บทที่ 9 skull(สคัล) พาร์ท 2
“เราถูกโจมตีเหรอ!!”หัวหน้ายามของเมืองเศียรัวิ่งปรี่ออกมาทันทีที่ได้ยินเสียงะเิฝุ่นยังคงคลุ้งพร้อมกับมีเศษซากของหินที่เคยเป็กำแพงตกเกลื่อนอยู่ตามพื้น
หัวหน้ายามกวาดสายตาของเขาไปรอบๆภาพที่ปรากฏผ่านสายตาของเขาคือความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกของผู้คนที่ไม่สามารถซ่อนได้ผ่านแววตาของพวกเขา
“เกิดอะไรขึ้น”หัวหน้ายามถามยามคนหนึ่งที่ทรุดลงกับพื้นพร้อมกับปากที่อ้าค้างสายตาของเขายังคงมองเข้าไปในกลุ่มควันที่มีเงาร่างมนุษย์เรือนรางสีดำปรากฏผ่านควันที่คละคลุ้ง
“แกเป็ใครกัน”เขาชักดาบพร้อมกับเล็งดาบไปที่ร่างเงาที่ค่อยๆเดินออกมาจากกลุ่มควันและซากปรักหักพังอย่างช้าๆจนในที่สุดชุดคลุมสีแดงและสายตาที่เ้าเล่ห์มองมาที่เขาราวกับเหยื่อตัวตัวเล็กๆ
“ข้า??..ข้าเป็คนตรวจสอบระบบความปลอดภัยของเมืองนี้ไงชัดเจนว่ามาตรการความปลอดภัยยังไม่พอ กำแพงนี่ยังเปราะบางเกินไปความแข็งแกร่งแค่เยื่อกระดาษแค่นี้จะไปป้องกันการบุกรุกได้ยังไง”อาคอนกล่าวกับหัวหน้ายามของเมืองเศียรั
แววตาที่เฉยชาและเ้าเล่ห์ยังคงขยับไปมาเพื่อมองผู้คนรอบๆเขาพยายามมองหาผู้คนที่พอจะรู้จักเขาแต่หน้าประหลาดใจที่ไม่มีใครจำเขาได้เลยเพราะในแววตาของผู้คนที่เขาจ้องมองมีเพียงความหวาดกลัวและระแวดระวังเท่านั้นที่ถูกส่งผ่านออกมาจากแววตาของพวกเขาไม่มีแม้แต่คนเดียวที่มีร่องรอยแห่งการตระหนักรู้ส่งผ่านออกมาจากแววตา
‘เ้าพวกนี้เป็คนใหม่หรือไงกัน??ทำไมไม่มีใครจำข้าได้เลยละเนี่ย’ อาคอนคิดอยู่ในใจเขามองหาคนที่มีอำนาจมากที่สุดที่นี่เนื่องจากเขา้าเจรจากับคนที่มีอำนาจตัดสินใจจนกระทั่งสายตาที่เ็าของเขากวาดผ่านไปที่หัวหน้ายาม
เมื่อสายตาของอาคอนหยุดลงหัวหน้ายามใและชักดาบที่คาดไว้ที่เอวออกมาจากฝักทันที “กะ..แก ..ทุกคน เตรียมจัดการผู้บุกรุก!!”
“โอ้ว!!!”หลังจากได้ยินคำสั่งโจมตีของหัวหน้าแม้จะยังคงมีความกลัวที่ฝังอยู่ในใจแต่ยามหลายคนก็ยังคงตอบรับคำสั่งและเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตี
“ตั้งแนวรบ!!!”
“ตั้งแนวรบ!!!”
