การเกิดใหม่ของยัยเหนือโลก

    ตอนที่ 41

    ตอนที่ 41 งานวิจัยกับสถานการณ์เลวร้าย

     เวลาค่อยๆไหลผ่านไปในภาวะโรคระบาดนี้  และข่าวที่ได้รับในแต่ละวันนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการได้ยิน


     ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าคนไทยหลายคนเชื่อว่ายังไงพวกเราก็ต้องเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือการแพร่ระบาดกระจายออกเป็นวงกว้างอย่างไรก็ตามเมื่อเรื่องนี้กำลังจะมาถึงจริงๆ  ผู้คนก็อดไม่ได้ที่จะตระหนกและหดหู่


     ผู้คนเริ่มวางแผนเพื่อที่จะรับมือกับสิ่งนี้  อาจารย์ที่สอนในคลาสเริ่มคิดหาวิธีที่สองของการวัดผลในกรณีที่จัดสอบไม่ได้  ผู้คนต่างเริ่มเตรียมการบางอย่างสำหรับการแพร่ระบาดที่กำลังจะมาถึง จนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่าสองอาทิตย์ สถานการณ์การแพร่ระบาดยังคงแย่ลงทุกวัน


     ฉันเดินออกจากคลาสเรียนและเติมยังคงรอรับอยู่เช่นเคย เขาพูดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสองสัปดาห์นี้  แต่ก็อย่างว่า.. ใครๆก็เป็นกันหมดมันทำให้ฉันต้องเงียบมากขึ้นด้วยเช่นกันเพราะเรื่องตลกของฉันอาจจะไม่ตลกสำหรับคนอื่นอีกต่อไป


     “สถานการณ์ที่ร้านพี่อ้อมเป็นยังไงบ้าง?“  หลังจากที่ติวหนังสือเสร็จเติมก็ถามฉัน


     “แย่.. คงอีกไม่นาน.. ถึงฉันจะหวังให้ร้านพี่อ้อมทนได้นานที่สุดก็ตาม”


     “…..”


     หากเป็นสถานการณ์ปกติหมอนี่คงบอกว่าฉันมองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้วต่อว่าฉัน แต่อย่างที่เห็น นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ โรคระบาดนี้ปั่นป่วนชีวิตประจำวันของพวกเราจนเละ


     “แล้วเรื่องเรียนล่ะ? ”


     “อาจารย์หลายท่านเริ่มคิดมาตรการรับมือในกรณีที่แย่ที่สุดไว้แล้ว ดูเหมือนว่าฉันอาจจะได้เกรดที่สูงจริงๆในคราวนี้”


     “……”


     “.. แล้วนายล่ะ?”


     “ฉันทำไม??!”


     “ก็ต้องเครียดเรื่องอะไรบ้าง  เตรียมตัวรับมือยังไง หลังจากเรื่องนี้ผ่านไปจะเอายังไง แต่ฉันเข้าใจ มันแปลกที่ฉันถามเพราะนายคงเตรียมรับมือเรื่องแบบนี้ทั้งหมดแล้ว เรื่องวางแผนฉันควรถูกถามมากกว่า”


     “อืม.. แล้วเธอวางแผนไว้ยังไง”


     “ถ้ามันถึงจุดนั้นจริงๆฉันคงต้องกลับบ้าน.. อย่างที่รู้.. มันหนักเกินไปสำหรับฉันในเมืองนี่ถ้าไม่มีงาน”


     “ในชนบทก็ควรจะมีการแพร่ระบาดเบากว่าในเมือง ก็ถือเป็นแผนที่ไม่เลว บ้านไอ้ตี๋ก็เลือกที่จะไปอยู่ชนบทสักพักเหมือนกัน  ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเตรียมพร้อมเรื่องนี้มาก่อนแล้ว” เติมกล่าวพร้อมกับเก็บเอกสารต่างๆและลุกขึ้น  ฉันเองก็รีบเก็บของเช่นกันและเริ่มเดินตามหลังเติมไปเมื่อเก็บของเรียบร้อย


