เช้าวันถัดมาหลิวอี้อาการยังไม่สู้ดีนัก เขามีอาการคล้ายคนป่วยไข้ จึงต้องนอนพักนานกว่าทุกวัน เอี้ยคังกับซูหลินเจี๋ย จำต้องมาดูอาการนายน้อยของพวกเขา พอทั้งสองคนออกไปแล้วหลิวอี้จึงแอบกินลูกอมผลไม้ทันที แต่มันกลับไม่ช่วยให้ดีขึ้นเท่าไรนัก เขาจึงตัดสินใจลุกออกจากเตียงล้างหน้าล้างตาแล้วออกจากโรงเตี๊ยม โดยบอกกล่าวกับคนอื่นเพียงว่าไปเดินเล่นรับลม แต่เขาเลือกเดินออกจากเมืองไปยังทิศหนึ่งที่มีผาหินสูงชัน ด้วยวิชาตัวเบาราวเทพเซียน เพียงไม่กี่ลมหายใจหลิวอี้ก็มาถึงลานหิน ที่คาดว่าจะเป็ส่วนหนึ่งจากยอดเขาของผาที่ถูกผ่าครึ่ง หลิวอี้หันซ้ายหันขวาเมื่อไม่พอผู้ใดเขาจึงใช้วิชาตัวเบาะโเพียงครั้งเดียวก็สามารถขึ้นไปยังผาสูงชันได้ใน 1 ก้าวะโ ความสูงของมันสามารถประมาณด้วยสายตาถึง 100 จั่ง เป็อย่างต่ำ
ที่เขามาที่แห่งนี้ก็เพื่อใช้ยอดผาสูงชมทิวทัศน์รอบเขตเมืองหินผา เพื่อรับลมสงบจิตใจของตัวเอง ยามนี้ใน่ 100 ลมหายใจ หลิวอี้จะนึกถึงหญิงสาวผู้นั้นอย่างน้อย 1 ครั้ง หากเมื่อนึกแล้วก็บังเกิดความทุกข์ทรมานภายในอก เขาแค่ยากพบเจอนางอีกครั้ง เพื่อบอกต่อความในใจ จะสมหวังหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ขอเพียงได้บอกความในใจเป็พอ หลิงอี้ตัดสินใจนำกระบี่ศิลาขาวที่พกติดตัวมาร่ายรำ ตามรูปแบบวิชาที่ร่ำเรียนให้เกิดสมาธิเบี่ยงประเด็น เพื่อลืมเลืิอนความคิดฟุ้งซ่าน ทุกครั้งที่เขาฝึกซ้อมความสวยงามและความเฉียบคมของเพลงกระบี่ชุดนี้จะดียิ่งขึ้น หากแต่ว่าในครั้งนี้หลิวอี้กลับรวบรวมพลังปราณทั้งหมดของเขาผสานเข้ากับเพลงกระบี่อย่างที่ไม่เคยได้ทำเต็ม 10 ส่วนของพลังมาก่อน ทุกท่าที่กระบี่ชี้ตวัดสะบัดไปจะบังเกิดสายลมเงียบแต่เฉียบคม ใบหญ้าบนยอดเขาตลอดจนใบไม้น้อยใหญ่ ต่างไม่อาจต่อต้านความรุนแรงของการร่ายรำ พวกมันจำต้องละทิ้งใบเพื่อรักษารากและลำต้นไม่ให้เสียหาย ใน่ที่หลิวอี้ร่ายรำเพลงกระบี่อยู่นั้น ความคิดหนึ่งได้ผุดเข้ามา หากเขาไม่อาจบอกความในใจได้ทั้งหมด เขาก็เพียงเขียนข้อความบางส่วนที่อัดแน่นความรู้สึกทุกอย่างขอเขาลงไปก็พอ แล้วฝากฝังมันลงไป กระบี่คือพู่กัน กระดาษคือผาสูง เมื่อเขาคิดดังนั้นแล้ว ก็ทะยานะโลงจากยอดผา พร้อมกับบรรจงสลักปลายกระบี่ด้วยความรู้สึกทั้งหมดของหัวใจลงไปด้วยพลังทั้งหมดที่เขามี เสียงะเิของผาหินดังกึกก้องไปทั่วช่องเขา พร้อมฝุ่นควันมากมายฟุ้งบดบังหน้าผา ยามเมื่อปลายเท่าหลิวอี้แตะลานหินเบื้องล่าง สายลมก็พัดผ่านฝุ่นละอองลอยจากไป เผยให้เห็นว่ากลางผาสูง 100 จั่งนั้น เวลานี้ปรากฏอักษรขึ้นมา 1 ประโยค