หัวหน้ายามยังคงะโออกคำสั่ง ในขณะที่คนอื่นๆก็ตอบรับและเริ่มจัดขบวนเพื่อเตรียมรับมือกับผู้บุกรุกผู้คนอื่นๆที่ยังคงใอยู่ในขณะนี้ก็เริ่มได้สติและเริ่มถอนตัวออกจากบริเวณพื้นที่สู้รบบางคนยังคงระยะห่างเพื่อแอบมองการต่อสู้ในขณะที่ส่วนใหญ่นั้นวิ่งหนีไปไกลสุดชีวิตเท่าที่พวกเขาจะทำได้
“ฮึ่ม...ข้าอุตส่าห์ทดสอบระบบป้องกันของพวกเ้าให้แท้ๆแต่ดูสิ่งที่พวกเ้าตอบแทนข้า..ช่างเป็กลุ่มคนที่โง่เขลา”
ในตอนนี้แนวรบของเหล่ายามประจำเมืองก็พร้อมแล้วพวกเขาตั้งแนวป้องกันอย่างเป็ระเบียบกระหนาบทั้งสองด้านซ้ายขวาของอาคอน
ในตอนนี้เองอาคอนยกไม้เท้าของเขาขึ้นและกระแทกมันลงกับพื้นอย่างรุนแรงพลังเวทที่ดุดันถูกปล่อยออกมาจนทำให้ผู้คนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงรู้สึกอึดอัด
พริบตาที่ไม้เท้าถูกกระทุ้งลงกับพื้นผืนดินโดยรอบก็เริ่มบิดเบี้ยวจนผิดรูป สำหรับผู้คนที่ยังคงอยู่ใกล้ๆและแอบมองพวกเรารู้สึกราวกับได้เห็นภาพลวงตา พื้นดินของเมืองเริ่มไหลไปมาเหมือนคลื่นน้ำคลื่นผืนดินบางส่วนพุ่งขึ้นสูงจนกลืนผู้คนและฝังพวกเขาจนเหลือแค่เพียงศีรษะที่โผล่ขึ้นมาพ้นจากพื้นดิน
ในชั่วพริบตากองทหารยามที่เตรียมพร้อมก่อนหน้าก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับทุกๆคนถูกฝังไว้ในขณะที่หัวหน้ายามถูกพื้นดินบางส่วนล็อคมือและเท้าจนขยับไม่ได้
“ยามที่นี่เปลี่ยนบ่อยๆ งั้นเหรอ??”อาคอนเดินไปที่หัวหน้ายามและส่งคำถามไปที่เขา
“แกจะต้องรู้ไปทำไม??รีบฆ่าข้าซะตอนที่ยังมีโอกาสอีกหน่อยพอเหล่านักล่าระดับสูงมาถึงเวลานั้นความตายของแกก็เป็สิ่งที่คาดการได้”ชายวัยกลางคนตอบด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ขอให้จริงเถอะเพราะจนป่านนี้ก็มีคนที่พูดแบบนั้นมาไม่รู้ตั้งกี่คนแต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครทำอะไรได้จริงสักคนฉันเลิกเชื่อการคาดการของคนอื่นั้แ่มีคนแบบนายเอาแต่พล่ามเื่ที่ตัวเองก็ไม่มั่นใจนั่นแหละ”อาคอนกล่าวพร้อมกับหันหน้าออกไปมองกลุ่มคนใหม่ที่มาถึง
ผู้นำของกลุ่มนี้คือชายวัยกลางคนทีมีหนวดเคราดูดุดันสายตาของเขาเองก็ดูแข็งกร้าวและน่ากลัวร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์ไร้ซึ่งไขมันส่วนเกินเพียงเล็กน้อยผมของเขาปล่อยยาวห้อยลงมาถึงกลางหลังชัดเจนว่าอาวุธที่ชายคนนี้ใช้ต่อสู้คือร่างกายและหมัดหากจากรูปลักษณ์ภายนอกเขาดูเป็คนป่าเถื่อนที่ดุร้ายและแข็งแกร่ง
