บทที่ 21
งานในศูนย์อพยพ
[MAIYA PRAT]
หลังจากจบการต่อสู้อันหนักหน่วงในครั้งที่ผ่านมา เหล่ามิโกะไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเราจัดการประชุมและหารือถึงวิธีการพัฒนาพลังของผู้กล้าเป็การเร่งด่วน
โดยเบื้องต้นเราได้รับต้นแบบพลังมาจากผู้กล้าที่มาพร้อมเปลวไฟ
ตัวตนของเขายังคงปริศนาในตอนนี้ เขาไม่ยอมบอกข้อมูลอะไรให้เหล่ามิโกะทราบเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับตัวเขามีเพียง เขาเป็ผู้กล้าจากโตเกียว เขามีเพื่อนที่ได้รับาเ็หนักหนึ่งคน เขาและเพื่อนคนนั้นอยู่บ้านใกล้กันมาั้แ่เกิด นั่นจึงเป็เหตุผลที่เขารักเพื่อน และยอมมาเข้าเฝ้าท่านอิสึมิตอนที่ฉันขู่ว่าจะไม่ยอมรักษาเพื่อนของเขา หากเขาไม่ยอมเข้าพบท่านอิสึมิ (ซึ่งคำขู่เ่าั้ ฉันได้รับคำบัญชามาจากเทพคุ้มครอง)
“จากที่ข้าได้พูดคุยกับเด็กหนุ่มคนนั้น ดูเหมือนองค์กรมิโกะของเมืองโตเกียวจะสั่งห้ามไม่ให้ผู้กล้าบอกข้อมูลอะไรกับเมืองอื่น” นั่นคือข้อสรุปของท่านอิสึมิ
ฉันยกชาขึ้นดื่มดับกระหาย แล้วค่อยถามต่อ
“ทำไมต้องปิดข้อมูลด้วยล่ะคะ ตอนนี้โลกของเรากำลังตกอยู่ในอันตราย มีข้อมูลอะไรก็ควรแชร์กันไม่ใช่เหรอคะ”
“ข้าเองก็ตอบไม่ได้ ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ข้าสงสัย”
ท่านอิสึมิโบกมือสั่งให้คนรับใช้ของท่านออกจากเรือนสวดภาวนาแล้วกำชับให้ปิดประตูทุกบาน เมื่อท่านแน่ใจแล้วว่าเรือนสวดภาวนาปลอดคน ท่านจึงเริ่มพูดต่อ
“ข้าสงสัยว่าโตเกียวอาจทำเื่ร้ายแรงบางอย่างจึงต้องปิดข้อมูลเอาไว้”
“เื่ร้ายแรง? อย่างพวกสร้างอาวุธนอกรีตเหรอคะ”
ท่านอิสึมิพยักหน้า
“หากดูจากวิทยาการอาวุธและชุดผู้กล้าของเด็กหนุ่มคนนั้นแล้ว มีความเป็ไปได้สูง”
“ถ้าเป็อย่างนั้นจริง ไม่แปลกใจเลยค่ะที่เมืองโตเกียวล่มสลาย”
“แม้พวกเขาจะพ่ายแพ้เพราะก้าวพลาด แต่พวกเขาก็ได้มอบบทเรียนอันมีค่าให้แก่เรา เราจะต้องนำบทเรียนนี้มาต่อยอดพัฒนาอาวุธและวิทยาการที่ขาวสะอาดให้จงได้ เมืองนีงาตะจะต้องเป็เมืองแห่งความหวังของมวลมนุษยชาติ!!”
