“คุณไม่กลัวจริงๆ เหรอคะ..?”
ลิเลียกำมือแนบบนกลางหน้าอก เเละถอนหายใจยาวออกมา เเม้ว่าเเว่นของเธอจะทึบจนไม่เห็นสีหน้าที่ชัดเจนของเธอ เเต่ฟังจากน้ำเสียงมีค่อนข้างเบา เธอคงไม่สบายใจเเน่นอน
“ฮ่าๆๆ คุณลิเลียจะขี้กลัวไปเเล้ว ก็บอกเเล้วไงองค์ชายก็นวดไหล่เฉยๆ”
“เเปลกคนค่ะ อีกฝ่ายเป็ถึงองค์ชายเลยนะคะ พูดจาเเบบนั้น ไม่กลัวโดนตัดคอเหรอคะ!?”
(เป็ตัวเอกที่ดูอ่อนเเอจังนะ)
เเม้ว่าลิเลียจะตั้งใจตอบโต้ผมโดยฝืนทำสีหน้าสบาย เเต่มือของเธอก็สั่นอยู่เล็กน้อย ผมเริ่มมีความคิดว่าคนที่อยู่ตรงหน้าผมเป็นางเอกของเื่จริงเหรอ
(ทั้งๆ ที่ในเกมออกจะมุดทะลุเเท้ๆ)
คาเเรคเตอร์ของลิเลียในตัวเกมค่อนข้างดุดันซึ่งเเตกต่างจากคนที่อยู่ตรงหน้าผม ในเกมเมื่อผู้เล่นสวมบทเป็ลิเลียจะมีการตอบโต้ตัวละครเอกที่หลากหลายขึ้นอยู่กับตัวเลือกของผู้เล่น เเต่ทางเลือกที่ตัวเกมให้มาส่วนใหญ่มักจะเเสดงให้ถึงความคิดบริสุทธิ์ในการเเสดงออกของตัวเองมากกว่า
(หรือว่าเราจะเผลอไปเปลี่ยนเส้นทางของเื่ เพราะถ้าจำไม่ผิด เหตุการณ์ที่เจอองค์ชาย จะมีอยู่สองตัวเลือกคือ ตอบโต้ กับอยู่นิ่งๆ)
ถ้าเราเลือกที่จะตอบโต้ก็จะมีตัวละครเอก (ชาย) อีกคนมาช่วยสนับสนุนเรา เเต่ถ้าเราเลือกที่จะอยู่นิ่ง เราก็จะกลายเป็ส่วนหนึ่งกับกลุ่มของเ้าชาย เเละนำไปสู่การขัดเเย้งกับนางร้าย
(เเต่ในกรณีนี้มันผิดไป เพราะมีตัวเเปรที่ไม่คาดคิดอย่างเราเข้ามาเเทรกเเซงเนื้อเื่ ทำให้ความกดดันของตัวเองลดลง เเละส่งต่อมาให้เราที่ดำเนินเนื้อเื่เเทน)
ตอนนี้ความสัมพันธ์ของลิเลียกับพระเอกมีความเป็ไปได้ที่จะไม่ริเริ่ม จากที่ตัวเอกต้องเป็คนปฏิวัติระบอบขุนนางทำให้หน้าที่นั้นถูกส่งต่อให้เราเเทน
(สรุปคือตอนนี้เราไม่ต่างจากเเพะรับบาปของเธอ…)
“คุณโนวมอล ไหวไหมคะ? สีหน้าดูเคร่งเครียดจัง”
ลิเลียทักผมในขณะที่กำลังประเมินสถานการณ์อยู่ เเม้จะมองไม่เห็นดวงตา เเต่ก็ขยับของคิ้ว เเละเสียงที่ต่ำลงเเสดงให้เห็นถึงความเป็ห่วงจากใจจริง
“ไม่มีอะไรหรอก เเค่กำลังคิดว่าเย็นนี้กินอะไรดี?”
“เจอเื่เเบบนั้น ยังจะคิดถึงข้าวเย็นอีกเหรอคะ”
“ไม่ต้องเป็ห่วงหรอก ผมไม่โง่พอจะเอาตัวเองไปสู้กับองค์ชาย ถ้าไม่มีข้อได้เปรียบหรอกครับ การได้กินอาหารอร่อยๆ ก่อนตาย ชีวิตนี้ถึงจะไม่ค้างคา”
“คิกๆ คุณนี่ชอบทำให้ฉันประหลาดใจอยู่เรื่อยเลยค่ะ”
ผมใช้ประโยชน์จากสีหน้าที่ดูเคร่งเครียดเปลี่ยนหัวข้อเป็อาหารเย็นเเทน ลิเลียที่ได้ยินดังนั้นจึงหลุดขำเล็กน้อย ผมที่ได้ยินเสียงขำของเธอก็เเอบดีใจเล็กน้อย
(ไร้เดียงสาจังนะ)
ลิเลียเป็ตัวละครหลักที่มีความมุ่งมั่นในการเรียนอย่างเเรงกล้า ถึงเเม้ภายนอกเธอจะดูเป็ซุ่มซ่ามไปหน่อยในเกม เเต่ความตั้งใจ เเละไม่ยอมเเพ้ของเธอ ก็เป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมชื่นชอบในตัวละครนี้เมื่อกัน ตอนนี้ผมควรจะให้เธอเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตไปทีละน้อยดีกว่า
“จริงสิ ถึงจะมีอะไรเกิดขึ้น หรือคุณลิเลียเป็ผู้เสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมยินดีรับผิดชอบนะครับ”
“พูดเท่เเบบนี้ คุณโนวมอลจะรับผิดชอบยังไงเหรอคะ?”
“คงต้องทุ่มสุดตัวเเหละครับ”
“ไม่มีความน่าเชื่อถือเลยนะคะ เเต่ฉันจะเชื่อใจก็ได้ค่ะ”
ถึงเเม้จะไม่เห็นใบหน้าที่ชัดเจน เเต่รอยยิ้มกรุบกริบของเธอก็เเสดงออกให้เห็นถึงความโล่งใจของเธอ ถึงเเม้ว่าคำพูดของผมจะเป็คำพูดลอยๆ เเต่ผมเป็คนรักษาคำพูดนะ
{ประกาศ อีก 5 นาที การสอบภาคทฤษฎีจะเริ่มต้นขึ้น รบกวนผู้เข้าสอบทุกท่าน ตรวจสอบหมายเลขที่นั่ง เเละหมายเลขห้องสอบผ่านทางผ่านเเหวนระบุตัวตนด้วยค่ะ}
หลังจากที่เสียงประกาศจบลง นิ้วชี้ลิเลียก็มีเเหวนปรากฏขึ้น ส่วนของผมก็มาตามหลังเธอไม่กี่วินาที หมายเลขห้องสอบ เเละที่นั่งถูกฉายผ่านเเหวนจนเห็นเป็ตัวเลขสีชมพูที่เห็นได้ชัด
“สมกับเป็สถาบันเเอสทาเรีย ซิกม่าหัตถ์นางฟ้า สามารถระบุเป้าหมาย เเละมอบของให้คนได้ทั้งโรงอาหารเลย”
“ช่างเื่นั้นเถอะครับ ว่าเเต่หมายเลขห้องสอบของคุณลิเลียคืออะไรครับ”
“…”
ลิเลียที่กำลังจ้องมองเเหวนที่ถูกมอบมาด้วยความตื่นเต้นถูกผมขัดอารมณ์เเล้วเอ๋อไปโดยทันที สำหรับผมมันไม่ใช่สิ่งที่น่าทึ่งหรืออะไร ซิกม่าหัตถ์นางฟ้ามีความสามารถในการส่งของถึงมือเป้าหมายได้ทุกที่ เมื่อรู้ว่าเป้าหมายนั้นคือใคร หรือชื่ออะไร
“ของผมหมายเลข 40 ห้องสอบ A1”
“ส่วนของฉันหมายเลข 1 ห้องสอบ A2 ค่ะ”
“เเสดงว่าผมกับคุณสอบคนละห้องสินะครับ”
“คงต้องเเยกกันเเล้วค่ะ”
วงเเหวนระบุตัวตนไม่ได้ปกปิดว่าใครได้หมายเลขอะไร ลิเลียเเสดงหมายเลขของเธอให้ดูใกล้ๆ ห้องสอบเลขไม่เหมือนกัน บ่งบอกว่าพวกเราต้องเเยกกันในไม่ช้า
“คงเป็อย่างนั้น ถ้างั้นไว้เจอกันที่สอบภาคปฏิบัตินะครับ”
“โชคดีนะคะ เเล้วเจอกัน~~”
“อ่า”
ลิเลียลุกออกจากเก้าอี้ เเละยิ้มให้ผมเล็กน้อยก่อนที่จะโค้งตัวเเล้วเกินจากไป ผมโบกมือให้เธอ เเล้วบิดี้เีสักเล็กน้อยก่อนที่จะเดินออกไปจากโรงอาหาร
[หืม เหล่าหนุ่มสาวในวัยเล่าเรียนช่างกระตือรือร้นเสียจริง เเต่จะว่าไปนักเรียนที่นี่มันจะไม่เยอะไปหน่อยเหรอ? นึกว่าเป็ศูนย์ฝึกทหารเสียอีก]
(หายไปนานเลยนะเเก)
[อะไรกันพออยู่คนเดียว เเล้วไม่มีข้าเลยเหงาเหรอ โอ๋ๆ ไม่ร้องน้า~]
(เเค่อยากจะบอกว่า พอไม่มีเเกเเล้ว รู้สึกลดความน่ารำคาญในชีวิตออกไปครึ่งหนึ่งเลย)
[เห้ย! ข้าเเค่อยากให้เเกได้คุยกับเพื่อนใหม่บ้าง เลยไม่เข้าเเทรกเเซงเท่านั้น อีกอย่างการประชันฝีปากระหว่างเเก กับเ้าชาย นี่ทำเอาข้าสนุกจนไม่น้อยเลย ถ้าสู้กันยาวกว่านี้ ข้าจะหยิบป๊อปคอร์นมานั่งกินเเล้ว]
(ก็ว่าทำไมเงียบหายไปเลย)
[อุ๊ย ขอโทษด้วยนะกันที่ข้าไม่ชวนเ้ามาร่วมวงด้วย]
(ตัดการเชื่อมต่อไปเลย ต่อไปฉันจะสอบเเล้ว ้าสมาธิ)
[เเบบนี้สินะที่เขาเรียกว่า ซึนเดเระ ก็ได้ข้าหนีไปจิบชารอเเกดีกว่า]
(อย่ามาดูควาทรงจำคนอื่น เเล้วเอาคำไปใช้มั่วซั่วจะได้ไหม)
การเชื่อมต่อจากกริมตัดขาดทันที ผมเกาหัวด้วยความหงุดหงิด เเละเดินตรงไปตามทางเพื่อไปยังห้องสอบ ตอนนี้เขาคงหนีไปพักดื่มชาสบายๆ เเล้ว
--
“หืม คนสอบเยอะใช่เล่น?”
ผมเดินเข้าห้องสอบ A1 เเละชำเลืองมองบรรยากาศโดยรอบ มีผู้เข้าสอบมากกว่า 40 คนในห้องจากการประมาณผ่านสายตาคร่าวๆ ตห้องสอบมีขนาดกว้าง เเละสูงมาก หน้าห้องที่มีกระดานสอนติดอยู่มีเป็พื้นที่โล่ง ส่วนที่นั่งสอบจะเป็ลำดับชั้นจากสูงไปต่ำโดยมีทางเดินตรงกลางในการขึ้นไปที่นั่งเเถวบนสุด การออกเเบบนี้จะช่วยลดความสูงปัญหาการมองไม่เห็นกระดานของนักเรียนที่มีความสูงต่างกัน แต่สนามสอบภาคทฤษฎีจะใช้โต๊ะยาวร่วมกัน ทำหใ้มีช่องเว้นเก้าอี้ว่างไม่ห่างกันมาก ซึ่งมีโอกาสที่จะสามารถเหลือบมองคำตอบของคนข้างๆ ได้เลย
“ผู้เข้าสอบทุกท่านกรุณารีบเข้าประจำที่นั่งสอบด้วย 1 - 10 เเถวเเรก 11 - 20 เเถวสอง 21 - 30 เเถวสาม เเละ 31 - 40 เเถวสี่ ถ้าไปไม่ถูก ให้เดินตามรูปศรที่ปรากฏบนเเหวนระบุตัวตน จะพบที่นั่งสอบเอง”
(โอ้สะดวกดีจริง อืม ได้นั่งหลังห้องสินะ)
ผมเดินผ่านช่องกลางตรงไปยังที่นั่งเเถวสุดท้าย ลูกศรนำทางจากเเหวนระบุตัวตนนั้นเอื้ออำนวยต่อการตำเเหน่งที่นั่งสอบมาก ต้องขอบคุณมันที่ทำให้ผมรู้ว่าที่นั่งหมายเลข 40 อยู่ตรงซ้ายสุดของห้องสอบ
(อยากรู้จัง ว่าเขาจะมีวิธีรับมือการโกงข้อสอบยังไง?)
ผมนั่งประจำที่นั่งหมายเลข 40 เเล้วพลางสังเกตมองกระดาษข้อสอบหลายสิบหน้า ปากกาด้ามหนึ่ง เเละเก้าอี้หมายเลขที่ 39 ซึ่งห่างกันไม่ถึงเมตรด้วยซ้ำ ผมชักอยากรู้จริงในโลกที่ใช้เวทมนตร์จะมีการรับมือการโกงข้อสอบยังไง
“เออ รบกวนช่วยขยับไปด้านข้างอีกได้ไหมคะ?”
“อ่า…ได้ครับ”
ผมหันไปตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้นผมก็ได้เจอกับหญิงสาวผมสีขาวผู้มีั์ตาสีฟ้า เธอมาในชุดไปรเวทสีดำอันหรูหรา ดวงตาสีฟ้าเหมือนน้ำทะเลอันสงบนิ่งจ้องมองผมด้วยความเยือกเย็น โดยที่ใบหน้าไม่ได้เเสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ ทำให้ยากที่จะสายตาออกจากเธอ
(สอบห้องเดียวกันกับเชอร์เบชเฉย!)
“รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมจะขยับให้”
“ขอบคุณค่ะ”
ผมลุกขึ้น เเละขยับเก้าอี้ไปด้านข้างทันที เชอร์เบชพูดด้วยเสียงโทนเดียว เเละนั่งลงบนเก้าอี้ข้างผมโดยไม่เเสดงอาการใดๆ บรรยากาศนั้นเงียบสงบไม่มีฝ่ายใดทักกัน
(อึดอัดจังเลย)
ผมเหล่ตาไปมองเชอร์เบชโดยไม่ให้เธอจับสังเกต เธอนั้นไม่ได้เเสดงอาการอะไรออกมาหลังจากที่เหตุการณ์ทะเลาะกับเ้าชาย เธอใช้นิ้วสีขาวนวลของเธอบรรจงเปิดข้อสอบทีละเเผ่นตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อสอบ
{ขณะนี้ถึงเวลาสอบเเล้ว รบกวนผู้ควบคุมการสอบ ชี้เเจงรายละเอียด เเละเริ่มการสอบด้วย ขอบคุณค่ะ}
“ผู้เข้าสอบทุกท่าน ขณะนี้กำลังจะเริ่มอธิบายกฎการสอบ รบกวนตั้งใจฟัง เเละปฏิบัติตามกฎด้วยครับ”
ผู้คุมสอบชายหนุ่มรูปหล่อทำสีหน้าเคร่งขรึม เขาวางมือลงบนคริสทัลสีฟ้าบนโต๊ะ และฉายภาพออกมาตรงกระดานสีดำ
“สำหรับการเข้าสอบนั้น ทุกท่านสามารถไว้วางใจได้ว่า จะไม่มีการโกงเกิดขึ้นอย่างเเน่นอน กระดาษข้อสอบที่ทุกท่านได้นั้นเเบ่งออกเป็ 3 ชุดซึ่งมีการเรียบเรียงข้อที่เเตกต่างกัน”
“ดินสอ ยางลบ หรือ ปากกาบนโต๊ะ ทุกท่านใช้จะต้องเป็ของทางที่สถาบันเเอสทาเรียจับเตรียมไว้ให้เท่านั้น หากใครทำการโกงการสอบ โปรดระวังไว้ว่า เเหวนระบุตัวตนจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็เเดงโดยทันที เมื่อนั้นผู้ฝ่าฝืนจะต้องได้รับบทลงโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งมันก็คือ การตัดสิทธิ์สอบเข้าเรียนอย่างถาวร”
(โกงไปก็ดูไม่คุ้มค่าสินะ)
“ผู้เข้าสอบทุกท่านจะต้องทำข้อสอบให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนดเท่านั้น ระยะเวลาในการสอบคือ 1 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจาก 1 ชั่วโมงเป็ต้นไป ถ้าเห็นผู้ใดยังไม่หยุดวางปากกา หรือดินสอจะทำการถอนชื่อทันที”
ก็ยังดีกว่าใช้สายตาจับสังเกต การที่มีเเหวนระบุตัวตน เเละเวทมนตร์ซึ่งเป็สิ่งที่ต้องใช้เวลาในการเเทรกเเซง คงเป็เื่ที่ยุ่งยากสำหรับพวกที่พยายามจะโกงเเน่นอน
“จบการอธิบายข้อบังคับเรียบร้อยเเล้ว เริ่มลงมือทำข้อสอบได้!”
