วันรุ่งขึ้นเมื่อฐานะองค์ชายน้อยเปิดเผยแล้ว คนจากวังหลวงก็มาที่เรือนหนึ่งสันติสุขเสื้อผ้าและเครื่องใช้จำเป็ถูกยกมาสองหีบ ขันทีสูงวัยผู้หนึ่งจากกรมพิธีการมาแนะนำกฎระเบียบในวังแบบร่ายยาวต่อหน้าอาเฉินที่ไม่ยอมนั่งบนเก้าอี้แต่เลือกป่ายปีนขึ้นมานั่งบนตักน้าสาวนั่นทำให้นางได้รับสายตาตำหนิจากขันทีผู้นั้น
“ตื่นก่อนยามเหม่า[1]ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าสักการะเหล่าบรรพชนทางทิศตะวันออกยามซื่อ[2]อ่านโคลงกลอนและคัดหลักคำสอนคุณธรรมหนึ่งร้อยแปดประการยามเว่ย[3]ศึกษาพิชัยยุทธยามเซิน[4]ทบทวนกฎระเบียบของราชวงศ์...”
กฎข้อแล้วข้อเล่าถูกพล่ามยาวเหยียดคนฟังแทบสัปหงก
อาเฉินของนางเพิ่งจะขวบครึ่งเองนะ!พวกเขาอ่านกฎระเบียบวังหลวงผิดเล่มหรือเปล่า
ฉวนลี่ถิงชะเง้อมองไปทางประตูเหตุใดวันสำคัญเช่นนี้เสวี่ยอ๋องยังไม่ปรากฏกายหลากหลายใบหน้าเคร่งเครียดของผู้คนที่เข้ามารายล้อมจับองค์ชายเยาว์ชันษาแต่งตัวด้วยชุดแสนวิจิตรจากเด็กเคยร่าเริง กลับปล่อยเสียงร้องไห้จ้าเกินกว่าที่นางจะทัดทานไว้ได้
“ไป” เด็กน้อยน้ำตานอง กรีดร้องจะขอออกจากห้องท่าเดียว
“นิ่งนะคนดีของน้าอย่าร้อง...อย่าร้อง”
“ทรงถูกตามใจมากเกินไปแล้วกระมังกฎย่อมเป็กฎ ถ้าปล่อยปละตามใจเช่นนี้จะทำให้องค์ชายน้อยไม่รู้ระเบียบแบบแผนเอาได้” ตำหนิเด็กน้อยไม่ได้ฉวนลี่ถิงจึงต้องรับคำตำหนิจากข้าหลวงชราไว้เอง
ขณะจนด้วยคำชี้แจงหัวจิตหัวใจนางเหี่ยวเฉาพานจะร้องไห้ตามหลานชายคนที่นางหวังพึ่งพาก็ก้าวเข้ามาในห้อง
“หลานข้าไม่ใช่วัวไม่ใช่ม้ามาวันแรกจะเอาให้ได้ดั่งใจพวกเ้าเชียวรึ”
พระสุรเสียงทรงอำนาจนั้นทำเอาแต่ละคนรีบหันมาก้มกายแสดงความเคารพอย่างพร้อมเพรียงเสวี่ยอ๋องตรัสอนุญาตให้ยืนตามสบาย ขันทีชราจึงทูลความว่า
“เป็พระประสงค์ของฝ่าาพ่ะย่ะค่ะพวกกระหม่อมมีหน้าที่แค่ทำตามรับสั่ง”
“กับเด็กตัวแค่นี้ ไยไม่รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวย้อนคิดถึงวันที่พวกเ้าเข้าวังวันแรกสิ ต่างจากเขาหรือไม่หรือก้าวขาเข้าวังแล้วก็เก่งกาจรู้ถ้วนกระบวนความ ไม่เคยทำสิ่งใดผิดพลาดเลย”
ทั้งขันทีทั้งนางกำนัลต่างหน้าเจื่อนเซวียเสวี่ยจิ้งเข้าพระทัยดี คนเหล่านี้ก็แค่บ่าว เมื่อนายสั่งมาก็ไม่กล้าขัดใช่ว่าข้อปฏิบัติเ่าั้ไม่เคยทำให้ทรงลำบากยุ่งยากในวัยเยาว์
“เอาเถอะ...ไว้ข้าจะทูลฝ่าาด้วยตัวเองรับรองไม่ให้มีโทษทัณฑ์มาถึงพวกเ้าแน่”
