คืนชีพ 1
จ้าวฉินค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมาทีละนิด
เอ๊ะ ...เขาอุทานเบาๆ ด้วยความรู้สึกประหลาดใจเหลือเพียงเขาคนเดียวที่อยูภายในโถงของถ้ำเหล่าบรรดาทหารที่เดินตามมาต่างหายไปอย่างไร้วี่แวว
เขากัดฟันค่อยพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นบอกตามตรงว่าเขาเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา
“มีใครอยู่ที่ที่บ้าง ! “เขาะโออกมาสุดเสียง เสียงของเขาดังก้องสะท้อนกับผนังของถ้ำทว่าไม่มีการตอบรับใดๆกลับมา
“นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรกัน”
ในใจเขาตอนนี้มีอยู่สองทางเลือกคือหนึ่งเดินหน้าเข้าไปสำรวจต่อและสองถอยหลังกลับไปยังบริเวณหน้าปากถ้ำ ขณะคิดไปเขาก็พลางเงี่ยหฟังเสียงต่างๆรอบตัวปรากฎว่าทุกอย่างยังงบสงบนิ่งอย่างผิดปกติ เขาตัดสินใจเลือกทางแรกคือออกเดินไปสำรวจต่อเขาเดินตรงไปยังบริเวณทางเชื่อมกับโถงของถ้ำ เพียงชั่วครู่ก็เดินลึกเข้ามาถึงชั้นในอีกด้านซึ่งเป็โถงที่กว้างกว่าเดิมราวสามเท่า้าเป็ที่เปิดโล่งจึงทำให้มีแสงแดดสามารถลอดผ่านเข้ามาเพียงพอที่จะความสว่างได้
ปรากฎต้นไม้ขนาดใหญ่ยืนต้นตระหง่านแผ่กิ่งก้านครึ้มอยู่ภายในถ้ำลำต้นของมันใหญ่ขนาดราวห้าคนโอบ จ้าวฉินแหงนหน้ามองพลางเดินพิจารณาไปรอบๆขนแขนของเขาตั้งชูชันขึ้นมาร่างกายของเราเริ่มมีปฏิกริยากับบรรยากาศโดยรอบเขาพยายามข่มอารมณ์กลัวเอาไว้แล้วเดินสำรวจต่อ เปลือกของลำต้นมีลักษณะแข็งและดำสนิท ส่วนปลายส่วนของกิ่งก้านที่แผ่สยายออกไปก็ล้วนมีสีดำ น่าแปลกที่ลักษระของใบที่เป็รูปห้าแฉกกลับมีสีแดงสด
“นี่มันต้นอะไรกัน” ตังแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเห็นต้นไม้ชนิดนี้มาก่อน
เมื่อก้มลงมองก็สังเกตเห็นรากของมันที่มีจำนวนมากมายชอนไชลงไปในพื้นดินกินบริเวณกว้าง
จู่ๆ ก็มีเสียงประหลาดดังแว่ววนเวียนอยู่ภายในถ้ำ เขาพยายามตั้งใจฟังเพื่อจับที่มาของเสียง เสียงแหลมเล็กกรีดร้องเป็ทางยาวจนบาดลึกเข้าไปในสมองของเขาทำเอาจ้าวฉินต้องรีบกำกระบี่ไว้แน่น
“ช่วยด้วย ช่วยด้วยพวกข้าทรมาณเหลือเกิน” น้ำเสียงเอื่อยๆมีแววสะอื้น
“ช่วยพวกข้าด้วย ท่านขุนพล”
ปรากฎร่างของบางอย่างค่อยๆแทรกตัวขึ้นมาตามโคนของต้นไม้ขณะก้าวเดินโงนเงนตรงมายังเขาั์ตาของพวกมันฉายแววไร้ความรู้สึก นับได้ราวสามสิบร่าง จ้าวฉินพยายามเพ่งมองให้ชัดเจนก็พบว่าร่างพวกนั้นคือคนนั่นเอง
“ไฉนพวกเขาถึงมีสภาพเช่นนี้” จ้าวฉินรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน
โคลนตมเลือะเทอะไปทั้งตัวผิวเนื้อบางส่วนหลุดออกมาทำให้เห็นถึงโรงกระดูกได้ชัดคนพวกนี้คือคนเป็หรือคนตายกันแน่
วูบ....................................
ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบงันและความมืดเล่นตัดหน้าของเขาไป
โอ๊ะ !!
พลันจ้าวฉินกลับกำลังรู้สึกตัวว่าเขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางบรรดาบรรดาทหารของตนเองทุกคนยังคงมีสีหน้าปกติ ทว่ายังไม่มีใครสังเกตอาการออกถึงความผิดปกตินี้ หรือว่าเขากำลังจะเสียสติเขาพยายามข่มอารณ์ที่สับสนที่เริ่มประทุขึ้นมาในอก
“สีหน้าของท่านไม่ค่อยจะสุ้ดีนักท่านหัวหน้า้าที่จะพักสักหน่อยหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ เดินทางต่อไปได้”
หือ ...ภาพตัดมาอีกครั้ง ต้นไม้ใหญ่ยังคงยืนต้นตระหง่านอยู่เบื้องหน้า อสุรกายพวกนั้นกำลังเดินตรงมาที่เขา อีกเพียงไม่กี่ก้าวพวกมันก็จะเข้าถึงตัวเขาแล้ว
“พวกเขาหาใช่ปีศาจไม่” เสียงเย็นๆเสียงหนึ่งดังแว่วมา “พวกเขาคือชาวบ้านผู้ที่มีชะตาลิขิตให้เข้าร่วมกับพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ของพรรคเมฆาในครั้งนี้ร่างกายและิญญาของพวกเขาจะกลายเป็ส่วนหนึ่งของท่านผู้นั้น”
จ้าวฉินชักกระบี่ออกจากฝักทันทีประกายคมกระบี่สะท้อนผ่านใบหน้า
“เปิดเผยตัวตนและนามของเ้าออกมาเดี๋ยวนี้ซะ” เขาะโออกไปส่งเดชเขาเริ่มชักไม่แน่ใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ขากำลังต่อสู้กับความฟั่นเฟือนของตนเองอยู่อย่างนั้นรึมันเป็ภาพหลอนในประสาทของเขาเช่นนั้นรึ
“ตัวข้ากก็คือคนที่ท่านกำลังตามอยู่ยังไงล่ะ”
“ข้าคือประมุขของพรรคเมฆา และขอต้อนรับท่านจ้าวฉินเข้าสู่พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของข้าหึ หึ หึ” น้ำสียงเย็นะเืดังก้องพลันให้รู้สึกเสียวสันหลัง
“คนเบื้องหน้าของท่านล้วนเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาที่พวกข้าจับกุมตัวมา แต่หลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรมนี้แล้วพวกเขาก็จะกลายเป็สิ่งอื่นแทน”
ภาพอสุรกายที่เห็นเบื้องหน้ายังคงเหลือเค้าโครงของร่างเดิมอยู่บ้างมีคนหนุ่มเด็กน้อยชายหญิง และสตรี
“บัดซบ เ้าทำอะไรกับคนพวกนี้” จ้าวฉินถามออกไปเขาเริ่มที่จะปรับสติให้คุ้นชินกับภาพหลอนเหล่านี้ได้แล้ว
“จุ๊ จุ๊ จุ๊ ท่านแม่ทัพโปรดอย่าได้เกรี้ยวกราดไป แท้จริงแล้วคนพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่และยังสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกเ็ปได้ดั่งเช่นปกติ เพียงแต่พวกเขากำลังจะสูญสลายไปอย่างช้าๆท่านจงเบิกตามองต้นไม้สีดำที่อยู่เบื้องหน้าให้ดีเถิด นามของมันคือพฤกษาโลหิต”
