หากจะพูดถึงชุดในยุคกลางหรือยุโรปโบราณ (Medieval/Renaissance) หัวใจสำคัญคือการใช้ เนื้อผ้า และ เลเยอร์ (ชั้นของเสื้อผ้า) เพื่อบอกความแตกต่างของฐานะ
1. ชุดขุนนางชาย (Nobility - Male)
ชุดขุนนางมักเน้นความสง่า เสริมไหล่ให้ดูผายกว้าง และใช้ผ้าที่มีราคาแพงอย่างกำมะหยี่หรือไหมพรม
ตัวอย่างที่ 1: เขาสวมเสื้อจูพอน (Joupon) ผ้ากำมะหยี่สีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองเป็นลวดลายประจำตระกูลอย่างวิจิตร ช่วงไหล่เสริมหนาและรัดช่วงเอวให้สอบลงด้วยเข็มขัดหนังประดับอัญมณี สวมทับด้วยผ้าคลุมไหล่ขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ที่ทิ้งตัวยาวลงไปถึงเข่า ดูทรงอำนาจและสง่างามเหนือนักรบทั้งปวง
ตัวอย่างที่ 2: ท่านลอร์ดปรากฏตัวในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินมิดไนท์บลู แขนเสื้อพองโตปักมุกเม็ดเล็กๆ ตามตะเข็บ กางเกงรัดรูปสีขาวนวลสอดเข้าไปในรองเท้าบูทหนังนิ่มขัดเงา บนคอประดับด้วยแผงคอจีบ (Ruff) สีขาวสะอาดตาสไตล์เรอเนซองส์ ส่งเสริมใบหน้าที่ดูเย่อหยิ่งให้ดูสูงศักดิ์ยิ่งขึ้น
2. ชุดขุนนางหญิง (Nobility - Female)
เน้นความอ่อนช้อย การรัดรูปทรง (Corset) และความอลังการของกระโปรงที่พองฟู
ตัวอย่างที่ 1: เลดี้สาวอยู่ในชุดเดรสยาวผ้าซาตินสีเขียวมรกต ตัวเสื้อรัดแน่นด้วยคอร์เซ็ตโชว์สัดส่วนนาฬิกาทรายอย่างชัดเจน ชายกระโปรงบานกว้างที่เสริมด้วยสุ่มด้านในขยับไหวไปมาทุกครั้งที่นางย่างก้าว ประดับด้วยลูกไม้ทำมือสีทองที่ขอบอกและปลายแขนเสื้อดูหรูหราดุจเจ้าหญิงในเทพนิยาย
ตัวอย่างที่ 2: ชุดราตรีผ้ากำมะหยี่สีม่วงเข้มของนางเปิดเปลือยช่วงไหล่เนียนละเอียด ประดับด้วยสร้อยเพชรน้ำงามที่ล้อไปกับแสงเทียน แขนเสื้อยาวกระบอกเล็กถูกตัดเย็บอย่างประณีตด้วยดิ้นเงินทอสลับเป็นลายเถาวัลย์ ยามที่นางเยื้องกรายชายผ้าที่ยาวกรอมพื้นดูพลิ้วไหวราวกับสายน้ำ
3. ชุดคนธรรมดา/ชาวบ้าน (Commoner)
เน้นความทนทาน วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ผ้าป่าน ผ้าลินิน หรือผ้าขนสัตว์หยาบๆ สีสันมักเป็นสีเอิร์ธโทน
ตัวอย่างที่ 1: ชายชาวบ้านสวมเสื้อทูนิค (Tunic) ผ้าลินินสีน้ำตาลอ่อนที่ซักจนเนื้อนิ่ม กางเกงผ้าขนสัตว์ทรงกระบอกถูกมัดด้วยเชือกฟางแทนเข็มขัด และสวมผ้ากันเปื้อนหนังหนาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยเขม่าไฟจากการตรากตรำงานในโรงตีเหล็กมาทั้งวัน
ตัวอย่างที่ 2: หญิงสาวชาวไร่สวมชุดเดรสเรียบง่ายที่ทำจากผ้าป่านเนื้อหยาบสีเทา มีผ้าโพกศีรษะสีขาวขุ่นเพื่อป้องกันฝุ่นผงจากการทำงานในทุ่งนา คลุมทับด้วยชุดเอี๊ยมสีน้ำเงินเข้มที่มีรอยปะชุนหลายจุดแต่ยังคงสะอาดสะอ้านตามวิถีชีวิตผู้สมถะ
1. พระราชา และ พระราชินี (The Monarchs)
เครื่องแต่งกายของประมุขต้องสื่อถึง อำนาจเด็ดขาด และ ความศักดิ์สิทธิ์
พระราชา: ฉลองพระองค์ทำจากผ้าไหมทอพิเศษสีแดงชาดสลับทอง คลุมทับด้วยเสื้อคลุมไหล่ขนสัตว์เออร์มิน (Ermine) สีขาวบริสุทธิ์แต้มจุดดำอันเป็นสัญลักษณ์ของราชาธิปไตย บนพระเศียรสวมมงกุฎทองคำประดับอัญมณีล้ำค่าเจ็ดสีที่ส่งประกายกดข่มทุกสายตาในท้องพระโรง
