้ขึ้นแล้ว” นางบ่นไปพลางยกมือนวดขมับพลาง
เฮอะ...
สวี่ลี่ยิ้มเยาะในใจไม่น่าพานางติดสอยห้อยตามกลับมาด้วยเลยจริงๆสตรีนางนี้หยิบจับสิ่งใดไม่แคล้วข้าวของพังเสียหายราวกับเกิดมาไม่เคยลำบาก หากบอกว่านางเป็ลูกเศรษฐีหรือขุนน้ำขุนนางก็น่าเชื่ออยู่
แต่จะเป็ไปได้อย่างไรในเมื่อนางถูกขายมาเป็นางคณิกาในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น
“ไม่มีสิ่งใดแล้วก็กลับไปพักเถอะ” สวี่ลี่ตัดบทพลันจะเดินหนี
อีกฝ่ายยื้อไว้แล้วลากร่างอวบตรงไปที่ศาลา
“อยู่คุยเป็เพื่อนข้าก่อนสิอาลี่ เมื่อคืนข้าก็นอนไม่หลับคิดถึงคุณชายเ้ารู้หรือไม่เมื่อใดคุณชายจะกลับมา”
“ข้าไม่ใช่แม่หมอจะได้รู้” สวี่ลี่ตอบขอไปทีพลันสายตาเหลือบไปเห็นคนจรยังอยู่บนหลังคาก็ถึงกับตะลึงลาน
ขณะที่อีกฝ่ายโบกมือให้ด้วยอารามดีใจอยู่บนหลังคาด้วยท่าทีทุลักทุเลสุดฤทธิ์
“เ้าเข้าไปก่อนไป อยู่ตรงนี้นานลมมันแรง” บ่าวร่างอวบโบกมือไล่อีกฝ่าย
“ไล่ข้าอีกแล้วนะ... ไปก็ได้”
หลิงหลิงค้อนขวับแต่ก็ยอมกลับเข้าไปด้านในโดยดีเพียงลับสายตาสวี่ลี่ก็ปรี่เข้าไปหาซุนหยางที่ะโลงจากหลังคามายืนยิ้มแฉ่งตรงหน้า
“เ้าคนจรเหตุใดมาปีนกำแพงบ้านนายข้า”
“ข้ามาบอกข่าวเ้า”ซุนหยางป้องปากกระซิบ
“ข่าวหรือ?”สวี่ลี่ทวนคำสีหน้างุนงง “ถ้าหาสาระมิได้ข้าจะฟ้องนายท่านที่เ้าแอบเข้ามา”
“ข้ามาบอกข่าวเื่อาเสียะ...นายเ้า”
“คุณชายเป็อะไร!เกิดเหตุอันใดบอกข้า” สวี่ลี่ละล่ำละลักถาม
หยางซุนหยางป้องปากกระซิบอีกรอบเพียงเท่านั้นนางถึงกับตาเหลือกมือไม้สั่นจนต้องตรึงไหล่อีกฝ่ายด้วยมือทั้งสองข้าง “ใจเย็นก่อนนายเ้าอยู่ในที่ปลอดภัย”
“แล้วเหตุใดคุณชายข้ายังไม่กลับสำนัก” ร่างอวบยังคงสงสัยปากสั่นคอสั่น “หรือว่าเ้า!เ้าทำร้ายนายข้า ข้าจำได้ว่าไล่เ้าไปก่อนแยกกันที่หุบเขาแล้วเหตุใดเ้าจึงมาอยู่กับนายข้าได้บอกมา!”