ชั่วพริบตาเดียวนั้นเองมือของคนผู้หนึ่งก็เอื้อมมาจับแขนของจ้าวฉินเอาไว้
จ้าวฉินสบัดกระบี่ออกไปเต็มแรงทำเอาศีรษะของเ้าของร่างนั้นกระเด็นออกไปทันทีความเกรี้ยวกราดแผ่พุ่งไปทั่วร่างของเขาจนสุดที่จะควบคุมได้
เขาลงมือกวัดแกว่งกระบี่ ปลดปล่อยจิตสังหารขั้นรุนแรงออกมาฟาดฟันออกไปอย่างลืมตัวหลายกระบวนท่า เพียงพริบตาเดียวเหล่าบรรดาชาวบ้านต่างนอนแน่นิ่งจมกองเืขณะที่เสื้อเกราะเหล็กของเขาถูกย้อมไปด้วยเืสีแดงฉานเขายืนนิ่งหอบหายใจเฮือกใหญ่ใบหน้าแดงก่ำปนซีดขณะที่พยายามที่จะรั้งสติเอาไว้
พลันร่างของเ้าของเสียงก็ปรากฎตัวอยู่บนเบื้องหน้าของเขา คนผู้นี้คือประมุขของพรรคเมฆาเ้าพวกนอกรีตที่เขาตามไล่ล่ามานาน
“ท่านช่างไร้คุณธรรมสิ้นดี สังหารได้แม้แต่ชาวบ้านผู้อ่อนแอจ้าวฉินผู้สูงศักดิ์และเย่อหยิ่ง ไม่นึกว่าขลาดกลัวถึงเพียงนี้”เขากล่าวเป็เชิงเหน็บ จี้ลงไปยังจุดใจกลางความอ่อนแอของของฝ่ายตรงข้าม
“นี่มันบ้าไปแล้ว ข้าเพียงเพียงสังหารพวกปีศาจก็เท่านั้นเอง”เขาพยายามโต้แย้ง
“หึ หึ หึ หากเป็ปีศาจริงอย่างที่ท่านว่าไฉนพวกมันถึงได้อ่อนแอเพียงนี้ ท่านมองดูสิ พวกมันล้วนมีเืเนื้อ กรีดร้องเมื่อมีความเ็ปมีโลหิตสีแดง และที่สำคัญพวกมันสามารถตายได้”
จ้าวฉินจ้องมองคนเบื้องหน้าอย่างเต็มตาเขาไม่สามารถสรรหาคำกล่าวใดมาบรรยายได้ถึงลักษณะของคนผู้นี้ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มโดยสัญชาตญาณ เมื่ออยู่ต่อหน้ามันมีเพียงสองคำที่ผุดขึ้นในหัวของเขา คือ ความสิ้นหวังและหวาดกลัว เท่านันเอง
“ข้ารู้ดีว่าท่านตามไล่ล่าพวกข้ามาแสนนานมองพวกข้าเป็คนเลว แต่พวกข้าก็หาได้ใส่ใจไม่อุดมการณ์ของพวกข้านั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คนอย่างท่านหรือว่ามนุษย์หน้าใหนจะสามารถเข้าใจได้”
กล่าวจบเ้าฉินก็รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างกดร่างของเขาให้ทรุดลงกับพื้นเขาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเดินลมปราณต่อต้านแต่ก็ไว้ผลแรงดันรุนแรงจนเขาทรุดกายลงทันที ไม่สามารถที่จะขัดขืนร่างกายได้รู้สึกคล้ายตุ๊กตาไม้ที่กำลังถูกชักใยจากใครบางคนอยู่
“เ้าทำอะไรกับร่างกายของข้า”
“โปรดอย่าใไปเลย นี่ก็แค่เวทมนตร์เล็กๆน้อยๆจากพวกนอกรีตที่ท่านชิงชัง”น้ำเสียงของมันมีความเย้ยหยัน ก่อนที่จะกล่าวต่อ
“เห็นแก่ความพยายามของท่านที่อุตส่าห์ดั้นต้นมาจนถึงที่นี่ได้ข้ามีนิทานสนุกๆเื่หนึ่งจะเล่าให้ฟัง รับรองว่าท่านจะต้องตื่นเต้นแน่ๆ”
“บัดซบเอ้ย”