ตอนที่68 วันที่ดีที่สุดของทั้งสองคน
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วกล้วยกับไอ้จ๋อก็บอกล่าพันลำและคนในหน่วยของเขาก่อนที่จะเดินทางกลับอาศรมพร้อมกับข้าวของที่พันลำมอบให้และแน่นอนว่าข้าวของที่พันลำมอบให้นั้นมันมีมากเกินไปพันลำจึงได้เตรียมเกวียนวัวให้กับกล้วยเพื่อใช้ขนกลับไปยังที่พักด้วย......
ซึ่งหลังจากที่กล้วยออกมาจากที่พักของพันลำแล้วเขาก็แวะที่ตลาดเพื่อหาซื้อของอีกเล็กน้อย เช่นเครื่องเทศเกลือและเครื่องปรุงบางอย่างในการทำอาหารเพราะที่อาศรมของพระฤๅษีคงแทบจะไม่มีของอะไรจำพวกนี้อยู่เลยเนื่องจากพระฤๅษีคงมักจะกินแต่ผลไม้และผักเท่านั้น......
หลังจากที่ซื้อของที่ต้องการครบหมดแล้วกล้วยก็เดินทางออกจากหมู่บ้านในทันที เพราะจากการคาดเดาของกล้วยเขาคาดว่าจะเดินทางกลับไปถึงพื้นที่อาศรมในช่วงเวลาหนึ่งหรือสองทุ่มซึ่งปกติแล้วจะต้องไปถึงช่วงหกโมงเย็น แต่เพราะเขามีเกวียนวัวไปด้วยเวลาจึงต้องยืดออกไป แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใดสำหรับกล้วยเลยอย่างมากเขาก็แค่ต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้น......
อีกสามเดือนผ่านไปภายในอาศรมที่พัก......
ย๊ากกกกกกกกกกก!!!
บู้มมมมมมมมมมมม!!
หลังจากที่กล้วยกลับมาถึงพื้นที่อาศรมอย่างปลอดภัยแล้วกล้วยก็รีบจัดแจงข้าวของที่ได้รับมาจากพันลำและของที่เขาซื้อมาด้วยตนเองด้วยก่อนที่จะใช้ชีวิตตามปกติในระหว่างวัน จนกระทั่งเวลาผ่านไปสามเดือนภายในอาศรมก็เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นอย่างน่าประหลาดใจซึ่งคนที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่ว่านี้ก็คือกล้วยนั่นเอง........
สำเร็จ!
“ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จจนได้!!”
ฮ่าฮ่า ฮ่า!!
เสียงพูดและเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุขและปีติยินดีอย่างยิ่งของกล้วยได้ดังขึ้นภายในอาศรมหลังจากที่แรงสั่นสะเทือนจบลงซึ่งเหตุผลที่ทำให้เขามีความสุขและหัวเราะออกมาอย่างไม่อาจเก็บซ่อนเช่นนี้ได้ก็เพราะว่า ในที่สุดเขาก็สามารถควบคุมวิญญาณของยักษ์วิรุฬกัณฐ์ได้แล้ว........
พึ่บ!
“คำนับนายท่าน”
หลังจากที่ยักษ์วิรุฬกัณฐ์ได้ยอมจำนนให้กับกล้วยแล้วอารมณ์ คำพูดและการแสดงของมันก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยราวกับว่ายักษ์ที่ดุร้ายก่อนหน้านี้ได้กลายเป็นสุนัขเชื่องๆ ตัวหนึ่งที่ไม่อาจขัดคำสั่งของเจ้านายได้อย่างนั้นแหละ......
ในเวลานี้ยักษ์วิรุฬกัณฐ์ไม่ได้ดูดุร้ายและก้าวร้าวอีกเมื่ออยู่ต่อหน้ากล้วยมันคำนับให้กับกล้วยอย่างแท้จริง เพราะการที่กล้วยสามารถทำให้มันยอมสยบได้อีกประการหนึ่งก็เป็นเพราะผลจากทักษะการควบคุมวิญญาณอัญเชิญที่ช่วยทำให้ยักษ์วิรุฬกัณฐ์เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้.......