[ข้าอยากพบเ้า]
“นี่ข้าทำอะไรลงไป”
หลิวอี้คล้ายได้สตินึกขึ้นมาได้ ถึงเขาจะไม่รู้เื่ของสถานที่แห่งนี้ หากแต่ผาสูงที่โดดเด่นเป็เอกลักษณ์เช่นนี้ ย่อมหาใช่ผาหินธรรมดาทั่วไป มีความเป็ไปได้ที่มันจะเป็สถานที่สำคัญของเมืองหินผา แต่เวลานี้เขากลับใช้มันต่างกระดาษเพื่อลงพู่กันไปเสียแล้ว ใน่ที่หลิวอี้กำลังคิดว่าเขานั้นควรทำอะไรต่อไปดี แต่ััพลังของเขารับรู้ได้ถึงผู้อื่นที่กำลังใช้วิชาตัวเบามายังจุดที่เขาอยู่ ถึงหลิวอี้จะรู้สึกผิดกับการกระทำ หากแต่เวลานี้เขาจำต้องหนีออกจากสถานที่แห่งนี้ก่อน ยามเมื่อถึงเมืองแล้วเขาจะสืบเื่ผาหินแห่งนี้ หากเกิดเื่ที่ผู้คนไม่พอใจ เขาค่อยออกไปยอมรับผิดก็ยังไม่สาย เมื่อคิดได้เช่นนี้หลิวอี้จึงรีบพุ่งหายเข้าไปในป่าทันที ด้วยการสลักอักษรลงบนผาหินเพียง 1 ประโยค มันกับทำให้จิตใจและพลังปราณที่สับสนของเขาสงบลง จนกลับเข้าสู่ความสมดุลได้อย่างอััศจรรย์
ลานหินกว้างใหญ่ใต้ผาสูง ซึ่งเป็จุดที่หลิวอี้เคยยืนอยู่ก่อนหน้า เวลานี้ปรากฏร่างอ่อนแอ้นอรชรของสองสาวงาม ที่ปกปิดใบหน้าด้วยผ้าขาวบางพลิ้วไหว พวกนางทั้งสองกำลังแหงนเงยดูตัวอักษรที่เพิ่งถูกสลักกลางผาสูง ไม่มีเสียงพูดคุยออกมาจากปากของคนทั้งสอง ผ่านไปหลายลมหายใจ จนในที่สุดหญิงสาวคนหนึ่ง ได้เอ่ยปากออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน
“เป็อักษรที่งดงามยิ่ง ข้ารับรู้ถึงความรู้สึกของผู้สลักอักษรต่อคนรักของเขาได้ มันทำให้จิตใจข้ามีความสุขอิ่มเอมอย่างมาก ข้านึกเสียดายที่พวกเรามาไม่ทันพบเจอผู้สร้างสรรค์อักษรอันวิจิตรงดงามเช่นนี้ยิ่งนัก” หญิงสาวเอ่ยออกมาจากความรู้สึกของตน
“ศิษย์น้องเ้าถึงกับร้องไห้เลยหรือ ข้าบอกได้เลยว่าั้แ่ข้าเกิดมา ไม่เคยพบเจออักษรสลักสวยงามเช่นนี้มาก่อน ซ้ำประโยคยังถ่ายทอดออกมาได้ชัดเจน ผาตัดขาดกลับถูกสลักด้วยประโยคเช่นนี้ ต่อไปชาวบ้านจะตั้งชื่อให้ผาแห่งนี้เช่นใด ข้านึกไม่ออกจริง ๆ” ศิษย์พี่หญิง กล่าวออกมา
“เราคงเป็พวกแรกที่พบเห็นอักษรบนผานี้ นึกไม่ถึงว่าพวกเราที่เร่งรีบมา แต่ก็ยังไม่ทันผู้สร้างสรรค์ผลงานเช่นนี้ ช่างหน้าเสียดายนัก” ศิษย์น้องหญิงกล่าว
