ขณะที่หนึ่งเด็กหนึ่งักำลังมุ่งหน้าขึ้นสู่แดน์อย่างฮึกเหิมจู่ ๆก็มีตาข่ายขนาดใหญ่หล่นจากฟากฟ้าแล้วคลุมร่างของตันเจี๋ยกับเ้าเสี่ยวหลงจวินได้อย่างเหมาะเจาะดูก็รู้ว่าต้องมีผู้ใดจงใจกลั่นแกล้งตันเจี๋ยหรือไม่ก็จงใจขัดขวางภารกิจอันยิ่งใหญ่ของนางเป็แน่!
“อะโอ้ยยยย!!อะไรกันเนี่ย เหตุใดพลังมารของข้าถึงใช้การไม่ได้เสียแล้วล่ะ”
ไม่ทันได้แผลงฤทธิ์แต่อย่างใดทั้งตันเจี๋ยและเ้าเสี่ยวหลงจวินก็โดนตาข่ายชิ้นนั้นรั้งร่างให้ดิ่งลงสู่พื้นพสุธาแต่ทว่าจังหวะที่สองร่างจวนจะร่วงเสียดพื้น จู่ ๆ ก็เหลือบเห็นว่าด้านล่างนั่นไม่ใช่พื้นดิน แต่เป็หลุมอะไรบางอย่างซึ่งบริเวณปากหลุมปกคลุมไปด้วยข่ายพลังเวทย์เข้มข้น
ฟิ้วววว~ ตุ้บบบ!!!
ไม่ทันไรสองสิ่งมีชีวิตก็ตกเข้าไปในหลุมนั้นร่างอ้วนกลมของจอมมารน้อยหล่นกระแทกพื้นดังตุ้บตับอย่างแน่นขนัดใบหน้าอวบอ้วนของเ้าตัวฝังแหมะเข้าไปในหน้าดินทั้งแขนและขาเหยียดเก้งก้างไปคนละทางส่วนเ้าเสี่ยวหลงจวินก็มีสภาพไม่ต่างจากตันเจี๋ยสักเท่าไหร่แถมยามนี้ร่างัสูงใหญ่ของเสี่ยวหลงจวินก็คืนสภาพเดิมแล้วด้วยมันไม่ใช่ัตัวใหญ่อีกแล้ว มันกลายเป็เพียงงูตัวน้อยแสนน่ารักดังเดิม
“ใครกัน! ผู้ใดขวางทางข้า”
เมื่อลุกขึ้นจากรอยยุบของพื้นดินได้แล้วตันเจี๋ยน้อยที่โกรธจัดจนหน้าแดงหน้าดำก็เร่งคำรามลั่นอย่างโอหังแล้วทันใดนั้นปลายเท้าของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏต่อหน้าตันเจี๋ยเมื่อเงยหน้าขึ้นมองให้ชัด ๆเ้าตัวก็ถึงกับต้องผลัดสีหน้าโอหังให้กลายเป็อ่อนโยนและนอบน้อมโดยสัญชาตญาณ
“ชะอุ้ย!เป็ท่านอาไป๋เฉียนเองหรอกหรือ”
ไม่เพียงกล่าวทักท้วงเสียงเหินแต่ตันเจี๋ยยังไม่ลืมลุกขึ้นยืนแล้วใช้สองมือเล็กของตนปัดป่ายเศษดินเศษหญ้าบนอาภรณ์ให้สะอาดสะอ้านก่อนจะอ้าแขนกว้าง ๆ แล้วโผเข้าไปกอดหมับเข้าที่หน้าขาของท่านอาผู้แสนดีอย่างออดอ้อน
“เรียกข้าว่าท่านอาเช่นนี้เ้าคงรู้ความจริงหมดแล้วสินะ”เสิ่นไป๋เฉียนเอื้อมฝ่ามือลงไปลูบหัวทุยของเ้าหลานสาวตัวป่วนอย่างนึกเอ็นดู
“ʘᴥʘ อื้อ ๆ ข้ารู้ความจริงหมดแล้วและก็รู้ด้วยว่าท่านคือญาติเพียงคนเดียวของข้า ส่วนเ้าเทพหนวดขาวาอะไรนั่น ข้าขอไม่นับญาติ!”ตันเจี๋ยพูดไปพลางก็ย่นจมูกและแยกเขี้ยวยิงฟันไปพลาง สีหน้าเช่นนี้บ่งบอกได้ชัดเจนว่านางชิงชังเทพหน้าโง่พวกนั้นมากเพียงใด
