บทที่ 4คุณหนูผู้แสนอาภัพ
หมิงเหม่ยหมดสิ้นลมหายใจ ตกตายตามสารเลวโฉดชั่วผู้นั้น สำหรับนางนั้นการตายจากหาได้ใช่สิ่งที่นางกังวล ทุกเมื่อเชื่อวันนางนางย่อมล้อเล่นและเดินผ่านความตายมาอย่างชาชินเสียแล้ว แต่กระนั้นในการตายของนาง เครื่องมือสังหารซึ่งไร้หัวใจในครานี้ กลับมีบางสิ่งที่ทำให้นางแปรเปลี่ยนไป มันคือความรู้สึกเจ็บปวดจากภายในจิตใจ หาได้ใช่บาดแผลทั้งภายนอกหรือภายในของนางแต่อย่างใด
ครานั้นนางเก็บเด็กหญิงพิการมิอาจเดินเหินได้เฉกเช่นคนปกตินำมาเลี้ยงดู มิทราบหัวสมองที่ไร้ความรู้สึกและมองเห็นชีวิตทุกชีวิตราวผักปลาของนางคิดสิ่งใด จึงได้นำพานางซึ่งไร้หัวใจหอบหิ้วนำเด็กหญิงพิการผู้กำพร้านำกลับมาเลี้ยงดู
หมิงเหม่ยมิได้รู้เลยว่าคืนวันผันเปลี่ยนที่ผ่านข้ามไปนั้น เด็กหญิงตัวน้อยผู้น่าสงสาร ได้กระทำการละลายหัวใจน้ำแข็งของนางช้า ๆ อย่างไม่รู้ตัว เสียงหัวเราะนั้น รอยยิ้มนั้น การพูดคุยอย่างไร้เดียงสาของนาง หมิงเหม่ยล้วนมิอาจคุ้นชินได้เลย มิใช่คนทุกผู้ที่เผชิญหน้ากับนางมักจะหวาดกลัว และหลบเลี่ยงสายตาเช่นนั้นหรือ
จวบจนกระทั่งในที่สุดแล้วนางก็เข้าใจความรู้สึกแรกที่ผ่านเข้ามาได้สำเร็จ คราที่เห็นร่างที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือด ทั้งยังถูกควักเอาหัวใจออกไปอย่างทารุณนั้น ราวร่างทั้งร่างของหมิงเหม่ยถูกแช่แข็ง แม้ความคิดของนางจะพยายามสั่งการแต่ร่างกายเองกลับหาได้ตอบรับไม่ ราวร่างกายของนางมิอาจหลอกลวงตัวเองได้ มันจดจำทุกเรื่องราวและความรู้สึกผิดแปลกที่เด็กหญิงเคยกระทำเอาไว้ได้เป็นอย่างดี
วินาทีนั้นคล้ายหัวใจถูกบีบรัด มันเจ็บปวด เจ็บปวดยิ่งกว่าบาดแผลใด ๆ ที่นางเคยเผชิญ แม้แต่ดาบสีเงินที่ชั่วชีวิตนางมิเคยปล่อยให้หลุดจากมือ ยังพลันร่วงหล่นตกกระทบพื้นจากมือที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงหยิบจับของนางเอง
อา. ..การรู้จักกับความรู้สึกมันเป็นเช่นนี้เองหรอกหรือนางเข้าใจแล้ว. .. เข้าใจแล้วจริง ๆ
ร่างของหญิงสาวราวกำลังลอยเคว้งอยู่ในอากาศ นางรู้สึกตัวเบาหวิวราวกับร่างที่ไร้น้ำหนัก ท่ามกลางอากาศเย็นสบายและอบหุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ณ ตอนนั้นนางพยายามจะเปิดเปลือกตาของตนเอง แต่ดูเหมือนการเปิดเปลือกตาที่แสนง่ายดายนี้ จะเป็นเรื่องที่ยากลำบากที่สุดที่เครื่องจักรไร้ความรู้สึกเช่นนางเคยกระทำ ใช่แล้ว . .. นางมิอาจกระทำได้
“ตื่นเถิด. ..เด็กน้อย. .. ชะตากรรมของเจ้าหมดลงเพียงครึ่ง หาได้จบสิ้นลงเพียงเท่านี้ไม่. ..”