เมื่อได้รับพระกรุณาต่างก็ลอบถอนหายใจแล้วถอยห่างออกไปด้านองค์ชายน้อยที่ซุกหน้ากับกระโปรงของผู้เป็น้า ครั้นเห็นว่าใครมาช่วยในสถานการณ์อึดอัดใจกายก็ผละจากน้าสาวโผเข้ามาซบท่อนขาเสวี่ยอ๋อง ร่ำร้องให้อีกฝ่ายอุ้มด้วยความเคยชิน
พระวรกายสูงโน้มองค์ลงอุ้มเด็กชายขึ้นมาให้ซบหน้ากับอังสา ล่ำสันกิริยาช่างอ้อนนั้นทำให้คนจากวังหลวงเห็นถึงความสนิทสนมที่เสด็จอามีต่อพระภาติยะ[5]
“วันนี้พอแค่นี้เถอะจะสอนจะฝึกอะไรเขา ให้มากันใหม่พรุ่งนี้...ข้าจะอยู่ด้วย เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้างคงไม่เกะกะลูกตาพวกเ้ากระมัง”
“กระหม่อมมิบังอาจ”แม้ไม่เคยได้ยินเื่พระอารมณ์ด้านร้ายของเสวี่ยอ๋องแต่ตรัสจะอยู่ร่วมดูการฝึกฝนองค์ชายน้อยด้วย ทำให้ขันทีสูงวัยกลืนน้ำลายลงคอเกรงว่าความเคร่งระเบียบของตนอาจจะทำให้ไม่พอพระทัย
และเมื่อคนจากวังหลวงทยอยออกจากเรือนหนึ่งสันติสุขไปหมดแล้วฉวนลี่ถิงก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ไม่มีสิ่งใดเกินกว่าความสามารถของการเรียนรู้หรอกและเ้าอย่าพูดเช่นเดิมนะว่า อาเฉินยังเด็กเพราะยังเด็กจึงถือเป็เื่ดีที่จะฝึกฝน รู้หรือไม่ เด็กๆสามารถเปิดรับสิ่งใหม่ได้รวดเร็วกว่าผู้ใหญ่”
“ท่านก็พูดง่ายข้า...เอ่อ...หม่อมฉันขออภัย”
ผู้มีฐานันดรแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย
“เคยพูดอย่างไรก็ทำอย่างเก่า”
“ทำอย่างนั้นได้หรือเพคะ”
“ข้าบอกว่าได้ก็ต้องได้สิเ้าอยู่ในตำหนักข้านะ ไม่ใช่วังหลวง ไม่ต้องมากพิธีนักหรอก พูดได้ก็พูดไม่ถนัดปากก็ไม่ต้อง ข้ารู้ว่าเ้าอึดอัดจวนจะแย่แล้วมาเถอะ...ออกไปเดินเล่นกันเสียหน่อย ขาเ้าทุเลาแล้วนี่ ไม่อยากเดินดูรอบๆตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์สักหน่อยหรือ”
“เ้าค่ะ” ขนาดอาเฉินยัง้าเวลาเรียนรู้ ตัวนางเองก่อนจะกล่างคำ ‘เพคะ’ แทน ‘เ้าค่ะ เ้าคะ’หรือ ‘หม่อมฉัน’ แทน ‘ข้า’ ก็ขอเวลาเรียนรู้และปรับตัวอีกสักหน่อยเพื่อไม่ให้ผิดพลาดแล้วกัน
ฉวนลี่ถิงรู้ว่าทรงอยากให้นางเอาใจออกห่างเื่ชวนปวดหัวแม้สักระยะก็ยังดี เลยพยักหน้ารับคำชวนแล้วเดินตามเงาร่างสูงใหญ่ที่มีเด็กน้อยตัวกระจ้อยนั่งอยู่บนพระอังสากว้างอาเฉินหัวเราะดังเอิ๊กอ๊ากชอบใจเสียงร้องไห้คร่ำครวญก่อนหน้าราวกับไม่ได้เคยเกิดขึ้นจริง
ในแต่ละวันเวยกงกงจะมาที่เรือนหนึ่งสันติสุข ติดตามด้วยขันทีและนางกำนัลฝ่ายละสองคนองค์ชายน้อยเมื่อได้พบหน้าผู้คนเ่าั้บ่อยขึ้นก็เริ่มคุ้นชิน ภายใต้สายพระเนตรของเสวี่ยอ๋องการอบรมสั่งสอนนั้นอะลุ้มอล่วยค่อยเป็ค่อยไป