“ใช่แล้วค่ะ! ถึงจะต้องใช้เวลาพัฒนานานกว่าเมืองไหนๆ บนโลก ถึงจะต้องให้ผู้กล้าแบกภาระมากมาย เพื่อผลในระยะยาวแล้ว เราต้องอดทนค่ะ”
“เราจะคุยเื่นี้กับผู้กล้าในครั้งต่อไป พวกเขาจะต้องรู้ถึงจุดมุ่งหมายของพวกเรา”
“อีกไม่นานองค์กรมิโกะของเราก็จะก่อตั้งแล้ว ท่านอิสึมิเตรียมพร้อมสำหรับกระแสด้านลบหรือยังคะ”
“ฉันเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่มีหลายสิ่งที่ฉันอาจต้องพึ่งพวกเธอ คำพยากรณ์ได้บอกกับฉันว่าหลังจากนี้จะเกิดความวุ่นวายขึ้นในตัวเมืองของเรา ฉันไม่รู้ว่าความวุ่นวายนั้นเกิดจากการก่อตั้งองค์กร หรือเกิดจากสาเหตุอื่น” ท่านอิสึมิก้มหน้าลง ถอนหายใจแล้วนั่งนิ่งราวกับใช้ความคิด “ฉันขอยืมกำลังของพวกเธอหน่อยเถอะนะ”
นั่นเป็คำพูดที่ฉันไม่คาดคิดว่าจะออกมาจากท่านอิสึมิ
ความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นมันหนักหนาขนาดนั้นเลยหรือ
“ฉันจะทำให้เต็มที่ค่ะ ในฐานะมิโกะที่ใกล้ชิดกับผู้กล้ามากที่สุด ฉันจะทำงานวันละยี่สิบชั่วโมงไปเลยค่ะ!!”
ท่านอิสึมิยิ้มบางๆ แล้วเอื้อมไปหยิบไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์มาให้ฉัน
“ฉันหวังว่ามันจะมีประโยชน์กับเธอไม่ช้าก็เร็ว”
เมื่อฉันออกมาจากศาลเ้าอิสึมิ ฉันก็ตรงมาช่วยงานที่โรงเรียนประจำจังหวัดนีงาตะ โรงยิมของที่นี่ถูกแปรสภาพเป็ศูนย์อพยพผู้อพยพไปเป็ที่เรียบร้อย
จ้อกแจ้ก จอแจ
พอฉันมาถึง สิ่งที่ฉันเห็นก็คือความวุ่นวายที่ค่อนข้างรุนแรง พวกเขาะโแย่งอาหารและของใช้กันอย่างไม่เป็ระเบียบ เหล่ามิโกะและอาสาสมัครพยายามไกล่เกลี่ยและอธิบาย แต่ก็ยังคุมสถานการณ์ไว้ไม่ได้
“ทำไมสถานการณ์เป็อย่างนี้”
ฉันถามมิโกะลำดับสิบเอ็ดที่ยืนขาแข็งทำตัวไม่ถูก
“คะ คือว่า คือ”
เธอเล่าให้ฉันฟังติดๆ ขัดๆ แต่ฉันก็พอจับใจความสำคัญได้
“สรุปก็คือ ของช่วยเหลือมีไม่พอต่อจำนวนผู้อพยพใช่ไหม”
“ค ค่ะ”
เธอพยักหน้าน้ำตาคลอ
“เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
ฉันสูดหายใจเข้าไปเต็มปอดแล้วขึ้นไปบนเวทีของโรงยิม ทั้งโนกิ และยูมิต่างก็ทำหน้าที่ผู้กล้ากันอย่างเต็มที่ พวกเธอต้องเสียสละอะไรหลายๆ อย่างเพื่อปกป้องพวกเรา ฉันเองก็จะไม่ยอมน้อยหน้าพวกเขา ฉันจะทำหน้าที่มิโกะให้ดีที่สุด ให้สมกับที่เป็เพื่อนของพวกเธอ
“ทุกคนคะ!!”
ฉันะโใส่ไมค์สุดเสียง
วิ้ง~~~
เสียงไมค์หอนดังสนั่นจนทุกคนหยุดชะงักแล้วหันมาทางฉัน
หวาา ทุกคนดูอารมณ์บูดกันทั้งนั้นเลย
ฉันรวบรวมความกล้าแล้วพูดต่อไป
“ทุกคนคะ เนื่องจากของช่วยเหลือมีไม่เพียงพอ รบกวนสุภาพบุรุษสละของใช้ส่วนหนึ่งให้ผู้หญิง เด็ก และคนแก่ที่จำเป็ต้องใช้ก่อนนะคะ”
เสียงโวยวายของกลุ่มสุภาพบุรุษดังระงมทันที
“ฉันเข้าใจค่ะว่าพวกคุณไม่พอใจ แต่ช่วยดูสถานการณ์ก่อนจะโวยวายเรียกร้องเถอะนะคะ” ฉันจับไมค์ไว้แน่นแล้วตะเบ็งเสียงพูดต่อไป “ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าเมืองของคุณแจกจ่ายอาหารและของใช้กันอย่างทั่วถึงมาตลอดไหม แต่สำหรับเมืองนีงาตะ เรามีทรัพยากรจำกัดค่ะ”
“...”