นอกจากลักษณะนิสัยกับคำพูดที่เปลี่ยนไปแล้วระดับพลังของยักษ์วิรุฬกัณฐ์ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกันจากเดิมมันมีพลังระดับนักรบขั้นนายพันชั้นต้นแต่หลังจากที่มันยอมรับใช้กล้วยและเป็นวิญญาณอัญเชิญของกล้วยแล้วระดับพลังของมันก็เลื่อนขึ้นเป็นนักรบขั้นหมื่นชั้นต้นในทันที.....
เรียกได้ว่ามีระดับพลังเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งช่วงชั้นเลยทีเดียวซึ่งนั้นทำให้กล้วยไม่ต้องหวาดกลัวศัตรูที่มีพลังระดับหมื่นขั้นต้นคนใดอีกแต่หากว่ามีนักรบระดับหมื่นขั้นต้นหลายๆ คนยักษ์วิรุฬกัณฐ์ก็คงจะไม่อาจสู้กับคนจำนวนมากได้เช่นกัน......
“เอ็งทำให้ข้าต้องเหนื่อยและทรมานอย่างมากในหนึ่งปีกว่ามานี้เอ็งรู้หรือไม่?” นี่เป็นคำพูดแรกที่กล้วยอยากจะพูดกับยักษ์วิรุฬกัณฐ์ที่อยู่ตรงหน้าของเขาเพราะเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการกำราบและทำให้ยักษ์วิรุฬกัณฐ์ยอมจำนนต่อเขา.......
“อภัยให้ข้าด้วยนายท่าน นับจากนี้ไปข้าจักทำทุกอย่างตามที่นายท่านสั่งและจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวังอย่างแน่นอนขอรับ!”
ยักษ์วิรุฬกัณฐ์เปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้วดังนั้น ความคิดเดิมๆ และความรู้สึกที่ไม่พอใจทั้งหมดจึงได้พลันสลายหายไปด้วยเมื่อมันได้ยินคำถามของกล้วย มันจึงตอบกลับตามความรู้สึกใหม่ที่ผู้ใต้บังคับบัญชามีให้กับผู้เป็นนายเท่านั้น......
ดี!
“เช่นนั้นเอ็งก็กลับไปพักผ่อนเถอะ!”
ขอรับนายท่าน!
พึ่บ!
ถึงแม้ว่ากล้วยจะสามารถอัญเชิญยักษ์วิรุฬกัณฐ์ออกมาตอนไหนก็ได้แต่ทุกครั้งที่เขาอัญเชิญมันออกมา เขาจะสูญเสียพลังชาญอยู่ตลอด ถึงจะไม่มาแต่มันก็ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยพอสมควรนั่นก็เพราะว่าเขาได้ใช่พลังชาญไปจำนวนมากก่อนหน้านี้ในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อทำให้ยักษ์วิรุฬกัณฐ์ยอมสยบให้กับเขาดังนั้น เมื่อไม่มีเรื่องอะไรที่จะพูดแล้ว กล้วยจึงสั่งให้มันกลับไป........
กล้วยโว้ย!
กล้วย!!
ซึ่งในเวลานั้นไอ้จ๋อที่สัมผัสได้ถึงพลังงานที่รุนแรงที่มาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนก่อนหน้านี้ก็รีบวิ่งมาที่อาศรมทันทีเพื่อดูว่าเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับกล้วยหรือไม่.......
แอ๊ดดดดดดด!!
“เอ็งจักตะโกนเสียงดังโวยวายไปทำไมวะไอ้จ๋อทำอย่างกับมีใครกำลังจะตายเยี่ยงนั่นแหละ!”
กล้วย!?
เมื่อไอ้จ๋อเห็นกล้วยเดินออกมาจากอาศรมอย่างปลอดภัยมันก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งใจ แต่ไม่นานความรู้สึกของมันเปลี่ยนไปเป็นไม่พอใจเพราะคำพูดของกล้วยได้หักหาญน้ำใจและความเป็นห่วงเป็นใยของมันอย่างมากจนมันอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาว่า.....