“เขาคงเป็ผู้เยี่ยมยุทธ เมื่อััถึงการมาของพวกเราได้ เขาจึงหลบออกไปเพราะคงไม่อยากให้ผู้ใดรู้ตัวตนที่แท้จริง ผาแห่งนี้ก็นับว่าเป็สถานที่ทางประวัติศาสตร์ คนที่กล้าทำเช่นนี้คงไม่พ้น 1 ใน 100 อันดับแรกแห่งยอดยุทธ” ศิษย์พี่หญิงกล่าว
“เราควรกลับไปถามอาจารย์หรือไม่ว่าเป็ผู้ใด เผื่อท่านจะรู้บอกกล่าวแก่พวกเราได้” ศิษย์น้องหญิงพูดขึ้นมา
“ไม่จำเป็ต้องกลับไปแล้ว ดูนั่น”
ศิษย์พี่หญิงชี้ไปยังทิศทางหนึ่งซึ่งเป็ที่ตั้งของเมือง เวลานี้มีผู้คนมากมายกำลังมายังที่พวกนางอยู่ บ้างก็วิ่ง บ้างก็ะโ ด้วยวิชาตัวเบามายังสถานที่แห่งนี้ หนึ่งในนั้นมีอาจารย์ของพวกนางด้วย แต่เมื่อทุกคนมาถึงเพียงมองแวบเดียวที่หญิงสาวทั้งสอง ก่อนจะแหงนเงยดูผาสูง เป็อีกครั้งที่เหล่าผู้มาเยี่ยมผาแห่งนี้แน่นิ่งค้างเมื่อพบเห็นตัวอักษร ไม่นานเสียงพูดคุยซุบซิบก็ดังขึ้น จนไม่สามารถจับใจความว่าใครพูดอะไรบ้างถ้าไม่ตั้งใจฟังให้ดี แต่ถึงแบบนั้นพวกเขาล้วนพูดในทำนองเดียวกัน ว่าวิจิตรงดงามกินใจ
“ลูกเซียง ลูกชิง เ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็ผู้สลักอักษรนี่” อาจารย์ของพวกนางถาม ทำให้ผู้คนที่อยู่ใต้ผาต่างสนใจเช่นกัน
“เรียนท่านอาจารย์ จริงอยู่พวกข้าตั้งใจเดินทางมายังผาแห่งนี้ ตามที่แจ้งท่านไว้ แต่ในระหว่างทางเกิดเสียงะเิขึ้นมาชั่ว 10 ลมหายใจ จนเกิดฝุ่นควันปกคลุมไปทั่วหน้าผา พวกข้าจึงรีบเร่งมาเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อมาถึงหลังจากฝุ่นละอองถูกลมพัดออกไป ก็ไม่พบผู้ใดแล้ว นอกจากอักษรวิจิตรประโยคนี้เท่านั้น” เตียวเซียงผู้เป็ศิษย์พี่กล่าว
“แต่ข้าเห็นจากระยะไกลตอนเกิดกลุ่มควันใหม่ ๆ คล้ายบุรุษในชุดสีขาวกำลังกวัดแกว่งกระบี่ใส่หน้าผา แต่จากระยะที่ไกลมากข้าจึงไม่อาจมองเห็นหน้าตาหรือคาดเดาอายุได้” หลินชิงจ้าวศิษย์ผู้น้องกล่าวถึงสิ่งที่นางเห็นก่อนหน้าให้อาจารย์ฟัง
“หากมองจากพลังยุทธผู้ที่สามาถสลักอักษรบนผาหินในเวลาอันสั้นเช่นนี้ได้ ย่อมต้องอยู่ระดับเมฆาขึ้นไป แต่เมื่อพิจารณาจากความสูงชันของผาแล้ว ผู้ที่จะสามารถใช้วิชาตัวเบาได้สูงส่งเช่นนี้สมควรอยู่ระดับนภาเป็อย่างต่ำ” อาจารย์ของหญิงสาวทั้งสองกล่าวออกมา ทำให้ผู้คนที่ได้ฟังต่างเห็นด้วยกับการวิเคราะห์
“อาจารย์ท่านบอกได้หรือไม่ว่าคือผู้ใด ที่มีลายมือเช่นนี้”