     ในสภาวะเช่นนี้บทสนทนาต่างๆของเราก็เป็นเช่นนี้ ฉันเดินตามมาจนถึงที่รถและเปิดประตูด้านหลังเพื่อนั่งที่เบาะหลังแทน.. เป็นครั้งแรกที่ฉันนั่งรถเติมโดยนั่งที่เบาะหลัง ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาการนั่งที่เบาะข้างคนขับค่อนข้างอึดอัดสำหรับพวกเราเพราะเราไม่มีเรื่องให้พูดคุยกันมากนัก  เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องอึดอัดแบบนั้นฉันจึงตัดสินใจที่จะนั่งเบาะหลังแทน


     ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะจะผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด แม้ไม่ได้พูดอะไรแต่เติมก็มองมาที่ฉันผ่านกระจกหลังด้วยสายตาประหลาดใจ ฉันสบตาเขาในกระจกและทำอะไรไม่ถูกจึงเลือกที่จะดึงสมาร์ทโฟนตกรุ่นของฉันมาเล่นแทน


     ดูเหมือนเติมเองก็เช่นกัน เขาเลื่อนมือเปิดวิทยุบนรถ แม้ว่านี่จะค่อนข้างปกติแต่เติมก็เลือกคลื่นความถี่อยู่นานอย่างเห็นได้ชัด  ดูเหมือนว่าเขาพยายามเลี่ยงคลื่นที่กล่าวถึงสถานการณ์แพร่ระบาดอย่างจงใจ อย่างไรก็ตาม แม้เป็นรายการวิทยุวาไรตี้ก็ยังคงมีการกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างประปรายทำให้การเมินเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้


     บนรถฉันใช้มือขวาเท้าคางเพื่อมองไปที่บรรยากาศสองข้างถนน  มีหลายร้านที่ปิดให้บริการไปแล้ว และผู้คนก็บางตาลงมากอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนที่ออกมาข้างนอกเว้นระยะห่างจากกันอย่างมีนัยสำคัญ พวกเขาส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัยและบางคนถึงขั้นสวมถึงมือ ฉันไม่อยากคิดว่าพวกเขากลุ่มนี้อาจจะเป็นคนที่ตื่นตระหนกน้อยเพราะยังคงออกจากบ้าน  แต่ฉันเข้าใจหลายๆคนที่นี่ เราไม่ได้ออกมาเพื่อใช้ชีวิต คนแบบฉันออกมาเพื่อมีชีวิต มันก็แค่นั้น


     “อืม.. นี่เธอติดต่อหมอกานหรือพี่ลายเมฆได้รึเปล่า.. ดูเหมือนว่าช่วงเวลาแบบนี้ทั้งคู่จะยุ่งมาก”


     “ไม่แปลกหรอกก็พี่หมอเป็นหมอ เวลาแบบนี้ก็ควรจะยุ่ง ส่วนพี่ลายเมฆเวลาปกติแกก็ติดต่อยากอยู่แล้วก็ไม่แปลกเท่าไหร่ในปัจจุบันที่จะติดต่อแกไม่ได้.. ฉันไม่ได้ติดต่อทั้งคู่เลย.. ฉันไม่คิดว่ามีเรื่องอะไรที่ฉันต้องรบกวนพวกเขาในเวลาแบบนี้”


     “นั่นสินะ.. ”


     ความเร็วของรถเริ่มชะลอจนในที่สุดก็หยุดที่ร้านไส้กรอกริมทางที่ฉันเคยให้เติมวนรถกลับไปซื้อ


     เพราะเป็นร้านริมทางสิ่งที่เติมต้องทำก็คือลดกระจกลงเพื่อซื้อเท่านั้น


     “ไส้กรอกหมู 100 นึงครับ”


     “ได้ครับ.สักครู่นะครับ.. “


     “คุณลุงคนที่ขายก่อนหน้านี้เลิกขายแล้วเหรอคะ”