“เอ็งนี่มันใจร้ายไส้ระกำจริงๆ เลยนะ ข้าอุตส่าห์เป็นห่วงเอ็งแต่ดูที่เอ็งพูดสิ? ครั้งหน้าถ้าเอ็งเป็นอะไรขึ้นมาข้าจักไม่มาสนใจเอ็งเลย!!”
อ้า!
แหม๋!
“ข้าก็แค่หยอกเอ็งเล่นก็เท่านั้นเองไอ้จ๋อทำไมถึงได้ทำใจน้อยเหมือนหญิงสาวไปได้ หรือว่าเอ็งเป็นลิงตัวเมียกระนั้นรึ?”
เอ็ง!!
ไอ้จ๋อถึงกับพูดไม่ออกเลยเมื่อได้ยินคำพูดของกล้วยในตอนแรกมันก็คิดว่าจะกล้วยจะพูดประจบและปลอบใจมัน แต่กลับเป็นว่ากล้วยพูดซ้ำเติมมันยิ่งกว่าเดิมอีก ทว่าคำพูดของกล้วยไม่ได้พูดออกมาแบบตรงๆมันจึงไม่สามารถที่จะเอาผิดอะไรกล้วยได้.......
เอาน่า!
“วันนี้ถือว่าเป็นวันดี พวกเรามาเลี้ยงฉลองกันเถอะ”
หือ?
วันดี? เลี้ยงฉลอง?!
ไอ้จ๋อรู้สึกงุ่นงงเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนั้นเพราะมันไม่เห็นว่าจะมีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นเลยนอกจากเหตุการณ์แปลกๆที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้........
“เอ็งหมายความว่ากระไรวะ? ทำไมต้องเลี้ยงฉลองด้วย?”เพื่อให้กระจ่างใจไอ้จ๋อจึงต้องถามกล้วยกลับไปเพื่อให้ได้รับคำตอบที่ต้องการ.......
“จักเรื่องอะไรอีกเล่าก็ตอนนี้สามารถทำให้วิญญาณของไอ้ยักษ์วิรุฬกัณฐ์ยอมสยบเป็นวิญญาณอัญเชิญของข้าได้แล้วเยี่ยงไรละ!”
อ้า!!
จริงรึ?!
ไอ้จ๋อได้ยินเช่นนั้นแววตาของมันก็กระจ่างใส่ขึ้นในฉับพลันเพราะปัญหาเรื่องยักษ์วิรุฬกัณฐ์ที่อยู่ภายในร่างกายของกล้วยนั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้มันกังวลอยู่ตลอดเนื่องจากมีหลายครั้งที่มันได้รับบาดเจ็บเพราะยักษ์วิรุฬกัณฐ์พยายามจะครอบงำกล้วยให้ได้อีกอย่าง เพราะการมีอยู่ของวิญญาณยักษ์วิรุฬกัณฐ์กล้วยจึงไม่สามารถออกไปไหนไกลจากอาศรมได้......
ดังนั้นแล้วการที่ยักษ์วิรุฬกัณฐ์ถูกกล้วยสยบได้นั้น มันหมายความว่ากล้วยจะไม่ถูกยักษ์วิรุฬกัณฐ์ครอบงำอีกและกล้วยก็สามารถที่จะออกไปจากอาศรมได้ไกลกว่าเดิม ซึ่งถ้าเป็นอย่างมันมันก็จะช่วยกล้วยออกไปผจญภัยที่ด้านนอกตามที่เคยคิดฝันเอาไว้ด้วย.......
“ก็จริงสิวะ แต่ตอนนี้ข้ายังเรียกวิรุฬกัณฐ์ออกมาไม่ได้ดอกเพราะข้าเสียพลังไปเยอะในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อทำให้มันยอมจำนนให้แก่ข้านอกจากจะเสียพลังชาญจำนวนมากแล้ว ลูกแก้วจิตวิญญาณที่ข้าได้รับมาก่อนหน้านี้ก็ยังต้องเอามาใช้ในขั้นตอนสุดท้ายนั้นด้วย!”
กล้วยไม่คิดที่จะปิดบังใดๆเรื่องนี้กับไอ้จ๋อ เพราะเขาเชื่อใจไอ้จ๋อมาก ดังนั้นเขาจึงบอกมันว่าเขาแทบจะไม่เหลือพลังแล้วในช่วงนี้เลยไม่อาจที่จะเรียกยักษ์วิรุฬกัณฐ์ออกมาให้มันชมได้.....
