เธอตื่นขึ้นพร้อมเสียงพัดลมหมุนช้า ๆ ร่างเปียกเหงื่อ เสื้อชื้นแนบผิว ห้องกลับเป็เหมือนเดิม เตียง หน้าต่าง ทุกอย่างอยู่ตำแหน่งเดิม เธอหายใจแรง ใจยังเต้นไม่เป็จังหวะ ยกมือเช็ดหน้า เหงื่อเย็นติดนิ้ว สายตาเหลือบไปที่ห้องน้ำ ประตูเปิดแง้มเล็กน้อย แสงจากถนนลอดผ่านเข้าไป สะท้อนกับกระจกในนั้นเป็แผ่นขาว มีนาเพ่งดู แล้วชะงัก
บนผิวกระจกมี “รอยไอน้ำ” เกาะอยู่ เป็รูปคล้ายฝ่ามือและลมหายใจที่เพิ่งเป่าจากด้านใน เธอขยับเข้าใกล้ทีละก้าว รอยฝ่ามือจางลงช้า ๆ เหมือนคนถอยห่างออกจากอีกฝั่ง
มีนาไม่แน่ใจอีกแล้วว่า ตื่นอยู่ หรือยังฝันอยู่ เธอยกมือแตะผิวกระจกเบา ๆ เย็นเฉียบเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ตอนที่ปลายนิ้วนั้นััไอน้ำข้างในกลับ “ขยับ” ตามแรงแตะของเธอ เหมือนมีอีกคนแตะกลับมาพอดี เธอชะงักถอยหลัง แสงจากนอกหน้าต่างดับลงอีกครั้ง
ในความมืด เธอได้ยินเสียงพัดลมหมุนต่อเนื่อง ครืด... ครืด... สม่ำเสมอเหมือนทุกครั้งเหมือนเสียงลมหายใจของใครบางคนที่อยู่ “อีกฝั่ง” ของห้อง
เสียงรถเมล์จากถนนใหญ่ลอดเข้ามาถึงหน้าต่างกระจกบานเก่าของออฟฟิศ แสงแดดสาดแรงกว่าทุกวัน มีนาก้าวเข้ามาในห้องทำงานเงียบ ๆ กลิ่นน้ำยาเช็ดพื้นจาง ๆ ลอยแตะจมูก เธอแต่งกายเรียบร้อยแต่สีหน้าซีด เหมือนคนนอนไม่พอ ตาแดงจากการสะดุ้งตื่นกลางดึกหลายครั้ง
เพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ เงยหน้ามามองแล้วยิ้ม “อ้าว แกยังอยู่อีกเหรอ? เมื่อเช้าเห็นยื่นเอกสารให้หัวหน้าแล้วนี่”
มีนาชะงัก มือที่กำลังวางกระเป๋าค้างกลางอากาศ “เมื่อเช้า?”
“ก็ใช่สิ ตอนเจ็ดโมงกว่า ๆ นู่น แกเดินมาพร้อมแฟ้มฟ้า ๆ ไง ฉันยังทักเลยแต่แกไม่ตอบ”
เธอยืนนิ่งอยู่วินาทีหนึ่ง “ฉันเพิ่งมา”
เพื่อนหัวเราะเบา ๆ “อ้าว อย่าลืมสิ แกคงง่วงมากละมั้ง” พูดจบก็ก้มหน้ากลับไปพิมพ์งานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มีนามองรอบออฟฟิศ ทุกคนทำงานเหมือนปกติ ไม่มีใครสังเกตเลยว่าคนตรงนี้ “เพิ่งมาถึงจริง ๆ”
เธอเดินไปวางของที่โต๊ะ ไฟเหนือหัวกะพริบสั้น ๆ หนึ่งครั้งก่อนนิ่งในแสงขาวจ้า เธอเห็นเงาตัวเองสะท้อนบนจอมอนิเตอร์ หน้าตรง แขนวางบนโต๊ะ แต่เมื่อเธอขยับมือ เงาในจอกลับยังนิ่ง มีนารีบกะพริบตา มองอีกทีทุกอย่างกลับตรงกัน เธอหายใจเข้าลึก ยกมือกดเมาส์ ทำเป็ไม่สนใจ ตลอดเช้าความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองไม่หายไปเลย
ตอนพักเที่ยง เธอเดินออกจากห้องไปซื้อกาแฟ ออฟฟิศ่นั้นเงียบจนได้ยินเสียงรองเท้าแตะพื้นกระเบื้อง โถงทางเดินมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ทอดยาวจนถึงประตูด้านหน้า แสงแดดสะท้อนเข้ามาแรงจนพื้นขาวพร่า เธอเดินตามแนวกระจก ในสายตาเห็นเงาของตัวเองเดินขนานกันไป ห่างออกไปเพียงครึ่งก้าว จังหวะหนึ่ง เธอชะลอความเร็วลง แต่ภาพในกระจก “ยังเดินต่อ” ก้าวสวนหน้าเธอไปเล็กน้อยแล้วหยุดหันกลับมา
