บรรยากาศในลานบ้านตระกูลหลินกำลังคึกคัก หลินฟานกำลังกางกระดาษแบบร่าง 'เกราะปทุมถัน' (ชุดชั้นใน) อธิบายให้หลินหว่านเอ๋อฟังอย่างออกรส โดยมีเสี่ยวชิงยืนตาลอยจินตนาการตาม
"พี่หญิง ท่านดูตรงนี้... โครงเหล็กดัดต้องหุ้มด้วยผ้าฝ้ายหนาๆ เพื่อไม่ให้กดทับผิวเนื้อ ส่วนตะขอหลังต้องปรับระดับได้..."
"ขออภัย... ที่นี่คือจวนตระกูลหลินใช่หรือไม่?"
เสียงหวานที่เย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งดังขึ้นขัดจังหวะ
ทุกคนหันไปมองที่ประตูรั้ว พบหญิงสาวผู้หนึ่งยืนสงบนิ่ง นางสวมอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงิน แม้จะดูเรียบง่ายกว่าชุดในวัง แต่เนื้อผ้าและการตัดเย็บนั้นประเมินค่ามิได้ ใบหน้าของนางงดงามราวกับรูปสลักหยก แต่แววตานั้นคมกริบและทรงอำนาจจนน่าเกรงขาม
นางคือ องค์หญิงใหญ่ จ้าวเวยยาง ที่ปลอมตัวมา (แบบไม่เนียนนัก เพราะรัศมีนางพญาจับ) โดยทิ้งองครักษ์ไว้ข้างนอก
หลินหว่านเอ๋อและเสี่ยวชิงชะงัก ทั้งสองไม่เคยเห็นองค์หญิงใหญ่ตัวจริง จึงคิดว่าเป็คุณหนูตระกูลสูงสักคน
แต่หลินฟาน... เทพแห่งปัญญาผู้มองโลกในแง่ธุรกิจ กำลังคิดว่า: ‘แต่งตัวดูดี บุคลิกมั่นใจ... นี่มันกลุ่มลูกค้าเป้าหมายระดับ A+! แม่นางหรุ่ยส่งลูกค้ามาให้เร็วขนาดนี้เชียว?’
หลินฟานฉีกยิ้มกว้าง เดินอาดๆ เข้าไปหาผู้มาเยือนทันที "ใช่แล้วแม่นาง! ที่นี่ตระกูลหลิน และข้าคือหลินฟาน... ท่านคงเป็ลูกค้าที่แม่นางหรุ่ยแนะนำมาสินะ?"
จ้าวเวยยางเลิกคิ้วเรียวสวยขึ้นเล็กน้อย "ลูกค้า? แม่นางหรุ่ย? นางโลมนั่นน่ะรึ?" นางกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธและเริ่มการซักฟอก
แต่หลินฟานไม่เปิดช่องว่าง เขาเดินวนรอบตัวนางหนึ่งรอบ สายตาประเมินสรีระขององค์หญิงใหญ่อย่างเปิดเผยและไร้มารยาทสุดๆ "อืม... ไหล่ลาด สง่างาม แต่ดูเหมือนท่านจะมีปัญหาเื่ปวดหลังบ่อยๆ สินะ?"
จ้าวเวยยางชะงัก "เ้ารู้ได้อย่างไร?" (นางนั่งอ่านฎีกาทั้งวัน ย่อมปวดหลังเป็ธรรมดา)
"ก็เพราะ 'ภาระ' ที่ท่านแบกไว้น่ะสิ" หลินฟานชี้ไปที่หน้าอกของนาง แล้วทำท่าประกอบ "ถึงแม้ชุดคลุมจะปิดมิดชิด แต่สายตาข้าหลอกไม่ได้หรอก... ท่านคงอึดอัดกับเอี๊ยมแบบเดิมๆ ที่รัดแน่นจนหายใจไม่ออกใช่ไหม?"
"บังอาจ!" จ้าวเวยยางหน้าแดงก่ำ ไม่เคยมีชายใดกล้าวิจารณ์เรือนร่างนางเช่นนี้ "เ้าพูดจาสามหาว..."
"จุ๊ๆๆ อย่าเพิ่งโกรธ ข้าเป็หมอ... เอ้ย นักประดิษฐ์" หลินฟานรีบหยิบแบบร่างชุดชั้นในมายัดใส่มือนาง "ดูนี่ซะแม่นาง! สิ่งนี้จะปฏิวัติชีวิตท่าน มันจะช่วยโอบอุ้ม จัดทรง และลดภาระของกระดูกสันหลัง... เหมาะกับสตรีผู้ทรงภูมิฐานและมี... เอิ่ม... สินทรัพย์มหาศาลเช่นท่าน"
จ้าวเวยยางก้มลงมองภาพวาดประหลาดในมือ ตอนแรกนางนึกรังเกียจ แต่เมื่ออ่านคำอธิบายกลไกการกระจายน้ำหนัก... ดวงตาของนางก็ฉายแววประหลาดใจ ‘โครงสร้างนี้... มันใช้หลักการเดียวกับการกระจายน้ำหนักของสะพานโค้ง? ชายผู้นี้เอาหลักวิศวกรรมมาใช้กับ... หน้าอกสตรี?’
"เ้าคิดสิ่งนี้เองรึ?" นางถามเสียงเรียบ เงยหน้าสบตาเขา
"แน่นอน ข้าออกแบบเพื่อสตรีทั่วหล้า" หลินฟานยืดอกภูมิใจ "สนใจไหม? สำหรับท่าน ข้าคิดราคาพิเศษ... หรือถ้าท่านอยากให้ข้าวัดตัวให้ตอนนี้เลยก็ได้นะ"
หลินฟานทำท่าจะขยับมือเข้าไปใกล้
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
เสียงะโดังลั่นมาจากด้านหลัง ไม่ใช่เสียงขององค์หญิง แต่เป็เสียงของ หลินหว่านเอ๋อ พี่สาววิ่งหน้าตั้งเข้ามา ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเื นางเพิ่งสังเกตเห็น 'ป้ายหยกั' ที่ห้อยอยู่ที่เอวของหญิงสาวชุดม่วง... ป้ายที่มีเฉพาะเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น!