“มิเป็นไรดอก ยังไงข้าก็ยังมีโอกาสอีกมากที่จักได้ชมไอ้ยักษาตนนั้นว่าเป็นเช่นไร ตราบใดที่ข้ายังอยู่กับเอ็ง จริงไหม?” ไอ้จ๋อไม่ได้คะยั้นคะยอให้กล้วยเรียกยักษ์วิรุฬกัณฐ์ออกมาเพราะมันรู้ดีว่ามันยังมีโอกาสอีกมากที่จะได้เห็นตราบเท่าที่มันยังอยู่กับกล้วยและออกเดินทางไปกับกล้วย.....
ก็จริงของเอ็ง!
หลังจากที่ทั้งสองได้คุยได้สักพักแล้วพวกเขาก็หาข้าวปลาอาหารมากินกันซึ่งในวันนี้อาหารที่พวกเขากินกันนั้นมีถูกทำเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึงสองเท่าซึ่งทำให้ทั้งคู่ท้องโตราวกับคนท้องเลย....
เมื่อทั้งสองกินอาหารเสร็จแล้วกล้วยก็ขอตัวกลับไปนั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังของเขาทำให้วันนี้ไอ้จ๋อต้องฝึกซ้อมต่อสู้เพียงคนเดียวถึงอย่างนั้นไอ้จ๋อก็ไม่ได้บ่นกล้วยเลยสักนิดเพราะการที่มันต้องเป็นคู่ซ้อมให้กับกล้วยนั้น มันมักจะได้รับการบอบซ้ำในทุกๆครั้ง ดังนั้น การได้ซ้อมคนเดียวจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับมันและยังได้ผ่อนคลายตัวเองด้วย.....
แต่ว่าการฝึกซ้อมคนเดียวของไอ้จ๋อวันนี้ไม่ได้แค่ทำให้มันผ่อนคลายเท่านั้นแต่ว่าคลื่นพลังชาญที่อยู่ภายในร่างกายของมันยังเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกด้วยและในช่วงบ่ายของวันนั้นเอง....
บู้มมมมมมมมม!!
นักรบระดับหัวหมู่ขั้นกลาง!
ระดับพลังของไอ้จ๋อได้เลื่อนจากนักรบระดับหัวหมู่ขั้นต้นเป็นขั้นกลางแล้วในที่สุดซึ่งการเลื่อนระดับพลังของมันมาถึงเร็วกว่าที่มันคิดเอาไว้อีกจากเดิมมันคิดว่ามันอาจจะต้องใช้เวลาราวๆหนึ่งหรือสองเดือนถึงจะกล่าวสู้ขั้นต่อไปได้ แต่ใครจะได้คิดว่ามันจะทำได้ในวันนี้......
ดังนั้นแล้ววันนี้จึงถือเป็นวันที่ดีที่สุดของทั้งสองคนเลยก็ว่าได้อีกหนึ่งสามารถสยบวิญญาณยักษ์ระดับราชาได้ส่วนอีกหนึ่งสามารถทะลวงผ่านระดับไปอีกขั้นได้แล้วแบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าวันที่ดีที่สุดของทั้งสองคนได้อย่างไร........
แน่นอนว่ากล้วยที่นักสมาธิอยู่ภายในอาศรมเองก็สัมผัสได้เช่นกันว่าไอ้จ๋อสามารถทะลวงผ่านไประดับไปได้อีกขั้นแค่ที่เขาไม่ออกมาดูเพราะการฟื้นฟูพลังของเขาสำคัญกว่าเขาคิดว่าเอาไว้เขาฟื้นฟูพลังให้กลับคืนมาเหมือนเดิมแล้วค่อยไปยินดีให้กับไอ้จ๋อก็ได้........
อีกหนึ่งวันผ่านไป......
ในเช้าวันนี้ทั้งกล้วยและก็ไอ้จ๋อต่างก็ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นทั้งคู่ทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองตามปกติที่เคยทำก่อนที่จะมาพบกันที่หน้าอาศรมเพื่อพูดคุยกัน......