ณ ตอนนั้นเองพลันบังเกิดเสียงของอิสตรีนางหนึ่งราวกระซิบบริเวณข้างหูของนาง เสียงนั้นมาพร้อมกับกลิ่นหอม หอมอย่างที่นางมิอาจคุ้นเคย ทั้งน้ำเสียงที่เปล่งวาจานั้นยังดูเมตตาอารีอย่างมาก ห้วงเวลานั้นหมิงเหม่ยพลันคิด “บาปกรรมของข้าช่างมากมายยิ่งนัก นี่ย่อมมิใช่สรวงสวรรค์อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันก็ดูคล้ายมิใช่นรก นี่มันเกิดอันใดขึ้น. .. ข้าอยู่ที่ใดกันแน่ ?”
“ถูกแล้วเด็กน้อย นี่มิใช่ทั้งสรวงสวรรค์ หรือ นรกอเวจีอย่างที่เจ้าปรารถนา มันคือดินแดนหลังความตาย ที่ถูกเรียกว่า ปรโลก”
ราวเสียงนั้นรับทราบถึงความคิดของหมิงเหม่ย นางกล่าวคลายความสงสัยของหมิงเหม่ยในทันที ว่าดินแดนนี้คือดินแดนหลังความตายที่ถูกเรียกว่าปรโลก ดินแดนที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง โลกมนุษย์ นรก และสวรรค์ มิใช่ดินแดนนรกอเวจีที่หญิงสาวปรารถนาที่จะไป ยัง. ..ยังก่อน. ..ความผิดของนางยังมิอาจถูกตัดสินเพียงเท่านี้
“ท่านกำลังจะบอกสิ่งใดกับข้า ?” หมิงเหม่ยมิอาจเปิดปากเพื่อพูดคุยกับเสียงนั้นได้ นางจึงทำได้เพียงใช้ความคิดเป็นเครื่องมือในการโต้ตอบแทน ณ ตอนนี้นางมิใคร่เข้าใจในสถานการณ์มากนัก ทั้งคำพูดเมื่อครู่ของเสียงนั้นที่ยังคงคาใจนาง “ชะตากรรมของเจ้าหมดลงเพียงครึ่ง หาได้จบสิ้นลงเพียงเท่านี้ไม่ มันคือสิ่งใด ?”
“มิได้ . .. เด็กน้อยเอ๋ย นั่นมิใช่สิ่งที่เจ้าจะสามารถกล่าวถามข้าได้หรอก ชะตากรรมของเจ้า เจ้าก็จงค้นพบมันด้วยตัวของเจ้าเองเถิด”
เสียงอิสตรีที่ดูลึกลับนั้น กล่าวบ่ายเบี่ยง เพียงมาให้คำแนะนำในครานี้ ก็นับว่าเกินหน้าที่ของนางไปมากแล้ว เอาเถิด. ..นี่ก็ใกล้ได้เวลาแล้ว สมควรจะปล่อยนางให้เดินทางไปตามเส้นทางดวงชะตาได้เสียทีหมิงเหม่ยมิได้กล่าวถามอะไรเพิ่มเติม ชัดเจนว่าเสียงลึกลับคงมิอาจกล่าวตอบในสิ่งที่น่าแคลงใจได้เป็นแน่ และวินาทีนั้นเองที่เหมือนนางกำลังถูกลมที่ดูเบาบางนั้นพัดพา พร้อมกลิ่นหอมจากเจ้าของเสียง ๆ นั้น ที่ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที
ก่อนที่หมิงเหม่ยจะมีความคิดอะไรอีก สติของนางก็พลันดับวูบลงไปอีกครั้ง
“หนี่วา. .. เจ้าแน่ใจงั้นหรือที่จะปล่อยนางไปเช่นนี้” เมื่อร่างของหมิงเหม่ยลาลับหายไปจากสายตา ร่างของบุรุษรูปงามผู้หนึ่งก็พลันปรากฎขึ้น ยังบริเวณข้างกายของหญิงงามอีกคนหนึ่ง เขากล่าวถามพลางมิใคร่เข้าใจความคิดของสตรีที่กำลังส่งกลิ่นหอมออกมาอยู่ตลอดเวลานางนี้