ทุกคนเงียบเสียงลง ราวกับกำลังตั้งใจฟังฉัน สายตาที่ดูไม่ค่อยเป็มิตรเ่าั้เตรียมพร้อมจะสวนคำพูดแรงๆ ตอกกลับทันทีหากฉันพูดอะไรผิดพลาดออกไป
เหงื่อบนตัวฉันผุดผาย ความตื่นกลัวเริ่มเล่นงานฉัน
โนกิจัง ยูมิจัง เป็กำลังใจให้ฉันด้วยนะ
“ตอนนี้เมืองของเราขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนัก อาหารก็ไม่พอแจกครบสามมื้อ ทั้งยา เครื่องนุ่งห่มก็มีไม่พอ ช่วยเข้าใจถึงความยากจนของเมืองเราด้วยเถอะค่ะ!”
“...”
ไม่มีใครพูดคุยอะไรกันเลย
“...”
เงียบ เงียบกันอยู่นานมาก จนกระทั่งคุณลุงคนหนึ่งยื่นผ้าห่มให้คุณยายที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
“ผมให้”
คุณยายรับไว้แล้วกล่าวขอบคุณหลายต่อหลายครั้ง
ภาพนั้นทำให้สุภาพบุรุษอีกหลายๆ คนทำตาม ทว่าก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังทำตัวไม่น่ารัก โวยวายด่าฉัน แถมยังต่อว่าเมืองของเราห่วยแตก ไม่มีปัญญาดูแลผู้อพยพ
“ขอโทษที่ช่วยเหลือไม่ได้อย่างเต็มที่นะคะ พวกเราทำกันสุดความสามารถแล้ว หากคุณยังไม่พอใจ สิ่งที่ฉันจะทำได้ก็มีเพียงขอโทษๆ แล้วก็ขอโทษจริงๆ ค่ะ”
ฉันคุกเข่าลงคำนับขอโทษพวกเขา การกระทำของฉันทำให้มิโกะคนอื่นๆ รวมไปถึงอาสาสมัครทำตาม
เมื่อเ้าหน้าที่ก้มหัวขอโทษ กลุ่มคนที่โวยวายก็เริ่มละอายใจ
“เขาทำขนาดนี้แล้ว ถ้าพวกแกยังหน้าด้านอยากได้อยู่ล่ะก็ เอาของฉันไปเลย ฉันยกให้!!” วัยรุ่นคนหนึ่งโยนของไปให้กลุ่มคนที่โวยวาย
“ไอ้พวกไม่รู้จักบุญคุณ อยากได้ของช่วยเหลือเยอะๆ ก็ออกไปหาเมืองอื่นอาศัยไป!!” และมีอีกหลายคนที่เริ่มสวนกลับคนเห็นแก่ตัว
ฉันไม่อยากให้ความรุนแรงเกิดขึ้น จึงหาเื่อื่นมาเบี่ยงประเด็น
“ตอนนี้เมืองของเรา้าแรงงานสำหรับผลิตอาหารและทรัพยากรอื่นๆ อีกเป็จำนวนมาก หากท่านไหนพร้อมและ้าทำงานสามารถไปสมัครงานที่ลานกว้างประจำเมือง หรือศาลเ้าที่ใกล้ที่สุดได้เลยนะคะ เราจะมีที่พักรวมไปถึงค่าตอบแทนและอาหารครบสามมื้อให้กับพนักงานทุกคนค่ะ”
คำเชิญชวนนั้นทำให้เหล่าคนที่แข็งแรงพร้อมใจกันลุกออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปสมัครงาน ภายในเวลาไม่ถึงสามสิบนาที ผู้คนที่อยู่ในศูนย์อพยพก็เหลือเพียงคนอ่อนแรงและาเ็ไม่สบายเท่านั้น ส่วนพวกที่เห็นแก่ตัวก็หน้าด้านไม่พอจะอยู่ในศูนย์อพยพเลยหนีออกไปเดินเล่นข้างนอก รอให้ถึงเวลาแจกอาหารถึงจะกลับมาใหม่
“เอาล่ะ ถึงเวลาทำงานของจริงกันแล้ว สู้เค้าตัวฉัน” ฉันพูดให้กำลังใจตัวเองแล้วลงจากเวทีเพื่อไปดูแลผู้อพยพ
เราใช้เวลาในการปฐมพยาบาล แจกของใช้จำเป็อยู่สามชั่วโมงกว่าๆ จนเมื่อทุกอย่างเข้าที่ฉันถึงเดินออกมานั่งเก้าอี้ยาวใต้ต้นไม้ใกล้ๆ โรงยิม ต้นที่เคยนั่งกับโนกิจัง
