หลายวันต่อมา หลี่ชิงเหอเริ่มคุ้นชินกับชีวิตในกระท่อมของฉีเฟิงมากขึ้นกิจวัตรประจำวันของนางเริ่มต้นด้วยการช่วยเตรียมอาหารเช้าง่าย ๆ จากนั้นก็เรียนรู้วิธีการฟอกหนังจากเขาแม้จะเป็งานที่ต้องใช้แรงและมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่นางก็อดทนทำโดยไม่ปริปากบ่นความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากโลกอนาคตทำให้นางเข้าใจกระบวนการทางเคมีของการฟอกหนังได้เร็วกว่าที่ฉีเฟิงคาดไว้มาก
นางเสนอให้เขาลองใช้ขี้เถ้าจากเตาผิงซึ่งมีฤทธิ์เป็ด่างมาช่วยในกระบวนการขจัดขนและไขมันออกจากหนังสัตว์ผลลัพธ์ที่ได้นั้นดีเกินคาด หนังที่ได้นุ่มและสะอาดกว่าเดิมมากทำให้ฉีเฟิงมองนางด้วยความทึ่งระคนประหลาดใจ
"เ้าไปเรียนรู้วิธีการนี้มาจากที่ใด"เขาถามขึ้นในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งกินอาหารเย็นกันอยู่หน้าเตาผิง
"ข้า...อ่านเจอในตำราเก่าน่ะ"นางโกหกออกไปอย่างไม่แเีนัก
ฉีเฟิงไม่ได้ซักไซ้ต่อแต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยคำถามเด็กสาวกำพร้าที่เติบโตมาอย่างยากลำบากในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้จะไปหาตำราเช่นนั้นมาจากที่ใดได้? นางดูไม่เหมือนหลี่ชิงเหอคนเดิมที่เขาเคยเห็นอยู่ห่างๆ เลยแม้แต่น้อย เดิมนั้นนางขี้อายและหวาดกลัวอยู่เสมอแต่นางคนนี้กลับมีความมั่นใจ กล้าแสดงความคิดเห็น และมีความรู้แปลก ๆ ที่ไม่เคยมีใครในหมู่บ้านรู้มาก่อน
หรือว่าตอนที่นางจมน้ำ...ิญญาของนางได้หลุดลอยไปแล้วมีิญญาดวงอื่นเข้ามาแทนที่?
ความคิดนั้นทำให้เขาขนลุกซู่แต่เมื่อมองใบหน้าของนางที่กำลังเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ยอย่างเอร็ดอร่อยเขาก็สลัดความคิดไร้สาระนั้นทิ้งไป ข้าคงจะคิดมากไปเอง
นอกจากเื่ฟอกหนังแล้วชิงเหอยังใช้เวลาว่างในการสำรวจป่ารอบ ๆ กระท่อมนางค้นพบสมุนไพรหลายชนิดที่คนในยุคนี้ยังไม่รู้จักสรรพคุณของมันนางเก็บมันมาตากแห้งและแยกประเภทไว้นางคิดว่าความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ของนางน่าจะเป็ประโยชน์กับผู้คนในยุคนี้ได้ไม่มากก็น้อย
วันหนึ่งขณะที่ฉีเฟิงออกไปล่าสัตว์นางจึงตัดสินใจลองทำ สบู่ ขึ้นมาโดยใช้ไขมันสัตว์ที่เหลือจากการชำแหละและขี้เถ้ามาเป็ส่วนผสมหลักแม้จะเป็สบู่ก้อนแรกที่รูปทรงไม่สวยงามนักแต่เมื่อลองใช้ดูก็พบว่ามันสามารถชำระล้างคราบไขมันและสิ่งสกปรกได้ดีกว่าการใช้แค่เพียงน้ำเปล่ามากนัก
เมื่อฉีเฟิงกลับมาพร้อมกับกระต่ายป่าสองตัวเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นนางกำลังขัดถูหม้อไหในครัวอย่างขะมักเขม้นด้วยก้อนอะไรบางอย่างที่ส่งฟองฟู่ฟ่า
"นั่นคืออะไร"เขาถามพลางวางกระต่ายลงบนโต๊ะ
"สบู่"นางตอบพร้อมกับรอยยิ้มภาคภูมิใจ "ข้าลองทำดู เอาไว้ใช้ทำความสะอาดน่ะท่านลองใช้ดูสิ"