     เพราะฉันสังเกตเห็นว่าคุณลุงที่มาขายที่นี่เป็นคนละคนกันนั่นทำให้ฉันเอ่ยปากถาม


     “เหมือนแม่ยายแกจะเสีย เลยต้องไปเตรียมงานศพอยู่ลุงเลยมาแทน คนก็ว่าเกี่ยวกับโรคที่ระบาดนี่แหละ แต่จริงๆยายแกเป็นโรคไตแล้วก็ไตวายเสียชีวิต แต่คนก็กลัวโรคระบาดเขาก็พูดกันไปทั่ว”


     ไส้กรอกทั้งหมดถูกเก็บใส่ถุงพลาสติกและยื่นให้กับเติมผ่านกระจกฝั่งคนขับ


     “แถมให้ 1 ไม้นะครับ ขอบคุณมากครับผม”


     “ขอบคุณครับ”


    เติมรับไส้กรอกมาและส่งมาที่ฉันที่อยู่เบาะหลังกระจกฝั่งคนขับเลื่อนขึ้นและเติมเริ่มออกรถอีกครั้ง


     “เรื่องน้องสาวเหรอ”


     ฉันรับไส้กรอกมาและเอ่ยปากถามถึงสิ่งที่ทำให้เติมกังวลมากในปัจจุบัน ฉันรวบรวมความกล้าอยู่นานกว่าจะเอ่ยปากถาม เพราะมันยากสำหรับฉันที่จะแสดงความเป็นห่วงอย่างชัดเจนพอที่จะไม่ถูกมองว่าสอดรู้สอดเห็น


     “หืม.. ทำไมคิดงั้น” หลังจากเหลือบมองกระจกมองหลัง เขาก็เอ่ยปากถามฉัน


     “ก็.. นายถามถึงพี่ลายเมฆกับพี่หมอ ถ้าอย่างนั้นมันจะเป็นเรื่องอะไรไปได้อีก.. ฉันเคยเห็นนายทำหน้าแบบนั้นแค่ครั้งเดียว.. นี่เป็นครั้งที่สอง”


     “…”


     “ฉันพอช่วยอะไรได้มั้ย… ให้ฉันหาทางติดต่อพี่หมอหรือพี่ลายเมฆมั้ย.. หรือบางทีอาจจะน้องพริม??”


     “ไม่ต้องหรอก..”


     “ถ้าเรื่องน้องสาวนาย.. น้องพริมอาจจะช่วยได้ก็ได้นะ..  แน่ใจเหรอ??”


     “มันยากที่จะเข้าเยี่ยมในช่วงเวลาแบบนี้อยู่ดี.. ดังนั้นคงไม่ต้องหรอก”


     “อืมม..”


     ฉันไม่รู้จะพูดอะไรต่อและเพื่อหลีกเลี่ยงความอึดอัดฉันจึงกินไส้กรอกเพื่อให้ปากของฉันไม่ว่างและเป็นข้ออ้างของการเงียบในบรรยากาศที่อึดอัดเช่นนี้

    ฉันยังคงมองกระจกมองหลังเพื่อสังเกตเติมอยู่เป็นพักๆ  แต่สายตาของเขาในตอนนี้ก็เพียงแค่มองไปข้างหน้าเท่านั้น สายตาที่ราวกับมองไปยังที่แสนไกล ทำให้บรรยากาศดูห่างเหินมากยิ่งขึ้น


     “ไส้กรอกมั้ย?”


     “หืม...อืมม”


     ฉันป้อนไส้กรอกให้เติมซึ่งกำลังขับรถอยู่ หากนี่เป็นสถานการณ์ปกตินี่จะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันหัวเราะอย่างสนุกสนานและหาโอกาศในการแกล้งเติม อย่างไรก็ตาม.. ตอนนี้มันเป็นเพียงกิจกรรมฆ่าเวลาเพื่อทำให้ความอึดอัดของเหตุการณ์ลดลงเท่านั้น


     ไม่นานรถของเติมก็มาถึงด้านล่างหอพักของฉัน ฉันขอบคุณหลังออกจากรถและเดินขึ้นบันไดหอพักโดยที่พยายามจะไม่จับราวบันไดในภาวะโรคระบาดเช่นนี้เพียงหวังว่าตัวเองจะโชคดีพอที่จะเอาชีวิตรอดเพื่อหาเงิน  เพื่อใช้เงินเอาชีวิตรอด  เพื่อหาเงินไปอีกวันในชีวิตติดลูปเหมือนใครหลายๆคน


