กลิ่นหอมของใบเตยจากด้านหลังรถประสมกับเครื่องปรับอากาศเย็น ๆ ด้านหน้ารถทำให้เพื่อนรักทั้งสองต่างนั่งเงียบ ๆ ฟังเพลงลูกทุ่งด้วยความเพลิดเพลินตลอดเส้นทางที่อยู่บนแท็กซี่สีเขียวเหลืองคันนี้
ทีปกรนั่งข้างคนขับรถเพื่อคอยบอกเส้นทางกลับบ้าน ส่วนเกียกกายนั้นนั่งอยู่ด้านหลังคนขับเหม่อมองออกไปด้านนอก คิดว่าการนั่งเฉย ๆ โดยไม่ต้องขับรถรู้สึกสบายอย่างนี้นี่เอง โชคดีที่การจราจรบนท้องถนนในตอนนี้คล่องตัวกว่าช่วงเย็นที่ติดจนแทบจะกลายเป็นลานจอดรถขนาดใหญ่ ไม่อย่างนั้นทีปกรคงหัวเสียบ่นตลอดเส้นทางเป็นแน่
“พี่กายขา” เสียงเรียกหวานหูพร้อมเอนศีรษะซบลงบนไหล่หนาของเกียกกาย มือบางข้างขวาสอดประสานไปยังมือข้างซ้ายของเกียกกาย ทำให้ผู้ถูกสัมผัสถึงกับสะดุ้งโหยงเพราะกระแสความเย็นเฉียบส่งผ่านมายังมือของตน
“เฮ้ย!” เสียงอุทานออกมาเบา ๆ ด้วยความตกใจมองหญิงสาวที่ใช้ศีรษะซบอยู่บนไหล่ของตน ทีปกรหันมามองเพื่อนรักด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรจึงหันกลับไปดังเดิม
“นะ… น้องน้ำฟ้า…” เสียงเรียกชื่อตะกุกตะกักพร้อมทั้งอาการนั่งแข็งทื่อ หัวใจเริ่มเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาอยู่ด้านนอก เพราะรู้ดีว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นี้เป็นวิญญาณอย่างแน่นอน
“พี่กายขา… ไม่ต้องกลัวน้ำฟ้าหรอกนะคะ น้ำฟ้าแค่จะมาลาพี่กายเท่านั้นเอง” วิญญาณสาวยังคงซบอยู่บนไหล่ของเกียกกาย มือบางข้างซ้ายถูวนไปมาบนหลังมือของชายหนุ่มที่ไม่ได้เข้าเฝือก ถึงแม้ว่าอากาศภายนอกนั้นจะเย็นสบายแค่ไหนแต่ภายในร่างกายนั้นกลับร้อน ๆ หนาว ๆ จนเหงื่อเริ่มซึมออกมา
“พี่กายรู้ไหมคะว่าพี่เป็นคนใจดี แม้จะได้อยู่ด้วยกันแค่วันเดียว แต่น้ำฟ้าก็มีความสุขมาก ๆ จนอยากจะได้พี่กายมาเป็นของตัวเอง” น้ำฟ้ากระซิบข้างหูในประโยคสุดท้าย ยิ่งทำให้ผู้ฟังขนลุกเกรียวไปทั้งตัว
"พี่กายเป็นผู้ชายคนแรกเลยนะคะที่ปฏิเสธร่างกายของน้ำฟ้า นั่นยิ่งทำให้รู้ว่าพี่มีความรักมั่นคงมากแค่ไหน ถ้าชาติหน้ามีจริงน้ำฟ้าอยากให้พี่กายแบ่งความรักนี้ให้กับน้ำฟ้าบ้าง… ลาก่อนนะคะพี่กาย ถึงเวลาที่น้ำฟ้าต้องไปแล้ว” หญิงสาวยิ้มหวานให้กับเกียกกาย พร้อมทั้งหอมแก้มฟอดใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่วิญญาณจะค่อย ๆ สลายหายไป
“ไอ้กาย ไอ้กาย” ทีปกรเปิดประตูรถด้านหลังคนขับพร้อมทั้งเขย่าตัวเพื่อนรักไปมา เกียกกายลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงียก่อนจะหันซ้ายแลขวามองหาหญิงสาวที่เคยนั่งอยู่ด้านข้าง
“หลับลึกอะไรขนาดนั้นวะฉันเรียกตั้งนาน แล้วมองหาอะไรอยู่ลงจากรถได้แล้ว ลุงแกจะได้ไปรับลูกค้าต่อ”
“ขอโทษด้วยครับลุง” เกียกกายรีบลงจากรถทันทีเมื่อรู้ว่าตนกำลังทำให้คุณลุงขับรถแท็กซี่เสียเวลา พร้อมทั้งยกมือไหว้เพื่อเป็นการขอโทษ
วันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 21.48 น.
“นายรู้ไหมว่าฉันเจออะไรมาเมื่อกี้” เกียกกายจับแขนทีปกรทั้งยังมองด้วยสีหน้าจริงจัง
“รู้สิทำไมจะไม่รู้”
“นายรู้อะไร” จากสีหน้าจริงจังเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความสงสัยทันที
“ฉันเห็นน้องน้ำฟ้านั่งข้างนายมาตลอดทาง จนมาถึงหน้าบ้านน้องก็บอกกับฉันว่า ‘ขอบคุณที่ทำให้น้ำฟ้าได้มาเจอกับพี่กายอีกครั้งนะคะ’ แล้วฉันก็เห็นยมทูตมาพาตัวน้องไป” ทีปกรพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว “และที่สำคัญยมทูตไม่ได้พาตัวน้องน้ำฟ้าไปคนเดียว…”
“มีใครไปอีกวะ” เกียกกายถามขึ้นด้วยความอยากรู้
“ฉันเห็นวิญญาณของน้องแพรวยืนอยู่ตรงนั้นด้วย” เมื่อพูดจบทีปกรจึงเปิดประตูเดินเข้าบ้าน ทิ้งให้เกียกกายยืนอ้าปากค้างด้วยความอึ้ง เพราะก่อนหน้านี้ตนเคยบอกกับทีปกรไว้ว่าคงเป็นเวรเป็นกรรมของแพรว แต่ไม่คิดว่าแพรวจะต้องตายจริง ๆ
“ขนลุกว่ะไอ้ที เหมือนมีใครกำลังมองเราอยู่เลยว่ะ” เกียกกายรีบเดินตามทีปกรเข้าบ้านพร้อมทั้งใช้มือถูไปยังต้นคอของตัวเอง
“นายน่ะคิดมาก น้องเขาไปแล้ว” ทีปกรหันกลับมาพูดกับเกียกกายพร้อมทั้งเดินกลับมาลากแขนให้เพื่อรักรีบเดิน
เกียกกายยังคงยืนนิ่ง ใช้สายตาสอดส่ายไปทั่วบริเวณบ้าน และหยุดชะงักเมื่อเห็นสายตาคู่หนึ่งตรงกำแพงรั้วกำลังจับจ้องมายังตนและทีปกร
“โอ๊ย…ป้ามาแอบมองอะไรมืด ๆ ตรงนี้เนี่ย ตกใจหมด” เกียกกายโวยวายเสียงดัง ทำให้ป้าดีผู้ที่แอบมองเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ “อ้าว เดินหนีเฉยเลยว่ะ”
“ช่างเขาเถอะน่า เข้าบ้านดีกว่า อึ๋ย…” ทีปกรพูด พร้อมทั้งพยายามออกแรงดันให้เกียกกายเดินเข้าบ้าน