มีนาหยุดเดินในกระจก เธอเห็นตัวเองยืนหันหน้าเข้าหา เหมือนคนที่รอให้สบตา ดวงตาในเงาดูมืดกว่าปกติ เหมือนมีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างใน หัวใจเธอเต้นแรง จังหวะไม่สม่ำเสมอ เธอหันกลับไปมองทางเดินข้างหลัง ไม่มีใคร กลับมามองกระจกอีกที เงานั้นยังยืนอยู่ที่เดิม แต่ “ไม่ใช่เธอ” อีกแล้ว
ผมอีกฝ่ายถูกจัดทรงงให้เรียบร้อยกว่า เสื้อที่ใส่ไม่มีรอยยับ และที่สำคัญ มันยิ้ม รอยยิ้มคงอยู่ในนั้นแม้เธอจะถอยหลังช้า ๆ ใบหน้าในกระจกยังคงนิ่งแต่ดวงตาขยับตามทุกก้าว
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากปลายโถง เธอสะดุ้งหันไป เห็นเพื่อนร่วมงานสองคนเดินคุยกันอยู่ไกล ๆ ทั้งคู่เดินผ่านกระจก เงาในกระจกของพวกเขา “เป็ปกติ” มีนาหันกลับไปมองอีกครั้ง เงาของตัวเองยังอยู่ไม่หายไปไหน
คราวนี้มันค่อย ๆ ยกมือขึ้น ปลายนิ้วแตะผิวกระจกจากด้านใน เธอไม่รู้ทำไมแต่ในจังหวะนั้น มือของเธอเองก็ “ยกขึ้นตาม” ผิวกระจกเย็นเฉียบ แรงััเหมือนถูกดึงจากด้านใน เธอสะดุ้ง รีบดึงมือกลับ หัวใจเต้นแรงจนหูอื้อ ในกระจกเงายังยกมือค้างไว้ ยิ้มบาง เหมือนพอใจที่ได้ัั
เธอหันหลังเดินเร็ว เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นถี่ขึ้น เพื่อนร่วมงานที่เดินสวนมามองหน้าแล้วถาม
“รีบไปไหนน่ะ มีนา?”
เธอตอบสั้น “ไม่สบาย ขอลาหยุดครึ่งวัน” ไม่รอคำตอบ เธอวิ่งออกจากออฟฟิศ อากาศร้อนจัดข้างนอกแผดเข้าหน้าแต่เธอไม่รู้สึกถึงมัน ในหัวมีเพียงภาพเดียว เงาในกระจกที่ “เดินสวน” แล้วหันกลับมามองตรง ๆ
ตอนถึงป้ายรถเมล์ เธอหยุดหอบมองโทรศัพท์ในมือที่ยังดับสนิท บนผิวกระจกหน้าจอสะท้อนภาพเธอเอง แต่ในนั้น เธอกำลัง “ยืนอยู่ในโถงออฟฟิศ” แสงจากกระจกบานใหญ่ยังสว่างอยู่ข้างหลัง มีนาเผลอปล่อยโทรศัพท์หล่นพื้น เธอหันหลังมองกลับไปทางตึก บานกระจกด้านหน้าที่สะท้อนแสงอยู่บนชั้นสาม มีเงาคนยืนอยู่ ขนาดเท่ากัน ท่าทางเหมือนกัน มันไม่ขยับ
ไฟในห้องสลัวจากหลอดเดียวเหนือหัว เตียงยังยุ่งจากตอนเช้า มีนานั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งอยู่หน้ากระจก ภาพสะท้อนในนั้นดู “ดีกว่า” ตัวจริง ผิวเนียนกว่า ผมดูเรียบร้อยกว่า สีหน้าไม่โทรมจากต่างตัวจริงดูไม่ได้นอน มีนาเอนตัวเล็กน้อย มือซ้ายเท้าแก้ม ขอบตาคล้ำแต่ภาพในกระจกไม่มีรอยนั้นเลย เธอจ้องมันอยู่นานจนเริ่มรู้สึกเหมือนคนตรงนั้น “หายใจช้ากว่า” ในห้องไม่มีเสียงอะไรเลย
เธอพูดออกมาเบา ๆ “เมื่อคืน... ฝันเหรอ” ภาพในกระจกยิ้มตอบอย่างช้าและชัดเจนเกินกว่าภาพสะท้อนจะทำได้
มีนาใจเต้นแรงขึ้น เธอยกมือแตะแก้มตัวเอง เหงื่อเริ่มซึม
“เหนื่อยไหม...” เสียงนั้นดังขึ้นในหัวโดยไม่มีปากใครขยับ น้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเธอพูดกับตัวเอง
“ใคร...” เธอพึมพำ ในกระจก เงาอีกฝั่งเอียงคอเล็กน้อย ยังคงยิ้ม ริมฝีปากขยับช้าเหมือนตอบว่า
“ฉัน...”