“พูดได้ยาก ถึงจะมีไม่กี่คนที่เป็ยอดยุทธแล้วมีฝีมือทางด้านอักษร แต่อักษรวิจิตรของบุคคลเ่าั้หาเทียบได้กับอักษรเหล่านี้ไม่” อาจารย์กล่าวบอกกลับศิษย์ไปตามตรง
การที่อาจารย์ของหญิงสาวคิดว่าหลิวอี้เป็ผู้มีระดับบ่มเพาะสูงส่งเช่นนี้ ก็นับว่าไม่แปลก เพราะจากที่ศิลาสร้างโลกบันทึกระดับการบ่มเพาะไว้นั้น ได้กล่าวถึงลักษณะเด่นของแต่ละระดับไว้ดังนี้
1. ระดับพิภพ นั้นคือขั้นแรกของผู้ฝึกหัดบ่มเพาะปราณ ร่างกายแต่เดิมจะก่อร่างสร้างตัวให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากเพียงชกหมัดลงแผ่นดิน ก็สามารถสร้างหลุมบ่อเล็ก ๆ ขึ้นมาได้
2. ระดับภูผา เมื่อผู้ฝึกตนสามารถสร้างร่างกายที่แข็งแกร่งสำเร็จ จนสามารถผสานปราณในร่างได้สมบูรณ์ ถึงจะนับว่าเป็ผู้บ่มเพราะปราณแท้จริง ความสามารถของผู้บ่มเพาะในระดับนี้ แม้แต่แผ่นศิลาที่ว่าแข็งก็สามารถะเิทิ้งได้ในหมัดเดียว
3. ระดับเมฆา ยามเมื่อฝึกตนถึงระดับนี้ภายในตันเถียนจะก่อรูปแบบพลังภายในขึ้นมา เป็ของแข็งซึ่งถือเป็แหล่งกำหนดพลังปราณภายใน ผู้ที่มาถึงระดับนี้ ต่อให้ผาหินก็สามารถเจาะมันได้
4. ระดับนภา เมื่อมาถึงระดับนี้ ภายในตันเถียนจะเกิดแอ่งมวลพลังปราณจากแก่นผลึกปราณ ถูกเรียกว่าทะเลปราณ ผู้ที่ถึงขั้นนี้ร่างกายจะคล้ายเกิดใหม่ ทั้งกระดูกและเนื้อในร่างจะถูกสร้างขึ้นใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ซ้ำยังยืดอายุของผู้ฝึกตนให้ยาวนานขึ้นอีก 50 ปีเป็อย่างต่ำ เมื่อรวบรวมพลังปราณในร่างกายจะบังเกิดออร่าพลังปราณสีเหลืองทองเป็เอกลักษณ์ เพียงสะบัดฝ่ามือก็สามารถตัดยอดไม้ที่ห่างไกลจากตัวได้ ยามะโด้วยวิชาก็สูงได้ถึงหลายสิบจั่ง
5. ระดับโลกา ยามเมื่อร่างกายดีแล้วจิตใจก็ต้องถูกพัฒนาขึ้นตาม ภายในแก่นปราณจะบังเกิดตัวตนใหม่ขึ้นมา ดังชีวิตที่ 2 ของผู้ฝึกตน อายุขัยจะยืนยาวไปอีก 100 ปีเป็อย่างต่ำ พลังปราณที่ปลดปล่อยออกมามีสีส้มแสดเป็ลักษณะเด่น หาก้าแหวกน้ำผ่าเมฆาก็นับว่าอยู่ไม่ไกล
6. ระดับ์ เมื่อตัวตนในตันเถียนลืมตาตื่นขึ้นมา ร่างกายและจิตใจจะถูกเตรียมพร้อมสำหรับการเลื่อนขั้นสู่สิ่งที่สูงส่งกว่า พลังปราณเมื่อปลดปล่อยมีสีแดงสว่างเป็เอกลักษณ์ ผู้ฝึกตนจะอ่อนเยาว์ลงกลับคืนสู่่เวลาที่ร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ที่สุดอีกครั้ง สามารถเหาะเหินไปมาได้สะดวกตามพลังที่ตนมี เป็ดังเทพเซียนบนแดนมนุษย์โลก