“ท่านสครูว!!! ฮ่าๆๆ!! ท่านสครูวเป็นักล่าระดับS หมายเลข 9 เขาเป็หหนึ่งในสิบคนที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีป อย่างที่ฉันเพิ่งจะบอกแกไปวันนี้แหละคือวันตายของแกเ้าผู้บุกรุกฮ่าๆๆ!!!”หลังจากที่มองเห็นผู้มาใหม่หัวหน้ายามก็ะโออกมาด้วยความสะใจ
สครูวนั้นมีลักษณะนิสัยเช่นเดียวกับรูปลักษณ์ภายนอกของเขา‘ป่าเถื่อนและดุร้าย’ นักล่าที่มีฉายาว่า wild hunt ผู้ใช้ทุกวิถีทางเพื่อที่ตนจะสามารถตามล่าเป้าหมายให้สำเร็จด้วยชื่อเสียงเช่นนี้ทำให้คนหัวหน้ายามมั่นใจมากว่าอีกเดี๋ยวผู้บุกรุกที่เป็เพียงนักเวทย์ตัวจ้อยจะต้องลงไปกองกับพื้นเป็เศษเล็กเศษน้อยอย่างไรก็ตามแม้ผ่านมาสักพักแล้วแต่สิ่งที่หัวหน้ายามคิดไว้ก็ยังไม่เกิดขึ้น wildhunt ที่ล่าอย่างป่าเถื่อนกลับไม่ได้เริ่มลงมือแต่อย่างใด นั่นทำให้เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ยามที่นี่เปลี่ยนบ่อยๆงั้นเหรอ??”อาคอนหันไปหาสครูวพร้อมส่งคำถามไปให้เขาด้วยสายตาที่เ็า และหากสังเกตดูดีๆจะสามารถมองเห็นได้ว่าผู้คนที่ติดตามด้านหลังสครูวนั้นดูหวาดกลัวและคอยหลบสายตาของผู้บุกรุกคนนี้
“การรักษาการณ์ที่เข้มงวดขึ้นทำให้ยามรักษาการณ์ที่มีอยู่เดิมนั้นทำงานหนักขึ้นและไม่เพียงพอที่จะคงประสิทธิภาพไว้หากเรา้าที่จะคงประสิทธิภาพสูงสุดทางเดียวที่จะทำได้ก็คือการการรับยามเพิ่มเพื่อผลัดเปลี่ยนการทำหน้าที่”สครูวตอบคำถามของอาคอน
“แล้ววันนี้ก็บังเอิญเป็คนของนายที่มาทำหน้าที่งั้นสิ‘ตัวที่ 9’ รู้อะไรมั้ย..?หากภารกิจนี้สำคัญนักก็ไม่ควรจะฝากไว้กับคนโง่ การทำแบบนั้นทำให้ให้เสียชื่อ’ตัวที่ 9’ที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ภารกิจสำเร็จหมด”ลิ้นที่แหลมคมของอาคอนยังคงโจมตีใส่สครูวอย่างไม่ลดละใบหน้าของสครูวคล้ำลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเขาปฏิเสธที่จะยอมแพ้
“เพราะไม่มีใครที่ไหนเขาพังกำแพงเพื่อเข้ามาในเมืองต่างหาก”สครูวกัดฟันและโต้ตอบ
“ความจริงไม่กี่วันก่อนก็มีคนพังกำแพงเข้ามาในเมืองนี่นา”เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังออกมาเพื่อตอบโต้สิ่งที่สครูวเพิ่งจะกล่าวไป
ทุกคนหันไปมองที่หญิงสาวคนหนึ่งทันทีหญิงสาวที่กล้ายืนฝังตรงข้ามของนักล่าหมายเลข 9 แห่งสมาคมนักล่าแม้คนที่ยืนอยู่ถัดจากเธอจะพยายามห้ามแต่ตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว
ลักษณะภายนอกของเธอนั้นค่อนข้างเตะตาแม้แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าธรรมดาเช่นหญิงชาวบ้านผิวของเธอขาวซีด รูปลักษณ์ทรงเสน่ห์พร้อมกับสัญลักษณ์ที่หว่างคิ้วซึ่งเป็เครื่องหมายของอสรพิษ แน่นอนว่าเธอคือ‘ไวพิเรส’นั่นเองส่วนผู้คนที่อยู่รอบข้างเธอนั้นก็เป็กลุ่มของหลานของรองหัวหน้าสมาคมที่พยายามจะยุ่งกับเธอก่อนหน้านี้อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันที่คำพูดของเธอโจมตีสครูว ผู้คนเหล่านี้เริ่มถอยห่างจากเธอนั่นทำให้เธอพอจะเดาถึงฐานอำนาจภายในได้อย่างคร่าวๆเพราะสิ่งที่เธอรู้อย่างแน่นอนคือหมายเลข 9 ที่ว่านี้อ่อนแอกว่าอาคอนมาก อย่างไรก็ตามเ้าคนที่อ้างว่ามีอำนาจในสมาคมที่คอยเกาะแกะเธอมามาสักพักยังเกรงกลัวขนาดนั้นเธอจึงค่อนข้างมั่นใจว่าพลังอำนาจของอาคอนในเมืองดังกล่าวนั้นสูงพอที่จะทำให้เธอไม่ต้องสนใจตระกูลขุนนางเล็กๆประจำเมืองแม้ว่าตระกูลเล็กๆนั้นจะนั่งตำแหน่งรองหัวหน้าสมาคมก็ตาม
“โอ้ว!!ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเคยทำแบบนี้ แล้วไอ้คนคนนั้นถูกดำเนินการยังไงล่ะแล้วพวกนายแก้ไขยังไงกับปัญหาที่มันเกิดขึ้นข้าหมายถึงกำแพงที่เปราะบางเกินไปอย่างนี้.. ‘ตัวที่ 9’แกคนไม่ได้คิดนะว่าศัตรูจะยอมรอประตูเปิดโดยไม่พังกำแพงเข้ามาช่างเถอะถ้านายฉลาดกว่านี้ลำดับที่นายอยู่คงจะสูงกว่านี้แต่ตอนนี้ก็ดูจะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่จากลำดับอยู่แล้วนี่นะ”อาคอนยังคงจี้แผลของอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่องและในที่สุดสครูวก็ดูเหมือนจะทนไม่ได้กับความน่ารังเกียจของอาคอนเขาพุ่งกระโจนเข้าไปโจมตีใส่อาคอนทันที
พริบตานั้นเองที่ไวพิเรสเริ่มต้นเคลื่อนไหวด้วยความเร็วและทักษะที่แปลกประหลาดเธอเข้าไปขวางการโจมตีของสครูวด้วยท่อนแขนของเธอกำปั้นเหล็กถูกหยุดด้วยเรียวแขนที่บอบบางของหญิงสาวนั่นทำให้ผู้คนที่ดูอยู่ตกตะลึงเป็อย่างมาก
ความจริงแล้วด้วยร่างกายในปัจจุบันของเธอนั้นเธอไม่มีกำลังพอที่จะสามารถหยุดกำปั้นเหล็กของสครูวได้อย่างไรก็ตามเธอแอบเปลี่ยนรูปร่างในส่วนแขนของเธอใต้แขนเสื้อที่ผู้คนมองไม่เห็นนั่นทำให้ดูเหมือนว่าเธอใช้เรียวแขนที่บอบบางของหญิงสาวหยุดกำปั้นเหล็กที่ทรงพลังหากไม่มีแขนเสื้อที่คอยปิดบังอยู่ผู้คนจะเห็นว่าเกล็ดสีขาวนั้นห่อหุ้มแขนซ้ายของเธอที่เธอใช้ป้องกันการโจมตีจากสครูว
“โอ้ว..หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานเธอก็แข็งแกร่งขึ้นแล้วสินะสาวน้อย”เสียงเฉื่อยชาดังออกมาช่วยฟื้นความตื่นตะลึงที่ผู้คนพึ่งจะพบเจอดูเหมือนว่าผู้บุกรุกคนดังกล่าวจะรู้จักหญิงสาวคนนี้??