“อย่าใส่ความข้านะเ้าอ้วน ฟังข้าก่อน”
“ก็เล่ามา ข้าจะตั้งใจฟัง”
อดีตขุนนางหนุ่มพรูลมหายใจโล่งอกที่อีกฝ่ายดูจะสงบลง แล้วจึงค่อย ๆ เล่าเื่ราวหลังจากแยกกัน
สวี่ลี่ทรุดนั่งกับพื้นกลางศาลาริมกำแพงด้วยความใเมื่อรู้ว่าคุณชายน้อยของตนโดนธนูปักอกอาการหนักแต่โชคดีที่ถึงมือหมอทัน
“งั้นเ้าพาข้าไปหาคุณชายเร็วเข้า”
“ข้ามาหาเพื่อให้เ้าไปดูแลนายเ้าอยู่แล้วอาเสียะไม่อยากให้เ้าสำนักรู้ ข้าจึงลอบมาบอกเ้าอย่างไรเล่า ยังดีที่ตอนนี้นายเ้าได้หมอดี”
“หมอดีหรือ?”บ่าวร่างอวบทวนคำ
“ใช่...หมอหลวงฟู่อิงเทียนเ้ารู้จักหรือไม่”
“ท่านหมอหลวงหรือ ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงเป็บุญของคุณชายนัก” สวี่ลี่เอ่ยน้ำเสียงตื่นเต้น “ถ้าเช่นนั้นเ้าพาข้าไปหาคุณชายเดี๋ยวนี้เลย”
อดีตขุนนางหนุ่มยิ้มออกที่บรรลุเป้าหมายโดยไม่ต้องอธิบายให้มากความแต่เขาต้องหาที่ซ่อนแทบไม่ทันเมื่อหลิงหลิงเดินกรีดกรายกลับมาอีกรอบ
“สวี่ลี่! นายท่านเรียกหาเ้า”
“เรียกหาหรือ ข้ากำลังจะออกไปตลาด” สวี่ลี่เลี่ยงแต่อีกฝ่ายเกาะแขนอวบแน่น
“เช่นนั้นให้ข้าไปด้วย ข้าอยากไปดูโลกภายนอกั้แ่มายังไม่เคยไปไหนเลย”
หลิงหลิงกระตือรือร้นยิ้มกว้างเอาใจอีกฝ่ายทั้งบีบนวดแขนและดึงรั้งจนสวี่ลี่รำคาญใจ ยิ่งเห็นคนจรตั้งท่าจะเลี่ยงออกไปอีกทางก็ยิ่งร้อนรน
“ไม่ได้!” สวี่ลี่ปฏิเสธลั่น “นายท่านให้ข้าไปทำธุระให้ เ้าอย่ายุ่ง!”
“แต่ข้า!” นางโอดครวญ
“อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำมิเช่นนั้นข้าจะให้นายท่านลงโทษเ้าที่ดื้อรั้น” บ่าวร่างอวบยื่นคำขาด
หลิงหลิงชักสีหน้าหงิกงอ ริมฝีปากเม้มแน่นนางสะบัดหน้าก้าวฉับ ๆ กลับไปทางเดิม สวี่ลี่พรูลมหายใจโล่งอกแล้วเหลือบมองอีกฝ่ายที่ซ่อนอยู่หลังรูปปั้นม้าพลันกวักมือเรียกให้ตามไปทางประตูด้านหลังฝั่งทิศตะวันตก
“เร็ว ๆ เ้าคนจร”
สวี่ลี่ล้วงกระเป๋าหยิบพวงกุญแจไขด้วยมืออันสั่นเทา สายตาสอดส่องไปรอบบริเวณด้วยความหวั่นเกรงว่าจะมีคนเห็น
“ใจเย็น ๆ คงไม่มีใครมาแถวนี้หรอก”
“ถ้าอยากให้นายท่านรู้ เ้าก็ใจเย็นไปเถอะ” สวี่ลี่เอ่ยแข็งขันมือสั่นไขผิดไขถูก
หยางซุนหยางเห็นดังนั้นเกิดความรำคาญคว้าพวงกุญแจมาไขเองแต่แม่กุญแจทองเก่าขึ้นสนิมทำให้ไขยากกว่าปกติยังไม่ทันเปิดออกไปเสียงหวานก็ดังจากด้านหลังทำให้ทั้งสองสะดุ้งสุดตัว
“ข้านึกแล้วว่าเ้ามีลับลมคมใน...สวี่ลี่”