ตุบ!
หว่านเอ๋อคุกเข่าลงกระแทกพื้นดังสนั่น ดึงชายเสื้อหลินฟานให้คุกเข่าตาม "เ้าโง่! คุกเข่าเดี๋ยวนี้! ...ถวายบังคมองค์หญิงใหญ่เพคะ! น้องชายหม่อมฉันมีตาหามีแววไม่ ขอทรงประทานอภัยโทษด้วย!"
"ห๊ะ?" หลินฟานที่ถูกดึงลงไปนั่งคุกเข่าทำหน้าเหวอ "องค์หญิงใหญ่?"
ความเงียบอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมลานบ้าน
จ้าวเวยยางสะบัดแขนเสื้อ เก็บแบบร่างชุดชั้นในเข้าในอกเสื้อของตน (นางยึดของกลาง) แล้วมองลงมาที่สองพี่น้องด้วยสายตาเ็าดุจราชินีมองมดปลวก
"หลินฟาน..." นางเอ่ยชื่อเขาช้าๆ "เ้ากล้ามากที่ชวนองค์หญิงแห่งต้าเยี่ยนวัดตัว... โทษฐานลบหลู่เบื้องสูงคือปะาเจ็ดชั่วโคตร รู้หรือไม่?"
เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมแผ่นหลังของหลินฟาน ไม่ใช่เพราะกลัวตาย แต่เพราะเขารู้ว่า 'เกมการเมือง' ได้เริ่มขึ้นเร็วกว่าที่คิด เขาเงยหน้าขึ้นสบตาองค์หญิงใหญ่ ไม่มีแววขลาดกลัวในดวงตา "กระหม่อมมิได้ลบหลู่ แต่กระหม่อมมองพสกนิกรทุกคนด้วยความห่วงใยในสุขภาพ... แม้แต่หงส์เหนือั ก็ย่อม้าความสบายในการโผบิน มิใช่หรือพะยะค่ะ?"
มุมปากของจ้าวเวยยางกระตุกยิ้มเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น "ปากดี... ลุกขึ้นได้"
นางเดินไปนั่งที่เก้าอี้หินอ่อนกลางลานบ้าน ท่าทางผ่อนคลายแต่แฝงอำนาจกดดัน "ข้ามาวันนี้ ไม่ได้มาเพื่อซื้อ... สิ่งประดิษฐ์ลามกของเ้า แต่ข้ามาเพราะคำตอบในกลหมากรุกนั่น"
นางจ้องตาเขาเขม็ง "คนทั่วไปมองเห็นแค่การเดินหมาก แต่ข้าเห็น 'วิธีคิด' ในนั้น... เ้าไม่ได้เดินเพื่อเอาชนะ แต่เ้าเดินเพื่อสร้างสมดุลใหม่" "ตอนนี้ท้องพระคลังว่างเปล่า ภัยแล้งทางเหนือรุนแรง ขุนนางฉ้อราษฎร์... หากเ้าเก่งจริงอย่างที่อวดอ้าง ลองบอกข้าซิว่า... เ้าจะหาเงินหนึ่งล้านตำลึงเข้าคลังหลวงภายในหนึ่งเดือนได้อย่างไร? โดยไม่รีดภาษีชาวบ้านเพิ่ม"
หลินหว่านเอ๋อกลั้นหายใจ นี่มันโจทย์หินที่เสนาบดีคลังยังแก้ไม่ได้! ถ้าตอบผิด หัวหลุดแน่
หลินฟานปัดฝุ่นที่เข่า ลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของปีศาจเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น "หนึ่งล้านตำลึง? ...ง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือพะยะค่ะ"
"อย่ามาคุยโว!" จ้าวเวยยางขมวดคิ้ว
"กระหม่อมไม่ได้คุยโว" หลินฟานเดินเข้าไปใกล้โต๊ะหินอ่อน แล้วใช้นิ้วจุ่มน้ำชา วาดวงกลมลงบนโต๊ะ "องค์หญิง... ท่านรู้จักสิ่งที่เรียกว่า 'ลอตเตอรี่ (สลากกินแบ่ง)' หรือไม่?"
"ลอต... อะไรนะ?"
"การระดมทุนจากความโลภของมนุษย์ โดยที่พวกเขาเต็มใจจ่าย" หลินฟานดวงตาเป็ประกาย "ข้าไม่ได้จะรีดภาษี แต่ข้าจะขาย 'ความหวัง' ...รับรองว่าหนึ่งเดือน ท่านจะได้เงินล้นคลังจนนับไม่ทัน"
จ้าวเวยยางมองชายหนุ่มตรงหน้า ความรู้สึกขัดแย้งตีกันในหัว หนึ่งคืออยากสั่งโบยให้ตายเพราะความกะล่อน สองคือความทึ่งในแิที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน
"ข้าให้เวลาเ้าอธิบาย 1 ก้านธูป..." นางกอดอก "ถ้าฟังไม่เข้าท่า... ข้าจะสั่งปะาเ้าข้อหาลวนลามเชื้อพระวงศ์เมื่อครู่นี้!"
หลินฟานหัวเราะเบาๆ "เช่นนั้น... ขอเชิญองค์หญิงสดับฟังแผนการครองเมืองของ 'ขุนนางสวะ' ผู้นี้ได้เลย"