     ฉันเดินกลับเข้าหอพักและอาบน้ำเปลี่ยนชุดและตั้งนาฬิกาปลุกในอีกสามสิบนาทีเพื่อตื่นมาล้างหน้าอีกครั้งและเตรียมตัวไปทำงานไปทำงาน


     เหตุผลหลักที่ทำให้ฉันเลือกอาบน้ำก่อนและตื่นขึ้นมาล้างหน้าอีกครั้งนั่นเป็นเพราะการอาบน้ำจะทำนอนหลับง่ายยิ่งขึ้นสำหรับฉัน


     การทำงาน 7-8 ชั่วโมง ตอนกลางคืนและใช้ชีวิตปกติตอนกลางวันทำให้ฉันต้องวางแผนการจัดการเวลาพักอย่างเป็นระบบและคอยแทรกเวลาพักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


     แม้ในความไม่เอาไหนของฉัน ทักษะในการจัดการเวลาก็เป็นหนึ่งในทักษะที่ฉันมีสูงกว่าคนอื่นๆมาก และนั่นเป็นหนึ่งในทักษะที่ดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่เติมบอกฉัน

    หลังจากเปิดเสียงเพลงคลอเบาๆปิดไฟในห้องฉันก็เริ่มนอนเพื่อจะงีบหลับให้เร็วที่สุด เสียงเพลงที่คลอเบาๆ และเสียงนกกระจิบส่งให้ฉันหลับไปอย่างรวดเร็ว


     *ตรืด… ๆๆ*


     ไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าใด เสียงโทรศัพท์ระบบสั่นดังเบาๆ และฉันก็พยายามคว้าเพื่อปิดนาฬิกาปลุก  อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่เสียงเตือนนาฬิกาปลุกแต่เป็นเสียงของสายเรียกเข้า “เบอร์พี่อ้อม??”


     คลิก*“สวัสดีค่ะพี่อ้อม.. มีอะไรเหรอคะ”


     “คิดว่าร้านเราน่าจะต้องปิดแล้วล่ะ.. น้องโบว์ติดโควิด.. ตอนนี้ลูกค้าก็ลดไปมากแล้ว พนักงานในร้านก็มาติดเชื้อจนต้องปิดอีก.. ต่อให้โรคระบาดหมด ร้านคงกลับมาเปิดอีกครั้งไม่ไหว  เดี๋ยวพี่จะโอนเงินเดือนของเดือนนี้เต็มเดือนให้ทุกคนแล้วก็เงินให้พวกเราพอกักตัวได้ 2 อาทิตย์แล้วกันนะจ๊ะ  พี่ขอโทษจริงๆ พี่ช่วยได้เท่านี้ย.. ย” เสียงสั่นๆของพี่อ้อมหลุดมาในตอนท้ายทำให้ฉันพอจะจินตนาการถึงความรู้สึกพี่อ้อมในปัจจุบันได้


     “แค่เงินเดินของหนูที่พี่ให้ก็เยอะกว่าคนอื่นมากแล้วไม่ต้องมีเงินกักตัวหรอกค่ะ.. ขอโทษนะคะที่หนูยื้อร้านเราไว้ได้แค่นี้.. มันไม่คุ้มกับเงินที่พี่จ่ายให้หนูเลย.. ขอโทษค่ะ”


     “พวกเราก็รู้ว่าไม่ใช่ความผิดใครไม่ต้องโทษตัวเองหรอก.. แค่นี้ก่อนนะพี่ยังต้องแจ้งน้องๆอีกหลายค..น”


     *คลิก~*


     เป็นอีกครั้งที่จมูกของฉันร้อนขึ้น น้ำมูกและน้ำตาของฉันเริ่มไหลลงมาพร้อมกัน


     “ฮืออ.. โโโฮฮฮ...”


     เป็นครั้งแรกที่ฉันปล่อยเสียงและน้ำตาของตัวเองโดยที่ไม่รั้งไว้….

    ​

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่ของยัยเหนือโลก ที่คุณอ่าน