“หลานเอ๋ย...ข้าส่งเ้ามาอยู่ที่นี่ ก็เพื่อปกป้องเ้า ทั้งอุตส่าห์เปลืองแรงผนึกหลาย ๆอย่างในกายเ้าไว้ ก็เพราะไม่อยากให้ผู้ใดตามตัวเ้าเจอแต่บัดนี้เ้ากลับจะวิ่งแจ้นขึ้นไปแสดงตัวให้ผู้อื่นสังหารนี่ไม่เท่ากับว่าทุกอย่างที่ข้าทำเพื่อเ้า มันสูญเปล่าหรอกหรือ”
“ข้ารู้ว่าท่านอาดีที่สุดแล้วข้าก็รู้ด้วยว่าท่านอาพยายามปกป้องข้า แต่ท่านอาต้องฟังข้านะ!!แค้นนี้ต้องชำระ เข้าใจหรือไม่”เด็กหญิงตัวน้อยกระตุกชายอาภรณ์เพื่อรั้งร่างสูงของท่านอาผู้สง่างามให้โน้มลงมาหาจากนั้นเ้าเด็กแสบก็จดจ้องเข้าไปในดวงตาของท่านอา หวังสะกดจิตและเป่าหูให้ท่านอายอมโอนอ่อนไปตามความ้าของตน
“คาดไม่ถึงว่า... อาศัยเพียงข่ายมนตราของข้าก็ไม่อาจรั้งพลังจอมมารในตัวของเ้าไว้ได้เพื่อความปลอดภัยของเ้า เห็นทีว่าข้าคงต้องส่งเ้าไปอยู่พิภพล่างแล้วสินะ”ท่านอารูปงามคลี่ยิ้มอ่อนเมื่อเห็นหลานสาวตัวน้อยพยายามใช้พลังเวทย์มาครอบงำตนในหัวของเขาทั้งรู้สึกเอ็นดู และรู้สึกเอือมระอาในความไม่รู้จักประมาณตนของนาง
“ฮึ!ข้าไม่ไปพิภพล่างเด็ดขาด ข้าจะไปเยือนเผ่าเทพข้าจะไปแก้แค้นให้ท่านพ่อกับท่านแม่ให้จงได้” ตันเจี๋ยยืนกรานเสียงแข็งเรียวแขนเล็กกอดอกแน่นอย่างอวดดี พร้อมกับชักสีหน้าบึ้งตึงใส่ท่านอาไปปราดหนึ่ง
“เื่แก้แค้นไว้ปล่อยให้เป็หน้าที่ข้าเด็กเช่นเ้าอย่าริอาจก่อเื่ให้ท่านอาคนนี้ต้องปวดหัว เข้าใจหรือไม่”
ไป๋เฉียนไม่คิดถือสาในท่าทางก้าวร้าวของหลานสาวหนำซ้ำยังหมายจะยื่นมือเข้ามาััปานแดงที่กึ่งกลางหน้าผากของนางแต่หนนี้ไม่ได้ง่ายดายนัก เพราะตันเจี๋ยรู้ทันว่าท่านอาผู้นี้อาจจะลบความทรงจำนางและผนึกนางไว้อีกครั้งเ้าเด็กน้อยจึงรีบถอยกรูดไปหลบหลังต้นไม้พร้อมกับะโเสียงดังฉะฉานออกมาว่า
“ไม่เข้าใจ!ข้าไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น! ข้าไม่ได้ก่อเื่เสียหน่อย ถึงข้าเป็เด็กแต่ในกายของข้ามีพลังของจอมมาร ย่อมต่อกรกับเ้าเทพหน้าเทากับเ้าเทพหนวดขาวได้แน่”สิ้นเสียงคำรามของเ้าตัวน้อย เทพเสือขาวก็หัวเราะแ่เบาพร้อมกับบ่นพึมพำออกมาว่า
‘ท่านพี่...ความดื้อรั้นนี้ของนางช่างถอดแบบมาจากท่านได้อย่างไร้ที่ติจริง ๆสมกับที่นางเป็บุตรสาวของท่าน’
ว่าเสร็จเทพเสือขาวผู้แสนดีก็ไม่เอ่ยวาจาใดให้เสียเวลาอีกเขาหายวับไปกับตา แล้วไปปรากฏตัวอีกทีที่ด้านหลังของตันเจี๋ยโดยไม่ให้นางรู้ตัวจากนั้นแตะฝ่ามือลงกลางหัวทุยของตันเจี๋ยไปหนึ่งครั้งพริบตาเดียวร่างอ้วนป้อมของนางก็กลายเป็ดวงิญญาโปร่งแสงไร้กายหยาบ