หลังจากที่สิ้นสุดการชี้เเจง ผมก็ลงมือเปิดกระดาษ เเละทำข้อสอบโดยทันที ผมไม่ได้เริ่มจากการไล่ทำทีละข้อ เนื่องจากที่เจอเชอร์เบชโดยที่ไม่ทันตั้งตัว จึงเริ่มต้นช้า เเละต้องเสียเวลาตรวจดูเนื้อหาในข้อสอบก่อน
(มีวิชาคำนวณ ประวัติศาสตร์ เเละทฤษฎีเวทมนตร์ ตามที่คาดการณ์ไม่ผิด)
เป็ไปตามที่คาดเดา ในโลกของดาบ เเละเวทมนตร์ที่ยังไม่มีการศึกษาในเเขนงต่างๆ มากมาย สิ่งที่สำคัญก็ต้องเป็ความรู้ในการเอาชีวิตรอด ความรู้จากบรรพบุรุษ เเละเวทมนตร์ที่ใช้เป็เครื่องมือในการต่อสู้
(เเต่ก็ไม่ได้ยากสำหรับเรา น่าจะใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ
สำหรับผมการสอบนี้มันไม่ใช่เื่ที่น่าเเปลกใจหรืออะไร วิชาคำนวณก็เเค่บวกลบเลขของเด็กประถม ประวัติศาสตร์ เเละทฤษฎีเวทมนตร์สามารถอ่านได้จากหนังสือได้ผสมกับความรู้มีอยู่ก่อนจากการเล่นเกมมา เเต่เพื่อความมั่นใจ ผมได้อ่านหนังสือ เเละเตรียมตัวสอบในระหว่างการเดินทางเรียบร้อยเเล้ว ยิ่งการสอบปฏิบัติผ่านได้สบายมาก ถ้าข้อสอบนี้ไม่มีทฤษฎีเวทมนตร์ที่เข้าใจยากล่ะก็ ผมก็สบายเลยกับการสอบวันนี้เลย
“ห้าว~”
(เบื่อจัง ข้อสอบมันจะถามตรง เเละง่ายไปไหม ข้อหลอกก็ไม่ได้ยากเย็นเลย)
หลังจากลงมือเขียนคำสอบลงไปเรื่อยๆ ผมก็เริ่มรู้สึกอยากนอนอยากบอกไม่ถูก ผมเริ่มคิดในใจว่า ผมคงเตรียมตัวมากเกินไป เพราะเพียงเเค่กวาดตาอ่านโจทย์ ผมก็นึกคำตอบออกเพียงในเสี้ยววินาที
(โต๊ะก็เป็ที่นอนคลาสสิกอยู่หรอก เเต่จะในงอหลัง เเละก้มนอนมันก็ไม่สบาย ถ้างั้นไปนอนในโรงอาหารดีกว่า)
ผมวางปากกา เเละบิดี้เีเล็กน้อย ถึงจะยังง่วงนอนเเต่ผมก็ต้องเเน่ใจกับคำตอบจึงทำการตรวจทานให้ละเอียด ก่อนที่จะยกมือขึ้นสูง
“มีอะไรหมายเลข 40”
“ผมทำข้อสอบเสร็จเเล้ว ขอตัวนะครับ”
“ได้ หา! ว่าไงนะ!”
กรรมการคุมสอบมองผมด้วยสีหน้าใ ผมไม่ได้เเสดงการตอบโต้อะไร ผมเดินลุกขึ้น เเละเดินลงบันไดอย่างช้าๆ โดยมีสายตาที่ล้อมรอบมองผมด้วยความประหลาดใจ
“นายพึ่งสอบเเค่ 3 นาที เเน่ใจกับคำสอบเเล้วหรือ!?”
“ถ้าทำเสร็จเเล้ว ผมก็ไม่อยากเสียเวลานั่งรอหรอกครับ”
“เข้าใจเเล้ว ขอให้โชคดี…”
ผมโค้งหัวทำความเคารพต่อกรรมการคุมสอบก่อนที่จะเดินออกจากห้องสอบ A1 อย่างรวดเร็ว ผมได้ยินเสียงนินทาของคนอื่นในห้องมากมาย เเต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ตอนนี้ผมอยากจะหาที่นอนสบายๆ ในโรงอาหารมากกว่า
(ไปนอนรอลิเลียที่โต๊ะเดิมดีกว่า)
--
ผมเดินเข้ามาในโรงอาหารของสถาบันเเอสทาเรีย ตอนนี้มันเงียบมากไร้ซึ่งวี่แววของคน เป็บรรยากาศอันเหมาะเจาะสำหรับการนอนกลางวัน
“มีเวลาเหลืออีก 50 นาที นอนสัก 30 นาทีคงไม่เป็ไร”
ผมนอนบนโต๊ะด้วยไม่สนใจอะไร เนื่องจากที่มันมีความกว้าง เเละยาวเหมาะสมที่จะเป็เตียงสอบ ถึงเเม้จะไม่นิ่มสบายเหมือนเตียง เเต่ก็ยังดีกว่านอนบนพื้นหรือต้นไม้
(คงไม่มีไอ้บ้าที่ไหน หน้าด้านพอออกจากห้องสอบเเบบเราหรอกมั้ง?)
ตามมารยาทคงไม่มีใครออกห้องสอบมาดื้อๆ เเบบผม ซึ่งปรกติเป็สิ่งที่ไม่ควรทำ เเต่เพราะในกฎไม่การระบุว่า ห้ามออกห้องสอบก่อนกำหนด ผมจึงคิดว่ามันไม่ใช่เื่ที่ผิด อีกอย่างข้อที่ผมทำไปมันก็ไม่ใช่ว่า จะทำเสร็จได้เร็วเเบบผม เนื่องจากผมสามารถอ่านโจทย์ เเละเขียนได้รวดเร็วด้วยเเหละ ที่ทำให้ผมใช้เวลาข้อสอบเร็วกว่าคนอื่นอย่างมาก
สักพักสายตาของผมก็อ่อนล้า เเละตกลงสู่ภวังค์ ผมรับรู้ถึงความมืดที่กำลังกลืนกินผม ถุงมือต่ผมกลับยังไม่อยากให้มันกลืนกืนผม ผมจึงเลือกปฏิเสธมัน ผมนึกถึงประตูบางหนึ่ง เเละเปิดเพื่อหนีความมืด รู้ตัวอีกทีนานผมก็ตื่นขึ้นมาบนโตีะสีขาวที่มีจาน เเละถ้วยที่เต็มไปด้วยน้ำชาสีใสตรงหน้า
“เกือบเผลอนอนเเล้วสิ”
“อ้าว ข้าก็นึกว่าเเกจะนอนจริงเสียอีก”
“ใครจะบ้าอยากฝันร้ายกลางวันเเสกๆ เเต่ก็นะ อยากนอนเเบบปรกติเหมือนคนอื่นบ้างจัง…”
“เเกชอบพูดในสิ่งที่เป็ไปไม่ได้เหรอ? ทั้งที่ทำตัวเองเเท้ๆ อีกอย่างจะฝืนนอนไปทำไม ข้าไม่เข้าใจเลย”
“อย่าพูดกับโนวมอลเเบบนั้นสิกริม เขาก็พยายามอยู่นะ ถึงจะไม่ประสบผลสำเร็จก็เถอะ”
ผมนั่งอยู่บนโต๊ะน้ำชาเเห่งหนึ่ง รอบตัวเต็มไปด้วยสวนดอกไม้นานาชนิดที่ตกกเเต่งอย่างสวยงาม ตรงหน้าผมมีเเกระแทกสองคนที่คุ้นเคย คนหนึ่งคือ กริมที่อยู่ในรูปก่อนสไลม์สีเเดงมีดวงตาสีเหลืองเชิงเยาะเย้ย กับอีกคนคือหญิงสาวที่ใส่หมวกสีขาว เเละชุดหรูหรา ผมสีฟ้าใสของเธอพลิ้วไหวไปตามอากาศ ริมฝีปากอมชมพูดื่มชาอย่างนุมนวล มีเพียงสิ่งเดียวที่ขัดการภาพลักษณ์อันสวยงามของเธอ นั้นคือผ้าสีขาวดำที่ปกปิดดวงตาของเธอไว้
“วิตตอเรีย เธอช่วยให้กำลังใจเเบบดีๆ ได้ไหม เพราะเเบบนี้ไง ถึงบอกว่าอยู่กับกริมบ่อย”
“เฮ้ย เเกเห็นข้าเป็คนยังไงฟะ!”
“ฉันก็ไม่ได้ว่าเเกสักหน่อย เเค่ปากหมาของเเก มันเเพร่เชื้อได้อ่ะดิ”
“หึ ทำเป็พูด เเกก็ปากหมาเหมือนกับข้า ไอ้หนู”
“พี่กริมพูดว่าอะไรนะครับ กระผมยังด้อยปัญญาไม่สามารถเข้าใจอะไรได้เลย ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่เป็เด็กไม่ดีของพี่กริม”
“อี๋! ทุเรศวะ อย่าพูดให้ข้าได้ยินอีกนะ เห็นหน้าน่าเกลียดของเเกเเล้ว ข้าอยากอ้วก!”
“หึ พูดดี อยากกับหน้าตาเเก่โรคจิตเเบบเเกจะหล่อกว่าฉัน”
“คิกๆ ทั้งสองยังน่ารักไม่เปลี่ยนเลยนะ”
“วิตตอเรีย ถ้าอย่าไปชมกริมสิ เเล้วมันจะเหลิง!”
“ข้าไม่อยากโดนเรียกว่าน่ารัก สำหรับนักรบ คำว่าเท่ยังดีกว่าเยอะ”
วิตตอเรียยิ้มสนุก เเละมองกริม น่าตลกที่ถึงเเม้ทั้งสองจะดูเหมือนจะลุกขึ้นมาสู้กัน เเต่พวกเขาก็กลับยืนตรงจิบชา เเละปะทะคารมกันผ่านสายตาเเทน
“เเต่กริมไม่ได้พูดผิดเลยนะ โนวมอล ถึงเเม้ว่านายอยากจะพักผ่อน เเต่นายหนีความจริงไม่ได้หรอก หรือว่านายจะเลือกฝันร้ายเมื่อวาน”
“นั่นสินะ…”
ผมจ้องไปที่มือของผม ฝ่ามือที่อยากกระด้างไม่มีร่องรอยของการทะลุถนอม เเละภายใต้เสื้อเเขนยาวนี้มันก็คือ บาดเเผลอันน่ารังเกียจเเฝงความน่ากลัว ในหัวเต็มไปด้วยฝันร้ายที่กัดกร่อนจิตใจในเเต่ละวัน
“ต้องขอบคุณ ร่างกายที่ทำให้นอนเเบบคนทั่วไปไม่ได้สินะ”
“เเกไม่ต้องเป็ห่วงหรอก เมื่อวานที่เเกหลับได้ เพราะเเกไม่ได้นอนมาเป็สัปดาห์เเล้วต่างหาก เพราะถ้าเป็่ปรกติ ร่างกายของเเกก็จะอยู่ในสภาพตื่นตระหนกอยู่เสมอ เเละเข้าสู่โลกส่วนตัวทันทีที่เเกตั้งใจจะพักผ่อน"
“อยากนอนหลับจริงๆ เเบบไม่ฝันอะไรเลยอีกสักครั้งจัง…”
โนวมอลจ้องมือของเขากำจนเเน่น เเละถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง กริมที่ไม่รู้จะพูดอะไรจึงดื่มชาต่อ วิตตอเรียที่เห็นดังนั้นจึงยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะวางถ้วยชาลงบนจานรองอย่างนุ่มนวล
“ไม่รู้สิ บางทีนายอาจจะต้องหาคนที่เชื่อใจสักคนละมั้ง อย่างเช่น ลองหาเพื่อนหน่อยเป็ยังไง?”
“เพื่อนเหรอ? เเบบนั้นมันจะช่วยยังไง ล้อเล่นป่ะเนี่ย?”
“โนวมอลบางครั้ง การที่นายมีเพื่อน ต่อให้ต้องทนอยู่ในโลกส่วนตัว มันก็คุ้มค่าที่จะรอเจอกับพวกเขาในวันต่อไป ไม่รู้สึกว่ามันน่าตื่นเต้นบ้างเหรอ?”
“เพื่อนเเบบที่ฉัน้ามันหายากจะตาย ถ้าไม่ใช่คนเเบบมิก”
วิตตอเรียยิ้มให้กับโนวมอลอย่างอ่อนโยน โนวมอลนั้นไม่ได้เเสดงสีหน้าดีใจกับเธอ เขานั่งจ้องมองชาในถ้วย เเละพึมพำอย่างไร้จุดหมาย ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ทำใจลืมโนวมอลก็ทำใจลืมเพื่อนที่เขารักที่สุดได้
“โนวมอลอาจจะขัดเวลาพักผ่อนของเเก เเต่ดูเหมือนคู่อริเเกจะมาเเล้วนะ”
ผมรับรู้ได้ถึงสายตาของใครสักคนที่จ้องมองมายังผม เสียงของรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้น มันดังเข้ามาในสวนดอกไม้จนได้ยินเสียงชัดเจน
“เสียงเดินเเบบนี้คงเป็สาวสีเงินที่นายรู้จักเป็อย่างดีสินะ”
“เ้าจะตัดหน้าข้าไม่ได้นะ วิตติเรีย ข้ากำลังจะฉายภาพให้ไอ้หนูดูเลย!”
“ขอโทษนะ พอได้ยินเป็เสียงของผู้หญิง ฉันก็ไม่อยากที่จะปล่อยผ่านน่ะ”
วิตตอเรียดื่มชาต่อไปเลยไม่สนใจกริมที่โมโหเพราะโดนตัดหน้า ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่าเย็นหลังเเปลกๆ เเต่ถ้าเป็ไปตามที่วิตตอเรียบอก คนที่มีผมขาว เเละน่าจะมีความเเค้นกับผมคงเป็เชอร์เบชไม่ผิดเเน่
“ก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าเธอจะมาคุยเื่อะไร เเต่ฉันชักได้กลิ้นความสนุกเเล้วสิ วิตตอเรีย กริม ฉันขอตัว!”