พระราชินี: ทรงพัสตราภรณ์ด้วยชุดราตรีที่ถักทอจากเส้นใยเงินสลับทองคำแท้ ช่วงอกประดับด้วยเข็มกลัดไพลินล้อมเพชรขนาดมหึมา ชายกระโปรงยาวเหยียดที่ต้องใช้มหาดเล็กนับสิบช่วยถือตามหลังขณะเยื้องกราย สื่อถึงอำนาจและความงามที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน
2. เจ้าชาย และ เจ้าหญิง (The Royal Heirs)
เน้นความสง่างาม ความทันสมัยตามแฟชั่นราชสำนัก และสัญลักษณ์ของรัชทายาท
เจ้าชาย: เจ้าชายในชุดเครื่องแบบสั่งตัดพิเศษสีขาวขลิบเงิน พาดด้วยสายสะพายสีน้ำเงินประจำราชวงศ์ที่ประดับด้วยดารานพรัตน์เกียรติยศที่อกซ้าย กางเกงรัดรูปและบูทหนังขัดมันสะท้อนภาพลักษณ์ของนักรบผู้สูงศักดิ์ที่พร้อมจะขึ้นสืบบัลลังก์
เจ้าหญิง: ทรงสวมชุดเดรสผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสสีฟ้าพาสเทลหลายชั้นที่ดูบางเบาราวกับมวลเมฆ รัดเกล้า (Tiara) เพชรขนาดเล็กวางอยู่บนเส้นผมที่จัดแต่งอย่างประณีต สื่อถึงความอ่อนโยนทว่าแฝงไว้ด้วยศักดิ์ศรีของขัตติยานี
3. ทหารยศต่าง ๆ (Military Ranks)
ยศทหารในยุโรปมักแบ่งตามหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังนี้:
แม่ทัพ / จอมพล (Marshal/Commander): ผู้บัญชาการสูงสุด
การบรรยาย: สวมชุดเกราะเหล็กกล้าชุบทองคำบางส่วนเพื่อป้องกันและแสดงฐานะ ผ้าคลุมหลังสีเลือดหมูสะบัดไหวอย่างดุดัน ที่ข้างเอวเหน็บดาบประจำตำแหน่งที่มีโกร่งดาบสลักรูปอินทรีสยายปีก
อัศวิน (Knight): ชนชั้นนักรบที่มีบรรดาศักดิ์ (Sir)
การบรรยาย: สวมชุดเกราะเต็มตัวที่เรียกว่า Plate Armor ขัดเงาวับจนสะท้อนใบหน้าศัตรู ทับด้วยเสื้อคลุมผ้า (Tabard) ปักลายตราประจำตระกูลเหนือชุดเกราะโซ่ถัก ทุกย่างก้าวมีเสียงเหล็กกระทบกันอย่างมั่นคง
นายกอง / ร้อยเอก (Captain): ผู้คุมหน่วยทหาร
การบรรยาย: สวมเสื้อกั๊กหนังหนาเสริมแผ่นเหล็กที่หน้าอก หมวกเหล็กทรงเปิดหน้าที่ช่วยให้ตะโกนสั่งการได้ถนัดชัดเจน มีสายพาดไหล่สำหรับแขวนนกหวีดสัญญาณและดาบสั้นที่ใช้งานคล่องตัว
พลทหาร (Infantry/Foot Soldier): กองกำลังหลัก
การบรรยาย: สวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหนาสีน้ำเงินเข้มตามเครื่องแบบกองทัพ สวมหมวกเหล็กทรงกระทะและเสื้อเกราะหนังบุเหล็ก (Brigandine) ในมือถือหอกยาวขัดเรียบ ดูพร้อมเพียงและระเบียบจัดในการเดินแถว
ตัวอย่างประโยคบรรยาย
แบบที่ 1 (บรรยายความขลังของกษัตริย์):
กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดก้าวลงจากบัลลังก์ด้วยท่วงท่าเยือกเย็น เสียงเสื้อคลุมขนสัตว์ที่ลากผ่านพื้นหินอ่อนดังสม่ำเสมอพอกับจังหวะหัวใจของเหล่าขุนนางที่เต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความยำเกรง
แบบที่ 2 (บรรยายระเบียบวินัยทหาร):
เหล่านายกองประกาศก้องสั่งการเพียงคำเดียว พลทหารนับพันก็ลดหอกลงพร้อมกันจนเกิดเสียงลมพัดวูบ แสงแดดยามเช้าสะท้อนบนหมวกเหล็กของพวกเขาเป็นเส้นตรงแนวยาวดูไร้จุดอ่อน
เกร็ดความรู้เรื่องชั้นยศ:
