ใครในกระจกคือฉันใช่หรือเปล่า

    ตอนที่ 2 การแลกเปลี่ยน (2/2)

            เธอตื่นขึ้นพร้อมเสียงพัดลมหมุนช้า ๆ ร่างเปียกเหงื่อ เสื้อชื้นแนบผิว ห้องกลับเป็๲เหมือนเดิม เตียง หน้าต่าง ทุกอย่างอยู่ตำแหน่งเดิม เธอหายใจแรง ใจยังเต้นไม่เป็๲จังหวะ ยกมือเช็ดหน้า เหงื่อเย็นติดนิ้ว สายตาเหลือบไปที่ห้องน้ำ ประตูเปิดแง้มเล็กน้อย แสงจากถนนลอดผ่านเข้าไป สะท้อนกับกระจกในนั้นเป็๲แผ่นขาว มีนาเพ่งดู แล้วชะงัก

            บนผิวกระจกมี “รอยไอน้ำ” เกาะอยู่ เป็๞รูปคล้ายฝ่ามือและลมหายใจที่เพิ่งเป่าจากด้านใน เธอขยับเข้าใกล้ทีละก้าว รอยฝ่ามือจางลงช้า ๆ เหมือนคนถอยห่างออกจากอีกฝั่ง

            มีนาไม่แน่ใจอีกแล้วว่า ตื่นอยู่ หรือยังฝันอยู่ เธอยกมือแตะผิวกระจกเบา ๆ เย็นเฉียบเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ตอนที่ปลายนิ้วนั้น๼ั๬๶ั๼ไอน้ำข้างในกลับ “ขยับ” ตามแรงแตะของเธอ เหมือนมีอีกคนแตะกลับมาพอดี เธอชะงักถอยหลัง แสงจากนอกหน้าต่างดับลงอีกครั้ง

            ในความมืด เธอได้ยินเสียงพัดลมหมุนต่อเนื่อง ครืด... ครืด... สม่ำเสมอเหมือนทุกครั้งเหมือนเสียงลมหายใจของใครบางคนที่อยู่ “อีกฝั่ง” ของห้อง

             

             

             

            เสียงรถเมล์จากถนนใหญ่ลอดเข้ามาถึงหน้าต่างกระจกบานเก่าของออฟฟิศ แสงแดดสาดแรงกว่าทุกวัน มีนาก้าวเข้ามาในห้องทำงานเงียบ ๆ กลิ่นน้ำยาเช็ดพื้นจาง ๆ ลอยแตะจมูก เธอแต่งกายเรียบร้อยแต่สีหน้าซีด เหมือนคนนอนไม่พอ ตาแดงจากการสะดุ้งตื่นกลางดึกหลายครั้ง

            เพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ เงยหน้ามามองแล้วยิ้ม “อ้าว แกยังอยู่อีกเหรอ? เมื่อเช้าเห็นยื่นเอกสารให้หัวหน้าแล้วนี่”

            มีนาชะงัก มือที่กำลังวางกระเป๋าค้างกลางอากาศ “เมื่อเช้า?”

            “ก็ใช่สิ ตอนเจ็ดโมงกว่า ๆ นู่น แกเดินมาพร้อมแฟ้มฟ้า ๆ ไง ฉันยังทักเลยแต่แกไม่ตอบ”

            เธอยืนนิ่งอยู่วินาทีหนึ่ง “ฉันเพิ่งมา”

            เพื่อนหัวเราะเบา ๆ “อ้าว อย่าลืมสิ แกคงง่วงมากละมั้ง” พูดจบก็ก้มหน้ากลับไปพิมพ์งานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            มีนามองรอบออฟฟิศ ทุกคนทำงานเหมือนปกติ ไม่มีใครสังเกตเลยว่าคนตรงนี้ “เพิ่งมาถึงจริง ๆ”

             

             

            เธอเดินไปวางของที่โต๊ะ ไฟเหนือหัวกะพริบสั้น ๆ หนึ่งครั้งก่อนนิ่งในแสงขาวจ้า เธอเห็นเงาตัวเองสะท้อนบนจอมอนิเตอร์ หน้าตรง แขนวางบนโต๊ะ แต่เมื่อเธอขยับมือ เงาในจอกลับยังนิ่ง มีนารีบกะพริบตา มองอีกทีทุกอย่างกลับตรงกัน เธอหายใจเข้าลึก ยกมือกดเมาส์ ทำเป็๲ไม่สนใจ ตลอดเช้าความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองไม่หายไปเลย

             

             

            ตอนพักเที่ยง เธอเดินออกจากห้องไปซื้อกาแฟ ออฟฟิศ๰่๭๫นั้นเงียบจนได้ยินเสียงรองเท้าแตะพื้นกระเบื้อง โถงทางเดินมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ทอดยาวจนถึงประตูด้านหน้า แสงแดดสะท้อนเข้ามาแรงจนพื้นขาวพร่า เธอเดินตามแนวกระจก ในสายตาเห็นเงาของตัวเองเดินขนานกันไป ห่างออกไปเพียงครึ่งก้าว จังหวะหนึ่ง เธอชะลอความเร็วลง แต่ภาพในกระจก “ยังเดินต่อ” ก้าวสวนหน้าเธอไปเล็กน้อยแล้วหยุดหันกลับมา