เมื่อรับรู้ว่าเป็เชอร์เบชเเทนที่ผมจะหวาดกลัว ร่างกายของผมก็ััได้ถึงความตื่นเต้นที่กำลังรออยู่ คนที่ไม่มีผลประโยชน์จะไม่เข้าหาเเบบเธอ วางเเผนอะไรไว้กันเเน่ผมต้องรู้ให้ได้
“ยิ้มเเบบนี้ไง ไอ้หนูนี่ ถึงไม่มีคนอยากเป็เพื่อน เห็นด้วยไหม วิตตอเรีย”
“ไม่อยากที่จะซ้ำเติม เเต่ฉันเห็นด้วยกับนายนะ กริม”
--
(จะมีเื่อะไรกันนะ)
ผมลืมตาตื่นออกมาจากปาร์ตี้น้ำชา หันหน้าฉีกซ้ายไปก็พบกับเชอร์เบชที่กำลังเดินตรงมา เธอมองมายังที่ใบหน้าของผมอย่างไร้อารมณ์ ไม่นานเธอก็เริ่มทักทายขึ้นมา
“ตื่นเร็วจังนะ ดิฉันกำลังจะปลุกคุณเลย”
“ผมเป็คนหลับง่ายตื่นง่ายน่ะครับ ไม่ทราบว่า คุณหนูเเคสโตเวียมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”
ผมลุกขึ้น เเละดีดตัวออกจากโต๊ะที่นอนอยู่ ผมบิดี้เีสักเล็กน้อยก่อนที่จะโน้มหัวให้เธอ เชอร์เบชไม่ได้เเสดงสีหน้าอะไรต่อท่าทีของผม ซึ่งทำให้บรรยากาศค่อนข้างเงียบ ไม่นานเธอก็เริ่มเป็ฝ่ายพูดก่อน
“ถ้าไม่ว่าอะไร คุณสะดวกที่จะคุยกับดิฉันไหมคะ”
“ไม่นึกเลยว่า ลูกสาวดยุคตระกูลเเคสโตเวียอันเลื่องชื่อ จะจดจำสามัญชนชั้นล่างเเบบผมได้ด้วย ดีใจจนบอกไม่ถูกเลย ผมคงไม่สามารถปฏิเสธความ้าของคุณหนูหรอกครับ เเต่ที่นี่อาจจะไม่เหมาะสมกับคุณสักเท่าไหร่ ทำไมพวกเราไม่หาเวลาคุยนอกรอบกันล่ะครับ ผมจะจองห้องส่วนตัวให้เลย”
“ไม่ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนมากหรอกค่ะ ดิฉันไม่ได้้าพูดคุยเเบบเป็ทางการ เเค่อยากพูดคุยเื่เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น อีกอย่างดิฉันมีงานที่จะต้องจัดการภายหลังอีก ถ้าไม่ใช่เวลานี้ คงไม่สะดวก”
ผมเเสร้งยิ้มเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เป็ที่สงสัย จากที่สังเกตจากลักษณะการพูดของเธอ เห็นได้ชัดว่า เธออยากจะให้บทสนทนานี้เป็ความลับระหว่างเรา จึงเลือกที่จะไม่ออกตัวเเรงมาก
“ได้สิครับ ถ้าอย่างงั้น คุณอยากจะรู้ความลับอะไรผมล่ะ คุณหนูแห่งตระกูลเเคสโตเวีย?”
“!”
ผมลงมือเปลี่ยนบทสนทนากับเธอโดยไม่ตั้งตัว เชอร์เบชที่ได้ยินน้ำเสียง เเละเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของผม สายตาของเธอขยับเล็กน้อย เเล้วจ้องเขม่นมาทางผม ผมที่เห็นดังนั้นจึงยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
“ถึงกับยอมรีบทำข้อสอบเพื่อหาเวลามาคุยกับผมลับตาคน คุณคงอยากจะไต่สวนผมสินะ”
“ถ้าบอกว่าใช่ เเล้วคุณจะยอมหรือไม่คะ?”
“ผมไม่มีสิทธิ์ไม่ปฏิเสธ ถ้าเธออยากถาม ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะตอบหรอก ทำไมเราไม่มานั่งพูดคุยดีๆ กัน ยืนไปคุยไปเธอคงจะเหนื่อยน่าดู”
“เป็ความคิดที่ดี ดิฉันเห็นด้วยค่ะ”
เชอร์เบชบอกที่นั่งสักพักก่อนที่จะตัดสินใจนั่งลงตามคำเเนะนำของผม เชอร์เบชมองมาที่ผมด้วยสีหน้าเ็าเหมือนเดิม ผมที่เห็นจนชินเเล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เเล้วเริ่มบทสนทนาต่อ
“จะใช้เวลาไม่นานมาก เเต่รบกวนตอบตามความจริงด้วยนะคะ”
“ไม่โกหกหรอก ถามมาเลย”
“ถ้างั้นคุณเป็ใคร งั้นเหรอคะ?”
(จำฉันไม่ได้เหรอ แย่จัง)
เชอร์เบชยิงคำถามสุดคลาสสิกมา ผมก็ได้ยินดังนั้นจึงแสยะยิ้มเล็กน้อย ตอนเเรกก็นึกว่าเชอร์เบชจะยังจำผมได้เสียอีก เเต่ถึงเธอจะจำผมได้หรือไม่ได้ ผมก็ไม่ได้ใส่ใจหรอก
“ชื่อของผมคือ เอลเดล นอล เป็เเค่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่มาจากบ้านนอก สิ่งที่อยากทำก็เเค่ การเข้าโรงเรียนเเอสทาเรียในฐานะนักเรียนยศเพชร เเละใช้เงินนักเรียนทุนกินอยู่สุขดีไปวันๆ”
“นักเรียนยศเพชร คุณดูมั่นใจจัง นั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะได้รับมาได้ง่ายๆ นะคะ”
“ผมประเมินมาเเล้วว่า ตัวเองทำได้สบายครับ”
ผมยิ้มเล็กน้อย เเละเท้าคางจ้องมองเชอร์เบชด้วยท่าทีไม่ร้อนตัว ผมเเอบสังเกตมือของเธอที่อยู่ใส่โต๊ะ ในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิดคำถามต่อไป ถึงเเม้ว่าเธอจะใส่ถุงมือสีดำ เเต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาที่ผมจะดำเนินเเผนการของผม
“ดิฉันเข้าใจเเล้ว ถ้าอย่างงั้น ขอถามหน่อยได้ไหม ในเมื่อคุณดูมีความมั่นใจ การสอบทฤษฎีครั้งนี้ คงเป็เื่ง่ายสำหรับคุณใช่ไหม?”
“จากที่ใช้เวลาทำประมาณ 1 - 2 นาที ตรวจคำตอบอีก 1 นาที เนื้อหาการสอบก็ไม่ได้ยาก ผมเลยมั่นใจว่าได้คะเเนนเต็ม”
“เเสดงว่าคุณต้องเป็อัจฉริยะสินะคะ”
“ไม่ใช่หรอก ผมเเค่ตั้งใจอ่าน เเละเตรียมตัวมาดีน่ะ อ่านโจทย์เสร็จก็คิดคำตอบได้เลย พอมีร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี จะทำอะไรมันก็รวดเร็วไปหมด”
“เเบบนั้นคงต้องเรียกพร์สินะคะ”
“พรเเสวงสิ ผมน่ะไม่มีพร์หรอก ก็เเค่ฝึก ฝึกไปเรื่อยๆ จนสามารถยืนหยัดได้น่ะ ก็บอกเเล้วไงว่าผมเป็เเค่ชาวบ้านธรรมดา ที่ไม่ได้มีพรวิเศษ หรือพลังพิเศษเหมือนขุนนาง”
ผมมองมาที่มือที่เต็มไปด้วยบาดเเผลไร้ซึ่งความััอันอ่อนโยน การฝึก เเละพยายามจนสิ้นหวังไปไม่รู้กี่่ครั้ง มันเป็ผลลัพธ์ที่ทำให้ผมมาอยู่ ณ จุดนี้ได้
“พรเเสวง คือ ความพยายามในการพัฒนาตัวเองสินะคะ เป็สิ่งที่น่าทึ่งมากเลยค่ะ”
“ขอบคุณที่ชมครับ”
“ถ้าอย่างงั้น กรุณาช่วยบอกพรของคุณมาได้ไหมคะ”
“พรของผมคือ ผู้เเบกรับ (The holder) พรที่ช่วยเสริมความเเข็งเเกร่งทางจิตใจน่ะ คงเรียกได้ว่า เป็พรต้นกำเนิดก็คงไม่ผิด เพราะยังไม่เคยมีใครมาก่อน”
“เป็พรที่ธรรมดาจังนะคะ เเสดงว่าพรเเสวงคือที่มาของพลังของคุณจริงๆ สินะคะ”
“ใช่เเล้ว หรือว่าคุณกำลังว่าผมหลอกคุณอยู่?”
“ดิฉันเชื่อมั่นว่า คุณคงไม่ละเมิดคำมั่นสัญญากับตัวเองหรอกค่ะ”
ผมยกหลังมือขวาชูให้เธอดู ไม่นานเเสงสีเหลืองก็ปรากฏออกเป็ลวดลายของพรผู้เเบกรับ สำหรับคนที่มีซิกม่าเเบบเธอเพียงได้มองก็คงรับรู้ถึงความเเตกต่างอยู่เเล้ว พอผมลองสวนเธอดูผมก็เริ่มมั่นใจว่า เธอใช้สิ่งนั้นเเน่นอน
“ถามต่อนะคะ คุณมาจากไหน?”
“ผมเป็จากหมู่บ้านนอรท”
“หมู่บ้านนอรท…สินะคะ”
เสียงของเชอร์เบชต่ำลง เธอก้มหน้าเล็กน้อยจนเส้นผมสีขาวบดบังดวงตาสีฟ้าของเธอทำให้เห็นสีหน้าไม่ชัด ไม่นานสายตาที่เธอจ้องผมก็กดดันมากขึ้น
“เป็คุณเองสินะ เด็กผู้ชายจอมโอ้อวดในวันนั้น เอลเดล นอล”
สายตาของเชอร์เบชมองผมทะลุปรุโปร่ง สีหน้าที่ไร้อารมณ์กำลังจ้องมองผมด้วยความกดดัน ผมที่เห็นดังนั้นจึงหุบยิ้มไม่ได้ เเละเผยรอยยิ้มอันน่ารังเกียจออกมา ผมคงไม่ต้องแสร้งทำเป็คนสุภาพเเล้ว
“ฮ่าๆๆ เธอจำฉันได้อยู่เเล้วสินะ คุณหนูเเคสโตเวีย ก็คิดอยู่หรอกว่าคนฉลาดอย่างเธอ คงไม่ลืมไอ้บ้าที่ทำให้เธอต้องยอมลดตัวมาจับมือหรอก”
“ดิฉันไม่ได้รังเกียจที่จะต้องจับมือกับสามัญชนหรอกค่ะ เเต่สิ่งที่ฉันไม่ชอบคือ ภาพลักษณ์จอมปลอมของคุณมากกว่า”
“ต๊ายตาย~ ช่างกล้าว่าพูดว่าเกลียด เธอก็มีภาพลักษณ์จอมปลอมไม่ต่างจากฉันหรอก”
ผม เเละเชอร์เบชจ้องตากันอย่างไม่ละสายตา ถึงเธอจะไม่ได้เเสดงสีหน้ารังเกียจออกมาชัดเจน ตรงกันข้ามกับผมที่เกลียดเธอคั้งเเต่ที่เจอกันครั้งแรก
“ดิฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณมีจุดประสงค์ที่้าจะมีชีวิตอยู่สบายๆ รึเปล่า? เเต่สิ่งที่น่าสงสัยมากที่สุดในตัวคุณก็คือ ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่ต่างหาก”
“เธอจะบอกว่าฉันไร้ความสามารถไม่พอเหรอ?”
“ไม่ใช่ ความจริงเเล้วหมู่บ้านนอรทล่มสลายไปตั้งเเต่ 2 ปีที่เเล้ว ผู้คนที่เหลือรอดกลุ่มสุดท้ายก็อาศัยอยู่ในเมืองนี้เท่านั้น คุณน่ะเหลือรอดสายตามาจนถึงทุกวันนี้ได้ยังไง”
“คงเป็เพราะฉันไปเรียนต่อที่อื่นเลยรอดจากกลุ่มฏ ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก”
“คุณเเน่ใจเหรอ? ว่าไม่รู้อะไรเลย”
เชอร์เบชวางมือซ้ายไว้บนโต๊ะ เเละมองลงมาที่ผมด้วยสายตากดัน บรรยากาศรอบตัวนั้นหนาวเย็น มือขวาของเธอก็อยู่ใต้โต๊ะเป็ไปตามที่ผมคาดการณ์ ตอนนี้หลักฐานก็ครบพอพิสูจน์ความลับของเธอเเล้ว
“ไม่บอก”
“ว่ายังไงนะคะ?”
“หูฝาดหรือไง คำตอบคือ ฉันไม่บอก”
ตาของเชอร์เบชขยับด้วยความใ ในขณะที่ผมกำลังนั่งเท้าคางสบาย เเละแสยะยิ้มให้เธออย่างมีเลศนัย เชอร์เบชที่ได้ยินดังนั้น มุมปากของเธอก็กระตุกเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา
“คุณจะไม่ให้ความร่วมมือสินะคะ”
“เปล่าหรอก เเค่เธอนี่โง่จังเนอะ เชื่อคำโกหกของฉันมาตั้งนาน ยังไม่สงสัยอีก”
“อย่าล้อเล้น เเล้วเข้าประเด็นเถอะค่ะ”
“เเล้วเธอรู้ได้ไงว่าการโกหกของฉันเป็เื่ล้อเล่นน่ะ เธอไม่คิดเหรอ ไอ้สิ่งที่ฉันพูดมามันเพ้อเจ้อทั้งหมด ไม่คิดเลยเหรอว่าฉันอาจจะเป็เซียนโกงข้อสอบก็ได้ หน้าตา เเละน้ำเสียงของฉันมันน่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่คุณพูดออกมาเป็ความจริงค่ะ”
(ทำเป็เนียนเลยนะเธอ)
ผมที่เห็นเชอร์เบชที่มีท่าทีการตอบสนองที่เปลี่ยนไปจากเดิม ผมจึงคิดว่ามันคงได้เวลาที่จะจบบทสนทนางี่เง่าพรรคนี้ได้เเล้ว ได้เวลาเปิดเผยความเ้าเล่ห์ของเธอสักที
“ถ้าเชื่อใจกันขนาดนั้น เธอก็ควรปิดการใช้งานสรรหาผู้คู่ควรนะ”
“คุณพูดถึงอะไรกัน? ดิฉันว่าตอนนี้เรากำลังหาข้ออ้างเลี่ยงคำถามนะคะ”
“หยุดตอแหลได้เเล้ว คิดว่าฉันจะไม่รู้เหรอว่า เพอร์เฟค คิงดอม ทำอะไรได้บ้าง สกิล สรรหาผู้คู่ควร คือสกิลจับเท็จที่มีไว้หรือแม้กระทั่งเธอเองก็รู้ดีว่า อาณาจักรปกปิดความจริงที่เมืองนอรทต้องล่มสลายไว้”
“…”
“เงียบเเบบนี้กำลังคิดหาข้ออ้างอยู่เหรอ? ฮ่าๆ เธอจะคิดต่อไปจนเวลาสอบภาคปฏิบัติก็ได้ เเต่ซ่อนพลังของซิกม่าไว้ใต้โต๊ะ มันไม่เนียนนะ”
(เธอจะเเก้ตัวยังไงล่ะ เชอร์เบช ในเมื่อความลับของเธอถูกเปิดเผยเเล้ว)
ผมกอดอกอย่างผู้ชนะ กลิ่นอันโอชะของผู้ที่ทำลายเเผนการของเธอ ทำให้ผมรู้สึกสะใจอย่างหยุดไม่อยู่ รอยยิ้มอันเเสนน่าเกลียดยิ่งเบิกบานเมื่อได้อิ่มเอมกับวินาทีนี้
“เฮ้อ สมเเล้วที่เป็นาย ในเมื่อนายเผยธาตุแท้เเล้ว ฉันก็คงไม่ต้องปิดบังตัวตนอีกต่อไป”
(ในที่สุดยัยนี้ก็ยิ้มเเล้วสินะ)
“เลิกทำตัวลูกคุณหนูเเล้วสินะ”
ริมสีปากอมชมพูที่นิ่งเหมือนภาพวาดเริ่มขยับกว้างเป็รอยยิ้มอันเเสนชั่วร้าย ดวงตาสีฟ้าใสของเธอจ้องมองมาที่ผมด้วยท่าทีสนุกสนาน ไม่นานมือขวาของเธอก็จับไปที่คอเสื้อของผมดึงเข้ามาใกล้เธอ โดยที่ผมไม่ได้ขัดขืน เเละปล่อยตัวให้ไหลไปตามเเรงของเธอ
“นายนี่มันช่างน่าสนใจจริง ถึงหน้าตาจะทุเรศดูไม่สบอารมณ์ วาจาหยาบคาย ครอบครัวติดดิน เเละพรรากหญ้า ด้านอื่นเช่นสติปัญญา ขอยอมรับนายเลยว่า เกินคาดมาก เเละดูเหมือนว่าจะซ่อนรูป กับพลังไว้ด้วย หึ เปลี่ยนไปมากเลยนะ นอล”
เชอร์เบชมองลงไปใส่ช่องว่างของเสื้อที่เปิดเผย เเละใช้มือจับไหล่ และเอวด้วยความอยากรู้อยากเห็น สักพักเธอก็ยิ้มด้วยความชอบ เเละกระซิบข้างหูผมจนขนลุกไปทั้งตัว
“โรคจิต อย่ามาก้าวก่ายร่างกายคนอื่นโดยที่เ้าของยังไม่ขออนุญาตสิ!”