“ข้ายินดีกับเอ็งด้วยไอ้จ๋อ เป็นเยี่ยงไรบ้าง? เอ็งรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นไหม?”
“แน่นอน! ในตอนนี้ข้ารู้สึกได้เลยว่าข้าแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าแต่ก่อนอีกแต่เมื่อเทียบกับไอ้ลายแล้วข้าก็ยังคิดว่าข้าไม่ใช่คู่มือของมันอยู่ดี”ถึงแม้ว่าไอ้จ๋อจะรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นแต่มันก็ยังรู้สึกว่ามันยังอ่อนแอกว่าเสือที่พวกเขามักจะล่อและใช้เป็นเครื่องมือฝึกฝนการเคลื่อนไหวอยู่ดี......
“มันเป็นธรรมดาถ้าเกิดว่าเอ็งที่เป็นนักรบระดับหัวหมู่ขั้นกลางสามารถเอาชนะนักรบระดับนายพันขั้นต้นได้สบายๆละก็ พวกนักรบระดับนายพันคงไม่น่ากลัวอีกต่อไปแล้วแต่ถ้าเอ็งเปรียบเทียบระดับตัวเอ็งกับกวางป่าสามเขาที่เป็นนักรบระดับหัวหมู่ขั้นกลางเช่นเดียวกันเอ็งจักมิรู้สึกเช่นนั้นเลยเชื่อข้าเถอะ แล้วเอ็งจะรุ่ง!”
กล้วยเข้าใจความรู้สึกของไอ้จ๋อดีดังนั้นเขาจึงพยายามที่จะพูดปลอบใจมันและบอกให้มันเปรียบเทียบตัวเองกับคู่ต่อสู้ที่พอสมน้ำสมเนื้อแทนเพื่อไม่ให้เกิดเป็นสภาวะกดดันตัวเองมากจนเกินไปไม่อย่างนั้นมันอาจจะเป็นผลกับการพัฒนาของไอ้จ๋อได้......
อ้า!
“ได้ยินเอ็งพูดแบบนั้นข้าก็สบายใจว่าแต่เอ็งมีแผนที่จะทำเยี่ยงไรต่อไปวะกล้วย? เอ็งจะอยู่ที่นี่เพื่อศึกษาต่อหรือว่าเอ็งจัก..........”
“ข้าคิดว่าจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักหน่อยหรือไม่ก็อยู่ให้ครบสองปีก่อนค่อยว่ากันอีกคราเพราะยังมีวิชาและเทคนิคบางอย่างที่ข้ายังไม่เข้าใจอยู่ ถ้าข้ารีบไปในตอนนี้ข้ากล้วยว่าข้าจะรู้สึกเสียใจคราหลัง”
ถึงแม้ว่ากล้วยจะสามารถทำให้วิญญาณของยักษ์วิรุฬกัณฐ์เป็นวิญญาณอัญเชิญของเขาได้แล้วก็ตามแต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะออกเดินทางในตอนนี้เพราะในตำราทักษะวิชาของพระฤๅษีคงที่เก็บเอาไว้ที่นี่ยังมีบางวิชาและทักษะบางอย่างที่เขายังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะอยู่ฝึกต่ออีกสักหน่อยไม่ก็รอให้ครบสองปีก่อนแล้วค่อยคิดเกียวกับเรื่องนี้.....
ว่าตัวเขาจะออกเดินทางไปผจญภัยหาประสบการณ์หรือว่าจะเดินทางกลับหมู่บ้านท่าเสด็จก่อนแล้วค่อยออกเดินทางไปผจญภัยทีหลัง......
“เอาตามที่เอ็งต้องการแล้วกัน ข้าคงพูดอะไรไม่ได้มากนัก เพราะอย่างไรข้าก็แค่ผู้อยู่อาศัยและพึ่งใบบุญจากเอ็งเท่านั้น”
ไอ้จ๋อได้ยินคำกล่าวของกล้วยแล้วมันก็ก้มหน้าต่ำลงเล็กน้อยอย่างผิดหวังแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้เศร้าหรือเสียใจเลยเพราะอย่างไรกล้วยก็ไม่ได้บอกว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปสักหน่อย......
อ้า!!