            มีนาหยุดเดินในกระจก เธอเห็นตัวเองยืนหันหน้าเข้าหา เหมือนคนที่รอให้สบตา ดวงตาในเงาดูมืดกว่าปกติ เหมือนมีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างใน หัวใจเธอเต้นแรง จังหวะไม่สม่ำเสมอ เธอหันกลับไปมองทางเดินข้างหลัง ไม่มีใคร กลับมามองกระจกอีกที เงานั้นยังยืนอยู่ที่เดิม แต่ “ไม่ใช่เธอ” อีกแล้ว

            ผมอีกฝ่ายถูกจัดทรงงให้เรียบร้อยกว่า เสื้อที่ใส่ไม่มีรอยยับ และที่สำคัญ มันยิ้ม รอยยิ้มคงอยู่ในนั้นแม้เธอจะถอยหลังช้า ๆ ใบหน้าในกระจกยังคงนิ่งแต่ดวงตาขยับตามทุกก้าว

            เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากปลายโถง เธอสะดุ้งหันไป เห็นเพื่อนร่วมงานสองคนเดินคุยกันอยู่ไกล ๆ ทั้งคู่เดินผ่านกระจก เงาในกระจกของพวกเขา “เป็๲ปกติ” มีนาหันกลับไปมองอีกครั้ง เงาของตัวเองยังอยู่ไม่หายไปไหน

            คราวนี้มันค่อย ๆ ยกมือขึ้น ปลายนิ้วแตะผิวกระจกจากด้านใน เธอไม่รู้ทำไมแต่ในจังหวะนั้น มือของเธอเองก็ “ยกขึ้นตาม” ผิวกระจกเย็นเฉียบ แรง๱ั๣๵ั๱เหมือนถูกดึงจากด้านใน เธอสะดุ้ง รีบดึงมือกลับ หัวใจเต้นแรงจนหูอื้อ ในกระจกเงายังยกมือค้างไว้ ยิ้มบาง เหมือนพอใจที่ได้๱ั๣๵ั๱

            เธอหันหลังเดินเร็ว เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นถี่ขึ้น เพื่อนร่วมงานที่เดินสวนมามองหน้าแล้วถาม

            “รีบไปไหนน่ะ มีนา?”

            เธอตอบสั้น “ไม่สบาย ขอลาหยุดครึ่งวัน” ไม่รอคำตอบ เธอวิ่งออกจากออฟฟิศ อากาศร้อนจัดข้างนอกแผดเข้าหน้าแต่เธอไม่รู้สึกถึงมัน ในหัวมีเพียงภาพเดียว เงาในกระจกที่ “เดินสวน” แล้วหันกลับมามองตรง ๆ

             

             

            ตอนถึงป้ายรถเมล์ เธอหยุดหอบมองโทรศัพท์ในมือที่ยังดับสนิท บนผิวกระจกหน้าจอสะท้อนภาพเธอเอง แต่ในนั้น เธอกำลัง “ยืนอยู่ในโถงออฟฟิศ” แสงจากกระจกบานใหญ่ยังสว่างอยู่ข้างหลัง มีนาเผลอปล่อยโทรศัพท์หล่นพื้น เธอหันหลังมองกลับไปทางตึก บานกระจกด้านหน้าที่สะท้อนแสงอยู่บนชั้นสาม มีเงาคนยืนอยู่ ขนาดเท่ากัน ท่าทางเหมือนกัน มันไม่ขยับ

             

             

             

            ไฟในห้องสลัวจากหลอดเดียวเหนือหัว เตียงยังยุ่งจากตอนเช้า มีนานั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งอยู่หน้ากระจก ภาพสะท้อนในนั้นดู “ดีกว่า” ตัวจริง ผิวเนียนกว่า ผมดูเรียบร้อยกว่า สีหน้าไม่โทรมจากต่างตัวจริงดูไม่ได้นอน มีนาเอนตัวเล็กน้อย มือซ้ายเท้าแก้ม ขอบตาคล้ำแต่ภาพในกระจกไม่มีรอยนั้นเลย เธอจ้องมันอยู่นานจนเริ่มรู้สึกเหมือนคนตรงนั้น “หายใจช้ากว่า” ในห้องไม่มีเสียงอะไรเลย

            เธอพูดออกมาเบา ๆ “เมื่อคืน... ฝันเหรอ” ภาพในกระจกยิ้มตอบอย่างช้าและชัดเจนเกินกว่าภาพสะท้อนจะทำได้

            มีนาใจเต้นแรงขึ้น เธอยกมือแตะแก้มตัวเอง เหงื่อเริ่มซึม

            “เหนื่อยไหม...” เสียงนั้นดังขึ้นในหัวโดยไม่มีปากใครขยับ น้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเธอพูดกับตัวเอง

            “ใคร...” เธอพึมพำ ในกระจก เงาอีกฝั่งเอียงคอเล็กน้อย ยังคงยิ้ม ริมฝีปากขยับช้าเหมือนตอบว่า

            “ฉัน...”