หากยามบรรลุผ่านขอบเขตสุดท้ายของแดนนมนุษย์ พวกเขาจะมีระยะเวลาเพียง 100 ปีเท่านั้นบนดินแดนมนุษย์ ก่อนจะเข้าสู่วังัเพื่อเดินทางไปแดน์ต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้คนต่างรู้จักกันดี เพราะมันเป็สิ่งที่บอกกล่าวถึงคุณลักษณะของผู้ฝึกตนในระดับต่าง ๆ อย่างพอสังเขป
“หวังว่าเื่ที่ข้าก่อขึ้นจะไม่ทำให้ข้าต้องโทษนะ” หลิวอี้ที่หนีออกมาเวลานี้กำลังแช่น้ำจากน้ำตกสูง เพื่อล้างเนื้อล้างตัวจากฝุ่นควันครั้งที่แกะสลักอักษรบนผาหิน น้ำจากน้ำตกแห่งนี้ใสสะอาดและเย็นกำลังพอดีกับร่างกายของเขา ทำให้ชายหนุ่มผ่อนคลายลืมเลือนเวลา เขาแช่น้ำอยู่นานเกือบ 1 ชั่วยาม จึงนึกได้ว่าต้องรีบกลับโรงเตี๊ยม เพื่อไม่ให้เอี้ยคังและคนอื่น ๆ เป็ห่วงเกินไป
แต่เมื่อเขากลับมาถึงโรงเตี๊ยมเพื่อหากินอาหารเที่ยงของวัน แต่ผู้คนในห้องอาหารกำลังพูดคุยเื่ผาตัดขาดที่ปรากฏอักษรวิจิตรงดงามขึ้นมา ทำให้ผู้คนมากมายต่างไปเยี่ยมชมทันทีที่ทราบข่าว ซ้ำเมื่อคู่รักไปพบเห็น ยิ่งทำให้พวกเขารักกันมากขึ้นกว่าเดิม จนเป็เหตุให้คู่รักใน่เทศกาลสำคัญนี้ ต่างรีบเดินทางไปเพื่อให้ประจักษ์แก่สายตาตัวเอง จนผาตัดขาดถูกผู้คนในเทศกาลเรียกชื่อใหม่อย่างสนุกปากว่า ‘ผาคู่รัก’ ตอนนี้หลิวอี้หายดีแล้ว ตลอดจนกองคาราวานตระกูลหลิวได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ พร้อมออกเดินทางต่อในเช้าวันถัดไป หลิวอี้จึงขอตัวคนอื่นออกไปเดินตลาดอีกครั้ง เพื่อหาซื้อของสะสมว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมาถึงเมืองนี้ใน่เทศกาลแห่งความรัก
บนรถม้าเช่าโดยสารส่วนตัวคันหนึ่ง ในส่วนที่พักผู้โดยสารนั้นมี อาจารย์หญิงและศิษย์อีก 2 คน ซึ่งมีสีหน้าตึงเครียด โดยแต่เดิมพวกนางจำต้องเดินทางไปแคว้นฮั่วเมืองหลิวหลงอีกครั้ง เพื่อซื้อโอสถระดับสูงและสุราผลไม้วิเศษก่อนกลับสำนัก หากแต่เมื่อชั่วยามก่อนทั้ง 3 ได้รับข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับสำนักกระบี่ดวงดาราของพวกนาง เมื่อได้รับการยืนยันแล้วพวกนางจึงรีบเร่งลงใต้กลับแคว้นจินทันที
“เ้าอย่าเสียใจไปเลย พวกเรามีความจำเป็ จึงไม่อาจกลับไปยังเมืองหลิวได้” เตียวเซียงพูดขึ้นมาเมื่ออ่านสีหน้าของศิษย์น้อง