“อย่าทะนงตนไปหน่อยเลย นายไม่ได้วิเศษกว่าคนอื่นมากหรอก”
ผมตั้งสติ เเละผลักเธอออกด้วยแรงนิดหน่อย เชอร์เบชเเสดงสีหน้าใเล็กน้อย ก่อนจะกลับมายิ้มน่าขนลุกอีกครั้ง ไม่นานเธอก็ใช้มือซ้ายถอดถุงมือสีดำข้างขวา เเละโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าผม ซึ่งผมรู้เลยทันทีเลยว่าเธอกำลังสื่อถึงอะไร
“ฉลาดอย่างนาย คงต้องรู้จักประเพณีของขุนนางสินะ”
“คิดว่าฉันจะหยิบมันขึ้นมาเหรอ?”
“ไม่รู้สิ เเต่ฉันสามารถหาชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ หรือกระทั่งผู้หญิง ให้นายได้ไม่อั้น ข้อเสนอแบบนี้ไม่ได้มีครั้งที่สองนะ เอลเดล นอล”
การโยนถุงมือข้างขวา เเละเก็บถุงมือคืนผู้โยนของชายหญิงชนชั้นขุนนางเป็ต้นไปเป็เอกลักษณ์อย่างหนึ่งในเกม ถ้าผู้ชายโยนถุงมือขวาใส่ฝ่ายตรงข้าม คือ การท้ารบ เเต่ถ้าขุนนางหญิงในเกมนี้โยนถุงมือขวาเเล้ว้าให้ผู้ชายเก็บละก็ นั่นหมายถึง เธอ้าให้คุณเป็ สุนัขรับใช้ของเธอ
(ยัยนี่ คิดจะล่อลวงเรา ด้วยข้อเสนอตื้นๆ สินะ)
สิ่งที่เชอร์เบชพูดถ่ายทอดออกมาผ่านการกระทำ สมกับเป็รองนางร้ายผู้เป็ถึงบุตรสาวตระกูลเเคสโตเวียที่มีโดดเด่นเื่เวทมนตร์ชั้นเเนวหน้าของอาณาจักร ดังนั้นชื่อเสียง เเละเงินทองมากมาย เธอสามารถใช้ทรัพยากรที่มีสร้างข้อเสนอที่อยากจะปฏิเสธได้
(คำตอบมันเเน่นอนอยู่เเล้ว)
“ชื่อเสียง เเละอำนาจฉันไม่ได้ใส่ใจด้วยสิ เเต่ถ้าเื่เงิน เธอคิดว่ามีมากพอจะซื้อใจฉันเหรอ? บอกก่อนราคาแพงนะ”
ยังไงข้อเสนอของเชอร์เบชก็ไม่ได้น่าดึงดูดอะไรมาก ชื่อเสียง เเละอำนาจ สำหรับผมที่เเข็งเเกร่งจนยากที่ใครจะต่อกร สิ่งเ่าั้ล้วนไร้สาระ เงินต่างหากที่จะซื้อความสุข ชื่อเสียง เเละอำนาจได้
“ถามว่ามากพอไหมเหรอ ตอนนี้ฉันพกมาเเค่ค่าขนมด้วยสิ คลังสมบัติลี้ลับ”
เชอร์เบชถอนหายใจเล็กน้อย ซิกม่าของเธอส่องเเสงสีทองในมือขวา ไม่นานก็มีกระเป๋าสีดำตกเเต่งด้วยลายดอกไม้ปรากฏออกมาบนมือของเธอ เชอร์เบชเปิดกระเป๋า เเละหยิบเหรียญจำนวนหนึ่งวางบนโต๊ะหน้าผม
“่นี้ฉันโดนพ่อคุมเื่การใช้เงินด้วยสิ อีกอย่างนี่เป็การตัดสินใจที่ไม่มีการเห็นพ้องกันก่อนด้วย ถือว่านี่เป็ค่ามัดจำก่อนได้ไหม”
เชอร์เบชทำหน้าไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ซึ่งผิดกลับผมที่ตาโต เเละใเเเบบสุดขีด สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้าไม่ใช่เหรียญเงินวาว เเต่มันคือเหรียญทองนับ 10 เหรียญที่วางอย่างไม่เป็ระเบียบ
(เชี้x 10 เหรียญทองค่ามัดจำเนี่ยนะ!)
เชอร์เบชอาจจะไม่รู้ตัวเพราะผมพยายามเก็บรักษาหน้าไว้ เเต่ตอนนี้มือผมสั่นไม่เป็จังหวะเเล้ว ทอง 10 เหรียญมันตั้ง 100,000 ยูเรเลยนะโว้ย! ถ้าได้เงินก้อนนี้มานี่คือได้กินเเบบาาไปหลายเดือนเเน่นอน
(เเต่เราจะร้อนรนไม่ได้! ถ้าเเค่ 1 เเสนยูเร ค่อยๆ เก็บสะสมจากเงินสมทบค่าคงชีพจากเเรงค์เพชรก็ไม่เสียหาย ในเกมให้เดือนละ 2 ทอง เงินเเค่นี้ก็เท่ากับการรอ 5 เดือนเอง)
“โทษทีนะ เเต่ฉันต้องข-”
“ดูเหมือนฉันจะหยิบผิดเหรียญนะ ขอเวลาสักครู่…”
“...”
“เหรียญทองนั้นใช้จ่ายค่าอาหารสัตว์เลี้ยง ถ้าเงินใช้จ่ายอิสระ ไม่ค่อยชอบเลย ก็เคยบอกท่านพ่อเเล้วว่า ให้เหรียญมาเยอะๆ มันหยิบง่ายกว่า…”
เชอร์เบชวางเหรียญหนึ่งข้างกองเหรียญทอง มันคือเหรียญทองคำขาวซึ่งผมเเทบไม่เชื่อสายตา ออร่าความรวยของมันกระแทกเข้าตาผมจนเกือบตาบอด
(บ-บ้าหน่า! ทองคำขาวอย่างงั้นเรอะ!!!!!!!!!!!!!!!!)
เหรียญทองคำขาวนั้นเปรียบได้เท่ากับเหรียญทอง 100 เหรียญกองอยู่ตรงหน้าผม ความเย้ายวนของมันทำให้สติของผมกระเจิง บ้าไปเเล้ว! 1 ล้านยูเรนี่ มากกว่าเงินสมทบตลอด 3 ปีรวมกันอีก ผมอยากจะเข้าไปัั อยากเข้าไปกอดมัน สูดดมกลิ่นความรวยเหลือเกิน เเต่ถ้าทำเเบบนั้นมันจะดูไม่เท่ากับว่าเราเป็หมาหิวเงินในสายตาเธอ ผมต้องยืนหยัดเเสดงให้เห็นถึงความเเข็งเเกร่ง ดังนั้นผมจึงยัทำหน้านิ่ง เเละจิกมือตัวเองให้สงบความโลภ
“ดูจากท่าทีที่ไม่กระตือรือร้นของนาย คงจะไม่สนใจข้อเสนอสินะ”
เชอร์เบชทำหน้าผิดหวัง เเละค่อยๆ หยิบเหรียญทองเก็บลงคลังสมบัติลี้ลับ จนในที่สุดก็เหลือเหรียญทองคำขาว ในขณะที่นิ้วของเธอกำลังจะหยิบกลับ มือของผมก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป!
“อย่าพึ่งสิครับ เรามาคุยข้อตกลงก่อนดีกว่า!”
(เเม่งเอ๊ย ปากขยับไปเอง!)
“หือ~ ตอนเเรกก็นึกว่านายจะเล่นตัวมากกว่านี้อีก แค่เงินก็ซื้อใจนายได้แล้วเหรอเนี่ย?”
“ทำไงได้นะครับ คุณหนูอุตส่าห์ให้ความเมตตาให้ข้อเสนอดีๆ ผมก็ไม่อยากที่จะรีบปฏิเสธน่ะครับ”
“เเต่โลภมากเเบบนี้ ฉันเปลี่ยนใจไปถไปหาคนอื่น น่าจะประหยัด เเถมยังดุน่าจะจงรักภักดีกว่านายด้วย”
เชอร์เบชยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ และกดแรงลงบนเรียญทองคำขาวมากขึ้นเพื่อที่จะลากกลับมาหาตัวเอง ซึ่งเเน่นอนถ้าวัดกันที่พลังผมจะไม่มีทางมอบคืนให้เธออย่างเเน่นอน ผมเลยใช้เเรงมีมากกว่ากดให้มันอยู่นิ่ง
“คุณหนูรู้จักไหมครับว่าของที่มีคุณภาพสูงน่ะ ต้องเเลกมากับความยากในการได้รับมันมา!”
“เอายังไงดีนะ ปีนี้การเข้าสอบปีนี้ มีผู้เข้าสอบที่น่าสนใจเยอะด้วยสิ หาตัวเบี้ยเกรดดีเยอะๆ จำนวนที่มากกว่าก็คงใช้ทดแทนประสิทธิภาพหนึ่งเดียวได้”
“อย่าพึ่งด่วนตัดสินใจสิครับคุณหนู เอาเป็ว่าทำไมเรามาคุยเื่สัญญากันดีกว่าครับ! อย่าลืมสิครับว่า ถ้าเทียบกับข้ารับใช้ที่มีการการันตี เื่ความเเข็งเเกร่ง เเละความฉลาดล่ะก็ ผมคืออันดับหนึ่งของปีนี้เลยนะครับ!”
“แต่ว่าในฐานะผู้ติดตาม การที่มีคนรับใช้หน้าตาดันเห่ยเคียงข้าง มันดูไม่เป็ผลดีต่อภาพลักษณ์อันงดงามของฉันสักเท่าไหร่ อีกอย่างผลงานยังไม่มี ยังกล้าบอกว่าตัวเองจะได้ที่ 1 ได้ยังไง?”
(ยัยนี่!)
“อย่างที่บอกครับ การเลือกซื้อ ผลไม้ที่อร่อยเขาไม่ดูกันที่ภายนอกนะครับ เราจะต้องเข้าใจถึงภายใน และกระบวนการผลิตที่ประณีต หน้าตาก็แค่สิ่งดึงดูดลูกค้าจอมปลอมเท่านั้น คุณหนูชอบเหรอครับ ของหน้าตาดี และรสชาติไม่ได้เื่!”
“นายจะบอกว่า ผลไม้ที่อร่อยนั่นคือ นายงั้นเหรอ?”
“ถ้าจะให้เปรียบถึง รูปโฉมจะธรรมดา อาจจะขี้เหร่นิดหน่อย เเต่ภายในเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพเเน่นอนครับ!”
"เเล้วไหนล่ะหลักประกัน? ฉันไม่ยอมรับความเสี่ยงหรอกนะ"
ผมหันมาสำรวม เเละพยายามพูดโน้มน้าวเชอร์เบช ตอนนี้ไม่รู้ว่าเธอคิดจริงหรือกำลังเล่นกับความรู้สึกที่มีต่อเงินของผมกันเเน่ เเต่ผมชักไม่ชอบที่เธอทำหน้าใสซื่อทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ที่สุด
"ผมจะเป็คิงของกลุ่มให้ดูครับ ไม่พอผมจะจบลงการเป็ได้คะเเนนเต็มทั้งสอบทฤษฎี เเละปฎิบัติในดูครับ เเละจะกลายเป็อันกับหนึ่งของนักเรียนยศเพชร!"
"หือ เเล้วถ้าทำไม่ได้ล่ะ?"
"ผมจะยอมทำตามที่คุณหนูบอกอะไรก็ได้ 1 ข้อครับ!"
ผมกัดฟัน เเละยอมเเลกกับข้อเสนอที่ไม่เป็ธรรมมากที่สุดสำหรับผม เชอร์เบชที่ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มออกมา เเละเก็บเหรียญกลับมาในจังหวะที่ผมเผลอ เเล้วโชว์มันต่อหน้าผม
“อยากได้เหรียญนี่มากเลยสินะ เห็นเเก่ความจริงใจของนาย ฉันจะไม่ปฏิเสธนายเเล้วกัน”
“ขอบพระคุณอย่างสูงครับ คุณหนู”
ผมเอามือค้ำโต๊ะ เเละก้มหัวอย่างสุดใจ ถึงเเม้จะเจ็บใจที่ตัวเองต้องมาศิโรราบต่อพลังเงินตรา เเต่ถ้าได้งานสบายๆ เเละมีที่อยู่ เเละรายได้สูงไปตลอดชีวิตละก็ ใครมันจะไม่เอา!