            มีนาขยับเก้าอี้ถอย เสียงขาเหล็กขูดพื้นดังฝืด แต่ภาพในกระจก “ยังอยู่ที่เดิม” ไม่ขยับตามเลยแม้แต่นิดเดียว

             

            ปวดหัวแล่นขึ้นทันที ความทรงจำแวบเข้ามาเป็๞ภาพสั้น ๆเธอยื่นเอกสารในออฟฟิศตอนเช้า เพื่อนยิ้มให้ เธอยืนในโถงกระจก

            แต่ตอนนั้น... เธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นนี่นา

            เธอหลับไปหรือใครอีกคนอยู่แทน มีนาจับหัวแน่น ลมหายใจเริ่มแรง ภาพในกระจกกลับดูนิ่งเหมือนไม่ได้รับผลอะไรเลย

             

             

            บนโต๊ะมีกล่องข้าววางอยู่ ฝาปิดยังอุ่นเหมือนเพิ่งซื้อมาไม่นาน เธอจำไม่ได้ว่าออกไปตอนไหน มือซ้ายสั่นรุนแรงจนฝ่ามือชนโต๊ะเสียงดัง เธอกัดฟันพยายามกดแขนไว้ด้วยมือขวา

            “พอ... หยุดนะ” แต่แรงสั่นกลับมากขึ้น กล้ามเนื้อบิดเป็๞จังหวะ เหมือนแรงจากภายใน กำลังดึงในกระจก มือซ้ายของภาพสะท้อนกลับนิ่งสนิท มีนาเงยหน้ามองตรง เงาในกระจกค่อย ๆ ยกมือซ้ายขึ้นระดับไหล่ ยกได้มั่นคงและสง่างาม เธอพยายามยกบ้างแต่แขนข้างนั้นไม่ตอบสนอง

            “อย่าทำ...” เธอพูดเสียงสั่น ภาพสะท้อนยังคงยกมือขึ้นช้า ๆ รอยยิ้มที่มุมปากกว้างขึ้นเพียงนิด แต่เพียงพอให้รู้ว่ามัน “จงใจ” เหงื่อไหลซึมลงหลังคอ ลมหายใจเธอถี่ มือขวาเริ่มสั่นตาม เธอพยายามฝืนขยับลุก แต่ขาเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น แรงในร่างเหมือนถูกดูดออกทีละน้อย

            “เธอคือใคร...” คำถามนั้นแทบไม่มีเสียงออกจากปาก ในหัวกลับได้ยินคำตอบชัดเจน

            “ก็เธอไง... แค่ฝั่งที่ดีกว่า” มีนากัดฟัน หัวใจเต้นรัวจนเหมือนจะหลุดออกจากอก ในกระจก เงาอีกฝั่งวางมือแนบลงกับผิวกระจกเบา ๆ เสียงแตะ “ติ๊ก” ดังแ๶่๥ในห้อง เธอเห็นฝ่ามืออีกฝั่งขยับก่อน ผิวกระจก “ยวบ” เหมือนผิวน้ำ

            เธอยกมือขึ้นตามแรงบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ แต่ไม่ใช่เพราะเธออยากขยับ มัน “ถูกบังคับ” มือของเธอแตะแก้มกระจกพร้อมกับอีกฝั่ง แต่๱ั๣๵ั๱แรกไม่ใช่ความเย็นของกระจก มัน “อุ่น”

             

             

            เสียงไฟในเพดานดัง “ปะ!” หลอดดับทันที ห้องตกอยู่ในความมืดสนิท แสงสุดท้ายสะท้อนผ่านใบหน้าของภาพในกระจกที่ยังคง “ยิ้ม” มีนาพยายามดึงมือกลับ แต่รู้สึกเหมือนผิวกระจกดูดนิ้วไว้ แรงนั้นค่อย ๆ ลากเข้าไปทีละน้อย เธอร้องในคอ เสียงไม่ออก มือขวาคว้าเก้าอี้ล้มลงกับพื้น พัดลมตั้งพื้นเริ่มหมุนเอง ครืด... ครืด... ครืด... แรงลมจากมันพัดเข้าหลังเธอเหมือนผลักเข้าไปใกล้กระจก

            ภาพในกระจกยกมืออีกข้างขึ้น แตะแก้มตัวเอง มีนาทำตามโดยไม่รู้ตัว เสียงในหัวดังขึ้นอีกครั้ง  

            “อย่าเหนื่อยเลย... อยู่ที่นี่แทนก็พอ” สายตาเธอเริ่มพร่า ภาพในกระจกชัดขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนอีกฝ่าย “อยู่ตรงนี้” จริง ๆ เธอเห็นตัวเองยิ้มตอบ ทั้งที่ปากของตัวจริงไม่ได้ขยับ

            วินาทีสุดท้ายก่อนสติจะดับ เธอเห็นในกระจก ร่างนั้นยังยืนอยู่ แต่ “อีกฝั่ง” ของผิวกระจกว่างเปล่า

     

     

    ตอนที่ 2 (2/2)