มีนาขยับเก้าอี้ถอย เสียงขาเหล็กขูดพื้นดังฝืด แต่ภาพในกระจก “ยังอยู่ที่เดิม” ไม่ขยับตามเลยแม้แต่นิดเดียว
ปวดหัวแล่นขึ้นทันที ความทรงจำแวบเข้ามาเป็ภาพสั้น ๆเธอยื่นเอกสารในออฟฟิศตอนเช้า เพื่อนยิ้มให้ เธอยืนในโถงกระจก
แต่ตอนนั้น... เธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นนี่นา
เธอหลับไปหรือใครอีกคนอยู่แทน มีนาจับหัวแน่น ลมหายใจเริ่มแรง ภาพในกระจกกลับดูนิ่งเหมือนไม่ได้รับผลอะไรเลย
บนโต๊ะมีกล่องข้าววางอยู่ ฝาปิดยังอุ่นเหมือนเพิ่งซื้อมาไม่นาน เธอจำไม่ได้ว่าออกไปตอนไหน มือซ้ายสั่นรุนแรงจนฝ่ามือชนโต๊ะเสียงดัง เธอกัดฟันพยายามกดแขนไว้ด้วยมือขวา
“พอ... หยุดนะ” แต่แรงสั่นกลับมากขึ้น กล้ามเนื้อบิดเป็จังหวะ เหมือนแรงจากภายใน กำลังดึงในกระจก มือซ้ายของภาพสะท้อนกลับนิ่งสนิท มีนาเงยหน้ามองตรง เงาในกระจกค่อย ๆ ยกมือซ้ายขึ้นระดับไหล่ ยกได้มั่นคงและสง่างาม เธอพยายามยกบ้างแต่แขนข้างนั้นไม่ตอบสนอง
“อย่าทำ...” เธอพูดเสียงสั่น ภาพสะท้อนยังคงยกมือขึ้นช้า ๆ รอยยิ้มที่มุมปากกว้างขึ้นเพียงนิด แต่เพียงพอให้รู้ว่ามัน “จงใจ” เหงื่อไหลซึมลงหลังคอ ลมหายใจเธอถี่ มือขวาเริ่มสั่นตาม เธอพยายามฝืนขยับลุก แต่ขาเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น แรงในร่างเหมือนถูกดูดออกทีละน้อย
“เธอคือใคร...” คำถามนั้นแทบไม่มีเสียงออกจากปาก ในหัวกลับได้ยินคำตอบชัดเจน
“ก็เธอไง... แค่ฝั่งที่ดีกว่า” มีนากัดฟัน หัวใจเต้นรัวจนเหมือนจะหลุดออกจากอก ในกระจก เงาอีกฝั่งวางมือแนบลงกับผิวกระจกเบา ๆ เสียงแตะ “ติ๊ก” ดังแ่ในห้อง เธอเห็นฝ่ามืออีกฝั่งขยับก่อน ผิวกระจก “ยวบ” เหมือนผิวน้ำ
เธอยกมือขึ้นตามแรงบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ แต่ไม่ใช่เพราะเธออยากขยับ มัน “ถูกบังคับ” มือของเธอแตะแก้มกระจกพร้อมกับอีกฝั่ง แต่ััแรกไม่ใช่ความเย็นของกระจก มัน “อุ่น”
เสียงไฟในเพดานดัง “ปะ!” หลอดดับทันที ห้องตกอยู่ในความมืดสนิท แสงสุดท้ายสะท้อนผ่านใบหน้าของภาพในกระจกที่ยังคง “ยิ้ม” มีนาพยายามดึงมือกลับ แต่รู้สึกเหมือนผิวกระจกดูดนิ้วไว้ แรงนั้นค่อย ๆ ลากเข้าไปทีละน้อย เธอร้องในคอ เสียงไม่ออก มือขวาคว้าเก้าอี้ล้มลงกับพื้น พัดลมตั้งพื้นเริ่มหมุนเอง ครืด... ครืด... ครืด... แรงลมจากมันพัดเข้าหลังเธอเหมือนผลักเข้าไปใกล้กระจก
ภาพในกระจกยกมืออีกข้างขึ้น แตะแก้มตัวเอง มีนาทำตามโดยไม่รู้ตัว เสียงในหัวดังขึ้นอีกครั้ง
“อย่าเหนื่อยเลย... อยู่ที่นี่แทนก็พอ” สายตาเธอเริ่มพร่า ภาพในกระจกชัดขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนอีกฝ่าย “อยู่ตรงนี้” จริง ๆ เธอเห็นตัวเองยิ้มตอบ ทั้งที่ปากของตัวจริงไม่ได้ขยับ
วินาทีสุดท้ายก่อนสติจะดับ เธอเห็นในกระจก ร่างนั้นยังยืนอยู่ แต่ “อีกฝั่ง” ของผิวกระจกว่างเปล่า
ตอนที่ 2 (2/2)