วันต่อมาหลันหลันเอาใบของซานซีกับสมุนไพรอื่น ๆ ไปแลกเงินมาได้อีกสี่สิบห้าตำลึง พร้อมกับสัญญาซื้อขายปากเปล่าจากหลงจู๊โรงหมอ ว่าจะรับซื้อสมุนไพรที่นางหามาได้ทั้งหมด ขอเพียงเป็นของที่คุณภาพดีทำยาได้ก็เพียงพอแล้ว ที่สำคัญถ้านางมีซานซีอีกให้นำมา พวกเขารับซื้อทั้งหมด
ถ้ารู้ว่าซานซีขายได้ราคาแบบนี้ ข้าก็คงเอามาขายตั้งแต่รอบแรกแล้ว...หลันหลันคิด
เมื่อได้เงินมาสิ่งแรกที่นางทำย่อมคือการซื้อยาของมู่จางหย่วนที่เหลือให้ครบ เมื่อได้ยามาอยู่ในมือ ก็เรียกได้ว่าเรื่องเร่งด่วนระดับหนึ่งได้หมดลงแล้ว แต่รอบนี้นางต้องซื้อตัวยาเทียบเดิม (ที่แพงๆ) เพิ่มอีกห้าเทียบ ให้ครบสามวัน และอีกหนึ่งครึ่งตอนเช้าในวันที่สี่
และต้องเพิ่มยาบำรุงเลือด ปรับสมดุลหยิบหยางอีกอย่างละ หกเทียบ รวม ๆ แล้วหลันหลันจ่ายเงินซื้อยาไป ยี่สิบหกตำลึง จริง ๆ นางก็รู้สึกปวดใจ แต่ก็นับว่าปัญหาเรื่องสุขภาพของคุณชายใหญ่ก็ไม่ต้องห่วงแล้ว เพียงแค่กินยาให้ครบ สุขภาพก็จะค่อย ๆ ฟื้นฟูมาดังเดิม
จากนั้นหลันหลันที่แสนจะดีใจ ก็เดินลัลล้าจับจ่ายซื้อหาอาหารอีกครั้ง ห้องครัวจะต้องไม่ว่างเปล่า ไม่ว่าตู้ไหนก็จะต้องมีอาหาร เต็มไปด้วยของกิน อยากจะกินอะไรต้องได้กิน!
นี่เป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่สุด หลันหลันซื้อเครื่องปรุง ข้าว แป้ง ธัญพืชต่างๆ อย่างละหลายชั่ง เพราะตอนนี้สมาชิกในบ้านเพิ่มขึ้น หลันหลันคิดถึงร่างกายที่สูงใหญ่ของคุณชายเว่ยจื่อ นางจึงตัดสินใจซื้อเนื้อเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
ตอนที่เดินทางเข้าเมืองครั้งนี้ หลันหลันไม่ต้องเดินเท้าแล้ว ในมือนางมีเหรียญอีแปะที่ใช้เป็นค่าโดยสารได้ มีหญิงแต่งงานหลายคนมองนางอย่างอยากรู้อยากเห็น ซึ่งหลันหลันก็ไม่เคอะเขินแต่อย่างใด นางถือคติว่าอยู่ที่ไหนควรสร้างมิตรให้มากกว่าศัตรู
ระหว่างทางนางจึงแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงน่าฟัง ว่านางเป็นเด็กสาวจากหมู่บ้านสกุลซุนถูกขายตัวมาให้เป็นสาวรับใช้ให้แก่คุณชายน้อยของสกุลมู่ที่สุขภาพไม่ดี และเพราะสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการพักผ่อนร่างกาย คุณชายต้องมาพักรักษาตัวที่บ้านเก่าของของตระกูล
ก่อนหน้านี้หลันหลันไม่เคยนึกสงสัยเลยว่าจวนของคุณชายมู่จางหย่วน เป็นจวนของใคร มาบัดนี้จากปากคำของท่านยายคนหนึ่ง ทำให้นางได้รู้ว่า แท้จริงแล้วบ้านตระกูลมู่นั้นแบ่งเป็นสายหลัก และสายรอง