“เลิกก้มหัวเถอะ เรามารีบทำสัญญากันดีกว่าก่อนคนอื่นจะสอบเสร็จ กรีดเืบนนิ้วโป้งขวาของนาย เเละนำจะใช้เืของเราทั้งคู่ในการทำสัญญาเเห่งความเท่าเทียม”
“เข้าใจเเล้วครับ”
เชอร์เบชเรียกมีดที่สลักด้วยดอกกุหลาบกดลงบนนิ้วโป้งของเธออย่างประณีต ตรงกันข้ามกับผมที่คิดว่ามันช้าไป จึงเลือกที่กัดนิ้วโป้งจนเกิดรอยเเผลเเทน หลังจากพวกเราก็นำนิ้วโป้งมาทั้งสองมาชนเข้าหากันให้เืของสองฝ่ายได้เเลกเปลี่ยนกัน
“ในระหว่างดำเนินสัญญาห้ามมือนิ้วโป้งของนาย เเละฉันออกกันเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
“รับทราบครับ คุณหนู”
“สกิล สัญญาเเห่งความเท่าเทียม”
ผมรับรู้ได้ถึงพลังเวทอันมหาศาลไหลผ่านเส้นเืเข้ามาในตัวผม ใยเวทมนตร์ไหลออกมาจากนิ้วโป้ง ก่อรูปเป็แผ่นกระดาษสัญญาฉบับหนึ่งบนอากาศ
“การดำเนินสัญญาเป็ไปได้ด้วยดี ต่อไปจะเป็การร่างกฎ"
“ตามใจคุณหนูเลยครับ”
ผมพยายามลดอคติกับเธอเพื่อให้สัญญานี้ลุล่วง สกิล สัญญาเเห่งความเท่าเทียม เป็สกิลที่ใช้ในการทำสัญญาเพื่อเฟ้นหาข้ารับใช้ของเพอร์เฟค คิงด้อม ซึ่งมันไม่ใช่สัญญาธรรมดา เพราะมันคือการคัดสรรข้ารับใช้ที่จะเป็มือขวา เเละมือซ้ายของกษัตริย์ผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งชัยชนะ เเต่มีข้อเเม้สองข้อคือ ข้อเเรกต้องได้รับการยิมยอมทั้งสองฝ่าย ไม่งั้นสัญญาเเห่งความเท่าเทียมจะไม่สำแดงผล เเละข้อสอง…
“ข้อเเรก นายจะต้องทำตามคำสั่งของฉันโดยห้ามขัดขืน”
[ไม่สามารถทำตามเงื่อนไขได้ อำนาจในการต่ำเกินไป]
“ดูเหมือนคำโอ้อวดจะไม่เกินจริงสินะ”
พลังของผู้คัดสรรบริวารคู่กายจะต้องมีอิทธิพลมากกว่าบุคคลนั้น ในกรณีนี้ผมมีพลังมากกว่าเชอร์เบชอย่างเทียบไม่ติด ดังนั้นเธอจะไม่มีสิทธิ์ในการบังคับให้ผมทำตามเธอได้ทุกอย่างตามที่เธอตั้งเป้าหมายไว้
“นายจะต้องทำตามคำสั่งของฉันอย่างเด็ดขาด ยกเว้นจะเป็สิ่งที่นายเห็นว่าไม่ถูกต้อง จะสามารถยื่นความโต้เเย้งได้”
[ไม่สามารถทำตามเงื่อนไขได้ เพราะอำนาจในการต่ำเกินไป]
“อืม เป็ข้ารับใช้ที่เอาเปรียบเ้านายจริงนะ”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันสิครับ ลองทำให้มันไม่ส่งผลเสียมากกับผมสิครับ”
“ต้องลดความเคร่งขัดลงมาอีกสินะ ถ้างั้นเอาเป็ นายจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของฉัน เเละทำตามคำสั่งตามความเหมาะสม โดยที่ห้ามหักหลังฉันเด็ดขาด”
[กฎข้อเเรก ผ่านตามเงื่อนไขที่กำหนด ดำเนินการสร้างกฎเรียบร้อย]
“น่าเสียดายจังควบคุมนายไม่ได้ดั่งใจ ตอนนี้ฉันคงมีพลังเเค่ทำให้นายเชื่อฟังได้อยู่”
เชอร์เบชถอนหายใจ เเละทำหน้าไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ส่วนผมก็ทำหน้านิ่งๆ โดยที่ในใจกำลังะโโลดเต้นดีใจที่ตัวเองไม่ต้องถูกลากโซ่ทำตามคำสั่งของเธอเเบบไร้หนทางขัดขืน
“ห้ามนายสร้างความเดือดร้อนต่อคนรอบตัวฉันเด็ดขาด”
[ไม่สามารถทำตามเงื่อนไขได้ เพราะผู้ทำสัญญาไม่พึงประสงค์เห็นชอบ]
“นี่นายคิดจะทำอะไร ถึงได้ไม่เห็นด้วย”
“คนรอบตัวคุณหนู มีบางคนที่ผมไม่สบอารมณ์อยู่น่ะครับ”
“ถ้างั้น ห้ามทำร้ายครอบครัวของฉัน เเละต้องปกป้องพวกเขาเมื่อตกอยู่ในอันตราย”
[กฎข้อสอง ผ่านตามเงื่อนไขที่กำหนด ดำเนินการสร้างกฎเรียบร้อย]
“คิดถูกไหมนะที่เลือกนาย”
“อย่าพูดเเบบนั้นสิครับ อย่างน้อยผมก็ไม่มีเจตนาร้ายทำร้ายครอบครัวคุณหนูนะครับ”
เชอร์เบชถอนหายใจ เเละทำสีหน้าหงุดหงิดอย่างชัดเจน ในขณะที่ในใจกำลังเล่นปาร์ตี้ เเละร้องไชโย ออกมาอย่างสุดรูดหูรูดตา
“อยากให้มีข้อมากกว่านี้อยู่หรอก เเต่คงมีเงื่อนไขตามมารำคาญเหมือนเดิม”
“ถ้าคุณหนูไม่ตั้งเงื่อนไขที่มันออกจะเห็นเเก่ตัวไปบ้าง ผมว่ายังไงก็ผ่านเงื่อนไขนะครับ ไม่ก็ลองลดอะไรที่มันยากๆ ลงหน่อยก็ดีครับ”
“นายจะบอกว่าฉันเห็นเเก่ตัวทั้งที่สัญญาดูมีเเนวโน้มเอื้อผลประโยชน์ไปให้นายมากกว่า”
“เขาว่าคนเก่งมักมีนิสัยเฉพาะตัว เเต่ถ้าคุณหนูคุมได้ มันจะได้ประโยชน์เเบบยกกำลังเลยนะครับ”
“ฉันจะพยายามคิดเเบบนั้นเเล้วกัน ถ้างั้นข้อสุดท้ายคือ ในยามที่ฉันตกอยู่ในอันตราย นายจะต้องเข้ามาช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ”
[กฎข้อสาม ผ่านตามเงื่อนไขที่กำหนด ดำเนินการสร้างกฎเรียบร้อย]
“นึกว่าข้อนี้ นายจะปฏิเสธซะอีก”
“ถึงจะไม่ชอบหน้า ก็ไม่ได้รังเกียจที่จะช่วยเหลือหรอกครับ”
“อย่างน้อยก็มีข้อหนึ่งที่ไม่เเย่ล่ะนะ มาทำมันจบเลยดีกว่า ข้าในนามของ เเคสโตเวีกระแทก มิว เชอร์เบช ผู้ เพอร์เฟค คิงด้อม ลำดับที่ 12 ขอลงนามในสัญญาเเห่งความเท่าเทียม ขอยอมรับ เอลเดล นอล ในฐานะผู้รับใช้มือซ้าย โล่อันไร้ซึ่งจุดอ่อนเเห่งอาณาเขตเเห่งชัยชนะของข้า เ้าพร้อมที่จะถวายกายให้ข้ารึไม่”
“ข้าพร้อมที่จะเป็โล่ ที่ไม่มีผู้ใดสร้างรอยเเผลกับท่านได้ กษัตริย์ลำดับที่ 12 เเคสโตเวีย มิว เชอร์เบช”
“ถ้าเช่นนั้นจงเเสดง ประทับตราเเห่งความภักดีลงบนมือของข้าซะ เเละสรรเสริญของข้า”
มือของเชอร์เบชเเยกออกจากผม เธอคว่ำมือลง เเละมองผมอย่างเย่อหยิ่ง สัญญาที่ล่องลอยอยู่บนอากาศลงดิ้งเข้าไปในมือขวาของเธอ เเละกลายเป็เต้นใต้ให้ผมประทับรอยจูบลงไป
“Yes, my great queen. (รับทราบครับ ราชินีผู้ยิ่งใหญ่ของผม) ”
ผมจับมือสีขาวนวลอันบอบบางของเธออย่างเบสมือ เเละลุกขึ้นก้มลงไปจูบบนมือขวาของเธอ ทันใดนั้นผมก็รับรู้ได้ถึงพลังเวทเเทรกเเซงเข้าไปในร่างกาย ผมรู้สึกเหมือนไฟฟ้าช็อตที่ไหล่ซ้ายอย่างผิดปรกติ
“ตอนนี้ไหล่ซ้ายน่าจะมีตราประทับสัญญาของเพอร์เฟค คิงด้อมอยู่หลังทำสัญญาเสร็จ เพียงเท่านี้นายก็เป็ข้ารับใช้มือซ้ายของฉันเเล้ว เพราะฉะนั้นจะพูดเเบบไม่ต้องเป็ทางการก็ได้นะ เพราะยังไงฉันก็บังคับนายทั้งหมดไม่ได้อยู่เเล้ว”
“ก็นึกว่าจะต้องฝืนพูดสุภาพกับคุณหนูไปเรื่อยๆ เสียอีก เเบบนี้ค่อยโล่งอกหน่อย ความจริงก็เเอบน่าเสียดายนะ นึกว่าตัวเองจะเป็มือขวาเสียอีก”
“ข้ารับใช้มือขวาเป็ ตัวเเทนของดาบ ผู้มีหน้าที่ทะลวงฝ่าศัตรู เเละสร้างช่องว่างในการพิชิตศัตรูให้กับกษัตริย์ ซึ่งฉันได้เเต่งตั้งให้มิเกลรับหน้าที่นั้นไปเเล้ว ที่สำคัญถ้าฉันเลือกนายเป็มือขวาละก็ ฉันที่ไม่มีอำนาจห้ามนาย กลัวนายจะไปสร้างเื่มากกว่าเดิมมากกว่า เป็โล่นี่เเหละดีเเล้ว เพราะมันทำให้ฉันมั่นใจว่านายต้องปกป้องฉัน เเละครอบครัวเเน่นอน”
“เเล้วตอนนี้มิเกลหายไปไหนล่ะ ปรกติเขาต้องตามคุณหนูไม่ใช่เหรอ?”
“มิเกลต้องไปทำภารกิจปราบปรามกับหัวหน้าอัศวินเเห่งอาณาจักร ถ้าจบภารกิจนี้ เขาจะไปยื่นเื่ข้อเข้าสอบเเยกกับสถาบันเอง เเต่ถ้าเขาทำผลงานดีต้องโดนจับตามอง เเล้วได้เหรียญเกียรติยศละก็ คงเข้าเรียนชั้นเรียนพิเศษโดยไม่ต้องมาสอบผ่านสิทธิ์พิเศษได้เอง”
“ถ้าเป็มือขวาของคุณหนู คงไม่ต้องเป็ห่วงหรอกมั้ง”
ตามความสามารถในเกมของมิเกล เขาเป็คนที่มีทักษะในการใช้ดาบที่ไม่เป็รองคริสที่เป็ตัวละครสนับสนุนหลักในเกม เป็อีกหนึ่งในตัวหมากอันเชอร์เบชที่ขัดขวางความรักของนางเอกจนน่าปวดหัว
“จะเป็มือไหนก็ไม่สำคัญหรอก ว่าเเต่ฉันจะได้เหรียญทองคำขาวนั่นเเล้วใช่ไหม”
“รีบร้อนจังนะ เอาไปเถอะ ของเเค่นี้น่ะ”
“ไชโย! ขอบคุณครับ คุณหนู!”
ผมยิ้มอย่างมีความสุขทันทีที่เชอร์เบชอนุญาตโยนเหรียญทองคำขาวให้ ผมรีบคว้าเหรียญลงใส่กระเป๋าเงินด้วยความดีใจ ในที่สุดต่อไปนี้ผมก็จะใช้เงินเรื่อยเปื่อยโดยไม่ต้องสนอะไรเเล้ว ผมดีใจสักพักก่อนจะปรับอารมณ์เป็ปรกติ เพราะผมนึกได้ถึงอะไรบางอย่าง
"ทำไมคุณหนูถึงไม่เอาข้อเเลกเปลี่ยนของผมเขียนลงในสัญญาล่ะครับ? คุณหนูมั่นใจเหรอว่า ผมจะเป็อันดับหนึ่งพร้อมคะเเนนเต็ม"
เชอร์เบชมองสีหน้าผมด้วยแววตาเ็าเหมือนเดิม เธอยกมือขวาที่มีซิกม่าขึ้นมา มันไม่ได้ส่องเเสงปรากฏลวดลายออกมา ก่อนที่เธอจะเริ่มให้คำตอบ
"สรรหาผู้คู่ควร สามารถบอกได้ว่าเขาโกหกหรือไม่ เนื่องจากมันไม่ได้ทำงานหลังจากนายให้คำสัญญา ฉันเลยอยากจะลองเชื่อใจนายดู เพราะถ้านายไม่เจ๋งจริง ไม่มีใครบนโลกนี้กล้าพูดเเบบนั้นหรอก อีกอย่างนายเเพ้ ฉันก็ได้ประโยชน์ ต่อให้นายไม่ทำตาม เราก็เเค่จบสัญญากัน เเค่เหรียญเงินวาวหนึ่งเหรียญ มันไม่ได้สร้างภาระต่อฉันอยู่เเล้ว"
เชอร์เบชถอนหายใจก่อนที่จะลุกขึ้นยืน เเล้วมองลงมาที่ผมที่นั่งอยู่ เธอหันมายิ้มด้วยความมั่นใจสมกับที่เป็เธอ รองนางร้ายที่จะไม่ลงมือทำอะไร ถ้าไม่มีผลประโยชน์กับเธอมากพอ
"มีคำถามอีกไหม?"
“ถ้าอยากงั้นผมต้องติดตามคุณหนูเลยไหมครับ?”
“ไม่จำเป็สำหรับตอนนี้ ขอให้นายสอบผ่านเข้าสถาบันเเอสทาเรียได้ก่อน ไว้หลังเลิกสอบ ฉันจะพานายไปที่บ้านเพื่อทดสอบนายในขั้นตอนต่อไป”
“ตกลงครับ คุณหนู”
“ถ้างั้นไว้เจอกันหลังสอบเสร็จ”
เชอร์เบชหันหลังกลับ เเละเดินจากผมอย่างไร้เยื่อใย เธอเดินไปยังโซนขุนนางไปนั่งอยู่ตรงที่ที่เคยนั่งกับกลุ่มของเ้าชายก่อนหน้านี้ ไม่นานเสียงเเจ้งเตือนก็ดังขึ้น
{อีก 5 นาทีจะสิ้นสุดการสอบภาคทฤษฎี การสอบถัดไปจะเริ่มต้นขึ้นหลังจบการสอบ 30 นาที ขอให้ผู้เข้าสอบทุกท่านเตรียมตัว เเละตรวจสอบเเหวนระบุตัวตนให้เรียบร้อย}
--
“คุณโนวมอล อยู่ที่นี่เองเหรอคะ?”
“ตามหาผมอยู่เหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ~”
หลังจากเสียงประกาศผ่านไปได้ไม่นาน ผู้เข้าสอบก็ทยอยเข้ามานั่งพักในโรงอาหาร ลิเลียส่งเสียงเรียกผมจนผมหันหลังกลับไปพบกับเธอ เธอยิ้มให้ผมเล็กน้อย เเละพูดอย่างร่าเริง
“เชิญนั่งก่อนสิครับ อีกสักพักสถาบันน่าจะประกาศสถานที่สอบ”
“ขอรอบกวนค่ะ”
ลิเลียยังคงพูด เเละเเสดงออกด้วยท่าทีสุภาพเหมือนเดิม เธอก้มหัวขอบคุณ เเละเดินผ่านผมไปนั่งตรงเก้าอี้อีกฝั่ง เธออมยิ้มไม่หยุดจนผมเกิดความสงสัย
“มีเื่ดีเกิดขึ้นเหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ การสอบนี้ฉันอ่านหนังสือมาดีมาก ทำได้หมดทุกข้อเลย~”
“สุดยอดไปเลย เเบบนี้คุณต้องได้คะเเนนเต็มเเน่นอน”
“ผลสอบยังไม่ออกเลย อย่าพึ่งมั่นใจเลยค่ะ”
ลิเลียส่ายมือปฏิเสธความคิดเห็นของผม ถึงเเม้น้ำเสียงของเธอจะมีความมั่นใจเเฝงอยู่ เเต่เธอก็ไม่ใช่คนโอ้อวดเเบบผม
“เเล้วของคุณโนวมอลล่ะคะ?”
“ผมไม่คิดว่าข้อสอบยาก ถ้าตั้งใจอ่านหนังสือ มันก็เป็เเค่ความรู้ทั่วไป”
“สำหรับคุณโนวมอลมันง่ายเหรอคะ?”