อย่างไรก็ตามมีคนกลุ่มหนึ่งที่หน้าซีดทันทีหลังจากได้ยินเื่นี้กลุ่มหลานของรองหัวหน้าสมาคมที่คอยเกาะแกะเธอก่อนหน้าแน่นอนพวกเขารู้ดีว่าใครคืออาคอนแต่เหตุผลที่พวกเขาเลือกที่จะหลบสครูวมากกว่าเพราะพวกเขาคิดว่าอาคอนจะไม่ใส่ใจกับมดตัวเล็กๆแบบพวกเขาเช่นเดียวกับคนที่ยืนอยู่สูงบนฟ้าจะมองไม่เห็นมดตัวเล็กๆที่อยู่บนพื้นดินอย่างไรก็ตามหากหญิงสาวคนนี้รู้จักกับอาคอนแล้วในปัจจุบันก็เหมือนกับว่ามีคนชี้เป้าจนเขาสามารถระบุตำแหน่งมดตัวเล็กๆตัวนั้นได้ในปัจจุบันพวกเขาหวังเพียงแค่ว่า อาคอนจะไม้ได้ใส่ใจกับปัญหาเล็กๆเหล่านี้มากนัก
“ข้าไม่อยากเป็ภาระของพวกท่านไปตลอดหรอกโดยเฉพาะท่าน ‘ท่านอาคอน’ ตอนนี้ท่านมีสาวน้อยอีกคนที่ต้องดูแลแล้วข้าคงเป็ภาระของท่านต่อไม่ได้”เธอตอบกลับและพยายามเน้นที่ชื่อของอาคอนผู้คนที่ยังคงมองว่าชายคนดังกล่าวคือผู้บุกรุกในปัจจุบันก็เริ่มฟื้นคืนสติของตนชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าของพวกเขาคือชายที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่สุด antimage อาคอนและความแข็งแกร่งของเขาในความเข้าใจของผู้คนทั่วไปยังเป็รองเพียงแค่ ‘ดาลัส’เบอร์หนึ่งของสมาคมนักล่าเพียงเท่านั้น
“อย่าพึ่งได้ใจไปสาวน้อยเ้านี้ยังเป็แค่ลิ่วล้อที่จะปลิวแหล่ไม่ปลิวแหล่จากอันดับปัจจุบันของตัวเอง”หลังจากพูดจบอาคอนก็ชักดาบของเขาออกจากฝักและตวัดดาบของเขาอย่างช้าๆไปที่สครูวสครูวที่เพิ่งจะตกตะลึงกับหญิงสาวปริศนาที่เข้ามาขวางการโจมตีของเขาในตอนนี้ก็ต้องรีบย้ายแขนที่สวมถุงมือเหล็กของตนมาป้องกันการโจมตีของอาคอน
แม้ว่าการเคลื่อนที่ของดาบจะช้าแต่สครูวก็เกือบจะตั้งรับได้ไม่ทันและวินาทีที่ดาบกระทบกับถุงมือของเขาพลังที่ล้นหลามจู่โจมเขาจนแทบขยับร่างกายไม่ได้เหงื่อเริ่มไหลผ่านหน้าผากของเขา เขาแผดเสียงร้องและใช้กำลังทั้งหมดผลักดาบออกไปแม้เขาจะผลักการโจมตีแรกออกไปได้แต่การโจมตีถัดไปก็มาถึงแทบจะทันทีดาบกระแทกเข้ากับถุงมือเหล็กของเขาอีกครั้งและครั้งนี้ก็ทรงพลังเกินกว่าที่เขาจะต้านเอาไว้ได้ร่างกายที่ใหญ่โตของเขาถูกผลักออกไปเกือบสิบเมตรจากการปะทะกันครั้งที่สอง
‘เกินกำลัง’นั่นคือสิ่งที่สครูวสามารถสรุปได้หลังจากปะทะกันเพียงสองครั้งเข่าของเขาทรุดลงแตะกับพื้นพร้อมกับจ้องมองแขนของตนที่สั่นไม่หยุดหลังจากรับดาบเพียง2 ครั้ง
“ช่างอ่อนแอเหลือเกินเฮ้อ.. ถ้าแกไม่ใช่คนของสมาคมข้าคงสังหารมดตัวเล็กๆที่บังอาจมายืนขวางทางข้าไปแล้วต้องขอบคุณกฎของสมาคมงี่เง่านี่ที่ช่วยแกไว้” อาคอนยังคงใช้ลิ้นจู่โจมต่อแม้จะเก็บดาบเข้าฝักไปแล้ว