“อา~ วันนี้งานหินสุดๆ ไปเลย” ฉันดื่มน้ำดับกระหายแล้วเงยหน้ามองต้นไม้ที่แผ่ขยายความร่มเย็นออกไปไกลแสนไกล สายลมเอ่ยๆ พัดผ่านมาราวกับ้าปลอบโยนฉัน เสียงใบไม้เสียดสีไปตามลมช่วยทำให้ฉันผ่อนคลายขึ้นมากทีเดียว
“คุณไมยะ~” มิโกะลำดับสิบเอ็ดวิ่งมาหาฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ ฉันแล้วยื่นแซนด์วิชไส้หมูหยองมาให้
“ขอบใจนะ”
“ฉันต่างหากละคะที่ต้องขอบคุณคุณไมยะ เหตุการณ์วุ่นวายเมื่อกี้ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้ มีหวังโรงยิมได้เกิดโศกนาฏกรรมคนยกพวกตีกันแย่งของบริจาคแน่ค่ะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง” ฉันยักยิ้มแล้วแกะแซนด์วิชทาน “อื้ม อร่อยดีนะ หวานกำลังดีเลย”
“ใช่มั้ยล่ะคะ นี่น่ะรสโปรดของฉันเลยนา~” มิโกะลำดับสิบเอ็ดดูดีใจที่ฉันชอบแซนด์วิชที่เธอมอบให้
“ขอบใจเธอนะ นานๆ ทีได้กินอะไรแบบนี้มันทำให้รู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่นี่ดีจริงๆ”
“ฉันน่ะนะ แต่ก่อนก็เป็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง มีเพื่อน มีพ่อแม่ มีคนที่แอบชอบ ฉันรักการไปโรงเรียน รักการได้ใช้ชีวิตในชมรมวาดรูปมากๆ แต่พอโลกถูกรุกราน ชีวิตของฉันก็เปลี่ยนไปหมดเลย ฉันได้รับพลังมิโกะมาโดยที่ฉันเองยังหาคำตอบไม่เจอด้วยซ้ำว่าฉันมีคุณสมบัติอะไรให้ท่านเทพเลือก”
เธอบีบขวดน้ำที่ถืออยู่ในมือแน่น
“ฉันเป็คนขี้กลัว กลัวไปหมดทุกอย่าง เวลาต้องอยู่ในสถานการณ์คับขัน ฉันจะตื่นกลัวจนทำอะไรไม่ถูก เวลามีปัญหาอะไรก็จัดการเองไม่ได้”
น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ
ฉันตบบ่าของเธอแล้วพูดบ้าง
“ฉันน่ะนะ ก่อนหน้านี้ก็เป็เพียงเด็กผู้หญิงคนนึงเหมือนกัน ตอนที่ฉันได้รับพลังมิโกะมา ฉันเองก็ทำอะไรไม่ถูก มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันมุ่งมั่นทำงานมิโกะต่อไป นั่นก็คือฉันอยากใช้พลังมิโกะช่วยเหลือผู้คน ฉันอยากให้คนรอดเยอะๆ จึงทำทุกอย่างสุดความสามารถ อะไรที่คิดว่าทำไม่ได้ ก็ใช้ลูกฮึดเอาชนะมาโดยตลอด ฉันคงได้นิสัยบ้าระห่ำแบบนั้นมาจากผู้กล้าที่เป็เพื่อนของฉันล่ะมั้งนะ” พอนึกถึงโนกิจังกับยูมิจังแล้วอดยิ้มไม่ได้เลยแฮะ
“ใช้พลังเพื่อช่วยเหลือผู้คนเหรอคะ อา~ สุดยอดไปเลยนา~ ฉันเองจะคิดแบบนั้นบ้างได้ไหมนะ”
“ไม่จำเป็ต้องทำตามใครหรอก เป็ตัวของตัวเองแล้วมุ่งมั่นในเจตนารมณ์ของตัวเองให้ถึงที่สุดดีกว่านะ เธอจะขี้กลัวไปตลอดก็ได้ ฉันเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ความกล้าหาญในตัวเธอจะปรากฏออกมาและสว่างสดใสมากๆ เลยล่ะ”
“จริงเหรอคะ ฉันคนนี้จะสามารถเปล่งประกายได้อย่างคุณไมยะจริงๆ เหรอคะ”
“จริงสิ สักวันหนึ่งเธออาจจะกล้าหาญเหมือนเหล่าผู้กล้าเลยก็ได้นะ เพราะฉะนั้นสู้ต่อไป ฉันเชื่อว่าสักวันเธอจะทำได้”
“ค่ะ ฉันจะสู้!!”