“กลางๆ น่ะ”
“ตอบเเบบนี้ คงคิดว่าตัวเองน่าจะได้คะเเนนเต็มสินะคะ?”
“ถ้าเธอถามเจาะจงเเบบนี้ มันก็คงใช่”
“….”
“ไม่ได้พูดเล่นนะ ถ้าไม่เชื่อเธอลองถามโจทย์ยากสักข้อดูก็ได้นะ”
ลิเลียเงียบ เเละจ้องมองผมราวกับไม่เชื่อในคำพูดของผม สถาบันเเอสทาเรียมีชื่อเสียงเื่ความยากในการสอบเข้ามาตั้งเเต่อดีต ดังนั้นคนทั่วไปได้ยินก็คงคิดว่าผมโกหกเพื่อให้ตัวเองดูดี เพื่อเป็การพิสูจน์ ผมเลยยอมให้เธอถามผม เเน่นอนว่าผมจะตอบอย่างละเอียดเลย
“ถ้างั้นเอาเป็ มนุษย์จะต้องมีทักษะใดในการใช้งานเวทมนตร์กัน?”
“เเน่ใจนะว่าเป็คำถามนี้ ฉันคิดว่าทุกคนก็ตอบได้นะ”
“เป็การทดสอบความรู้ขั้นพื้นฐานก่อนค่ะ”
(หึ ฉลาดเลือกคำถามใช้ได้)
ลิเลียเลือกที่จะถามโจทย์ข้อเเรกซึ่งเป็สิ่งง่ายที่สุดของข้อสอบ มันเป็เื่พื้นฐานของมนุษย์ในการที่การใช้เวทมนตร์ คำถามดูเรียบง่าย เเต่มันมีความลึก เเละรายละเอียดที่มากกว่านั้น
“ทักษะที่จำเป็ต่อการใช้เวทมนตร์ ได้เเก่ การควบคุมพลังเวท เเละการเสริมพลังเวท เเต่ที่คุณลิเลีย้าก็คือคำตอบที่สาม การหลอมรวมพลังเวท ใช่ไหม?”
“คุณโนวมอลรู้จักทักษะการหลอมรวมพลังเวทด้วยเหรอคะ?”
“ผมเคยอ่านหนังสือโบราณมา เนื้อหากล่าวว่า การดูดซับมันเป็วิธีต้องห้ามตั้งเเต่สมัยาเดียโบส เมื่อ 1000 ปีก่อน…”
บนโลกของเกมนี้ พลังเวทมีต้นกำเนิดมาจากโลก เป็พลังธรรมชาติที่ไม่มารถนำมาใช้ได้ จนกระทั่งมีคนที่เกิดมาพร้อมกับร่างกายที่สามารถตื่นรู้พลังเวทได้ คนเหล่านี้จะถูกพลังเวทจากธรรมชาติรับเลือก เเละทำให้วิวัฒนาการใช้พลังเวทได้
จากการลงมติของหอคอยจักรพรรคเวทมนตร์ สรุปได้ว่า มีอยู่สองทักษะในการใช้เวทมนตร์ได้ดีที่สุด เเละเป็ตัวเเบ่งเเยกความถนัดในการใช้พลังเวทของเเต่ละคนอีกด้วย
การควบคุมพลังเวท เป็การสร้างเวทมนตร์ขึ้นจากสมาธิ เเละจินตนาการของผู้ใช้ มีความหยืดหยุ่นที่สูง เเละพลังการทำลายล้างรุนเเรง คนพวกนี้จะมีความเชี่ยวชาญในการเวทมนตร์ที่หลากหลาย ตัวอย่างของเวทมนตร์ได้เเก่ ลูกบอลเพลิง หอกสายลม ฮิล (เยียวยา) เเละ บาเรีย เป็ต้น
การเสริมพลังเวท เป็การรวบรวมพลังเวทไว้ในภาชนะหนึ่ง เเละทำให้มันทรงพลังขึ้นกว่าเดิมด้วยพลังเวท คนพวกนี้จะเชี่ยวชาญในการเสริมพลังบางอย่างให้เเข็งเเกร่งขึ้นอย่างมาก เช่น เวทมนตร์เสริมการโจมตี เวทมนตร์ลดความเหนื่อยล้า เวทมนตร์เสริมการป้องกัน เเละ เวทมนตร์สถิตธาตุ
“การหลอมรวมพลังเวท เป็ทักษะในการดูดซึมพลังเวทจากธรรมชาติมาเพิ่มความสามารถทางกายภาพของผู้ใช้ แต่ว่า ร่างกายที่ไม่ได้ถูกรับเลือกโดยพลังเวท มันจะไม่ต่างจากเราเอาสิ่งไม่บริสุทธิ์เข้ามาในร่างกาย ผลกระทบก็คือ สติของผู้ใช้จะถูกกัดกร่อน ร่างกายจะปนไปด้วยจุดสีดำ จนกลายเป็ปีศาจไร้สติที่หวนหาพลังเวทจากร่างกายคนอื่นในไม่ช้า เเละฆ่าทุกสิิ่หลุมที่ขวางหน้าด้วยความบ้าเื"
“ปัจจุบันเลยถูกลงมติจากทั่วทั้งอาณาจักร ให้กลายเป็ทักษะต้องห้ามที่ทำให้ผู้คนกลายเป็สัตว์ประหลาดไร้ความคิด หรือเรียกกันอีกชื่อว่า ทักษะนอกรีต...”
“ดูเหมือนคุณลิเลียจะรู้เื่นี้เป็อย่างดีเลยนะ”
“ก็มันเป็ประวัติศาสตร์ที่น่าเศร้านี่คะ”
เเม้ว่าจะมองไม่เห็นว่าลิเลียเศร้าจริงไหม เเต่พอฟังจากน้ำเสียงที่ต่ำลงของเธอ ผมก็รับรู้ถึงความจริงใจจากน้ำเสียงของเธอได้ เธอคงอ่านประวัติศาสตร์มาไม่น้อยจึงเข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่าง สักพักลิเลียก็ขยับปาก เเละพูดออกมาโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว
“ในอดีตเมื่อ 1000 ปีก่อน ได้มีตัวตนลึกลับหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมา นามของสิ่งนั้นคือ เดียโบส มันได้จุติลงมาบนพื้นโลกโดยมีเจตจำนงในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทุกสิ่งมีชีวิตให้หมดสิ้น มันมีพลังในการคืนชีพ เเละสร้างบริวารขึ้นมาจำนวนมาก จงเป็ภัยต่อทั่วเเผ่นดิน ความเสียหายจากาที่มาจากน้ำมือของเดียโบส ทำให้ขั้วอำนาจที่ซ่อนอยู่ต้องลุกขึ้นมาต่อกรกับมัน โดยมีอยู่สองขั้วอำนาจที่สามารถต่อสู้กับเดียโบสได้อย่างสูสี จนเป้าหมายของเดียโบสไม่สำเร็จ เเละกลายเป็ฝ่ายสูญเสียเเทน พวกเขาคือ จักรพรรดิเวทมนตร์ดูม เเละเ้าสำนักพิภพกังวาน มาสเตอร์ชิซู หรือ จ้าวเเห่งศิลปะการต่อสู้คนเเรกที่สร้างเเนวคิดการใช้เวทมนตร์เเบบหลอมรวมพลังเวทขึ้นมา"
“โดยมีจุดประสงค์คือ การสอนให้คนธรรมดาที่ไม่ถูกรับเลือกเลยโดยเวทมนตร์ให้สามารถใช้งานเวทมนตร์ได้ เเต่มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่รู้จักพอ มีผู้ประสงค์ร้ายขโมยสมบัติของสำนักออกมา ซึ่งมันก็คือ คัมภีร์ที่เขียนขึ้นโดยมาสเตอร์ ชิซู”
ลิเลียหยุดพักหายใจสักพัก ก่อนเธอจะลุกขึ้น เเละเริ่มพูดด้วยน้ำเสียง เเละท่าทางจริงจังจนผมต้องนั่งฟังอยู่เงียบๆ ด้วยความตั้งใจ
"พวกเขาได้ล่วงรู้ความลับของทักษะหลอมรวมพลังเวท สามารถดูดพลังเวทมาเพิ่มพลังมากเเค่ไหนก็ได้ โดยฆ่าผู้อื่นเพื่อได้รับเเย่งชิงพลังเวทบริสุทธิ์มาหักล้างมลทินในร่าง ซึ่งได้เรียกมันว่า ทักษะมาร ลูกศิษย์ของสำนักพิภพกังวานได้วางเเผนวางยาพิษอาจารย์ เเละขโมยพลังเวทของพวกเขาเพื่อตัวเอง เเต่ก็ไม่ใช่เพียงเเค่ลูกศิษย์ เเม้เเต่อาจารย์ก็ยังลุ่มหลงในพลังที่เกินต้านด้วย เขาฆ่าลูกศิษย์ที่มีอนาคตเพื่อให้ตัวเองบรรลุไปอีกขั้นของวิชา สุดท้ายเเล้ว การฆ่าล้างก็จบลงด้วยเ้าสำนักลงมือฆ่าลูกศิษย์ด้วยน้ำมือของเขา บางส่วนหลบหนีได้ อีกส่วนเป็ศพในสำนัก จนมาถึงวาระที่สำนักพิภพก้องกังวานต้องจบลงด้วยการล่มสลาย”
“ถึงเเม้ว่าทักษะการหลอมรวมพลังเวทจะเป็ต้นกำเนิดเเห่งหายนะ เเต่มันก็ไม่ได้ถูกสร้างให้คนเเข็งเเกร่งมาเข่นฆ่าคนอ่อนเเอเพื่อพลัง ท้ายที่สุดก็ถูกลงมติจากหลายอาณาจักรให้ปกปิดเป็ความลับ เเละห้ามเผยเเพร่ไม่ว่าจะเป็จากสื่อใดๆ ก็ตาม เเต่ก็ยังมีคนที่สามารถงขุดค้นหาหลักฐานเจอ เเละถ่ายทอดประวัติที่น่าเศร้านี้ออกมา เเม้ว่าจะไม่มีใครให้ความสนใจก็ตาม"
“หลังจากมาสเตอร์ ชิซู ได้หายตัวไป ก็ได้มีการเปลี่ยนเเปลงครั้งใหญ่ ศิลปะการต่อสู้ถูกตีหน้าว่าเป็วิชาที่น่ารังเกียจ มีศิษย์บางส่วนที่หลบหนีจากการกวาดล้างได้ เเต่พวกเขากลับเเตกเเยกทางความคิด เเล้วเเบ่งออกเป็สามพรรค ได้เเก่ ขาว เเดง เเละดำ”
“ขาวเข้าใจเจตนารมณ์ของมาสเตอร์ชิซู เเต่เลือกไม่ขอเดินตามรอยเท้าของเขาอีก พวกเขาออกมาเปิด พรรคแสงเที่ยงธรรมที่เน้นการใช้ศิลปะการต่อสู้ประยุกต์เข้ากับทักษะการเสริมพลังเวท เพื่อพิสูจน์ว่า ศิลปะการต่อสู้นั้นเเข็งเเกร่งต่อให้ปราศจากทักษะนอกรีต”
“ส่วนเเดงรัก เเละเคารพในมาสเตอร์ชิซูอย่างมาก เลือกไม่มีทางทอดทิ้งทักษะหลอมรวมพลังเวทดั้งเดิมไป พวกเขาเลือกที่จะละทิ้งศิลปะต่อสู้ เเล้วมาให้ความสำคัญกับวิชาดาบเเทน เเล้วตั้งพรรคดาบ์ขึ้นมา เพราะศิลปะการต่อสู้ที่ขาดมาสเตอร์ชิซูไป มันก็ได้เสื่อมถอยลงเป็ที่เรียบร้อย”
“เเละสีดำที่โกรธเเค้น เเละผิดหวังในมาสเตอร์ชิซูเป็อย่างมาก พวกเขาไม่ยอมละทิ้งอะไร เเละสืบทอดทักษะมารต่อไป เป้าหมายของพวกเขาคือการได้เเสดงให้โลกได้เห็นถึง วิชาที่เเข็งเเกร่งที่สุดในโลก เเละตัวตนที่ได้ก้าวข้ามอาจารย์ของตนเอง จึงกำเนิดพรรคอาชูร่าขึ้นมา”
ลิเลียมองผมโดยไม่พูดอะไร ปากของเธอหยุดลง ผมที่เห็นดังนั้นก็ตบมือออกไปไม่รู้ตัว จนเธอประหลาดใจเล็กน้อย
“สุดยอดไปเลย เธอรู้เหมือนคนตัวเองมาจากอดีตเลย”
“ฉันก็เเค่อ่านหนังสือผ่านตามาเยอะน่ะค่ะ เเล้วก็ไปเชื่อที่พูดมาทั้งหมดเลย บางส่วนฉันก็ประติดต่อขึ้นมาค่ะ”
(เเต่เธอพูดตรงตามเนื้อหาในเกมเลยนะ)
สำหรับผมข้อมูลที่มีประโยชน์ไว้ใช้สำหรับการจบเกมเป็เื่ธรรมดาที่จะต้องจดจำ ในการเดินทางของตัวเอกจะต้องหาสหายที่เเข็งเเกร่งเพื่อให้ผ่านภารกิจอยู่เเล้ว ตัวละครที่มีความสามารถในการใช้ทักษะหลอมรวมพลังเวทเป็ตัวเลือกที่เหมาะสมสุดสำหรับเเนวหน้าของปาร์ตี้ ซึ่งก็เหลือเชื่อที่เธอไม่ใช่ผู้เล่นเเต่รู้เกือบทั้งหมดเลย
“ถ้าคุณเขียนคำตอบเเบบนี้ ผมคงไม่ชนะหรอก”
“เขียนมาก เขียนน้อย เเต่ถ้าคุณโนวมอลตอบตรงคำถาม ฉันว่าก็ได้คะเเนนก็เหมือนกันนะคะ”
“ถ้าอัจฉริยะอย่างคุณลิเลียพูดเเบบนี้ ผมก็มีหวังเเล้วล่ะ”
“ไม่ใช่อัจฉริยะด้วยค่ะ อีกอย่างถ้าคุณอ่านหนังสือโบราณมา หมายความว่า คุณเองก็ต้องรู้ดีเหมือนกันค่ะ”
“ก็ประมาณหนึ่ง เเต่ไม่ละเอียดเหมือนคุณลิเลียหรอกครับ”
(ถ่อมตัวไปได้ ที่หาพูดมาเนื้อหาในเกมทั้งนั้น)
เเม้ว่าภายนอกจะดูไร้เดียงสา เเต่ลิเลียสมกับเป็นางเอกตามคำโปรยของเกม มิธ ลิเลียเป็เด็กสาวผู้มีความฉลาดเก่งกาจ จิตใจอารี เเละรู้จักการวางตัว เป็ตัวละครลูกรักที่คนเล่นต่างเกลียดไม่ลง เพราะไม่มีอะไรให้หน้าตา จนน่าอิจฉามากเกินไป
“ฉันก็เเค่มีอาจารย์ที่ดีเองค่ะ”
“สุดยอดไปเลยนะครับ ผมนี่อิจฉาเลย”
“ทำไมเหรอคะ?”
“ก็เเบบผมต้องไปศึกษาในที่ต่างๆ มันลำบากมากเลยครับ”
“ต้องเป็การผจญภัยที่เเสนวิเศษมากเลยสินะคะ”
“ถึงจะเหนื่อย เเต่ก็คุ้มค่ากับการเสียเวลาครับ”
(ถ้าลดเวลาได้เหมือนเธอที่มีซิกม่าขี้โกงก็คงดีขึ้นเยอะ)
ผมกับลิเลียคุยกันเรื่อยเปื่อย ซึ่งเนื้อดูเมื่อไม่มีอะไรจนกระทั่ง ลิเลียมองมาที่ผมสักพักก่อนเธอจะยิ้มอ่อนด้วยความน่าขนลุกออกมา
“คุณโนวมอล ไม่ต้องถ่อมตัวก็ได้ค่ะ ฉันรู้อยู่ว่าคุณเป็คนยังไง?”