อย่างไรก็ตามผู้คนที่ได้ยินเื่ที่อาคอนกล่าวนั้นกลับยิ้มและส่ายหัวเพราะพึ่งจะฟังเื่ตลกร้ายหากอาคอนคนนี้สนกฎเกณฑ์ผู้คนอื่นๆในสมาคมคงเป็เด็กเรียบร้อยที่ปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดนี่คือชายที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่วที่สุดในด้านการแหกกฎ
ผู้คนในอื่นๆในปัจจุบันนั้นไม่เข้าใจเหตุผลจริงๆว่าทำไมอาคอนถึงปล่อยสครูวไปพวกเขาคิดว่าการปล่อยสครูวไปในครั้งนี้ก็เพื่อให้สครูวนั้นต้องทนใช้ชีวิตอยู่ต่อกับความอัปยศที่อาคอนยัดเยียดให้เพียงเท่านั้นสำหรับคนทั่วไปนี่เป็เื่ที่น่าเศร้าหมายเลข 9ของสมาคมนักล่าที่ปฏิบัติตนตามกฎและใช้คนของตนเพื่อช่วยเหลือสมาคมกลับต้องมาเจอเื่อัปยศเพราะนักล่าแหกคอกที่แข็งแกร่งกว่าตนนี่เป็เื่ที่ไม่ยุติธรรมสำหรับคนทั่วไป
อย่างไรก็ตามไวพิเรสนั้นต่างจากคนอื่นเธอเข้าใจมุมมองของอาคอน และไม่ได้มองโลกในแง่ดีเหมือนคนอื่นๆแม้เื่นี้อาคอนจะผิดจริงแต่สครูวนั้นไม่จำเป็ต้องเลือกที่จะต่อสู้ เขาสามารถเงียบและอาคอนก็จะยังดูชั่วร้ายและเป็ฝ่ายผิดเช่นเดิมแต่เขาจะได้รับคำชื่นชมในความใจเย็นและดูมีวุฒิภาวะแทนที่จะเป็ความรู้สึกน่าสมเพส
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ทำผิดพลาดก็เพราะมักจะประเมินหลายอย่างผิดพลาดในกรณีนี้สครูวประเมินตัวเองสูงเกินไปและเขามีความทะเยอทะยานที่ไม่ว่าใครก็สามารถมองเห็นได้จากสายตาของเขาเขาไม่พอใจกับสถานะในปัจจุบันนั่นทำให้เขาเลือกที่จะใช้โอกาสที่ตัวเองมีความชอบธรรมสูงกว่าท้าทายอาคอนในที่สารธารณะสิ่งที่อาคอนทำก็คือการเหยียบย่ำชายที่ทะเยอทะยาน ชายที่อาจจะเป็ภัยต่อเขาในอนาคต
และเหตุผลที่อาคอนปล่อยเขาไปในตอนนี้นั่นก็เพราะว่าเธอได้ลงมือทำบางอย่างไปแล้วอสรพิษนั้นมีวิธีการแปลกประหลาดมากมากที่จะทำลายศัตรูเธอส่ง”พิษกลั่นร่าง”ใส่สครูวั้แ่ตอนที่เธอรับการโจมตีของเขาหากเธอกระตุ้นการทำงานของพิษกลั่นร่างเมื่อใดเขาก็จะถูกกำหนดให้เป็เหยื่อที่โอชะของเธอเมื่อนั้น
พิษกลั่นร่างนั้นเป็พิษที่จะทำให้เป้าหมายที่ติดพิษดึงศักยภาพของร่างกายของตนออกมาได้ถึงขีดสุดในระหว่างที่พิษทำงานและแน่นอนการเติบโตในด้านความแข็งแกร่งของเป้าหมายนั้นจะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวะโใน่เวลาที่พิษนี้ทำงานนั่นหมายความว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สครูวจะแข็งแกร่งขึ้นมากจนน่าใ