ในรุ่นของท่านปู่ของมู่จางหย่วนซึ่งนับว่าเป็นบ้านใหญ่ มีความรู้ความสามารถจนกระทั่งเข้ารับราชการ ทำความดีความชอบ กลายเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นคนสำคัญ จากบัณฑิตผู้มีความสามารถในกรมโยธาธิการ สร้างความดีความชอบแก้ปัญหาเรื่องเขื่อน แก้ปัญหาอุทกภัยครั้งสำคัญเมื่อหลายสิบปีก่อน ช่วยชีวิตประชากรนับพันคน
ด้วยความดีในครั้งนี้ ตระกูลมู่สายหลักจึงได้รับบรรดาศักดิ์โหวสืบทอดกันมา ขณะนี้บิดาของมู่จางหย่วน แม้จะอายุเพียงแค่สามสิบปี ก็มีบรรดาศักดิ์โหวสืบต่อมา และดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการมณฑล เทียบเท่ารองเสนาบดี มีฮูหยินเป็นคุณหนูรองจากจวนราชครูฉิน (ซึ่งนางคิดว่าคงไม่ใช่มารดาของคุณชายใหญ่อย่างแน่นอน)
หลันหลันออกจะทึ่งที่แท้จริงแล้ว คุณชายใหญ่ที่บ้านเป็นก็เป็นลูกหลานคนใหญ่คนโตมากถึงเพียงนี้ ว่าแล้วนางก็อดนึกถึงคุณชายไร้ที่มาอีกคนในบ้าน ที่แค่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่า...สูงศักดิ์
มู่จางหย่วนเป็นถึงซื่อจื่อน้อยแห่งจวนโหว แล้วคุณชายเว่ยจื่อนั่น...
หลันหลันส่ายหัวรัว ๆ ไม่คิด ๆ ยิ่งคิดแล้วยิ่งขนลุก พวกคนใหญ่คนโตเวลามีลับลมคมในแบบนี้มักจะไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน!
“พวกสายหลักที่เป็นขุนนางไม่ได้อยู่ที่นี่นานแล้ว ว่าไปพวกสายรองก็ย้ายตามบุตรเขยไปที่เมืองหลวงกันหมด...” ท่านยายคนเดิมเอ่ยขึ้นอีก
หลันหลันจึงได้รู้ว่าบ้านสกุลมู่สายรองแท้จริงแล้ว ไม่ได้นับว่าสนิทสนมกับสกุลมู่ที่อยู่ในจวนโหวมากนัก เพราะว่าท่านปู่ผู้เฒ่าของสกุลมู่สายรอง เป็นลูกของภรรยาคนที่สองของท่านปู่ทวด ส่วนท่านปู่สกุลมู่สายตรงนั้นเป็นลูกชายคนโตของภรรยาคนแรกของท่านปู่ทวด
เมื่อตอนที่ท่านปู่ทวดแต่งงานกับภรรยาคนที่สอง หลังจากที่ภรรยาคนแรกป่วยตายแล้ว มู่กงลูกชายคนเดียวที่เกิดจากภรรยาคนแรกก็ประสบความสำเร็จ สอบเป็นบัณฑิตเดินทางไปรับตำแหน่งขุนนางเล็ก ๆ ทั่วแผ่นดิน ไม่เคยได้กลับบ้านเกิดเลยสักครั้ง วันปีใหม่หรือวันเกิดของท่านปู่ทวด มู่กงก็เพียงแต่ส่งของขวัญและเงินทองมาแสดงความกตัญญูเท่านั้น
ดังนั้นบรรดาลูกหลานสายรองของตระกูลมู่ ก็ไม่เคยได้พบมู่กงเลยสักครั้ง และยิ่งไม่มีหน้าไปอาศัยบารมีขุนนางใหญ่ด้วย ก็ทำได้เพียงแค่ใช้เงินทองที่มู่กงให้กับท่านปู่ทวด สร้างบ้านหลังใหญ่ และแม้จะทำมาหากินด้วยการทำไร่ ทำนา แต่ก็ว่าไม่นับว่าเดือดร้อนเหมือนชาวบ้านคนอื่นในหมู่บ้าน