“ฝูซี สามีข้า ท่านอย่าได้กังวลไปเลย นี่คือสิ่งที่ดวงชะตาเป็นผู้เคลื่อนย้ายด้วยตัวเอง ข้าเชื่อว่า. .. นางจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน”
เสียงหญิงงามที่กำลังส่งกลิ่นหอมอยู่ตลอดเวลาพลันกล่าวตอบ โลกก่อนนั้นนางเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ไร้ซึ่งความรู้สึก ถูกกระทำและแปรเปลี่ยนลักษณะนิสัยราวกับมิใช่คน แต่ในตอนนี้นางกำลังเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างน้อย ๆ นางก็เข้าใจแล้วว่าความรู้สึกสูญเสียนั้น มันมีความเจ็บปวดเช่นไร “หวังว่า หนี่วาภรรยาข้าจะคิดถูก” ฝูซีกล่าวพลางคลายความกังวลไปอยู่หลายส่วน แม้เทพสูงสุดเช่นเขาทั้งสอง จะสามารถปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขความเป็นไปของโลกได้ แต่มิใช่กับดวงชะตาของผู้คน โดยเฉพาะกับนางที่ผูกดวงชะตาไว้กับโลกที่แตกต่างกันถึงสองใบ
หนี่วา มิได้กล่าวตอบสิ่งใดอีก นางเพียงลอบยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนที่เวลาต่อมาร่างของเทพทั้งสองจะเลือนหายไปอย่างช้า ๆ เฉกเช่นอากาศธาตุ พร้อมด้วยลมหนาวที่หวนพัดผ่านไปในเวลาต่อมา
ดวงตะวันสาดแสงทอประกายแรงกล้า เป็นวันที่แสงแดดรุนแรงยิ่งกว่าวันใด ๆ มองลงไปในผืนดินเบื้องล่างนั้น พลันพบกับร่างชายฉกรรย์จำนวนสองร่าง ที่แต่งกายดูคล้ายคนงานท่าทางธรรมดา กำลังควบวิ่งอย่างรีบเร่ง โดยพวกมันทั้งสองกำลังแบกหามสิ่งที่ถูกเรียกว่าโลงศพอยู่ โลกศพที่มิอาจจำแนกได้ว่ามีร่างของผู้ใดซุกซ่อนอยู่ภายในนั้น
หลังควบวิ่งมาได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดแล้วพวกมันทั้งสองก็หยุดฝีเท้าลง ห่างไปไม่ไกลนั้นกลับได้ยินเสียงคลื่นน้ำดังสนั่นอยู่เป็นระยะ ๆ คล้ายการคำรามของสัตว์ร้ายที่น่าหวาดกลัว ซึ่งเมื่อมองผ่านแมกไม้ด้านหน้าไป ก็จะพบกับน้ำตกขนาดมโหฬารอย่างที่สุด มันมีความกว้างเกินกว่าจะสามารถว่ายข้ามไปอีกฝั่งได้ นอกจากนั้นยังมีความสูงชันจนมิอาจมองเห็นปลายสุดที่คลื่นน้ำเหล่านั้นทิ้งตัวลงไปได้เลย
ชายฉกรรย์ทั้งสองเมื่อมองไปยังน้ำตกนั้น ดูคล้ายถูกจับจ้องด้วยอสูรร้าย มันน่ากลัวและบีบรัดหัวใจอย่างมาก ราวกับเป็นการแสดงให้ถึงพลังของธรรมชาติ ธรรมชาติที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์ ไม่ต้องกล่าวถึงส่วนที่ลึกที่สุดของน้ำตกขนาดมโหฬารนี้เลย มองไม่เห็น. .. มันมิอาจมองเห็นได้เลยแม้แต่น้อย