การให้เด็กอายุขวบครึ่งสามารถอยู่นิ่งๆได้เกินหนึ่งเค่อนั้นย่อมเป็ไปได้ยากยิ่ง เสื้อผ้าหนาหนักเต็มรูปแบบทำให้เด็กน้อยคล้ายดั่งก้อนแป้งจะล้มมิล้มแหล่เดินเหินเซซ้ายทีขวาทีไม่ค่อยอยู่กึ่งกลางทางเดินซึ่งปูลาดด้วยผ้าเพื่อไปยังจุดหมายคือถาดทองคำที่วางป้ายชื่อพระราชทานจำลองแทนของจริงพร้อมทั้งกำไลข้อเท้าทองคำ มีบ้างที่องค์ชายน้อยเดินออกนอกเส้นทางแต่ก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการลุ้นอย่างเอาใจช่วยของทุกคนและคนซึ่งลุ้นแทบลืมหายใจที่สุดก็คือฉวนลี่ถิง
แล้ววันที่รถม้าจากวังหลวงมารับโอรสขององค์จักรพรรดิที่ตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ก็มาถึงหมายกำหนดการแจ้งว่าเพื่อไปทำความเคารพญาติสนิทไม่กี่คน ยังไม่ใช่พิธีเต็มรูปแบบเพราะฤกษ์ที่ได้คือคืนวันเทศกาล จงชิว[6]ที่วัดหม่านหลงซึ่งองค์จักรพรรดิและเหล่าเชื้อพระวงศ์จะทำพิธีบวงสรวงพระจันทร์
คนร่วมขบวนล้วนคุ้นหน้าขันทีคนหนึ่งอุ้มองค์ชายน้อยขึ้นบนรถม้าดวงตากลมใสแจ๋วมองน้าสาวที่ยังยืนอยู่ด้านข้างของรถม้า มือเล็กยื่นมาไขว่คว้า
“อาเฉินคนดีอาเฉินคนเก่ง เ้าต้องเข้าวังแล้วนะ ไว้น้าจะนั่งรถม้าอีกคันตามไป” คำปลอบไม่เป็ผลใบหน้าน้อยๆ เบะเบ้เตรียมจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
“อย่าโยเยนะคนดีนี่เป็วันสำคัญของเ้านะ” เด็กก็คือเด็กทั้งที่รู้ว่าหลานเข้าใจได้ไม่ถึงครึ่ง ฉวนลี่ถิงก็ยังพร่ำปลอบ
“เ้าควรจะขึ้นรถม้าคันเดียวกับเขา”เซวียเสวี่ยจิ้งทรงเสนอแนะ
“แต่...” เวยกงกงจะขัดว่าฉวนลี่ถิงเป็สามัญชนคงไม่เหมาะสมจะนั่งรถม้าของเชื้อพระวงศ์ แต่ถูกแทรกขึ้นก่อน
“อย่าทำอะไรตามกฎโดยไม่มองสถานการณ์รอบข้างนักเลยนอกจากพวกเ้ากับข้า ใครจะรู้ว่าข้างในคือโอรสองค์หนึ่งของจักรพรรดิในเมื่อยังไม่เข้าพิธี เด็กอายุขวบครึ่งเ้าคิดว่าปลอดภัยแล้วหรือที่จะปล่อยให้นั่งหัวโยกหัวคลอนอยู่ในรถม้าขณะวิ่งหรือเ้าจะเอาหัวเป็ประกันว่าองค์ชายน้อยจะอยู่รอดปลอดภัย ไร้รอยขีดข่วนเมื่อไปถึงยังที่หมาย”
“กระหม่อมมิกล้า”กงกงสูงวัยน้อมกายลง ยอมล่าถอยโดยดี
[1] เหม่าสือ๐๕.๐๐ น.-๐๗.๐๐ น.
[2] ซื่อสือ๐๙.๐๐ น.-๑๑.๐๐ น.
[3] เว่ยสือ๑๓.๐๐ น.-๑๕.๐๐ น.
[4] เซินสือ๑๕.๐๐ น.-๑๗.๐๐ น.
[5]หลาน ลูกของพี่ชายหรือน้องชาย
[6]เทศกาลไหว้พระจันทร์ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ค่ำเดือน ๘ กลางฤดูใบไม้ร่วง