“เ้าเป็เด็กดื้อรั้นไม่เชื่อฟังคำสอนของผู้ใหญ่ จงใจแหกกฎที่ข้าตั้งไว้นั่นเท่ากับว่าเ้ามีความผิดติดตัว เช่นนั้นก็จงลงไปชดใช้ความผิดที่พิภพล่างจงไปเรียนรู้วิถีชีวิตของมนุษย์จงไปเวียนว่ายตายเกิดและเผชิญด่านเคราะห์เพื่อรอวันกลับขึ้นแดน์”
คำพูดของไป๋เฉียนค่อนข้างมีนัยขณะเอ่ยกับหลานสาว เขาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง พยายามกลั้นน้ำตาไว้จนสุดฤทธิ์ตลอดห้าสิบปีเทพที่ผ่านมา ไป๋เฉียนรู้สึกผูกพันกับตันเจี๋ยไม่ใช่น้อยเพราะไป๋เฉียนมักถอดกายล่องหนลงมาแอบดูกิจวัตรประจำวันของหลานสาวอยู่เสมอแม้ยามที่ไม่ได้ถอดกายล่องหนลงมาที่สำนักเซียน ท่านอาผู้แสนดีคนนี้ก็มักจะเสกม่านวิเศษเพื่อสอดส่องดูความน่ารักน่าชังของหลานสาวอยู่บ่อยๆ
เขาเฝ้ามองดูการเติบโตของนางอย่างใกล้ชิดเรื่อยมาความรักความผูกพันสายหนึ่งก็ถักทอขึ้นในใจของเทพเสือขาวอย่างเงียบ ๆ
“ข้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านกำลังพูด”สองมือเล็กของตันเจี๋ยพยายามคว้าไปจับมือของท่านอาไว้แต่กระนั้นร่างกายโปร่งแสงของนางก็ไม่สามารถััอะไรได้ขณะเอ่ยกับท่านอาอยู่นั้น จู่ ๆ น้ำตาเม็ดโตของนางก็ไหลพรูออกมาอย่างน่าสงสาร
“ตอนนี้ข้ายังบอกอะไรกับเ้ามากไม่ได้รู้แต่เพียงว่า… ข้าทำทั้งหมดนี้เพื่อเ้าก็เป็พอ”สิ้นสุดคำพูดประโยคนี้ของท่านอาร่างโปร่งแสงของตันเจี๋ยก็ขมวดรวมกันกลายเป็ลูกแก้วสีแดงแวววาวระยับตาและลอยออกไปจากเขตแดนที่ท่านอาร่ายมนตราเอาไว้ซึ่งแน่นอนว่าจุดหมายปลายทางของนางในครั้งนี้ก็คือโลกมนุษย์
.
..
“เห้อ…ตันเจี๋ยหนอตันเจี๋ย เกิดเป็ลูกสาวของจอมมาร ชีวิตมันไม่ง่ายเลยจริง ๆ U...U”
ตันเจี๋ยในร่างของเด็กหญิงวัยห้าขวบอย่างวั่งเหวินเหลือบตามองเพดานเกวียนม้าอย่างเหม่อลอยในใจของนางนึกเบื่อหน่ายยิ่งนักที่ต้องมาติดแหง็กอยู่ในโลกมนุษย์ซ้ำร้ายยังไม่มีพลังวิเศษติดตัว ไม่ส่งเ้าเสี่ยวหลงจวินมาอยู่เป็เพื่อนแล้วไหนยังต้องมาอยู่ในร่างของเด็กน้อยที่โชคชะตาสุดอาภัพผู้นี้อีก
ว่าก็ว่าเถอะ…ชีวิตความเป็อยู่ของตันเจี๋ยในตอนนี้แย่เสียกว่าตอนเป็เซียนน้อยที่หุบเขาลั่วอิงเสียอีก แต่มาคิด ๆดูแล้วหากท่านอาเสือขาวดลบันดาลให้ตันเจี๋ยกลายเป็บุตรสาวของเศรษฐีตระกูลใหญ่สักคนก็คงดีแบบนั้นชีวิตการเป็อยู่ในโลกมนุษย์คงง่ายขึ้นมาหน่อย
“◔ᴥ◔ แต่เอ๋? เดี๋ยวก่อนนะ! ท่านอาไม่ได้ดลบันดาลชีวิตดี ๆให้ข้า แต่ใช่ว่าข้าจะสร้างมันด้วยตัวเองไม่ได้เสียหน่อย!”