ปัญหาคือผู้คนที่มีพิษนี้อยู่ในตัวนั้นเมื่อถูกอสรพิษกลืนกินพวกเขาจะเป็พลังงานมากพอที่จะทำให้เกิดการ”ลอกคราบ”ของเหล่าอสรพิษตระกูล”ไวเปอร์”อย่างน้อยหนึ่งครั้งในกรณีที่เป้าหมายเป็คนธรรมดาและแน่นอนสำหรับนักล่าอันดับที่เก้านั่นเพียงพอให้เธอมีโอกาสลอกคราบนี้ได้หลายครั้ง
การลอกคราบจะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยาแและความเจ็บป่วยต่างๆที่เคยมีก็จะหายไปพูดง่ายๆมันเหมือนประกันชีวิตของเธอในกรณีที่เธอสูญเสียแขนขาหรืออวัยวะในร่างกายภายหลังจากการลอกคราบเธอก็ได้มันกลับมาอย่างครบถ้วน แต่ในขณะเดียวกัน่เวลาที่เธอลอกคราบอยู่เธอจะอ่อนแออย่างมาก
ข้อเสียของพิษนี้มีไม่กี่อย่างแต่นั่นก็มากพอให้อสรพิษตระกูลไวเปอร์ต้องกังวลและหลีกเลี่ยงการใช้มันอย่างแรกคือพิษนี้จะสามารถใช้ได้หนึ่งครั้งเท่านั้นจนกว่าอสรพิษตนนั้นจะกลืนกินเป้าหมายนั่นหมายความว่าหากเป้าหมายตายและเน่าไปก่อนที่อสรพิษจะกลืนกินเป้าหมายอสรพิษที่ส่งพิษชนิดนี้ออกไปจะไม่สามารถใช้พิษนี้ได้อีกครั้งตลอด่ชีวิตนั่นทำให้อสรพิษตนนั้นไม่สามารถที่จะลอกคราบได้อีกตลอด่ชีวิตและเพราะพิษนี้ทำให้เป้าหมายแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวะโนั่นทำให้หากใช้พิษใส่เป้าหมายที่เกินกำลังเธอก็จะสูญเสียโอกาสลอกคาบใน่ชีวิตของเธอด้วย เพราะเธอไม่มีกำลังพอที่จะกลืนกินเป้าหมายและหากเธอส่งพิษใส่คนธรรมดาที่อ่อนแอเกินไปพวกเขาอาจจะอย่ไม่ถึงเวลาที่พิษจะออกฤทธิอย่างสุขงอมและเสียชีวิตก่อนที่เธอจะทันได้ทำอะไร
การส่งคำดูถูกในตอนท้ายของอาคอนนั้นถือเป็การช่วยเหลือเธออย่างลับๆอาคอนประเมินว่าชายคนนี้หากเขาเก่งขึ้นแบบก้าวะโคนแรกที่เขาจะไปท้าทายคือไวพิเรสก่อนที่จะมาหาอาคอนเพราะจากสถานะปัจจุบันดูเหมือนไวพิเรสจะแข็งแกร่งพอๆกับเขาและหากเขาทำเช่นนั้นเขาจะจงใจปกปิดการกระทำของเขาด้วยตัวเองเพื่อไม่ให้ทางสมาคมและคนอื่นๆตามสอบสวนเื่นี้ได้
และหากเขาจงใจปิดบังมันก็หมายความว่าไวพิเรสสามารถใช้ความสามารถของเธอได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะตรวจพบและหากเธอสามารถใช้กำลังได้อย่างเต็มที่เธอจะมีวิธีการมากมายที่จะจัดการกับสครูวแม้ว่าเขาจะเก่งขึ้นแค่ไหนยังไม่นับรวมว่าเขาจะประมาทจากการประเมินเธอต่ำไปมาก
นั่นทำให้ปัจจุบันใบหน้าไวพิเรสเต็มไปด้วยรอยยิ้มและรอคอยการมาของเหยื่ออันโอชะของเธออย่างใจจดใจจ่อแม้เป็เื่ที่น่าเศร้าสำหรับสครูวแต่ผู้คนต้องระมัดระวังในสิ่งที่พวกเขาทำการประมาทจะนำไปสู่ความตายเธอยังคงคิดถึงวิธีการแก้แค้นของเธอกับเหล่าขุนนางเล็กๆที่ิ่สายเือสรพิษที่สูงส่งของเธอด้วยหลังจากนี้สิ่งที่เธอต้องทำก็คือรอคอยอย่างใจเย็นให้วันเ่าั้มาถึง