(!)
“พูดอะไรน่ะครับ คุณลิเลีย”
“ฉันสังเกตคุณมานานเเล้ว ทั้งร่างกายที่เเข็งทื่อ น้ำเสียงที่ฝืนธรรมชาติเป็บางครั้งคราว เเละที่สำคัญรอยยิ้มนั้นเช่นกัน เวลาคุณกำลังคิดว่าอีกฝ่ายเดินตามเกมของคุณ คุณมักจะยิ้มเเบบเ้าเล่ห์ออกมาเสมอ”
(นึกว่าเป็เเค่นางเอกที่ใสซื่อ เเต่เหมือนจะมีเขี้ยวเเอบเเฝงอยู่สินะ)
“วิเคราะห์ได้ละเอียดเเบบนี้ ฉันก็ไม่มีข้อเเก้ตัวสิ”
“เป็เเค่การสังเกตคร่าวๆ เองค่ะ”
ผมพอรู้ตัวว่าตัวเองมักมีนิสัยชอบยิ้มเวลาตัวเองได้ชนะใครสักคนจนหลายคนไม่ชอบขี้หน้า เเต่การที่โดนมองออก เเละประกาศออกมาชัดเจนเเบบนี้ เธอ้าอะไรกันเเน่ ทั้งที่ถ้าเงียบไว้ เเละหลอกใช้ความเข้าใจผิดของอีกฝ่าย เธอสามารถหาผลประโยชน์ในอนาคตได้อย่างง่ายดาย
“เเล้ว้าอะไรล่ะ ถ้ามองออกเเล้วว่าฉันไม่คนที่น่าเชื่อใจ เธอควรที่จะหลีกเลี่ยงการเข้าหาฉันสิ”
“คือว่า…พอมีคนขอเป็เพื่อนคนเเรกในเมืองหลวงเเล้ว มันก็เเบบ…คิดว่าถ้าปฏิเสธไป คงเป็การเสียมารยาทค่ะ อีกอย่าง…”
“อะไร?”
ลิเลียก้มหน้าลม เเละกุมมือทั้งสองวางบนหน้าตัก น้ำเสียงของเธอค่อนข้างสั่นเเสดงถึงความลังเลเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเว้น่ เเล้วสูดลมหายใจเรียกสติ
“ฉันคิดว่า คุณโนวมอลไม่ใช่คนไม่ดีหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นน่าจะเชื่อใจได้ระดับหนึ่งค่ะ!”
“เเล้วเธอเชื่อใจมากเเค่ไหนล่ะ? ระดับหนึ่งฉันไม่นับว่าเชื่อใจนะ”
“เอ…เออ…เเบบว่า…”
“ช่างมันเถอะ เธอจะไม่เชื่อใจฉันก็ได้นะ เพราะฉันเองก็ไม่ใช่คนดีขนาดนั้น”
“เเต่ที่บอกว่าจะรับผิดชอบนี่ คงไม่ผิดสัญญาใช่ไหมคะ?”
“ถึงจะเป็คนดูไม่น่าเชืิ่อถือ เเต่พูดจริงทำจริงนะ”
“คิก บอกว่าไม่ใช่คนดี เเต่ยอมรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำเนี่ย ย้อนเเย้งในตัวเองจังนะคะ”
“ความรับผิดชอบน่ะ มันไม่เเยกประเภทของคนหรอก”
ลิเลียเอามือปิดปาก เเละเเอบขำเล็กน้อย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมปล่อยมุกตลกอะไรออกมา หรือว่าเธอเป็คนหัวเราะง่าย
“ถ้างั้นเราลองมาพูดกันเเบบไม่เป็ทางการดีไหมคะ”
“ทำไมล่ะ?”
“ฉันก็เเค่อยากจะคุยกับเพื่อนเเบบไม่ใส่หน้ากากเข้าหากันเองค่ะ”
“ฉันยังไงก็ได้ เเต่ใครก็ตามสวมหน้ากากหมด ไม่ว่าจะเข้าใครนะ”
“ใช่ เเต่ฉันคิดว่าถ้าได้คุยกับคุณโนวมอลตัวจริง มันคงสนุกมากเลยค่ะ”
(เธอมีปมเเอบเเฝงหรือยังไง?)
ผมไม่เข้าใจเลยว่าตอนนี้ลิเลียกำลังเเสดงสีหน้าอะไรอยู่ น้ำเสียงก็นิ่ง ร่างกายขยับเป็ธรรมชาติ คิดได้อย่างเดียวว่าเธอคงมีความลับซ่อนอยู่
“เห้อ ถ้าไม่รังเกียจ เพื่อนที่ยุ่งยากนิดหน่อย ฉันจะยอมก็ได้”
“จริงเหรอคะ?”
“ได้เป็ตัวเอง ไม่เห็นมีอะไรเสียหายเลย มีเเต่เธอจะทนอยู่กับฉันได้หรือเปล่า?”
“จะพยายามค่ะ”
ผมที่ไม่ได้คิดอะไรมาก จึงยื่นมือออกไปอีกครั้ง ลิเลียที่เห็นดังนั้นจึงประหลาดใจ จุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักคือ ชื่อ
“เลิกเป็ทางการเเล้วมาทำความรู้จักใหม่กันเถอะ ฉันชื่อเอลเดล นอล หรือชื่อเล่น โนวมอล ยินดีที่ได้เป็เพื่อนกับเธอนะ ลิเลีย”
“ค-ค่ะ ฉัน มิธ ลิเลีย ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณนอล!”
“ภาพลักษณ์ก่อนหน้าหายไปไหนเเล้ว”
“คุณโนวมอลพูดกะทันหันเเบบนี้ ฉันก็ปรับตัวไม่ทันสิคะ!”
“บอกให้ฉันเลิกถ่อมตัว เเต่เธอดันขึ้นต้นชื่อฉันด้วยสรรพนามซะงั้น เรียกเเค่โนวมอลก็พอ”
“เเต่ชื่อจริงของคุณคือ นอล ไม่ใช่เหรอคะ?”
“ไม่เท่”
“อืม ถึงไม่ค่อยเข้าใจ เเต่จะพยายามดูนะคะ น-โนวมอล!”
(อย่างน้อยก็ดีขึ้นกว่าเดิม)
“เอาใหม่ ยินดีที่ได้รู้จัก ลิเลีย”
“อ-อา…เช่นกันค่ะ น-โนวมอล!”
ลิเลียก้มหน้าไม่สบตา ถึงเเม้เสียงของเธอจะกระตุกกระตัก เพราะความเขินอายของเธอ เเต่อย่างน้อยพวกเราก็ได้เปิดใจกันด้วยการเรียกชื่อจริง ผมหวังว่าอนาคตคงจะดีกว่านี้
{อีก 10 นาที จะเริ่มการสอบขอให้นักเรียนทุกคนไปเคลื่อนตัวไปที่สนามสอบอย่างรวดเร็ว}
“จะเริ่มสอบเเล้ว รีบไปกันเถอะ”
“…”
“ลิเลีย~”
“โนวมอล!”
เนื่องจากลิเลียอยู่ในอาการสมองไม่ทำงาน ผมเลยเดินเข้าไปกระซิบข้างหูเธอจนสะดุ้ง ลิเลียเอามือบนปิด เเละหันมามองด้วยใบหน้าเเดงก่ำ
“เเย่มากเลยค่ะ ไม่สนเเล้ว!”
“รีบไปซะล่ะ”
ลิเลียทำหน้าบึ้งเหมือนจะร้องไห้ก่อนจะเดินจากผมไปอย่างรวดเร็ว ผมเเอบขำเล็กน้อยก่อนจะตามหลังเธอไป ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ยอมหันหน้ามามองผมเลย
---
“คนเยอะจังเลยนะ”
“…”
“ก็สมกับเป็สถาบันเเอสทาเรียดี ยังไงก็เป็ที่หมายตาของคนที่้าประสบความสำเร็จอยู่เเล้ว”
“…”
“ขอโทษละกัน คราวหน้าจะเข้าไปเขย่าไหล่ก็พอ”
“…”
“ขอโทษครับ ผมผิดไปเเล้ว!”
ผมถาม เเละตอบตัวเองไปเรื่อย เพราะลิเลียโกรธมากจนไม่หันกลับมาคุย จนผมต้องงัดไม้ตายเดินตัดหน้าเธอ เเละหมอบลงขอโทษ
“เห้อ ลุกขึ้นมาเถอะค่ะ เดี๋ยวมีคนมาเห็นพอดี”
พี่ถอนหายใจ เเละไหว้ผมทันที เธอคงรู้ตัวว่าผมคงจะไม่ยอมถอยจนกว่าเธอจะรับคำขอโทษ ซึ่งถือว่าเธอตัดสินใจได้ดีเลย
“ถ้าอย่างงั้นคุณโนวมอล อยากจะทำอะไรหลังจบการศึกษาเหรอคะ?”
“ไม่รู้สิ ตอนนี้เเค่คิดว่า จะเอาเงินทุนจากนักเรียนยศเพชร ไปกินอาหารเเพงๆ เเละนอนเล่นไปวันๆ อย่างาาน่ะ”
“นักเรียนยศเพชรไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ นี่คะ อย่างน้อยก็ต้องสร้างผลงานเป็ท็อปสิบของการสอบเข้า สถาบันถึงจะพิจารณาให้ไม่ใช่เหรอคะ?”
“ก็อันดับหนึ่งมันล็อกให้ฉันเเล้วนี่นา ทำไมฉันจะต้องไปคิดมากล่ะ”
“ความมั่นใจเต็มเปี่ยมเหมือนเดิมเลยนะคะ ส่วนฉันเเค่หวังให้สอบผ่านก็เธอ”
“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ เธอนี่เเหละ ผู้งตัวเต็งในการสอบครั้งนี้ เผลอๆ ฉันกลัวที่หนึ่งตกเป็ของเธอด้วยซ้ำ”
“ไม่ไหวหรอกค่ะ ฉันไม่ได้มีความสามารถมากมายที่จะคว้าที่หนึ่งได้เลย โดยเฉพาะในการสอบภาคปฏิบัติ”
(เเต่ซิกม่าของเธอมันโคตรโกงเลยนะ)
ทุกคนที่เล่น ulofan ต่างรู้ดีว่าผู้พัฒนาให้พลังผู้เล่นมากเเค่ไหน ตัวละครเอกอย่างลิเลียมีซิกม่าสุดขี้โกงนั่นคือ เจตจำนงเเห่งผู้กล้าอาเธน ซึ่งจะคอยชี้นำตัวเอกพัฒนาความสามารถทัดเทียมกับอดีตผู้กล้าที่เเข็งเเกร่งที่สุด ซิลเวีย อาเธน ความหวังเเห่งมนุษย์ผู้ปราบจอมมารซาตานลงได้
“ล้อเล่นหรือเปล่า?”
“ไม่ได้ล้อเล่นค่ะ”
“ไม่ต้องคิดมากหรอก ยังไงฉันก็ได้ที่หนึ่งอยู่เเล้ว”
“ทำไมฉันเริ่มมีความคิดที่ว่าตัวเองชักอยากเป็ที่หนึ่งเเทนเเล้ว”
ลิเลียโกรธที่ผมไม่เชื่อเธอ เเต่จะให้ผมบอกว่าเธอจะไม่ได้ที่หนึ่งได้ไงล่ะ เพราะตามเนื้อเื่เกม เธอก็ถูกบังคับให้ได้ที่หนึ่ง เเถมยังมีความสามารถของผู้กล้าที่ไร้เทียมทานอีก คิดยังไงก็ไม่มีทางเป็ไปได้เลยที่เธอจะไม่ได้ที่หนึ่ง ถ้าไม่นับว่าผมว่าเป็ผู้เข้าสอบ
--
หลังจากที่เดินมาได้สักพัก ผม เเละลิเลียก็มาถึงสนามสอบที่คล้ายโคลอสเซียมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ตึกสอบ มันทำมาจากวัสดุที่ทนทาน เเละเสริมความเเข็งเเกร่งด้วยเวทมนตร์ พวกเราเข้าไปข้างในกับกลุ่มผู้เข้าสอบ เเล้วพบกับผู้คุมที่ยืนอยู่กลางสนาม เมื่อมองออกไปรอบๆ ก็พบกับผู้คนมากมายที่ชำเลืองสายตามองลงมาพร้อมเสียงร้องก้องกังวานจนเเยกไม่ออกว่ามีเสียงใครบ้าง
“ขอต้อนรับผู้เข้าสอบทุกท่านเข้าสู่สนามประลองอันมีเกียรติของสถาบันเเอสทาเรีย อารีน่า!”
“อารีน่า อารีน่า อารีน่า!”
“เห็นผู้ชมที่น่ารัก เเละผู้เข้าสอบอันมีเกียรติมาเยือนเเล้ว ถ้าดิฉันไม่เเนะนำตัวก็คงจะเสียมารยาทเเน่เลย”
“โอ้!”
มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ถือถือไมค์นั่งอยู่ตรงบริเวณผู้ชมกำลังส่งเสียงหนักเเน่น เเละชูนิ้วชี้ขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับเสียงประสานของผู้ชมดังพร้อมเพรียงกัน นี่มันไม่ต่างกับบรรยายายเเข่งขันฟุตบอลในลีคชื่อดังเลย
“ดิฉัน ตัวเเทนจากสภานักเรียนรุ่นที่ 68 ฝ่ายเลขานุการ ฮาล ดีฟ ฮารเต้ จะทำหน้าที่เป็ผู้บรรยายการสอบภาคปฏิบัติ ครั้งที่ 69 เองค่ะ!”
ผู้หญิงคนนั้นมีผมยาวสีดำเงา ดวงตาของเธอมีสีเหลืองเปล่งประกาย รูปร่างหน้าตาจัดอยู่ในมาตรฐานของไอดอลที่ใครต่างชื่นชอบ น้ำเสียงของเธอนั้นสดใส เเละร่าเริง ไม่ว่าใครฟังต่างก็ต้องเคลิ้มตาม เธอชูไมค์ตรงไปข้างหน้า สักพักก็ปรากฏเเสงสว่างผ่านไมค์ฉายภาพหนึ่งขึ้นมา
“เรามาเริ่มตั้งเเต่อธิบายกฎกันเถอะค่ะ สำหรับธรรมเนียมการสอบภาคปฏิบัติของสถาบันเเอสทาเรียนั้น เราจะมีชื่อทางการคือ เซอไวรอล คิง (Surviver king าาผู้อยู่รอด) สำหรับเงื่อนไขในการได้คะเเนนก็ง่ายๆ ใครก็ตามที่สามารถยืนอยู่รอดเป็คนสุดท้ายได้ คนนั้นก็จะได้คะเเนนเต็มค่ะ”
(เป็การสอบที่ไม่ปรานีใครเลยจริงๆ)
เป็ไปตามที่คิดไว้ สมกับเป็สถาบันที่เป็หน้าตาของอาณาจักร การสอบต้องยากแค้นในระดับหฤโหดอยู่เเล้ว การสอบนี้คือการเฟ้นหาคนที่เเข็งเเกร่งที่สุดเพียงเท่านั้น
“เเต่ความเป็กลาง เเละความเท่าเทียมเเก่ผู้เข้าสอบทุกท่าน เราจะมีกติกาอยู่สามข้อ หนึ่งคือ ผู้เข้าเเข่งขันทุกคนต้องใช้อุปกรณ์ตามที่ทางเราจัดเตรียมให้เท่านั้น เพื่อเเสดงให้เห็นถึงศักยภาพสูงสุดของผู้เข้าสอบ”
“สอง ไม่ต้องห่วงเื่ความปลอดภัย ในมือของพวกท่านจะมีเเหวนระบุตัวตนอยู่ สิ่งที่จะมีความสามารถในการตรวจจับสถานะของผู้ถือครอง ถ้าเกิดได้รับาเ็จนเกิดหมดสติ เเหวนจะะเิออกเพื่อรักษาผู้ใส่อัตโนมัติ ตอนนั้นผุ้เข้าสอบจะถูกตัดสินว่าตกรอบเป็ที่เรียบร้อย”
“เเละสาม ในกรณีที่ฝ่าฝืนกฎข้อใดก็ตาม กรรมการผู้คุมสอบที่อยู่นอกสนามทั้งสองท่านจะเป็คนเข้าไปลงมือจัดการโดยทันที ดังนั้นขอรบกวนผู้เข้าสอบทุกท่านให้ความร่วมมือด้วย”
จากที่ผมฟังข้อบังคับมาก็ดูเหมือนที่นี่จะให้ความใส่ใจเื่ความปลอดภัยของผู้เข้าสอบระดับหนึ่ง เเต่ที่น่าเเปลกใจคือไม่นึกว่าเเหวนระบุตัวตนจะมีความสามารถอื่นเพิ่มเติมด้วย
“สิ้นสุดการอธิบายข้อบังคับเเล้ว ต่อไปคือ การเเบ่งกลุ่มผู้เข้าสอบ การสอบนั้นจะเเบ่งออกเป็สี่รอบ รอบละ 100 คน โดยจะมีสี่กลุ่มคือ A B C D รวมทั้ง 400 คน ซึ่งผู้มีสิทธิได้รับคะเเนนสอบจะต้องเป็คนที่เหลือรอด 40 คนเเรกเพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นการสอบนี้เราจะคัดเเค่ 160 คนสำหรับคนสำหรับการผ่านการสอบภาคปฏิบัติ สิ้นสุดการชี้เเจงเเล้ว โปรดผู้เข้าสอบตรวจสอบกลุ่มของท่านได้เลย!”