“เร็วเถิด. .. หากนางฟื้นคืนตอนนี้พวกเราจะแย่เอา” ชายคนแรกกล่าวออกมาอย่างร้อนใจ พลางเปิดฝาโลงออกด้วยความรวดเร็ว หากนางฟื้นคืนมาตอนนี้พวกเขาอาจจะใจอ่อนได้ เช่นนั้นจึงต้องรีบ !! รีบโยนนางลงไปในน้ำตกมโหฬารนี่เสีย
“ท่านพี่ ต้องกระทำแบบนี้จริง ๆ หรือขอรับ นี่มันคุณหนูของพวกเราเลยนะ ท่านพี่ !!”ชายอีกคนก้มหน้างุดดูคล้ายไม่เต็มใจ เหตุเพราะมันทราบดีถึงตัวตนของคุณหนูผู้อารีและมีเมตตา เป็นที่รักใคร่ของทาสในเรือน ที่กำลังหลับใหลดูคล้ายกำลังสิ้นลมหายใจอยู่ภายในโลงศพนี้
เหตุนั้นเป็นเพราะยิ่งเติบโต คุณหนูแสนอาภัพผู้นี้ดูคล้ายจะมีใบหน้าเฉกเช่นมารดามากกว่าเจ็ดส่วน ซึ่งนั่นอาจกระทำให้ความสัมพันธ์ของบิดาและคุณหนูดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น มิใช่เป็นเพียงคุณหนูแสนอาภัพที่บิดามิใคร่จะใส่ใจเฉกเช่นที่เคยเป็นมา โดยเหตุผลที่บิดาเกลียดชังและไม่ใยดีนางนั้น ล้วนเป็นเพราะเป็นนางนี่เองที่เป็นต้นเหตุให้มารดาต้องตาย ตายในวันที่นางคลอดออกมา ภรรยาที่บิดาของนางรักยิ่งกว่าอนุภรรยาคนใด ๆ
ไม่มีมารดาเลี้ยงดูตั้งแต่เยาว์วัยนับว่าแย่พอแล้ว แต่นี่บิดายังขับไล่ใสส่ง ทำเหมือนไม่มีตัวตนในสายตา ยังดีนักที่นางได้รับการเลี้ยงดูจากหญิงรับใช้ของทางฝ่ายมารดา นั่นจึงทำให้ชีวิตของนางมิได้ถูกปฏิบัติเฉกเช่นทาส
คราแรกภรรยาเอกและอนุภรรยาคนอื่น ๆ รวมทั้งเหล่าพี่น้องที่แสนชิงชังนางนั้น ล้วนมิใคร่จะสนใจใยดีนางนัก เพราะสำหรับพวกเขานางก็เป็นเพียงเศษขยะไร้ค่าของตระกูลที่อยู่ก็ได้ตายก็ดี
ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ นั้นล้วนเป็นเพราะคำที่เรียกว่าเวทย์ศาสตรา ใช่แล้ว !! มันคือสิ่งที่ดูคล้ายกำลังภายในที่คนผู้หนึ่งพึงมี และจะติดตัวมาตั้งแต่เกิด สังเกตได้จากแผ่นหลังที่จะปรากฏอักขระหน้าตาประหลาด เฉกเช่นเส้นผมที่จะแสดงสีของระดับขั้นเวทย์ศาสตรานั้นออกมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เด็กทารกส่งเสียง ก่อนที่สีผมนั้นจะเป็นปกติในเวลาต่อมา
ใช่ทุกคนจะมีความสามารถในการใช้เวทย์ศาสตรา ผู้สามารถใช้ได้ล้วนมีเพียงครึ่งของประชากรที่มีอยู่ในโลกนี้เท่านั้น แต่ไม่ใช่กับตระกูล เยว่ !! ตระกูลที่เป็นถึงหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของแคว้นเซี่ย พวกเขามักอุดมไปด้วยผู้ใช้เวทย์ศาสตราที่เก่งกาจตกทอดสู่รุ่นสู่รุ่นอยู่เสมอ