“ศิษย์พี่ท่านอย่าล้อเล่นข้าเลย” หลินชิงจ้าวบอกปัด
“โธ่ ปากกับใจเ้าไม่ตรงกันอีกแล้วนะชิงเอ๋อ ใครกันที่พยายามไปแอบดูคุณชายคนนั้น ถึงจะได้เห็นเพียงไม่กี่อึดใจก็ยังพยายามเช่นเ้า ตลอด 5 วันนั้นข้าเห็นเ้าแวะเวียนไปร้านขายยาอยู่ทุกวัน ข้ายังจำได้อยู่เลย”
“ศิษย์พี่ ท่านล้อเล่นข้าอีกแล้ว ท่านพูดเช่นนี้อาจารย์คงดุข้าว่าไม่มีความเป็กุลสตรีพอดี”
“เ้าก็นะ หากอาจารย์เป็เช่นที่เ้ากล่าวมา เ้าคงไม่มีโอกาสแอบไปสอดส่องผู้ชายดังที่เช่นเ้าทำครั้งนั้นหรอก จริงหรือไม่คะอาจารย์”
“หากให้ข้าพูดตรง ๆ ก็คงไม่ชอบนักที่หญิงสาวแอบไปสอดส่องดูผู้ชาย แต่เื่เช่นนี้ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ถ้าพวกเ้าเป็คู่กันแล้วสักวันพวกเ้าจะต้องได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง” อาจารย์ของหลินชิวจ้าวกล่าวอย่างไว้หน้าลูกศิษย์
“ข้าก็แค่อยากพบเขาอีกก็แค่นั้น…” หลินชิวจ้าวกล่าวกลับตัวเองด้วยเสียงบางเบา พร้อมกับเปิดม่านบังตาเพื่อดูสถานที่บ้านเรือนเมืองหินผาเป็ครั้งสุดท้าย แต่ใครจะคิดว่านางจะพบเห็นชายผู้หนึ่งที่นางจดจำได้ดี
หลิวอี้เดินตามถนนดูร้านค้าต่าง ๆ แต่ในจังหวะนั้นมีรถม้าโดยสารขับเคลื่อนผ่านมา เขาจึงต้องหลบหลีกเลี่ยงไปยืนข้างทาง พร้อมกับจ่องมองรถม้าอย่างนึกสงสัย ว่าผู้ใดหนอนั่งรถม้าคันนี้ ถึงความคิดนี้ไม่ได้หวังจะรู้คำตอบ หากแต่ม่านบนรถม้าที่ขับเคลื่อนผ่านนั้นกับเปิดออก พร้อมกับใบหน้าหญิงสาวนางหนึ่ง ซึ่งนางหาได้ปกปิดใบหน้าเช่นทุกครั้ง ยามเมื่อสายตาของหญิงสาวและชายหนุ่มกัน ทั้งสองต่างใและรับรู้ถึงตัวตนอีกฝ่ายทันที หากแต่รถม้านั้นยังคงขับเคลื่อนผ่านไปในความเร็วเท่าเดิม
หัวใจของหลิวอี้ฉับพลันบีบตัวถี่ระรัว ความรู้สึกตื่นเต้นดีใจของเขานั้นไม่ได้โกหก เพราะสายตาของเขานั้นหาได้ฝ้าฟาง เป็นางอย่างแน่ชัด หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในใจของเขา ต่อให้พบเห็นเพียง่หนึ่งลมหายใจ หากแต่เขาสามารถเปรียบเทียบกับใบหน้าในความทรงจำได้แจ่มชัด เขาตัดสินใจวิ่งตามรถม้าทันที แต่ด้วยเทศกาลสำคัญผู้คนจึงมากมายบนท้องถนน หลิวอี้แม้จะพยายามวิ่งตามก็ยากที่จะฝ่าฝูงชน เขาจึงจำต้องใช้ด้วยวิชาตัวเบา ใช้ผืนผ้าใบร้านหลังคาต่างพื้น ตลอดจนชายคาร้านน้อยใหญ่ เพื่อไปยังรถม้าที่กำลังมุ่งออกจากเมือง
โปรดติดตามตอนต่อไป…