เขารับก้อนสบู่จากนางมาพิจารณาอย่างสงสัยก่อนจะลองนำไปล้างมือที่เปรอะเปื้อนเืจากการล่าสัตว์เมื่อเห็นว่าคราบเืและกลิ่นคาวหายไปอย่างง่ายดายดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความทึ่งอีกครั้ง "ของสิ่งนี้...ช่างน่าอัศจรรย์นัก"
ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นางนำเข้ามาในชีวิตของเขาค่อย ๆ ทำให้กำแพงในใจของพรานหนุ่มผู้สันโดษเริ่มพังทลายลงเขาเริ่มพูดคุยกับนางมากขึ้น เล่าเื่ราวการผจญภัยในป่าให้ฟังสอนวิธีการยิงธนูและวางกับดักสัตว์ให้นาง และบางครั้ง...เขาก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นกิริยาท่าทางแปลกๆ แต่ก็น่ามองของนาง
เย็นวันนั้นหลังจากกินอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็หยิบมีดแกะสลักกับท่อนไม้เล็ก ๆ ออกมานั่งทำอะไรบางอย่างอยู่เงียบๆ ชิงเหอชะโงกหน้าไปดูอย่างสนใจ "ท่านกำลังทำอะไรอยู่รึ"
"หวี" เขาตอบสั้น ๆ โดยไม่ได้ละสายตาจากงานในมือ
"หวี?"
"ข้าเห็นผมของเ้าพันกันยุ่งเหยิงอยู่บ่อยครั้งคิดว่าเ้าน่าจะ้ามัน"
คำพูดเรียบ ๆ ของเขาทำให้นางรู้สึกชาวาบไปทั้งหัวใจเขา...สังเกตเห็นเื่เล็กน้อยเช่นนี้ด้วยหรือ นางไม่เคยมีหวีเป็ของตัวเองมาก่อนในร่างนี้ทุกครั้งก็ได้แต่ใช้นิ้วมือสางผมที่พันกันอย่างลวก ๆ เท่านั้น
นางนั่งมองเขาแกะสลักหวีไม้ชิ้นนั้นอย่างเงียบ ๆแสงไฟจากเตาผิงสะท้อนในดวงตาคมของเขา ทำให้มันดูอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดนางเริ่มสังเกตเห็นว่าภายใต้ท่าทีที่เ็าและรอยแผลเป็ที่น่ากลัวนั้นฉีเฟิงเป็บุรุษที่จิตใจดีและใส่ใจในรายละเอียดอย่างที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อน
เวลาผ่านไปจนเกือบครึ่งเดือนแล้ว...ข้อตกลงหนึ่งเดือนของพวกเขากำลังจะผ่านไปครึ่งทางความคิดเื่การ กลับบ้าน ที่เคยเป็เป้าหมายหลักในชีวิตของนางเริ่มเลือนรางลงไปทีละน้อย นางเริ่มรู้สึกผูกพันกับกระท่อมหลังนี้ กับผืนป่ารอบ ๆ และ...กับบุรุษที่นั่งอยู่ตรงหน้านางในขณะนี้
บางที...บ้านอาจจะไม่ใช่สถานที่แต่เป็ความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจเมื่อได้อยู่กับใครสักคน
ความคิดนั้นทำให้นางเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวฉีเฟิงเงยหน้าขึ้นมาเห็นรอยยิ้มของนางพอดี เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะก้มหน้าแกะสลักหวีต่อไป แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าใบหูของเขาเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบงันแต่ในใจของคนทั้งสองกลับไม่ได้สงบนิ่งเหมือนบรรยากาศภายนอกพันธะสัญญาที่เริ่มต้นจากความเข้าใจผิด กำลังค่อย ๆ ถักทอสายใยบาง ๆ ที่มองไม่เห็นขึ้นมาระหว่างคนสองคน