“ฉันเป็กำลังใจให้”
“กรี๊ด!!”
โครม!!
“นั่นเสียงอะไรน่ะ!”
ฉันกับมิโกะลำดับสิบเอ็ดหันไปมองทางโรงยิมพร้อมเพรียงกัน
“ควัน!! มีควันลอยออกมาจากโรงยิมค่ะ!!”
“มิโกะลำดับสิบเอ็ดไปตามหน่วยดับเพลิงมา ทำได้ใช่ไหม”
“ค คะ? ฉะ ฉัน…”
“ฉันเชื่อในตัวเธอนะ ฝากแจ้งหน่วยดับเพลิงด้วย ฉันจะรีบเข้าไปดูสถานการณ์ก่อน!!”
ฉันวิ่งเข้ามาในโรงยิมที่เกิดความวุ่นวายอีกครั้ง เสียงกรีดร้อง เสียงเด็กร้องไห้ ผู้คนวิ่งหนีควันไฟดังระงมไปหมด
ฉันไม่สามารถเข้าทางประตูหน้าได้ เพราะผู้คนวิ่งกรูกันออกมาไม่หยุด ฉันวิ่งอ้อมไปยังประตูหลัง แต่ว่าประตูถูกอะไรบางอย่างขวางทางไว้ ทำให้ฉันเปิดไม่ได้
“บ้าเอ๊ย!!”
ฉันตบบานประตูแรงๆ แล้ววิ่งไปหาทางเข้าอื่น แต่โรงยิมแห่งนี้ไม่มีทางเข้าอื่นเหลืออีกแล้ว ทำยังไงดี คิดสิคิด!!
ฉันมองควันไฟที่ลอยออกมาจากช่องหน้าต่าง ภายในเสี้ยววินาทีฉันตัดสินใจกระแทกบานหน้าต่างจนกระจกแตก แล้วรีบะโเข้าไปในโรงยิมทันที
กรี๊ดดดด~
เสียงกรีดร้องของผู้คนดังระงม ข้าวของภายในโรงยิมกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กลุ่มคนเห็นแก่ตัวกลับมาเอาคืนงั้นเหรอ
ฉันสำลักควันสองสามครั้งแล้วนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่เวลามาหาต้นสายปลายเหตุ ฉันจะต้องช่วยเหลือทุกคนก่อน!
ฉันวิ่งไปเปิดประตูหน้าต่างทุกบาน ระบายควันไฟออกไป ใช้เวลาไม่นานภายในโรงยิมก็เหลือควันเจือจางจนเห็นว่าจุดที่ไฟไหม้มาจากไหน
ฉันคว้าถังดับเพลิงพุ่งเข้าไปดับไฟ กองูเาลังกระดาษโหมไฟอยู่ชั่วอึดใจแล้วสงบลง
“มีใครยังอยู่ในนี้ไหมคะ แค่กๆ”
ฉันะโถามพลางสำรวจไปด้วย
“คุณยายคะ!!”
ฉันวิ่งเข้าไปประคองคุณยายที่หมดสติอยู่บนพื้น ตรวจชีพจร ตรวจการหายใจแล้วค่อยเบาใจ ท่านยังมีชีวิตอยู่
“หน่วยดับเพลิงมาแล้วครับ!!”