จู่ ๆตันเจี๋ยก็นึกแผนการบางอย่างขึ้นมาได้ เมื่อจินตนาการถึงแผนการเ่าั้ตันเจี๋ยก็เผลอฉีกยิ้มมุมปาก พร้อมกับออกเสียง ‘หึ’ ในลำคอสีหน้าค่าตาของนางในตอนนี้ช่างกรุ้มกริ่มชั่วร้ายยิ่งนัก
“เหอ ๆ ฮี่ ๆพวกมนุษย์หลอกง่าย ไม่มีวิชาสะกดจิต และไม่มีวิชาอ่านใจเหมือนพวกเผ่าเทพเช่นนั้นแล้วข้าจะอาศัยเอาความน่ารักน่าชังของร่างนี้หลอกล่อให้เศรษฐีหน้าโง่สักคนรับข้าไปอุปถัมภ์เพียงเท่านี้ข้าตันเจี๋ยก็จะอยู่กินสุขสบายไปได้ทั้งชาติ!”
จะว่าไปก็ต้องขอบคุณหยวนซู่ถงที่ขุนร่างนี้จนอ้วนฉุเหมือนก้อนหมั่นโถวน้อยหากผอมเก้งก้างเหมือนโครงกระดูกคงยากนักที่จะทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกรักใคร่เอ็นดูได้ง่าย ๆส่วนเหตุผลที่หยวนซู่ถงยอมเปลืองข้าวปลาอาหารเพื่อขุนให้เด็กน้อยวั่งเหวินอ้วนพุงพลุ้ยขนาดนี้ล้วนหนีไม่พ้นเื่ผลประโยชน์
ั้แ่สามีของนางตายนางก็วางแผนไว้แล้วว่าจะขุนวั่งเหวินให้อ้วนฉุเมื่อนำไปขายให้พวกพ่อค้าทาสจะขายได้ราคาดีกว่าเด็กที่ร่างกายผ่ายผอมเหตุผลที่เป็เช่นนั้นก็เพราะว่า คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าเด็กที่ร่างกายอ้วนถ้วนสมบูรณ์ คือสัญลักษณ์ของความเป็มงคล
ด้วยเหตุนี้เด็กที่ร่างกายอ้วนถ้วนสมบูรณ์จึงมักถูกขายต่อไปยังจวนขุนนางเพื่อฝึกให้เป็บ่าวรับใช้ประจำตระกูลส่วนเด็กที่ร่างกายผ่ายผอมก็มักถูกขายต่อให้ไปเป็ทาสแรงงานที่โรงเหมืองหรือไม่ก็ถูกส่งไปใช้แรงงานตรากตรำที่ไหนสักแห่ง ด้วยเหตุผลประการฉะนี้ราคาค่าหัวของเด็กที่ถูกขายไปยังจวนขุนนางจึงมีมูลค่าสูงกว่าพวกเด็กที่ถูกขายไปใช้แรงงานตั้งหลายเท่าตัว
ในขณะที่ตันเจี๋ยกำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยและกำลังมีความสุขกับแผนการชั่วร้ายของตน จู่ ๆตันเจี๋ยก็เหลือบไปเห็นผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งดิ้นขยุกขยิกไปมาคล้ายมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้า ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตันเจี๋ยจึงไม่รอช้ารีบยื่นมือเข้าไปหยิบผ้าขี้ริ้วผืนนั้นขึ้นดูแต่ทันทีที่มองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าขี้ริ้วตันเจี๋ยก็ถึงกับนิ่งผงะพร้อมกับเบิกตากว้างจนดวงตาแทบถลนหลุดจากเบ้า!