ฟังคำบอกเล่าถึงจุดนี้หลันหลันก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้วว่า มู่อ้ายที่ทิ้งร้านค้าไว้ให้นาง น่าจะเป็นลูกสาวของสหายท่านปู่สายรอง “มู่หนาน” ที่รับเข้ามาเป็นบุตรบุญธรรม และน่าจะอายุต่างจากลูก ๆ ของท่านปู่เป็นอันมาก แม้จะมีสถานะเป็นบุตรบุญธรรม มู่อ้ายก็ยังเป็นแม่นางน้อยอายุเท่ากับหลานคนโตของมู่หนาน
ส่วนมู่เซียงที่นางเรียกว่าพี่สาว แล้วก็ยังเป็นคนเดียวกับคนที่แย่งฝูหมิงชายคนรักของนางไป แท้จริงแล้วก็เป็นบุตรสาวของ ลูกชายคนรองของท่านผู้เฒ่ามู่หนานนั่นเอง เห็นว่าเดิมทีมู่เซียงต้องเรียกมู่อ้ายว่าท่านอา แต่นางรับไม่ได้ดึงดันจะให้มู่อ้ายเรียกตนว่าพี่สาว ความดื้อรั้นนั้นทำเอาคนระอา มู่อ้ายไม่อยากมีปากเสียงด้วยเรื่องเพียงเท่านั้น จึงยอมเรียกนางว่าพี่สาว
บ้านสกุลรองนอกจากมู่อ้ายแล้ว ต่างพากันย้ายไปใช้ชีวิตเป็นขุนนางในเมืองหลวงกันหมด ทิ้งบ้านสกุลมู่ให้ร้างเอาไว้ หลันหลันเองก็ไม่แน่ใจว่าทำไมทั้งที่ไม่เคยกลับมาบ้านเกิดเลยสักครั้ง คนสกุลมู่สายหลักถึงส่งคุณชายใหญ่มาที่นี่ แทนที่จะเป็นบ้านสวนสักแห่ง หรือไปพักอาศัยที่วัด
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล แต่อย่างไรเสีย นอกเหนือจากที่มาที่ไปลึก ๆ ของตระกูลมู่แล้ว หลันหลันก็ได้รับรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่า ก็คือของบางอย่างก็หาได้ในหมู่บ้าน เช่น มีบ้านที่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เอาไว้ขาย ซื้อได้ทั้งเนื้อทั้งไก่ บ้านคนเชือดหมู มีบ้านของช่างไม้ อีกอย่างพวกเครื่องปรุง ก็สามารถไปที่ขอซื้อที่บ้านของท่านปู่เจียงที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านตระกูลมู่นัก
ท่านปู่เจียงอยู่กับภรรยาสองคนผู้เฒ่า แต่มีลูกชายสองคนทำงานอยู่ในเมือง ทำการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ เวลากลับมาที่บ้านก็มักจะเอาของมาให้บิดามารดาทีละมาก ๆ ท่านปู่เจียงกับภรรยาอยู่กันสองคน ของที่ลูกชายเอามาก็มากเกินไป อะไรเหลือก็แบ่งเอามาขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนนี้จึงกลายเป็นร้านขายของชำประจำหมู่บ้านไปแล้ว
และยังมีบ้านนายพรานที่ทั้งขายและรับซื้อสัตว์ป่าอีกด้วย นอกจากนี้หมู่บ้านตระกูลมู่ เป็นหมู่บ้านเดียวที่มีช่างตีเหล็ก แบบนี้ยิ่งสบาย
นางสำรวจแล้วว่าในเมืองมีสถานศึกษาที่ได้ตรารับรองของแผ่นดินพอดี เหมาะสำหรับที่จะส่งคุณชายมาเล่าเรียนหลังจากร่างกายแข็งแรงดีแล้ว
หลันหลันมีแผนจะหาเงินให้ได้เยอะๆ แล้วรอค่อยปรับปรุงที่พักอาศัย เมื่อสภาพแวดล้อมดีจึงจะออกไปเผชิญโลกภายนอกได้