ยังไม่ทันที่ฉันจะคิดหาทางพาร่างคุณยายออกไปจากโรงยิม หน่วยดับเพลิงก็เข้ามาช่วยพอดี ฉันส่งต่อหน้าที่ให้หน่วยดับเพลิงแล้วเสาะหาต้นตอของปัญหา
“ขอร้องล่ะ อย่าเป็อย่างที่ฉันคิดเลย”
ฉันวิ่งไปยังประตูหลังของโรงยิม ที่ซึ่งน่าจะมีบางสิ่งที่ฉันไม่อยากเจออยู่
“กรร!!”
ซึ่งสิ่งที่ฉันไม่อยากเจอก็อยู่ตรงนั้นจริงๆ
หญิงคนหนึ่งถูกคำสาปเล่นงานจนคลุ้มคลั่งกำลังนั่งกัดกินร่างเด็กทารกอยู่!!
“นี่มัน…” ฉันแทบอ้วกเมื่อเห็นภาพอันน่าอนาถนั้น
กลิ่นคาวเื เศษชิ้นเนื้อ และเครื่องในเด็กทารกที่ยังคาอยู่ในปากของหญิงผู้เป็แม่ทำให้ฉันแทบล้มทั้งยืน
“โหดร้าย โหดร้ายเกินไปแล้ว”
คำสาปของพวกอสุรกายรุนแรงถึงขั้นนี้เลยเหรอ พวกมันสามารถทำให้ผู้คนกัดกินกันเองได้ขนาดนี้เลยเหรอ
“เพราะพวกแกเข้ามาฆ่าเราในกำแพงไม่ได้ เลยใช้คำสาปเล่นงานพวกเราแทนอย่างนั้นเหรอ!!”
น้ำตาของฉันร่วงหล่น ฉันไม่อาจอดกลั้นความโกรธแค้นนี้เอาไว้ได้
ฉันหยิบไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ออกมา เริ่มร่ายบทสวด แสงสว่างอันอบอุ่นแผ่กระจายแล้วชำระล้างคำสาปออกไป
กลุ่มก้อนคำสาปลอยอยู่กลางอากาศ มันคิดจะวกกลับมาทำร้ายฉันอย่างครั้งที่แล้ว แต่เพราะในมือฉันมีไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านอิสึมิมอบให้ ไม้เท้าที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดี มันจึงพุ่งเข้ามาทำร้ายฉันไม่ได้
“ด้วยพลังแห่งเทพคุ้มครอง ข้าขอยืมพลังของท่านเพื่อชำระล้างความดำมืดของกลุ่มก้อนคำสาปนี้ อย่าให้มันได้ก่อความวุ่นวายและทำร้ายผู้คนอีกเลย!!”
สามวันหลังจากนั้น
ฉันไปร่วมงานศพของแม่ลูกคู่หนึ่งซึ่งถูกคำสาปเล่นงาน โนกิจังไปเป็เพื่อนด้วยนะ ส่วนยูมิจังยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
ในงานศพนี้แทบไม่มีใครมาเลย ทั้งญาติและคนใกล้ชิดต่างหวาดกลัวคำสาปจะถูกส่งต่อ ที่เห็นๆ นั่งในงานศพก็มีเพียงเหล่ามิโกะเท่านั้น
“ผู้เป็แม่ยอมรับไม่ได้ที่ลูกตายด้วยน้ำมือตัวเอง เธอจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายตามลูกไปน่ะ”
ฉันเล่าเื่ทั้งหมดให้โนกิจังฟัง โนกิโกรธมากเมื่อฟังจบ ยิ่งรู้ว่าเธอไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลยยิ่งเจ็บใจจนร้องไห้ออกมา
“ทำไม ทำไมต้องเป็คำสาปด้วย!!”
ฉันที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำได้เพียงลูบหลังแล้วกลั้นน้ำตาเอาไว้
“สักวันเราจะต้องเอาคืนพวกมันอย่างสาสม ฉันจะไม่ยอมตกเป็เบี้ยรอวันตายไปตลอดหรอก!!”
“อื้ม เราจะต้องเอาชนะพวกมันให้จงได้ฉัน!”
นั่นคือคำปฏิญาณของฉันและโนกิจัง
หลังจากนี้ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ฉันขอสัญญาว่าจะพัฒนาวิทยาการให้เมืองของเราก้าวหน้าจนสามารถเอาชนะพวกอสุรกายได้ในชั่วข้ามคืน คอยดูเถอะ!!
[END MAIYA PRAT]