ผมรับรู้ได้ถึงเเหวนระบุตัวตนในมือขวาที่ร้อนขึ้น พอหันลงไปมองก็พบกับตัวอักษรปรากฎขึ้นมา ผมนั้นได้กลุ่ม A ซึ่งเป็กลุ่มเเรกนั่นเอง
“ฉันได้ A เธอล่ะ ลิเลีย”
“ฉันได้ D ค่ะ เป็กลุ่มสุดท้ายเลย”
“ดีเเล้วที่เธอไม่ได้เจอกับฉัน ฉันไม่ค่อยอยากรุนเเรงกับเพื่อนสักเท่าไหร่ด้วยสิ”
“ฉันก็คิดเหมือนกันค่ะ”
ผมกับลิเลียมองดูเเหวนของต่างฝ่าย เห็นได้ชัดเลยว่าผม เเละเธอนั้นอยู่คนละกลุ่ม หมายความว่าเราจะไม่ได้สู้กันนั่นเอง นับเป็เื่โชคดีเพราะถ้าผมสู้กับเธอคงจะเหนื่อยนิดหน่อยเเน่นอน
“เพื่อความตื่นเต้น ต่อไปนี้จะเป็รายชื่อของผู้เข้าสอบในเเต่ละคุณให้ผู้ชมได้ดูค่ะ”
(โอ้ นั่นมัน…)
ผมเงยหน้าขึ้นไปมองภาพฉายซึ่งมีรายชื่อนับร้อยเรียงอยู่ ภายในนั้นมีชื่อของผมที่อยู่กล่มเเรก เเต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะสิ่งที่ผมสนใจคือ คนหนึ่งที่ผมเล็งมองมานานเเล้วต่างหาก
“สำหรับกลุ่ม A เราก็มีสิ่งเร้าใจเปิดสนามเสียเเล้ว ดาวเด่นของกลุ่มก็คือเ้าชายมิลมิเลี่ยนของพวกเรานั่นเอง!”
(ยอดเยี่ยม!)
ผมไม่อาจหุบยิ้มเมื่อได้เห็นหน้าของเ้าชายบนภาพฉายที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับผม มือทั้งสองกำเเน่นด้วยความตื่นเต้น ไม่รู้ทำไมผมชักอยากที่จะเริ่มสอบเร็วๆ เเล้วสิ
“เเต่ทว่า กล่ม B ก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีลูกสาวของสองดยุคอันเลื่องชื่อไม่ว่าจะเป็ คุณหนูเเคสโตเวีย หรือคุณหนูโรซาเรส ที่มีการถกเถียงกันว่าใครจะเป็สตรีผู้งดงามที่สุดในอาณาจักร!”
“เเต่กลุ่ม C ก็น่าสนใจเหมือนกัน เพราะมีถึงหน้าใหม่ไฟเเรงที่เป็ที่ยอมรับอย่างมากจากกองอัศวินว่า เขาจะคือเซียนดาบคนใหม่ในอนาคต ฟอรท คริส บุตรชายของหัวหน้าอัศวินวาก้า!”
“เเละสุดท้ายที่ควรพลาดกับกลุ่ม D บุตรสาวของจอมปราญช์เมอร์ลิน ผู้สือทอดเวทมนตร์เก้าดาราอันยิ่งใหญ่ ฮาเรอร่า วี วาเร็ตต้า!”
ผมยืนฟังที่เลขานุการนักเรียนสาธยายไปทั่วถึงความน่าทึ่งของพวกชนชั้นสูง ซึ่งก็อยากที่จะตอบโต้กลับไปเหมือนกัน เพราะคนที่ควรจับตามองไม่ใช่ ลูกสาวของเมอร์ลินขี้เหล้านั่นหรอก เเต่ควรเป็ลิเลียต่างหาก เพราะเธอคือผู้สืบทอดผู้กล้าเเห่งความหวัง ซิลลาน อาเธน
“ถ้าผู้เข้ารู้กลุ่มสอบเเล้ว เราจะเริ่มจากกลุ่ม A เป็อันดับเเรก ขอความกรุณาผู้เข้าสอบกลุ่มอื่นออกจากสนามทางประตูตะวันตก เเละกลุ่ม A ไปหยิบอาวุธทางประตูตะวันออกด้วยค่ะ”
“งั้นฉันไปก่อนนะ”
“โชคดีนะคะ คุณโนวมอล”
ผมโบกมือจากลาลิเลียก่อนที่จะหันหลังไปประตูตะวันออก เมื่อเดินเข้าไปก็พบกับอาวุธมากมายที่ใส่ตะกร้า หรือเเขวนไว้บนผนังให้เลือกใช้ เรียกได้ว่าเป็คลังสมบัติของเเท้
“เยอะเป็บ้าเลยเเหะ เอาชิ้นไหนดีนะ นี่ก็ดี อันนั้นก็เจ๋ง…”
ผมไล่จับอาวุธทุกชิ้นไป เเละตรวจสอบคุณภาพของมันไปอย่างช้าๆ เริ่มจากดาบยาว มีดสั้น ขวาน หอก เเละอื่นๆ ผมเยอะมากจนไม่รู้จะใช้อะไรเลย
“ฮ่าๆๆ เเกมาพร้อมกับความคิดเเบบนั้นเหรอ? นี่เเกไม่มีอาวุธที่ถนัดเลยงั้นรึ? ไอ้กระจอก”
ผมได้ยินเสียงวาเซ่หัวเราะจากด้านหลัง ในมือของเขาถือดาบยาวสองมือ ใบหน้าของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่อยากบดขยี้ผม
“วาเซ่อย่าไปเสวนากับคนไร้ค่าเเบบมันเลย เสียเวลาเปล่า”
“นั้นสินะ รีบไปรวมตัวกลับองค์ชายดีกว่า ไอ้กระจอกนี่คงกลัวขี้เเตกเเล้ว”
“ไม่ได้ยินเลยวะ”
ริชารตโน้มน้าวให้วาเซ่ทิ้งผมไว้ วาเซ่ที่ได้ดูถูกจนพอใจ เขาก็เดินไปพร้อมกับริชารต เเต่ทว่าผมไม่ค่อยชอบให้โดนเปิด เเล้วไม่สู้อะดิ
“ขอโทษที่นะ พอดีพอหูฉันได้ยินเสียงหมาเห่าไม่ค่อยดี”
ผมทำหน้าบื้อเเคะขี้หูโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว ว่าเซ่ที่มีความเดือดต่ำในการอดทนต่ำ เขาก็ได้กัดฟัน กำหมัดพร้อมที่จะเข้ามาฟันผม
“ไปได้เเล้ว”
“วาเซ่อย่าไปยุ่งดับมันเลย องค์ชายเรียกเเล้ว!”
“ชิ ฝากไว้ก่อนเถอะ เเกไม่ตายดีเเน่!”
เสียงขององค์ชายเข้ามาเตือนสติวาเซ่จนต้องล่าถอย ถึงจะเเค่แปปเดียว ผมก็เห็นองค์ชายที่จ้องผมด้วยสายตาอำมหิตอยู่ เขาคงอยากจะสั่งสอนผมในอารีน่าอย่างเเน่นอน
{การสอบจะเริ่มเเล้ว ได้โปรดผู้คนสอบรีบออกจากประตูทางตะวันออกทันที}
“เอาเป็ว่าขนไปหมดเลยเเล้วกัน!”
เนื่องจากเวลาเหลือไม่มาก เพราะอยากบวกกับวาเซ่ ผมเลยเทตะกร้าใส่อาวุธออก เเละหยิบอาวุธให้ได้มากที่สุดใส่ตะกร้าก่อนจะรีบเดินออกมา
“โอ้ดูนั่นสิคะ คุณผู้ชม ชายไร้ชื่อ เอลเดล นอลได้ออกมาเเล้วค่ะ ว่าเเต่ทำไมเขาถึงขนอาวุธมามากมายนะ ฉันหาคำตอบไม่ได้จริงๆ ค่ะ!”
(รู้กระทั่งชื่อด้วยเหรอนี่ ไอ้เเหวนนี่มันจะอเนกประสงค์ไปเเล้ว)
ชื่อ เเละหน้าของผมปรากฏบนหน้าจออย่างไม่เต็มใจ ผมที่เห็นดังนั้นจึงวางตะกร้าอาวุธบนสนาม เเล้วมองไปยังเเหวน ที่ส่องเเสงสว่าง ผมเริ่มคิดเเล้ว่า เเหวนนี้มันน่าพิศวงเกินไปเเล้ว
“เอาล่ะ ผู้เข้ากลุ่ม A ก็ครบเป็ที่เรียบร้อยเเล้ว เรามาเริ่มการสอบภาคปฏิบัติกลุ่่ม A กันเถอะค่ะ ถ้าทุกท่านพร้อมเเล้ว มานับถอยหลังพร้อมกัน1 2 3!
“1! 2! 3!”
“เริ่มการสอบได้!!!!”
เสียงของพิธีกรดังลั่นเป็การเริ่มสัญญาณการต่อสู้บนสังเวียนของผู้อยู่รอด ผมที่ได้ยินดังนั้นจึงหยิบดาบยาวในตะกร้าขึ้นมาเตรียมพร้อม
“หึ นายเองสินะ ที่ขัดอารมณ์องค์ชาย ไอ้สามัญชน”
(ก็รู้ตัวหรอกนะ คนมันน่าโดนกระทืบ เเต่ก็ไม่นึกว่ามันจะมาเร็วเเบบนี้)
ผมหันข้างไปก็พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีหน้าตาหล่อเหลากว่าผมกำลังจ้องมองผมด้วยท่าทีเหยียดหยาม เขาสะพายดาบไว้บนบ่าด้วยท่าทีสบาย ผมสีดำยาวผิดตาของเขาไปข้างหนึ่ง เเสดงให้เห็นความเป็หนุ่มฮอตที่ใครต่างชื่นชอบ
“ไม่รู้หรอกนะว่า นายมีสมองรึเปล่า เเต่คนที่กล้าสามห้าวต่อเชื้อพระวงศ์ เป็ฉันก็ทนอยู่เฉยไม่ได้เหมือนกัน ถ้ากำจัดนายออกจากสนาม องค์ชายคงจะตกรางวัลให้อย่างดี”
“ดูนั่นสิคะ คุณผู้ชม บุตรชายเเห่งขุนนางที่ดิน อัลเบริก เอริก เริ่มเคลื่อนไหวเเล้ว เป้าหมายของเขาคือ เอลเดล นอลด้วย เขาจะรอดไหมนะ หรือจะจบการสอบเพียงเท่านี้!”
“สำหรับนาย ฉันคงให้ตัวเลือกเเค่ ตกรอบ ล่ะนะ”
ผมถอนหายใจเล็กน้อย ในเวลานี้เเม้เเต่พิธีกรก็ไม่ให้ความเป็กลางเลย เธอตัดสินผมจากข้อมูล เเละชื่อเสียง จนไอ้คนที่อยู่ตรงหน้ามันก็ยิ่งได้ใจไปใหญ่
“จะเก๊กหล่อไปทำไม มีดาบไว้ประดับเหรอ?”
“นายจะพูดเเบบนี้ได้เเค่ตอนนี้เท่านั้นล่ะ ลาก่อน ดาบทะลวงชีพ!”
เอริกนำดาบออกจากไหล่ เเละบิดตัวอย่างรวดเร็ว มือขวาที่จับด้ามดาบได้ใช้เเรงอันมหาศาลพุ่งเเทงตรงมาทางผมด้วยความเร็วสูง ซึ่งผมก็ใช้เเรงที่มีฟาดดาบลงมาในเเนวตรงเเทน
เปร้ง!!!!!!!!
ผมเห็นภาพช้าของดาบที่ปะทะกัน สิ่งที่เห็นไม่ใช่ดาบของใครที่กำลังเอื้ิอมไปถึงอีกฝ่าย เเต่มันเป็เศษดาบที่เเตกกระจัดกระจายล่องลอยอยู่บนอากาศต่างหาก
“ไม่น่าเชื่อ! ดาบของทั้งสองเเตกพังไปเเล้วค่ะ ท่านผู้ชม!”
“ใอะไร ยังไม่จบสักหน่อย”
อั๊ก!
หลังจากที่ดาบของผมพังทลายไปด้วยน้ำมือของผม หมัดซ้ายของผมก็ชูขึ้นกำเเน่นจนได้ยินเสียง ภายในพริบตามันก็ถูกปลดปล่อยซัดเข้าที่หน้าของเขาจนเละไม่เหลือเค้าโครงความหล่อ หมัดของผมชกร่างของคนที่เหม็นขี้หน้าซัดปลิวพาคนที่อยู่ระหว่างทาง ลอยกระเเทกไปตามเขาจนสุดผนังอารีน่า
“ดีนะที่พกมาเยอะ”
ผมเดินไปหยิบดาบยาวเล่มใหม่ในตะกร้า พอหันไปดูผลงานตัวเองก็พบว่าไม่ใช่เเค่เอริก ดูเหมือนจะมีคนโดนลูกหลง แล้วหายออกไปจากสนามสามคนเลยทีเดียว
“บ้าไปเเล้ว! เอลเดล นอล ชายปริศนาไร้ชื่อ เเถมยังเป็สามัญชนได้ทำการเปิดสนามน็อคเอาท์ ผู้เข้าสอบไป 4 คนเรียบร้อยค่า! หรือว่าเขาจะเป็ม้ามืดเเห่งกลุ่ม A กันเเน่!”
“เป้าหมายฉันคือ เ้าชาย ถ้าพวกนายไม่อยากตกรอบ ก็อย่ามาขวางทางเเล้วกัน!”
ผมะโด้วยความหงุดหงิด ก่อนที่จะหยิบดาบเล่มใหม่ขึ้นมาใช้ ผมมองไปที่เ้าชายที่ยืนมองผมด้วยสายตาเ็า ซึ่งก็มีคนระหว่างทางไปอยู่บ้าง ผมจึงต้องออกเเรงทำให้ตกรอบไปทีละคนอย่างช่วยไม่ได้
--