ในสมัยก่อน อัศวิน ไม่ใช่แค่ทหาร แต่เป็นชนชั้นทางสังคมที่ต้องผ่านการเข้าพิธีสถาปนา ส่วน แม่ทัพ ส่วนใหญ่จะเป็นขุนนางชั้นสูง (เช่น ดยุค หรือ มาร์ควิส) ที่ได้รับมอบอำนาจจากพระราชาโดยตรง
นี่คือการเรียงลำดับจาก สูงสุดไปต่ำสุด พร้อมรายละเอียดบทบาทและตัวอย่างการบรรยาย
1. ดยุค / ดัชเชส (Duke / Duchess)
เป็นยศสูงสุดรองจากราชวงศ์ มักเป็นผู้ปกครองแคว้นใหญ่ (Duchy) หรือเป็นญาติสนิทของพระราชา
อำนาจ: มีกองทัพของตัวเอง และมีอำนาจสิทธิ์ขาดในที่ดินเกือบเท่ากษัตริย์
การเรียก: Your Grace (ใต้เท้า/พะยะค่ะ - สำหรับคนทั่วไปเรียก)
ตัวอย่างการบรรยาย: ดยุคแห่งนอร์ทแลนด์ประทับบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งอันเกิดจากสายเลือดที่ใกล้ชิดราชบัลลังก์มากที่สุด
2. มาร์ควิส / มาร์เชียนเนส (Marquess / Marchioness)
ตำแหน่งนี้มีหน้าที่สำคัญคือการดูแล ดินแดนชายแดน (March) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
อำนาจ: ต้องคอยป้องกันการรุกรานจากอาณาจักรอื่น จึงมักมีกองกำลังที่เข้มแข็งและดุดัน
การเรียก: My Lord / My Lady (ท่านลอร์ด/ท่านหญิง)
ตัวอย่างการบรรยาย: มาร์ควิสผู้คร่ำหวอดในศึกสงครามมักสวมเกราะเบาอยู่เสมอแม้จะอยู่ในงานเลี้ยง เพราะหน้าที่ของเขาคือโล่กำบังของอาณาจักร
3. เอิร์ล (หรือเคานต์) / เคาน์เตส (Earl or Count / Countess)
ยศที่เก่าแก่และเป็นแกนหลักของระบบขุนนาง ปกครองมณฑลหรือเมืองใหญ่ (County)
อำนาจ: ดูแลความสงบเรียบร้อย เก็บภาษี และตัดสินคดีความในพื้นที่ของตน
การเรียก: My Lord / My Lady
ตัวอย่างการบรรยาย: เอิร์ลแห่งวอริกเดินตรวจตราบัญชีภาษีของเมืองด้วยความละเอียดรอบคอบ ชุดผ้าไหมที่เขาพาดบ่าแสดงถึงความมั่งคั่งของมณฑลที่เขาปกครอง
4. วิสเคานต์ / วิสเคาน์เตส (Viscount / Viscountess)
เดิมทีเป็นตำแหน่ง รองเคานต์ หรือผู้ช่วย ต่อมากลายเป็นยศสืบตระกูล
อำนาจ: ปกครองเมืองเล็กๆ หรือเป็นผู้แทนของเคานต์ในบางพื้นที่
การเรียก: My Lord / My Lady
ตัวอย่างการบรรยาย: วิสเคานต์หนุ่มพยายามสร้างบารมีในราชสำนักเพื่อหวังจะถวายงานใกล้ชิดพระราชาให้มากกว่าตำแหน่งที่เขามี
5. บารอน / บารอนเนส (Baron / Baroness)
เป็นระดับเริ่มต้นของขุนนางที่มีสิทธิ์นั่งในสภา (Peer)
อำนาจ: ปกครองหมู่บ้านหรือคฤหาสน์ (Manor) มักเป็นขุนนางที่ใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุด
การเรียก: My Lord / My Lady
ตัวอย่างการบรรยาย: บารอนชราใช้เวลาส่วนใหญ่ในไร่และป่ารอบคฤหาสน์ แม้ยศจะไม่สูงส่งแต่เขาก็ได้รับความรักจากชาวบ้านในที่ดินของตน
ตำแหน่งพิเศษ (ไม่นับเป็นขุนนางชั้น Peer)
บารอนเน็ต (Baronet): เป็นยศสืบทอดแต่ไม่มีสิทธิ์ในสภา เรียกนำหน้าว่า Sir
อัศวิน (Knight): เป็นยศเฉพาะตัวสืบทอดไม่ได้ ได้มาจากการทำความดีความชอบ เรียกนำหน้าว่า Sir
ลอร์ด (Lord): ไม่ใช่ชื่อยศโดยตรง แต่เป็น คำเรียก โดยรวมของขุนนางชายตั้งแต่บารอนขึ้นไป หรือใช้เรียกบุตรชายของดยุค/มาร์ควิส เพื่อเป็นการให้เกียรติ