และในวันที่คุณหนูแสนอาภัพลืมตาตื่นพร้อมการจากไปของผู้เป็นมารดานั้น เรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้นกับตระกูลเยว่ กลับพลันปรากฎขึ้น นางมิได้มีอักขระใด ๆ ปรากฏอยู่บริเวณกลางหลัง ทั้งสีของเส้นผมยังคงเดิมมิได้แปรเปลี่ยนในยามที่นางส่งเสียงร้องออกมาในคราแรกแต่อย่างใด
นั่นย่อมเป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่านางเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาสามัญ เป็นแกะดำในตระกูลอย่างแท้จริง ซ้ำร้ายเมื่อมารดามาตายจากไป ชะตาชีวิตของคุณหนูผู้แสนอาภัพกลับพลันดิ่งลงเหวในทันที และนับแต่นั้นชีวิตของนางล้วนมิได้ต่างอันใดจากข้าทาส เพียงแต่มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
จนกระทั่งวันเวลาผันเปลี่ยน ความงดงามที่ได้จากมารดามาถึงเจ็ดส่วน ซ้ำร้ายยังงดงามมากกว่ามารดาไปอีกระดับขั้นของนางกลับฉายแววชัดเจนมากขึ้น ความงดงามนั้นเป็นที่กล่าวถึงในหมู่ข้าทาสเป็นอย่างมาก ว่ามีความงามในระดับที่สามารถล่มแคว้นล่มนครได้เลยทีเดียว เสียดายนักที่คุณหนูไม่สามารถออกไปยังโลกภายนอกได้ จากการถูกจำกัดอิสระโดยผู้อาวุโสในตระกูล หาไม่แล้วนางคงเป็นที่กล่าวถึงในแว่นแคว้นเป็นแน่
หลังจากนั้นบิดาก็เหมือนจะโอนอ่อนและใจดีกับนางทีละน้อย นางรู้สึกได้ มันเป็นความอ่อนโยนที่นางมิเคยได้รับจากบิดามาก่อนเลย เช่นเดียวกับสายตาแข็งกร้าวราวกับหินนั้น ที่คล้ายจะอ่อนลงอยู่หลายส่วน แต่นั่น !! กลับกลายเป็นว่านางเองที่ขวางหูขวางตาภรรยาเอก อนุภรรยา หรือแม้แต่พี่น้องสายเลือดเดียวกัน
จนนำมาสู่แผนร้ายจากการใช้โอสถต้องห้าม โอสถที่สามารถเปลี่ยนแปลงคนเป็นให้กลับกลายเป็นคนตายได้สองชั่วยาม ( 1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง ) ณ ตอนนั้นภรรยาเอกและอนุภรรยา จัดแจงทำศพของนางด้วยความเต็มใจในทันที ซึ่งทางบิดาเองก็มิได้ขัดขืนแต่อย่างใด ดูท่าแล้วนางคงคิดผิดเป็นแน่ เพราะหากเขาเริ่มจะเอ็นดูนางจริง เขาคงไม่มีทีท่าเย็นชาและนิ่งเฉยต่อการตายของนางเช่นนี้
ก่อนจะเป็นข้าทาสทั้งสองที่แอบนำโลงศพของคุณหนูผู้แสนอาภัพออกมา ตามคำสั่งแกมบังคับจากหญิงร้ายเหล่านั้น พวกนางเอาชีวิตของข้าทาสเป็นสิ่งต่อรองพวกเขาทั้งสอง ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับพวกเขา ย่อมต้องเลือกบิดามารดาของตน มากกว่าคุณหนูผู้แสนอาภัพอยู่แล้ว แม้นั่นจะเป็นการกระทำที่ผิดและดูเลวทรามมากเพียงใดก็ตาม. ..